ความเห็น 44531

อ่านบล็อกแล้วก็ช่วยกันแสดงข้อคิดเห็นให้เจ้าของความรู้เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายทางสังคม

เขียนเมื่อ 

(ต่อจากข้างบน) ส่วนมาตรา 15(5) พรบ. ลิขสิทธิ พ.ศ. 2537)วางหลักว่า... เจ้าของลิขสิทธิ(หมายถึงผู้สร้างสรรค์บทความ)ย่อมมีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวที่อนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิในกากระทำซ้ำหรือดัดแปลง เผยแพร่ต่อสาธารณชน หรือให้เช่าต้นฉบับหรือสำเนางานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ และสิ่งบันทึกเสียง โดยจะกำหนดเงื่อนไขอย่างใดหรือไม่ก็ได้ แต่เงื่อนไขดังกล่าวจะกำหนดในลักษณะที่เป็นการจำกัดการแข่งขันโดยไม่เป็นธรรมไม่ได้

      ส่วนคำว่าทำซ้ำ(มาตรา 4 บทนิยามศัพท์)หมายถึงคัดลอกไม่ว่าด้วยวิธีการใดๆ เลียนแบบ ทำสำเนา .....

     ดัดแปลง หมายถึง ทำซ้ำโดยเปลี่ยนรูปใหม่ ปรับปรุง แก้ไขเพิ่มเติม หรือจำลองงานต้นฉบับในส่วนที่เป็นสาระสำคัญโดยไม่มีลักษณะเป็นการจัดทำงานขึ้นใหม่ ทั้งนี้ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน

     เผยแพร่ต่อสาธารณชน หมายถึง ทำให้ปรากฏต่อสาธารณชน โดยการแสดง การบรรยาย การสวด การบรรเลย การทำให้ปรากฏด้วยเสียงและหรือภาพ การก่อสร้าง การจำหน่าย หรือโดยวิธีอื่นใดซึ่งงานที่ได้จัดทำขึ้น

     บทบัญญัติดังกล่าวบัญญัติถึงสิทธิต่างๆว่าผู้เขียนนั้นว่ามีประการใดบ้างและเป็นบทคุ้มครองสิทธิ์ของเจ้าของลิขสิทธิ์(หมายถึงท่านทั้งหลายที่สร้างสรรค์บทความทางวิชาการ)โดยอัตโนมัติคือได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายทันทีไม่ต้องผ่านระบบการจดทะเบียนสิทธิตามกฎหมายซึ่งต่างกับกฎหมายสิทธิบัตรที่เป็นระบบจดทะเบียน เจ้าของผลงานจึงได้รับการคุ้มครองโดยผลทางกฎหมายทันทีและคุ้มครองผลงานของผู้เขียนรวมถึงทายาทของท่าน เป็นเวลาตลอดอายุของผู้เขียนและมีอายุต่อไปอีก 50 ปี นับแต่ผู้เขียนถึงแก่ความตายค่ะ

     นอกจากนี้เจ้าของเขียนทางวิชาการหรือตามภาษากฎหมายเรียกว่า"วรรณกรรม"(หมายถึงงานนิพนธ์ทุกที่ทำขึ้นทุกชนิด) มีสิทธิ์นำคดีมายื่นฟ้องต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาได้ตามมาตรา 27 ตามพรบ.ดังกล่าวข้างต้น หากมีการละเมิดลิขสิทธิ์เกิดขึ้น(ตามการกระทำที่บัญญัติไว้ในมาตรา 27)

      และมาตรา 69 ก็ได้กำหนดบทลงโทษไว้ วางหลักว่าผู้ใดกระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ตามมาตรา 27...ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท และถ้ากระทำความผิดตามมาตรา 27 ดังกล่าวที่เป็นการกระทำเพื่อการค้าผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสี่ปี หรือปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงแปดแสนบาท หรือทั้งจำและปรับ  เป็นบทลงโทษสำหรับผู้ที่กระทำการทำซ้ำ หรือดัดแปลง หรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนโดยผู้เขียนเจ้าของผลงานมิได้รับอนุญาติ

     อย่างไรก็ตาม ก็อย่าเพิ่งตกใจไปนะคะว่าถ้าไปลอกบทความเขามาแล้วจะมีความผิดตามกฎหมายทันที  เพราะบทบัญญัติของกฎหมายมาตรา 32 วรรค 2 พรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ได้บัญญัติข้อยกเว้นไว้ค่ะวางหลักว่า หากกระทำไปโดยไม่ได้แสวงหาประโยชน์(ทางการค้า)ตามปกติของเจ้าของลิขสิทธิ์และไม่กระทบสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายของเขาแล้ว เช่น นำไปใช้เพื่อการวิจัยหรือเพื่อการศึกษางานอันมิใช่การกระทำเพื่อหากำไร ใช้เพื่อประโยชน์ของตนเอง ติชมวิจารณ์ หรืแนะนำโดยมากการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานนั้น ทำซ้ำ ดัดแปลง นำออกแสดงหรือทำให้ปรากฏโดยผู้สอน เพื่อประโยชน์ในการสอนของตน อ้นไม่ใช่การกระทำเพื่อหากำไร เป็นต้น กล่าวโดยสรุปคือนำผลงานของผู้เขียนได้ใช้ได้โดยไม่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์หากไม่ได้นำไปใช้เพื่อแสวงหากำไร และใช้เพื่อการศึกษาค้นหรือวิจัยนั่นเองค่

     หวังว่าข้อคิดเห็นนี้จะเป็นประโยชน์ของท่านผู้อ่านบล็อกที่เขียนงานวิชาการหรือหัดเขียนงานวิชาการ(เช่น ตัวดิฉัน)นะคะ...