สวัสดีครับ ศ.ดร.จีระ และท่านผุ้สนใจ

เมื่อสองสามวันก่อน มีผู้สนใจท่านหนึ่ง ส่งคำถาม ไปขอความเห็นผมทาง Email address ของผม ผมเห็นว่าเป็นคำถามที่ดี มีประโยชน์ ถ้านำความเห็นมาร่วมแชร์ความรู้ ในนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้สนใจหลายท่าน เพราะเป็นปัญหาที่หลายองค์กร อาจจะกำลังเผชิญอยู่ ผมจึงขอนำสิ่งที่ผมได้แชร์ไป มาลงใน blog นี้ โดยไม่ขอเอ่ยนามผู้ถาม มา รายละเอียดมีดังนี้ครับ

1. เมื่อลูกค้าคือพระเจ้า แต่ถ้ามีลูกค้ารายใหญ่ใช้อำนาจโดยมิชอบกลั่นแกล้งพนักงาน จะทำปฏิบัติอย่างไรดีค่ะ และมีทฤษฎีอะไรมาสนับสนุน

ความเห็นส่วนตัวของผม  ถ้าคุณวิภา กำหนด นโยบายไว้ว่า ลูกค้าคือพระเจ้า ก็จะต้องมียุทธ์ศาสตร์ในการปฏิบัติ  เพื่อรองรับกับความต้องการของลูกค้า ความเห็นส่วนตัวผมสองแนวทางดังนี้ประการแรก ใช้ยุทธศาสตร์การสร้างความไดเปรียบในการแข่งขันทางการค้า ตามแนวคิดของ ไมเคิล อี พอตเตอร์ ได้แก่ <ul style="margin-top: 0cm">

  • ยุทธ์ศาสตร์ด้านต้นทุน (Cost Leadership) เน้นต้นทุนต่ำ เพื่อให้มีกำไร ให้ราคาสินค้าหรือบริการโดนใจลูกค้า ประการต่อมา
  • ยุทธศาสตร์เน้นที่ลูกค้า (Customer focus)  เน้นที่ความต้องการของลูกค้าเฉพาะกลุ่ม เช่น กลุ่มยุโรป กลุ่มเอเชีย กลุ่มพ่อบ้าน กลุ่มแม่บ้าน  ไม่หว่านไปทั่วกับลูกค้าทุกกลุ่ม ตัวอย่างเช่น รถโวลโว่  เน้นกลุ่มลูกค้าที่มีฐานะดี และเน้นความปลอดภัย  จึงมีแนวคิดในการสร้างรถภายใต้แนวคิดที่ว่า ทุกชีวิตปลอดภัยในวอลโว่   ประการสุดท้ายคือ
  • ยุทธศาสตร์สร้างความแตกต่าง (ในสินค้าหรือบริการ) (Differentiation) เน้นการสร้างนวตกรรมในสินค้าบริการอยู่เสมอ ไม่หยุดนิ่ง เช่น ผู้ผลิตรถญี่ปุ่น คิดค้นรถรุ่นใหม่ออกมาทุกห้าปี เป็นต้น เพื่อสนองความต้องการของลูกค้าที่ชอบโมเดลใหม่ ๆ
  • </ul>การใช้ยุทธศาสตร์ดังกล่าว อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งหมด จะทำให้ธุรกิจสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และทำให้มีลูกค้ามากพอ ที่จะไม่ต้องง้อลูกค้ามาก จนเกินไปประการที่สอง   องค์กรของคุณวิภา ต้องพัฒนา องค์กร และทรัพยากรมนุษย์ ให้พร้อมเผชิญปัญหา ต่าง ๆ และสามารถรองรับกับการเปลี่ยนแปลงได้อยู่ตลอดเวลา ได้แก่การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ทั่วทั้งองค์กร โดยการใช้ทฤษฎี 8 K’s ของ ศ.ดร.จีระ ทฤษฎี 8 K’s[1] ได้ให้แนวคิดไว้ว่า “ทรัพยากรมนุษย์” นั้นจะต้องมีองค์ประกอบของทุนทั้งสิ้น 8 ประการ ได้แก่ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; tab-stops: list 63.0pt" class="MsoNormal">1.     Human  Capital  หรือ ทุนมนุษย์        คือ ทุนที่ได้มาจากความรู้ขั้นพื้นฐานของการศึกษาเล่าเรียนในสถาบันการศึกษาซึ่งถือว่าเป็นทุนขั้น      พื้นฐานที่ทุกคนจะต้องมี  และสามารถสร้างต่อได้</p>  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; tab-stops: list 63.0pt" class="MsoNormal">2.     Intellectual  Capital  หรือ ทุนทางปัญญา      คือ ความสามารถในการคิดเป็น วิเคราะห์เป็น และการนำไปสร้างมูลค่าเพิ่ม     บุคคลที่จบปริญญามี Human Capital ใช่ว่าจะมีทุนทางปัญญาหรือ   Intellectual  Capital  เสมอไป  คนที่มีการศึกษาไม่สูงแต่สามารถมีทุนทางปัญญาได้ถ้ารู้จักในการแสวงหาความรู้อย่างต่อเนื่อง และสามารถที่จะนำความรู้ และประสบการณ์ที่ได้รับมาสร้างมูลค่าเพิ่ม </p>  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; tab-stops: list 63.0pt" class="MsoNormal">3.     Ethical  Capital หรือ ทุนทางจริยธรรม   บุคคลที่มีความรู้ดี  สติปัญญาดี  แต่ถ้าไม่มีคุณธรรม  ก็ไม่สามารถพัฒนาองค์กรหรือประเทศได้อย่างดี  ยิ่งถ้านำเอาความรู้ ความสามารถที่ได้รับไปใช้ในสิ่งที่ไม่ถูกต้องก็ย่อมสร้างปัญหาให้กับสังคมมากยิ่งขึ้น  ฉะนั้น ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ จึงควรให้การปลูกฝัง ทุนทางจริยธรรม ไว้ตั้งแต่เบื้องแรก หรือแทรกเข้าไปในเนื้อหาเป็นส่วนสำคัญอีกส่วนหนึ่ง </p>  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; tab-stops: list 63.0pt" class="MsoNormal">4.     Happiness  Capital หรือ ทุนแห่งความสุข   มนุษย์ทุกคนนี้ล้วนมีความปรารถนาจะทำในสิ่งที่ตนทำแล้วมีความสุข ไม่ว่าจะเป็นสุขกาย หรือ สุขใจ เพราะฉะนั้นไม่ว่าเราจะคิด หรือทำสิ่งใดก็ตามก็จะต้องคำนึงถึงความสุขกับสิ่งที่ทำด้วยจึงจะทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น </p>  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; tab-stops: list 63.0pt" class="MsoNormal">5.     Social  Capital หรือ ทุนทางสังคม ทุนทางสังคม หรือ Social  Capital หมายถึงการรู้จักเข้าสังคม การรู้จักวางตัว หน้าที่และบทบาทของตนเองต่อสังคมซึ่งก็จะเป็นการสร้างให้เกิดยอมรับในสังคม</p>  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; tab-stops: list 63.0pt" class="MsoNormal">6.  Sustainability  Capital หรือ ทุนแห่งความยั่งยืน  ทุนแห่งความยั่งยืนเป็นทุนที่สำคัญของทรัพยากรมนุษย์ในยุคโลกาภิวัตน์ เพราะเนื่องจากว่าการเปลี่ยนแปลงและการแข่งขันนั้นเกิดขึ้นรวดเร็วมาก หากเราไม่พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนแล้วนั้นเราก็จะไม่สามารถอยู่รอดและแข่งขันได้ในโลกยุคไร้พรมแดน</p>  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; tab-stops: list 63.0pt" class="MsoNormal">7.   Digital  Capital  หรือ ทุนทางเทคโนโลยีสารสนเทศ   โลกยุคปัจจุบันเป็นโลกยุคข่าวสาร และเทคโนโลยี  เป็นโลกาภิวัตน์  ฉะนั้น ในการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ ความสามารถ สามารถที่จะพัฒนาและแข่งขันกับนานาอารยประเทศ  จึงจำเป็นที่จะพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ ความสามารถทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ </p>  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; tab-stops: list 63.0pt" class="MsoNormal">8.      Talented  Capital  หรือ ทุนทางความรู้  ทักษะ และทัศนคติ    ทุนที่สำคัญและขาดไม่ได้สำหรับทรัพยากรมนุษย์ในยุคนี้ก็คือ ทุนทางความรู้  ทักษะ และทัศนคติ การมีความรู้ ทักษะ และทัศนคติ (Mindset) ที่ถูกต้องในการทำงาน  บุคคลจะไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ </p> ประการที่สาม  ในการพัฒนาองค์กร พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ดังกล่าว ผมเสนอให้ใช้หลักการทางพุทธศาสตร์ เข้ามาบูรณาการ เช่น <ul><li class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; color: #333399; tab-stops: list 36.0pt">ธรรมที่ทำให้งาม ได้แก่ ขันติ คือความอดทน  โสรัจจะ คือความสงบเสงี่ยม  ธรรมข้อนี้ สอนให้คนธรรมสองประการซึ่งจะส่งเสริมให้เกิดภาพที่ดีแก่ผู้ปฏิบัติถ้าคนใด องค์กรใดมีวัฒนธรมองค์กร อย่างนี้ จะทำให้องค์กรนั้น คน ๆ นั้นมีความสง่างาม เป็นที่นิยม ต้องใจของผู้ใช้สินค้าและบริการ  ในพุทธศาสนายังมีอีกหลายธรรมมะ ที่สามารถนำมาประยุกต์ พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ให้เกิดทุนทางปัญญา ได้เป็นอย่างดี</li></ul><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; tab-stops: list 63.0pt" class="MsoNormal">ฉะนั้น ถ้าจะให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับองค์กร ก็ต้องเข้มงวดตั้งแต่การสรรหาคัดเลือก ทรัพยากรมนุษย์ที่มีทุนทางความรู้ มีพื้นฐานทุน 8 ประการไว้ดี แล้ว องค์กรนำมาสร้างมูลค่าเพิ่มต่อไป ก็จะยิ่งเกิดประโยชน์สูงสุด  ในข้อหนึ่ง ผมตอบโจทย์เพียงเท่านี้ก่อน</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; tab-stops: list 63.0pt" class="MsoNormal"> </p>  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; tab-stops: list 63.0pt" class="MsoNormal">
    2. จะปรับปรุงและจัดการทัศนคติอย่างไร หากมีทัศนคติในทางลบเกิดขึ้นในองค์กร ท่านมีคำแนะนำที่ดีที่สุดอย่างไรบ้างเกี่ยวกับแรงจูงใจ ใช้ทฤษฎีอะไรมาสนับสนุน </p>
    ความเห็นส่วนตัวของผมในข้อสองนี้ า ถามถึง การจัดการกับทัศนคติทางลบ ในองค์กร จะจัดการอย่างไร ข้อนี้ ผมแนะนำ ให้ ทำรายการทัศนคติทางลบที่มีอยู่ในองค์กรว่ามีอะไรบ้าง  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; color: #333399; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal"></p><ol>

  • ต้องรู้ว่าอะไร คือปัญหา  ทำรายการมาว่ามีทัศนคติทางลบอะไร บ้าง โดยแบ่งเป็นกลุ่ม เป็นหมวดหมู่ เช่น ทัศนคติทางลบ ในระดับองค์กร ระดับผู้บริหาร ระดับหัวหน้างาน ระดับพนักงาน และพยายามเชื่อมโยงความสัมพันธ์กัน เพราะทัศนคติทางลบ ที่มีอยู่ในหัวหน้างานจะส่งผลให้เกิดทัศนคติไม่ดี ไปถึงพนักงานและองค์กรได้
