ความเห็น


ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมครับ

ส่วนตัวผมเองยังไม่ค่อยได้มีโอกาสแวะเวียนไปอ่านบันทึกของท่านอื่นๆ เลย ทำให้รู้สึกว่าตนเองยังโลกทัศน์แคบอยู่ เลยอยากจะหาเวลาอ่านความเห็นในประเด็นต่างๆ หลายๆ ความเห็นครับเพื่อเปิดโลกทัศน์ให้ตัวเองครับ

ส่วนที่ว่าเรื่องกฎหมายเป็นเรื่องที่หลายคนไม่ยอมเข้าใจ ทำเป็นไม่เข้าใจ สอนยากไหมนั้นผมไม่แน่ใจว่าจะตอบตรงประเด็นไหมนะครับ ผมว่าโดยจิตวิญญาณของความเป็นครูนั้นครูทุกนก็อยากสอนให้เด็กเข้าใจทุกคนนะครับ แต่เทคนิคแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกัน

ส่วนกฎหมายเองนั้นก็มีแง่มุมให้คิดครับ และกฎหมายนั้นอิงอยู่กับการใหเหตุผลครับ ซึ่งแท้จริงแล้วการให้เหตุผลบางอย่างสมเหตุสมผลแต่ไม่ถูกต้องชอบธรรมร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ได้ครับ เช่น

1.ช้างเป็นสัตว์

2.ช้างมีสี่ขา

3.เก้าอี้มีสี่ขา

4.ฉะนั้นเก้าอี้เป็นสัตว์

หรือ

1.รัฐบาลเป็นตัวแทนของประชาชน

2.รัฐบาลมีความชอบธรรมในการบริหารประเทศ

3.ผู้ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลเป็นตัวแทนของประชาชน

4.ฉะนั้นผู้ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลก็มีความชอบธรรมในการบริหารประเทศ

หรือ

1.รัฐธรรมนูญปี 50 เป็นเครื่องมือของเผด็จการ

2.รัฐธรรมนูญปี 50 ไม่ควรมีผลใช้บังคับ

(แต่ถ้าคิดตามหลักการข้างต้นแล้วจะได้ว่า)

3.รัฐบาลมาจากรัฐธรรมนูญ ปี 50

4.ฉะนั้นรัฐบาลก็เป็นเครื่องมือของเผด็จการและไม่ควรมีผลใช้บังคับครับ

ฉะนั้นรัฐบาลควรออกไปครับ (แต่นักการเมืองฝ่ายที่อยากแก้รัฐธรรมนูญมักจะไม่พูดต่อ แล้วมักจะตีรวนไปหาความชอบธรรมด้านอื่นๆ แทน นั่นคงเป็นเหตุผลของแต่ละคนที่ขึ้นอยู่กับผลประโยชน์ส่วนบุคคล)

ส่วนคำถามที่ว่าอดีตเชื่อมโยงกับสมัยนี้อย่างไรนั้น ปัจจุบันในทางกฎหมายผมหาความเชื่อมโยงไม่ได้ครับเดิมทีกฎหมายไทยก่อนการปฏิรูประบบกฎหมายเรามีแนวคิดและนิติวิธีของเราเองโดยอิงอยู่กับความเชื่อทางศาสนาและธรรมะ หรือความชอบธรรม และไม่แยกกฎหมายออกจากความเป็นธรรมและยุติธรรม เราคิดว่ากฎหมายเป็นเครื่องมือให้เกิดความเป็นธรรมครับ แต่ต่อมาหลังการปฏิรูประบบกฎหมายเราลืมรากเหง้าสิ่งดีๆในอดีตครับ เรามีแต่หน้าฉากที่ดูสวยแต่ไม่มีความลึกทางความคิด เราแยกกฎหมายออกจากความเป็นธรรมครับ เราแยกกฎหมายออกจากธรรมะครับ เรามีการสอนกันว่า ความยุติธรรมคือยุติธรรมตามตัวกฎหมายกำหนดครับ ผลคือกฎหมายเป็นเครื่องมือของกลุ่มผลประโยชน์บางกลุ่มที่เครอบครองอำนาจรัฐ โดยไม่สนใจความชอบธรรม ความยุติธรรม ความถูกต้องครับ มีแต่คำว่ายุติธรรมตามกฎหมาย

ในสมัยรัชกาลที่ 5 เกิดคดีหนึ่งขึ้นคือ

ยายยกทรัพย์ให้หลานเพื่อให้หลานเลี้ยงตัวเองตอนแก่ แต่หลังจากหลานแต่งงานแล้วมีลูกแล้ว หลานก็ตายไปก่อนยาย โดยกฎหมายทรัพย์มรดกเรื่องลำดับชั้นทายาท ทรัพย์มรดก ก็ต้องตกทอดให้ได้กับบุตรของหลานและภรรยาของหลานที่เป็นทายาทชั้นต้นก่อนส่วนยายที่เป็นเจ้าของเดิมนั้นไม่มีสิทธิรับมรดกเพราะเป็นทายาทชั้นรองจากผู้สืบสันดานอีกทีหนึ่ง ซึ่งเรื่องนี้ได้มีพระบรมราชวินิจฉัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าให้ยายได้มรดกหนึ่งในสามส่วนเพื่อความเป็นธรรมครับ ทั้งๆที่ตัวบทก็ไม่เขียนไว้

จะเห็นว่าถ้ายึดตัวบทอย่างเดียวก็จะมีปัญหานะครับ อาจจะยุติตามกฎหมาย แต่ไม่เป็นธรรมได้ครับ ผมยังไม่ทราบว่าหากข้อเท็จจริงดังกล่าวเกิดขึ้นในปัจจุบันนี้จะเกิดอะไรขึ้น... ยายคงไม่มีสิทธิได้รับมรดกเพราะกฎหมายเขียนไว้ว่าบุตรของหลานซึ่งเป็นผู้สืบสันดานมีสิทธิดีกว่ายาย ฉะนั้นยายจึงไม่มีสิทธิรับมรดกครับ...

ขอโทษนะครับถ้าผมไปพาดพิงเรื่องหนักๆทางการเมืองเข้า

ขอบคุณอีกครั้งที่แวะมาชมครับ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี