ความเห็น


มาคุยต่อเรื่อง Truth, truth, แล้วก็ Reality ค่ะ

เคยงงเหมือนกัน จนมาได้อ่านงานของ Prof. John Searle  ที่มัทใช้เป็นแหล่งอ้างอิงเรื่อง objective subjective ที่คิดว่าเขียนได้ตรงใจที่สุด

มัทเข้าใจว่า

reality คือ ความมีอยู่จริง (เกี่ยวกับ ontology เช่น คุณยืนอยู่หน้าฉันตอนนี้ ฉันจับตัวคุณได้ตัวเป็นๆ คุณมีอยู่จริง หรืออีกแบบที่จับต้องไม่ได้แต่มีอยู่จริง ความเจ็บปวด มัน real แต่ไม่มีใครจะไปรู้ได้นอกจากคุณว่าเจ็บเป็นอย่างไร แต่ไหน มันเป็น being)

truth คือ ความจริง (เกี่ยวกับ epistemology ว่าไอ้ "statement" หรือ "claim" นึงๆเนี่ยะจริงไม่จริง)

มันคาบเกี่ยวกันมากคือ การที่จะทำให้คนอื่นเชื่อว่าอะไร "มีอยู่จริง หรือ มีิอยู่จริงแล้วทำงานอย่างไร" (reality) ก็ต้องศึกษา สังเกตแล้วบันทึกหรือทดลองพิสูจน์ ก็เป็นการได้มาซึ่งความรู้ซึ่งเป็น claim ว่า  ชั้นถูก ไม่ผิด ชั้นจริง ไม่ปลอม (truth)

แต่ก่อบนักปรัชญาก็คิดว่าตอบง่าย ถ้าทุกคนเห็นเหมือนกัน ทดลองพิสูจน์แบบ objective แล้ว Claim เกี่ยวกับ reality นั้นๆก็ เป็นจริง (true) แต่ต่อมานักปรัชญา post-modern หรือ นักวิทยาศาสตร์ช่วงไอน์สไตน์มาก็เถียงว่า มันไม่ง่ายอย่างงั้นหรอก อยู่ที่ที่ยืนของคนมอง อยู่ที่อำนาจรอบๆ ก็เป็นที่มาหนังสือต่างๆให้เราอ่านมาเรื่อยๆ

ส่วน Truth (T ตัวใหญ่) เป็นความจริงที่แน่นอน ตายตัว (absolute) จริงเสมอแม้พิสูจน์ไม่ได้ มักใช้ในเรื่องของศาสนา เช่น Truth คือ คำที่พระเจ้าสอน ถ้าเป็นของพุทธ มัทคิดว่าไตรลักษณ์กับอิิทัปปัจจยตา 

แต่ของพุทธเก๋ามากตรงที่ absolute ของเราคือความไม่ absolute มีเหตุปัจจัยที่ต่อเนื่องกันมาซับซ้อน แถมท้าให้พิสูจน์

Truth ของศาสนาอื่นมัน absolute จริงถ้าแปลกันตรงๆตามพระคัมภีร์นะ 

ไม่เปิดโอกาสให้คิดว่ามีความจริง แบบอื่นเข้าประเด็นที่พี่เปิดไว้ค่ะ : )

 

ปล. ตัวอย่างที่ดีที่สุดตัวอย่างนึงคือ reality และ truth ของประชาชนเกาหลีเหนือค่ะ

 

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี