ความเห็น 74463

สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน

นายบุญสนอง สมวงศ์
IP: xxx.25.2.237
เขียนเมื่อ 

เรียน  ท่านอาจารย์  ดร.จีระ  ที่เคารพ

                กระผม  นายบุญสนอง   สมวงศ์   นักศึกษาปริญญาเอก   สาขาวัฒนธรรมศาสตร์  มหาวิทยาลัยมหาสารคาม    ซึ่งได้เข้าฟังบรรยายเรื่องทรัพยากรมนุษย์  กับท่านอาจารย์      หอประชุมคุรุสภา  ในวันที่   9  กันยายน   2549    นั้น   กระผมรู้สึกว่ามีความซาบซึ้งและได้ความรู้   ตลอดจนเกิดประกายทางความคิดในการพัฒนาคนมากยิ่งขึ้น    ท่านอาจารย์ที่เคารพ   กระผมรับราชการครู   สอนในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย  ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่   6    ในรายวิชา   การเงิน   การธนาคาร  และการคลัง   ซึ่งเป็นวิชาในกลุ่มเศรษฐศาสตร์  บังเอิญกระผมจบปริญญาตรีด้านบริหารธุรกิจ   วิชาเอกการบัญชี    เลยมีประสบการณ์ด้านการเรียนเศรษฐศาสตร์ในระดับที่ดีพอสมควรที่จะสามารถ่ายทอดให้กับนักเรียนได้     จากการสังเกตก่อนการเรียนการสอน  นักเรียนและคนไทยโดยทั่วไปมักจะไม่ค่อยระมัดระวังและศึกษาให้เข้าใจถึงความเป็นไปของวิชาเศรษฐศาสตร์  ทั้ง ๆ ที่วิชานี้เป็นวิชาการจัดการบ้านเรือน   ชีวิต   และความเป็นอยู่ของตนเอง   ให้สามารถครองชีพอยู่รอดในสังคมได้แต่ก็หาคนที่เข้าใจได้ยาก    ครูในโรงเรียนระดับประถมและมัธยมส่วนน้อยที่ได้เรียนมาโดยตรงทางด้านนี้และมีความเข้าใจลึกซึ้งที่จะถ่ายทอดสู่นักเรียนโดยทั่วไปได้    ส่วนใหญ่ก็ถ่ายทอดไปโดยไม่ปลูกฝังอุดมการณ์   ความคิดและวิธีคิด    การเข้าฟังบรรยายจากท่านอาจารย์ครั้งนี้   ทำให้ผมเกิดแนวความคิดใหม่    เกิดขึ้นหลายประการ    ประการที่หนึ่ง   กระผมมีแนวความคิดในเรื่องการพัฒนาคน   จะต้องให้ความใส่และติดอาวุธทางความคิดให้กับเขา    ให้เขาได้คิดเอง   นำเสนอ   และได้ลองปฎิบัติด้วยก็จะดี    เพื่อที่ว่าเขาจะได้ศึกษาปัญหา  วิธีการแก้ไขปัญหา    จะทำให้เขาตกผลึกความคิด   รู้จักคิดเป็น   แก้ปัญหาเป็น   และทำเป็น     (แนวความคิดนี้ได้มาจากหนังสือของท่านอาจารย์ที่พวกกระผมได้ซื้อติดตัวมา)    ประการที่สอง    การที่มนุษย์ได้ฝึกฝนการปฎิบัติทำให้เรียนรู้ได้จริง   โดยไม่ใช่เรียนอยู่แต่ในตำราแล้วนำมาใช้ไม่เป็น    แก้ปัญหาไม่เป็น   ซึ่งคนไทยเราในอดีตเราเรียนกันมาแบบนั้น      ประการที่สาม   การพัฒนาทุกอย่างต้องพัฒนาที่คน    ถึงจะมีงบประมาณมากมายเท่าไรก็ตาม    แต่ถ้านำไปใช้พัฒนาแล้ว   ไปเจอผู้ที่ไม่มีคุณธรรม   ใช้ไม่เป็น   คิดไม่เป็น   หรือคิดเป็น   ใช้เป็น  แต่เห็นแก่ตัว   ไม่คิดถึงประโยชน์ส่วนรวม    ก็จะพัฒนาอะไรได้ไม่มาก    เหมือนกับประเทศไทยเราขณะนี้

                                ท่าน  อ. ดร. จีระ   ที่เคารพ   บางครั้งคนคิดอะไรต่าง    ได้มากมาย   โดยไม่แบ่งแยกว่าเป็นผู้ใหญ่หรือเด็ก    เพียงแต่เราอย่าไปทำความคิดของเขาให้เคราะเกร็น   เช่น   วันหนึ่งมีนักเรียนชั้น  ม.  6   ถามกระผมว่า   อ. ครับ   การที่ไทยเราไปทำสัญญา  FTA  กับประเทศต่าง    ดีอย่างไร   และการที่มี  WTO  จะช่วยประเทศเราได้อย่างไรบ้าง   คำถามเหล่านี้ถ้าครูไม่ได้ศึกษามาก่อนหรือไม่มีความรู้   หรือวิเคราะห์ให้นักเรียน

ฟังทันทีนักเรียนก็จะคิดไม่เป็น   แต่กระผมได้มีโอกาสเข้าอบรมกับคณะเศรษฐศาสตร์  เมื่อเดือน  เมษายน  ของปีก่อนโน้น   ซึ่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์   เป็นผู้จัดในโครงการชื่อ   WTO   Watch    ซึ่งเป็นโครงการที่ให้ความรู้กับครูได้ดีมาก   แต่รับผู้เข้ารับการอบรมได้เพียงไม่กี่คนทั้งประเทศ    กระผมก็เลยช่วยนำการวิเคราะห์ให้เขาช่วยกันวิเคราะห์   แต่กระผมก็ไม่สรุปว่าดีหรือไม่ดีในการทำ   FTA    แต่พวกนักเรียนมีความรู้และรู้วิธีว่าควรจะทำอย่างไร    มีประโยชน์หรือไม่   มากน้อยเพียงใด    นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่กระผมจะพยายามปฎิบัติและเจริญรอยรูปแบบการพัฒนาคนของท่าน   อ.   ทั้ง สองท่าน   คือท่าน อ.พารณ  และท่าน อ. ดร.จีระ  โดยได้แนวความคิดจากหนังสือของท่านทั้ง   2   ที่ช่วยกันนำเสนอ

                                ท่านอาจารย์ที่เคารพ  กระผมรบกวนเวลาของท่านอาจารย์มากมากพอสมควร   กระผมมีแนวความคิดอย่างหนึ่งที่กระผมตัดสินใจมาเรียนวิชาเอกวัฒนธรรมศาสตร์ซึ่งมีความหมายที่กว้างมากนั่นคือ  วัฒนธรรมการเรียนรู้   และการอยู่ร่วมกันของคนไทย   ยังมีอีกหลายอย่างที่คนไทยควรเปลี่ยนแปลงบางประการเช่น   วัฒนธรรมการคิด    ที่เมื่อก่อนไม่ค่อยมีคนจะคิดแหวกแนว   คิดอะไรที่แปลก    เพราะกลัวว่าคนอื่นจะหาว่า   คิดอะไรไม่เหมือนเขา    ทำอะไรไม่เหมือนคนอื่น    แต่ในวันนี้วัฒนธรรมแบบนี้ควรได้รับการแก้ไขและเปลี่ยนแปลงเป็น   คนไทยต้องกล้าคิด   กล้าทำ   กล้าตัดสินใจ   เรียนรู้สิ่งอะไรที่แปลก      โดยอยู่ภายใต้ความ  ดีงาม     การนอบน้อมถ่อมตน     เชื่อฟังผู้อาวุโสแล้วนำมาประยุกต์ใช้ร่วมกับความคิดของตนเอง    จะทำให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้      พึ่งตนเองได้    แก้ปัญหาทุกสิ่งได้    จนทั่วโลกยอมรับ   เหมือนกับ      ยิ้มสยามของเรา    ที่ใคร     ก็อยากจะสัมผัส 

                                ท้ายที่สุดนี้   กระผมขอรบกวนท่าน  อ.  แต่เพียงเท่านี้   ขออัญเชิญอำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั่วสากลโลก   รวมทั้งพระบารมีขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว   สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนารถ   และพระราชวงศ์แห่งจักรีวงศ์ทุกพระองค์   จงช่วยดลบันดาลประทานพรให้ท่าน อ.ทั้งสอง มีแต่ความสุข   ความเจริญ   สุขภาพพลานามัยสมบูรณ์   คิดและปรารถนาอะไรขอให้ได้ดังใจปรารถนา  มีพละกำลังและจิตใจที่เข้มแข็งในการสั่งสอนลูกศิษย์   และคนไทย   ตลอดไปเทอญ.

                                นายบุญสนอง    สมวงศ์   นักศึกษาปริญญาเอก   มหาวิทยาลัยมหาสารคาม  วิชาเอกวัฒนธรรมศาสตร์    หน่วยบริการการศึกษาจังหวัดนครราชสีมา.

                                 15   กันยายน   2549     เวลา    19.26   น.