ความเห็น 400060

การจัดการเชิงกลยุทธ์ : ศูนย์วิบูลย์ฯ

น.ส.วัชราภรณ์ พลายสง่า รหัส 4754273194 กลุ่ม ก40/13 ศูนย์วิบูลย์ฯ
IP: xxx.8.61.238
เขียนเมื่อ 
บทเกริ่นนำ : ในสภาวะที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจซบเซาอยู่ในปัจจุบัน บริษัทต่างๆ ต้องประสบกับปัญหา ยอดขายลดลง ต้นทุนในการผลิตสินค้าและบริการอยู่ในระดับสูงและประสบกับขาดทุนจากการดำเนินงานซึ่งเป็นปัญหาระยะสั้นที่สำคัญอาจจะทำให้บริษัทไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ในที่สุดแต่ขณะเดียวกันบริษัทต้องเผชิญกับปัญหาความได้เปรียบในการแข่งขันที่ลดลงซึ่งเป็นปัญหาระยะยาวที่มีความสำคัญในการกำหนดความอยู่รอดและการเติบโตของบริษัทในอนาคต จากปัญหาต่างๆที่กล่าวมาข้างต้นทำให้ธุรกิจต่างๆต้องปรับตัวอย่างรวดเร็วในการแก้ปัญหาระยะสั้นและปัญหาระยะยาวเพื่อให้บริษัทสามารถอยู่รอดได้และเติบโตอย่างมั่นคงต่อไปในอนาคต การบริหารเชิงกลยุทธ์จึงเป็นวิธีการบริหารที่สำคัญที่สุดที่ผู้บริหารจะต้องใช้ในการวางแผนเพื่อปรับตัวและดำเนินธุรกิจให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงและรวดเร็วในปัจจุบันองค์ประกอบแรกของกระบวนการในการบริหารเชิงกลยุทธ์คือ การกำหนดภารกิจและเป้าหมายหลักของบริษัท  ซึ่งต้องคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียจากการดำเนินธุรกิจ  ถ้อยแถลงภารกิจของบริษัทประกอบด้วย  นิยามของธุรกิจ  วิสัยทัศน์  เป้าหมายหลักและปรัชญาในการทำธุรกิจ  ซึ่งทั้งหมดนี้จะนำไปสู่การกำหนดกลยุทธ์ของบริษัทต่อไปการกำหนดคำนิยามของธุรกิจ ต้องคำนึงถึงกลุ่มลูกค้า  ความต้องการของลูกค้าและเทคโนโลยีที่ทำให้บรรลุความต้องการของลูกค้าวิสัยทัศน์  เป็นสิ่งที่แสดงว่าบริษัทจะก้าวเดินไปในทิศทางใดในอนาคตเป้าหมายหลักของบริษัท เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าบริษัทจะดำเนินธุรกิจอย่างไรและเป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าความปรารถนา ความเชื่อ และลำดับความสำคัญในปรัชญาของบริษัท กระบวนการในการบริหารเชิงกลยุทธ์ ประกอบด้วยขั้นตอนที่สำคัญ 6 ขั้นตอนได้แก่1.  การกำหนดภารกิจและเป้าหมายหลักของบริษัท2.  การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอกบริษัทที่มีผลต่อการดำเนินธุรกิจ  เพื่อกำหนดโอกาสและข้อจำกัด3.  การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายในบริษัทที่มีผลต่อการดำเนินธุรกิจ  เพื่อชี้จุดแข็งและจุดอ่อนของบริษัท4.  การกำหนดกลยุทธ์ที่สอดคล้องกับจุดแข็ง จุดอ่อนของบริษัท และโอกาส ข้อจำกัดของสภาพแวดล้อมภายนอก5.  การนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติเพื่อให้บรรลุภารกิจและเป้าหมายหลักของบริษัท 6.  การประเมินผลย้อนกลับ องค์ประกอบแรกของกระบวนการในการบริหารเชิงกลยุทธ์คือ การกำหนดภารกิจและเป้าหมายหลักของบริษัท  ซึ่งต้องคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียจากการดำเนินธุรกิจ  ถ้อยแถลงภารกิจของบริษัทประกอบด้วย  นิยามของธุรกิจ  วิสัยทัศน์  เป้าหมายหลักและปรัชญาในการทำธุรกิจ  ซึ่งทั้งหมดนี้จะนำไปสู่การกำหนดกลยุทธ์ของบริษัทต่อไป ความสัมพันธ์ระหว่างถ้อยแถลงภารกิจ ผู้มีส่วนได้เสีย และการกำหนดกลยุทธ์การกำหนดคำนิยามของธุรกิจ ต้องคำนึงถึงกลุ่มลูกค้า  ความต้องการของลูกค้าและเทคโนโลยีที่ทำให้บรรลุความต้องการของลูกค้าวิสัยทัศน์  เป็นสิ่งที่แสดงว่าบริษัทจะก้าวเดินไปในทิศทางใดในอนาคตเป้าหมายหลักของบริษัท เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าบริษัทจะดำเนินธุรกิจอย่างไรและเป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าความปรารถนา ความเชื่อ และลำดับความสำคัญในปรัชญาของบริษัท องค์ประกอบที่สองของกระบวนการในการบริหารเชิงกลยุทธ์คือการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอกบริษัทที่มีผลต่อการดำเนินธุรกิจ  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดโอกาส  และข้อจำกัดจากสภาพแวดล้อมที่บริษัทดำเนินการอยู่  สภาพแวดล้อมภายนอกที่ต้องทำการวิเคราะห์ ได้แก่ ·  สภาพแวดล้อมทางอุตสาหกรรม  โดยประเมินว่าบริษัทสามารถแข่งขันในอุตสาหกรรมนั้นๆ ต่อไปได้หรือไม่   ·  สภาพแวดล้อมในระดับประเทศโดยประเมินว่าบริษัทได้ตั้งอยู่ในประเทศที่มีส่วนเสริมสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันของบริษัทหรือไม่  และ·  สภาพแวดล้อมเชิงมหภาค  ซึ่งประกอบด้วยปัจจัยในด้านเศรษศาสตร์มหภาค  ด้านสังคม  ด้านการเมือง  ด้านกฎหมาย  ด้านระหว่างประเทศและด้านเทคโนโลยี  ว่ามีผลกระทบอย่างไรต่อการดำเนินธุรกิจการศึกษาถึงลักษณะสภาพแวดล้อมภายนอกจะทำให้บริษัทสามารถกำหนดกลยุทธ์ได้อย่างเหมาะสมและถูกต้องยิ่งขึ้น สภาพแวดล้อมภายนอกที่มีส่วนในการกำหนดความสำเร็จในการแข่งขันองค์ประกอบที่สามของกระบวนการในการบริหารเชิงกลยุทธ์คือการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายในบริษัทที่มีผลต่อการดำเนินธุรกิจเพื่อระบุจุดอ่อนและจุดแข็งของบริษัท  สภาพแวดล้อมภายในได้แก่ ทรัพยากรและความชำนาญ  โดยทรัพยากรและความชำนาญจะเป็นตัวสร้างความสามารถอันโดดเด่นให้เกิดขึ้น  ซึ่งนำไปสู่ต้นทุนต่ำและผลิตภัณฑ์ที่มีความแตกต่าง ทำให้บริษัทเกิดความได้เปรียบในการแข่งขัน ซึ่งบริษัทจะต้องกำหนดกลยุทธ์ในการสร้างทรัพยากรและความชำนาญขึ้นใหม่หรือปรับใช้ทรัพยากรและความชำนาญที่มีอยู่เดิมเพื่อให้เกิดความได้เปรียบในการแข่งขันเกิดขึ้นให้จงได้ ปัจจัยสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันการกำหนดกลยุทธ์ในการสร้างทรัพยากรและความชำนาญขึ้นใหม่หรือปรับใช้ทรัพยากรและความชำนาญที่มีอยู่เดิมให้เกิดความสามารถในการแข่งขันทรัพยากร  แบ่งได้เป็น 2  ชนิด คือ ทรัพยากรที่สัมผัสได้ เช่น ที่ดิน อาคาร โรงงานและอุปกรณ์  ทรัพยากรที่สัมผัสไม่ได้ เช่น เครื่องหมายการค้า ชื่อเสียง สิทธิบัตรและเทคโนโลยีความชำนาญ คือความสามารถในการบริหารทรัพยากรต่างๆ ให้เกิดเป็นผลผลิตความสามารถอันโดดเด่น ประกอบด้วย คุณภาพที่เป็นเลิศ ประสิทธิภาพที่เป็นเลิศ ความรับผิดชอบต่อลูกค้าที่เป็นเลิศและนวัตกรรมที่เป็นเลิศองค์ประกอบที่สี่ของกระบวนการในการบริหารเชิงกลยุทธ์คือการกำหนดกลยุทธ์ที่สอดคล้องกับจุดแข็ง จุดอ่อนของบริษัทและโอกาส ข้อจำกัดของสภาพแวดล้อมภายนอก  การเปรียบเทียบจุดแข็ง  จุดอ่อน  โอกาสและข้อจำกัดเป็นวิธีวิเคราะห์ที่เรียกว่า  SWOT ANALYSIS (S = Strenght : จุดแข็ง,  W = Weakness : จุดอ่อน,  O = Opportunity : โอกาส,  T = Threat : ข้อจำกัด)  กลยุทธ์ทางเลือกที่เกิดขึ้นจากการวิเคราะห์ SWOT  มีวัตถุประสงค์ในการสร้างจุดแข็งของบริษัทเพื่อหาประโยชน์จากโอกาสและตอบโต้ข้อจำกัดที่เกิดขึ้นรวมทั้งแก้ไขจุดอ่อนของบริษัทอีกด้วย  การเลือกใช้กลยุทธ์ทางเลือกจะต้องประเมินแต่ละกลยุทธ์เปรียบเทียบกันและเปรียบเทียบความสามารถของบริษัทที่จะบรรลุเป้าหมายหลักที่ได้กำหนดไว้  กลยุทธ์ทางเลือกจะประกอบด้วย  ·       กลยุทธ์ระดับปฏิบัติการ  ·       กลยุทธ์ระดับธุรกิจ  ·       กลยุทธ์ระดับโลกานุวัตร  และ·       กลยุทธ์ระดับองค์กร  ในขั้นตอนของการกำหนดกลยุทธ์นี้  บริษัทจะต้องกำหนดชุดของกลยุทธ์ที่ดีที่สุด  ซึ่งประกอบด้วยกลยุทธ์ในแต่ละระดับเพื่อให้บริษัทสามารถอยู่รอดและเจริญเติบโตในสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีการแข่งขันอย่างรุนแรงได้ กลยุทธ์ระดับปฏิบัติการ  มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงการผลิต  การตลาด  การบริหารวัตถุดิบ  การวิจัยและพัฒนา และการบริหารทรัพยากรมนุษย์ในบริษัทให้เกิดประสิทธิผลกลยุทธ์ระดับธุรกิจ มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดตำแหน่งของบริษัทในตลาดเพื่อให้เกิดความได้เปรียบในการแข่งขันกลยุทธ์ระดับโลกานุวัตร มีวัตถุประสงค์เพื่อทำให้บริษัทเกิดความได้เปรียบในการแข่งขันและมีผลกำไรสูงสุดในตลาดโลกด้วยการขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศกลยุทธ์ระดับองค์กร มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างผลกำไรสูงสุดให้กับบริษัทในระยะยาวจากการทำธุรกิจใหม่ที่หลากหลายองค์ประกอบที่ห้าของกระบวนการในการบริหารเชิงกลยุทธ์คือการนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติเพื่อให้บรรลุภารกิจและเป้าหมายหลักของบริษัท  ซึ่งต้องประกอบด้วยส่วนประกอบที่สำคัญ  4  ประการคือ ·       มีการออกแบบโครงสร้างองค์กรที่เหมาะสม ·       มีการออกแบบระบบควบคุม  ·       มีการประสานกลยุทธ์  โครงสร้างองค์กร และระบบควบคุมเข้าด้วยกัน และ·       สามารถบริหารความขัดแย้ง การเมืองและการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กรได้การออกแบบองค์กรช่วยเพิ่มผลกำไรได้อย่างไรขั้นตอนการออกแบบระบบควบคุมที่ได้ประสิทธิผลการออกแบบโครงสร้างองค์กรที่เหมาะสม  เป็นการกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบและอำนาจในการตัดสินใจภายในองค์กรการออกแบบระบบควบคุม เป็นการกำหนดว่าจะประเมินผลการดำเนินงานและควบคุมการทำงานของหน่วยธุรกิจได้อย่างไรการประสานกลยุทธ์โครงสร้างองค์กร และระบบควบคุมเข้าด้วยกัน เป็นสิ่งจำเป็นที่จะทำให้องค์กรบรรลุภารกิจและเป้าหมายหลักที่ได้กำหนดไว้  ในแต่ละกลยุทธ์ต้องการจัดโครงสร้างองค์กรและระบบควบคุมที่แตกต่างกันการบริหารความขัดแย้ง ความขัดแย้งและการเมืองภายในองค์กรมีผลทำให้เกิดความเฉื่อยชาหรือการต่อต้านการเปลี่ยนแปลงจากการปฏิบัติตามกลยุทธ์  ซึ่งฝ่ายบริหารจะต้องมีความสามารถในการบริหารความขัดแย้ง  การเมืองและการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กร 

การประเมินผลย้อนกลับ  แสดงให้เห็นว่ากระบวนการในการบริหารเชิงกลยุทธ์เป็นกระบวนการที่มีการตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง  เมื่อได้ปฏิบัติตามกลยุทธ์แล้วต้องมีการตรวจสอบการดำเนินการว่าได้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกลยุทธ์หรือไม่  ข้อมูลที่จะได้ยืนยันว่าเป้าหมายหลักและกลยุทธ์ขององค์กรยังคงมีความถูกต้องหรือต้องการการเปลี่ยนแปลง  ซึ่งจะทำให้ฝ่ายบริหารในระดับองค์กรสามารถกำหนดกลยุทธ์และนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมต่อไป  

 อ้างอิง จาก www.tpa.or.th/writer/read_this_book_topic.php?passTo=1a3941ff1779b2c106ce7ce70f7f223b&pageid=12&bookID=344&read=true&count=true