  • ต้องรู้ว่าอะไร คือสาเหตุ  ที่ทำให้เกิดปัญหา  เมื่อได้รายการทัศนคติทางลบมาแล้ว ให้นำมาวิเคราะห์หาเหตุแห่งปัญหา เหตุแห่งทุกข์นั้น จะทำให้เห็นปัญหาที่รากหญ้า ได้
  • กำหนดแนวทางแก้ไขปัญหา  เมื่อทราบเหตุแห่งปัญหา แล้ว หาทางกำหนดแนวทางในการลดทัศนคติทางลบ ให้หมดไปก่อนที่จะค้นหาวิธีเพิ่มทัศนคติทางบวก  กล่าวคือ ลดของเสียทางใจเสียก่อน 
  • เลือกแนวทางที่ดีที่สุดมาปฏิบัติและติดตามผลและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เมื่อได้แนวทางเลือกในการแก้ไขปัญหาที่ดีมาแล้ว ลองนำมาปฏิบัติและติดตามผลดูว่าเป็นอย่างไร  จะปรับปรุงวิธีการแก้ไขปัญหาให้ดีขึ้นได้อย่างไร เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาเกิดซ้ำขึ้นอีก  แนวทางทั้งสี่ข้อนี้เรียกว่า อริยสัจสี่ ทฤษฎีของพระพุทธเจ้าในการขจัดปัญหาทั้งหลาย ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ ตอบคำถามที่ถามมาได้หลายข้อ ครับ
  • </ol><p> </p>
    3.ตอนนี้เรามีเทคโนโลยีของโลกอินเตอร์เน็ตทำให้สื่อสารโดยไม่ต้องพบหน้ากัน จะทำอย่างไรเพื่อจะได้ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นจากเทคโนโลยีใหม่นี้ โดยไม่ขาดมนุษย์สัมพันธ์ และใช้ทฤษฎีอะไรมาสนับสนุน
    <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p>  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ความเห็นส่วนตัวของผม  ใช้ทฤษฎี 8 K’s   ถ้าทรัพยากรมนุษย์มีทุนตามทฤษฎี 8 K’s อย่างครบถ้วน ผมคิดว่า ปัญหาการขาดมนุษย์สัมพันธ์จะไม่เกิด ขึ้น นอกจากนี้ ตามแนวพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าเขียนหลักธรรม(ทฤษฎี) ไว้หลายประการ ที่สามารถนำมาบูรณาการใช้กำหนดจริธรรมในองค์กร เน้นให้คนในองค์กรรู้รักสามัคคี มีสัมพันธ์ที่ดีต่อกันได้เป็นอย่างดี  </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">

    4.ถ้าต้องจัดการ ควบกิจการ โดยต้องพยายามนำบุคคลต่างบริษัท ต่างวัฒนธรรมมาทำงานรวมกันให้ได้ จะทำอย่างไร พอจะมีทางเลือกอื่นหรือไม่ ที่ทำให้เกิดการพึ่งพาอาศัยกันภายในบริษัทข้ามชาติ และใช้ทฤษฎีอะไร</p>
      <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">5. ถ้าบริษัทมีพนักงานอยู่ 4 ร่น คือ หลังสงครามโลก หลังสงครามเวียดนาม รุ่น x รุ่น  Y จะทำให้คนที่แตกต่างกันมีวิสัยทัศน์เป็นหนึ่งเดียวกันได้อย่างไร ใช้ทฤษฎีอะไร</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ความเห็นส่วนตัวของผม   ข้อ 4 และ 5  ผมมีความเห็นที่สามารถไปใช้ได้ทั้งสองข้อ   ผมเสนอว่าองค์กรก็ควรมีกลยุทธ์ในการบริหารที่ชัดเจน   กำหนดวิสัยทัศน์ (Vision) ภารกิจหลัก (Mission)  วัตถุประสงค์ (Goals)  เป้าหมาย (Objective) และแผนกลยุทธ์ ที่ชัดเจน  มีการกำหนดวัฒนธรรมองค์กร ที่ผสมผสานระหว่างตะวันออกกับตะวันตก มีการกำหนดจริยธรรมในองค์กรที่ชัดเจน โดยให้ทุกส่วนงานมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ให้ ใช้ทฤษฎี 8 K’s  ของ ศ.ดร.จีระ เป็นแนวทางครับ
    </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">

    6. จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าองค์กรมุ่งผลระยะสั้น มุ่งแข่งขันภายในองค์กร ให้มีระบบจัดอันดับ เน้นตัวเลข เราจะจัดการกับสถานการณ์เช่นนี้ได้อย่างไร ใช้ทฤษฎีอะไรมาสนับสนุน </p>
      <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ความเห็นส่วนตัวของผม   จะเกิดอะไรขึ้นถ้าการแก้ไขปัญหามุ่งผลระยะสั้น  แน่นอนครับ ระยะยาวจะเกิดปํญาหาตามมา เพราะการมองปัญหา มองการแก้ มองแค่ระยะสั้น  การแก้ปัญหาใดปัญหาหนึ่ง อาจทำให้เกิดปัญหาอื่นตามมา  </p>             การมุ่งแข่งขัน ภายในองค์กร ให้มีระบบจัดอันดับ เน้นตัวเลข ผมไม่แน่ใจว่า ปัญหาที่แท้จริงในองค์กรคืออะไร และการกำหนดการแก้ไขปัญหานี้ สามารถขจัดปัญหานั้นได้หรือไม่  ผมเสนอให้ใช้หลักการแก้ไขปัญหา ทฤษฎีของพระพุทธเจ้า ตามมี่ผมเขียนอธิบายไว้ในความเห็นส่วนตัวที่เขียนตอบในข้อที่ 2 ครับ  
    7. จำเป็นหรือไม่ที่ต้องเขียนพันธกิจขององค์กร (Mission statements) เพื่อวางแผนกลยุทธ์ ใช้ทฤษฎีอะไรมาสนับสนุน
    <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p>ความเห็นส่วนตัวของผม   ในยุคนี้โลกเปลี่ยนแปลงเร็วมาก โดยเฉพาะปัจจัยภายนอกองค์กร ได้แก่ PEST P=Political การเปลี่ยนแปลงทางด้านการเมืองของโลก ของประเทศ ของเอเชีย  E=Economy การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ราคาน้ำมัน อัตราค่าแรง และค่าของเงิน เศรษฐกิจของโลก ของประเทศ  S=Social การเปลี่ยนแปลงทางสังคม วัฒนธรรม จำนวนประชากร ฯ  T=Technology การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีฯ  การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ทำให้องค์กรที่มีสายตาอันกว้างไกล ต้องมีการบริหารเชิงกลยุทธ์ ครับ การบริหารเชิงกลยุทธ์ เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันก็มีหลากหลาย เช่นการ กำหนดวิสัยทัศน์ ภารกิจหลัก วัตถุประสงค์ เป้าหมาย และแผนกลยุทธ์ที่ชัดเจนและยืดหยุ่นได้ หลายองค์กรจึงใช้หลักการบริหารเชิงกลยุทธ์ดังกล่าวมาใช้ในองค์กร  ถามว่าจำเป็นหรือไม่ ไม่มีคำตอบที่ตายตัว แน่นอน อยู่ที่สถานภาพขององค์กร ว่าเป็นอย่างไร เข้มแข็งหรือไม่เพียงใด แต่การมีการบริหารเชิงกลยุทธ์ดีกว่าไม่มีอะไรเลยครับ  ผมขอแสดงความคิดเห็นเพียงเท่านี้ก่อนครับ <div>ยม </div><div>น.ศ. ป.เอก รัฐประศาสนศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต</div><div>ม.อุบลราชธานี(กทม. 2)
    </div><div><hr></div><div id="ftn1"><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoFootnoteText">[1] http://www.chiraacademy.com/chiratheory.html</p></div>