ความเห็น 55897

Food Science/HR/2

ชาญธวัช ฝ่ายหมื่นไวย์
IP: xxx.155.40.132
เขียนเมื่อ 
           เรียน อาจารย์ ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์ อ. พจนารถ อ. ยม และสวัสดีดีเพื่อนๆนักศึกษาทุกท่าน       สำหรับที่ท่านอาจารย์ให้หาข้อมูลเกี่ยวกับ Intangible asset และ การวัดค่านั้นผมมีรายละเอียดที่ share ดัวนี้        1) ความหมายและลักษณะของสินทรัพย์ที่ไม่มีตัวตน (Intangible asset)   สำหรับสินทรัพย์ที่ไม่มีตัวตนนั้นเป็นสินทรัพย์ที่ทางบริษัท และผู้ประกอบการมีอยู่แต่ไม่สามารถจับต้องได้ และมีคุณค่าที่บางครั้งตีเป็นตัวเงินได้ง่าย แต่บางตัวตีเป็นมูลค่าทางบัญชีได้ยาก ทำให้บางบริษัทหรือห้างร้าน ผู้ประกอบการ หลายรายไม่ได้นำมาคิดในระบบบัญชี ลักษณะที่เป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีตัวตนจะประกอบด้วย          1.1) Patents (สิทธิบัตร)   หมายถึง หนังสือสำคัญที่รัฐออกให้เพื่อคุ้มครองการประดิษฐ์คิดค้น หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะตามที่กฎหมายกำหนด                   สิทธิบัตรแบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือสิทธิบัตรการประดิษฐ์ และสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ ปกติอายุของสิทธิบัตรจะมีอายุประมาณ 20 ปี สำหรับการตีมูลค่าของสิทธิบัตรก็สามารถทำได้โดยถ้าเป็นการซื้อมา การคิดมูลค่าก็เท่ากับราคาที่ซื้อมาตอนต้น การลดมูลค่าทางบัญชีต่อปีก็สามารถทำได้โดยการ ตัดจำหน่ายด้วยวิธีเส้นตรงเช่น สิทธิบัตรการผลิตยา A นั้นมีมูลค่า 2,000,000 บาท ดั้งนั้นสิ้นปีแรกมูลค่าของสิทธิบัตรจะเลดลงไป 2,000,000/20 คือ  10,000 บาท หรือเหลือค่า 1,990,000 บาท          1.2) Trademark , Trade names & Brand (เครื่องหมายการค้า ชื่อทางการค้า ยี่ห้อ) คือเครื่องหมายซึ่งอาจเป็นภาพ หรือคำ ชื่อหรือตัวอักษร หรือสัญลักษณ์ที่ใช้กำกับสินค้าและบริการ เพื่อให้คนทั่วไปสามารถแยกแยะได้ว่าสินค้านั้นมีเอกลัษณ์พิเศษและแตกต่างกับสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าของผู้อื่น เช่นเครื่องหมายการค้าของ Coke ,Toyota เป็นต้น การประเมินค่าก็สามารถทำได้2วิธีเช่นกันคือถ้าซื้อมาก็นำมูลค่าที่ซื้อมาใส่ในบัญชีได้เลย แต่การคิดค่าเสื่อมจะคิดอย่างกว่าสทธิบัตร เนื่องจากต้องใช้ประเมินเองว่ามูลค่าของเครื่องหมายการค้าของเรานั้นมีค่าเพิ่มข้นหรือลดลง ในส่วนนี้อาจใช้ยอดขายหรือมูลค่าในตลาดเป็นตัวประเมินค่าถ้าสินค้าของเรากลายเป็น Leader brand มูลค่าที่ประเมินควรจะเพิ่มขึ้น แต่ถ้า Brand ของเรามีมูลค่าทางการตลาดลดลงการตีมูลค่าก็จะลงลงตามไปด้วย การประเมินราคาสำหรับ brand ที่สร้างขึ้นมาใหม่นั้นก็ใช้การประเมินจากมูลค่าทางการตลาดได้เลย หรืออาจจะประเมินจากเม็ดเงินที่ลงทุนในการสร้าง brand นั้นๆขึ้นมาเช่นค่าใช้จ่ายในการโฆษณา การทำประโยชน์แก่สังคมเป็นต้น          1.3) Franchises and Licenses (สัมปทาน และ ใบอนุญาต)  สัมปทานหมายถึงสัญญาข้อตกลงระหว่างเจ้าของสัมปทาน และผู้รับสัมปทาน ที่เจ้าของสัมปทานให้สิทธิแก่ผู้รับสัมปทานในการจำหน่ายผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ระบุ หรือสิทธิในการใช้เครื่องหมายการค้า ชื่อการค้า หรือกระทำหน้าที่บางประการ ภายในพื้นที่ที่ระบุ สำหรับใบอนุญาต หมายถึงสิทธิของเอกชนในการใช้ทรัพย์สินของรัฐ การประเมินคุณค่าเริ่มต้นก็คิดเหมือนสิทธิบัตร ตัวอย่างที่เป็นสัมปทานคือ 108 shop ,ชายสี่บะหมี่เกี๊ยว เป็นต้น          1.4) Goodwill (ค่าความนิยม) ถือเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีตัวตน ซึ่งมีลักษณะพิเศษที่ไม่เหมือนลูกหนี้ สินค้าหรือสิทธิบัตรที่สามารถขายหรือแลกเปลี่ยนในท้องตลาดได้ แต่ค่าความนิยมเป็นสินทรัพย์เฉพาะของธุรกิจเท่านั้น ตัวอย่างที่เห็นชัดๆก็คือ ค่านิยมของนักฟุตบอลที่หลายปีที่ผ่านมา David Beckham   จะมีค่าความนิยมที่มากที่สุดในนักฟุตบอลด้วยกันแต่ปีล่าสุดกลายเป็น โรนัลดินโย ที่มีมูลค่าทางการตลาดสูงกว่า (ซึ่งถ้าพูดถึงเรื่องฝีเท้าแล้วโรนัลดินโยดีกว่าเบ็คแฮมเยอะแต่ที่มูลค่าของเบ็คแฮมสูงกว่าโรนัลดินโยมาตลอดก่อนหน้านี้ก็เพราะ เบ็คแฮมมีการ PR ตัวเองที่ดีมากๆ จึงอยู่ในความสนใจของผู้คนตลอดเวลา) การวัดค่าทางบัญชี ทางที่ดีที่สุดก็คงอยู่ที่การประเมินเป็นรายปีไป การขึ้นลงไม่แน่นอน           1.5 Business secret (ความลับทางธุรกิจ) ซึ่งอาจรวมถึง สูตรทางการผลิต กระบวนการผลิต เครื่องมือในการผลิต และอื่นๆที่ทำให้บริษัทของเราแตกต่างจากคนอื่น การประเมินก็ต้องดูในส่วนที่เราลงทุนในการที่จะได้มาเช่นการส่งไปอบรม ดูงาน การใช้จ่ายทางด้านการวิจัยและพัฒนาเป็นต้น ส่วนการประเมินค่าเสื่อมถอย/มูลค่าเพิ่มรายปีเราต้องประเมินคู่แข่งว่ามีการเลียนแบบเราได้มาขนาดไหนถ้าได้มากมูลค่าเราก็ลดลงเยอะ แต่ถ้าไม่สามารถเลียนแบได้แถมเรายังพัฒนาไปได้อีกขั้นตัวเลขที่ประเมินจุดนี้คงต้องเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาแล้วละครับ              จากตัวอย่างด้านบนจะพบว่าในอดีนักทางบัญชีไม่คิดมูลค่าทุนเหล่านี้แต่ปัจจุบันไม่คิดไม่ได้แล้วเพราะบางธุรกิจมีสินทรัพย์ที่ไม่มีตัวตนสูงกว่าสินทรัพย์ที่ตัวตนมาก เช่น  Microsoft ก็เป็นบริษัทหนึ่งในโลกปัจจุบันที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงกว่าหลายๆประเทศทั่วโลก ทั้งที่ Microsoft เองก็ไม่ได้มีที่ดิน คนงาน สิ่งก่อสร้าง มากไปกว่าเกาะภูเก็ตเลยยิ่งไม่ต้องเทียบกับประเทศไทยแต่มูลค่าทางเศรษฐกิจเขาสูงกว่า  (บิล เก็ตส์ เป็นคนที่เรียนที่ Harvard ไม่จบแต่เมืองไทยมีคนจบด็อกเตอร์จาก Harvard ตั้งเยอะ ดังนั้นอาจเป็นไปได้ว่าสิ่งที่ฝรั่งมันสอนนั้นมันหลอกเราทำให้คนที่ได้รับการสอนจากมันแล้วมีประสิทธิผลในการทำงานสู้คนที่เรียนไม่จบก็ไม่ได้ถ้าคิดในแง่ร้ายนะครับ แต่ผมคิดว่าไม่ใช่ครับมันคงเกิดจาก บิล เก็ตส์มันเป็นพวกที่มี Talent capital สูงครับ )           ในส่วนของเมืองไทยก็เป็นอะไรที่แปลกที่เราชอบมองที่สินทรัพย์ที่มีตัวตนเป็นหลักแต่ไม่ค่อยมองที่ Intangible asset มากนักทั้งที่เราก็ทราบว่ามันมีมูลค่าสูงกว่า Tangible Asset เยอะเช่นสองโครงการหลักๆที่เราอยากจะประสบผลสำเร็จแต่เราไม่สร้างมูลค่าทาง Intangible asset คือ        1) การเป็น  Detrot  of  Asia  แต่เราไม่เคยมีความคิดที่จะทำรถที่เป็น Nation brand เลยครับ ประเทศที่อยู่ติดกับเรา(มาเลเซีย)เขายังไม่มีโครงการนี้เลยเขากลับมี โปรตอน เป็นรถประจำชาติ ส่วนเรา OEM ครับรับจ้างผลิตไปเรื่อยเมื่อไรค่าแรงไม่ competitive นายทุนต่างชาติก็ย้ายทุนออกไปที่ เวียดนามบ้าง จีนบ้าง ทีนี้เศรษฐกิจภายในประเทศก็เจ๋งอีกรอบ(เป็นไปตาม Cycle ของมัน) การพัฒนาก็ไม่ยังยืน(ขาด Sustainable capital )       2) โครงการครัวของโลก ก็เป็นอีกโครงการหน งที่เราไม่มีการรณรงค์ให้ทุกคนพยายามสร้าง brand ให้กับสินค้าของเราให้ทั่วโลกรู้จักมากนัก เพราะถ้าเขารู้จัก brand ของเราต่อไปเราก็นำไปเราเป็น Franchises ให้คนอื่นได้หรือให้คนอื่นทำ OEM ให้เราก็ได้                                     ขอแสดงความนับถือ