ความเห็น 370355

การจัดการเชิงกลยุทธ์ : ศูนย์วิบูลย์ฯ

เริ่มศิริพร นาจีน
IP: xxx.154.187.131
เขียนเมื่อ 

จับปาท่องโก๋ "แช่แข็ง" สร้างโอกาส "ใหม่"

จีราวัฒน์ คงแก้ว / [email protected]

ใครจะเชื่อว่า อาหารเช้าราคาถูกอย่าง "ปาท่องโก๋" จะเพิ่มมูลค่าขึ้นได้เป็นชิ้นละกว่า 10 บาท จากไอเดียของคนช่างคิด ดึงความสะดวกเสนอของอร่อยขายคนเมือง กับ "ปาท่องโก๋" แช่แข็ง แบรนด์ "ตาพงษ์-ภัณฑ์ไทยแท้"

จากปาท่องโก๋อาหารเช้าที่มีอายุการเก็บรักษาสั้น ขายวันต่อวัน ทำให้โอกาสสร้างความร่ำรวยจากผลิตภัณฑ์นี้ช้าเกินไป อิทธิพงศ์ สีมาปฐมพงษ์ จึงหาวิธีที่สร้าง Value Creation ยืดอายุการเก็บรักษาปาท่องโก๋ได้นานขึ้น

ผลของการออกจากกรอบความคิดเดิมๆ ในการทำธุรกิจ ในที่สุดเขาก็หาวิธีทำปาท่องโก๋แช่แข็ง (Frozen) ได้สำเร็จเป็นรายแรกของไทย พร้อมกับตั้งชื่อแบรนด์ "ตาพงษ์-ภัณฑ์ไทยแท้" ในการบุกเบิกตลาดใหม่

"ประมาณปี 2526 ผมเริ่มทำธุรกิจ ด้วยการขายส่งน้ำเต้าหู้ และซื้อปาท่องโก๋มาขายในจังหวัดนครปฐม เรียกว่าซื้อมาขายไป ต่อวันก็ได้ประมาณ 30 บาท จากนั้นก็มาคิดที่จะทำปาท่องโก๋ขายเอง ก็อาศัยครูพักลักจำ ค่อยๆ พัฒนาสูตรขึ้นมา"

แรกเริ่มสูตรที่เขาพัฒนาขึ้นมา มีความต่างเพียงเนื้อปาท่องโก๋ ตรงเป็นแบบนุ่ม ขณะที่พฤติกรรมการทานของคนไทย จะชินแบบกรอบ

สิ่งที่เขาทำในช่วงเริ่มต้น คือ ปรับพฤติกรรมของคนให้ลิ้มลองรสชาติใหม่ โดยเริ่มจาก ทำแป้งทั้ง 2 แบบ ทั้งกรอบและนุ่มให้เป็นทางเลือกกับลูกค้า เพียงไม่นานลูกค้ายอมเปิดใจรับปาท่องโก๋สูตรนุ่ม

รสชาติที่สอดรับความต้องการ ทำให้ปาท่องโก๋ของเขาขายดีขึ้นเรื่อยๆ จากวันแรกขายได้ประมาณ 5 กิโลกรัม หลังจากนั้นก็เพิ่มเป็น 10 กิโล และภายในเดือนแรกก็ขายได้มากถึง 20 กิโล

แต่นั่นเป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น กรอบความคิดในการพัฒนาสินค้าของอิทธิพงศ์ ยังทำงานไม่หยุด เขาพยายามต่อยอดสินค้าพื้นๆ ให้เป็นผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่

โจทย์ใหม่ของเขาคือ พัฒนาสินค้าที่มีวงจรสั้นให้ยาวขึ้น และต้องตอบรับกระแสชีวิตที่เร่งรีบขึ้น

"ปาท่องโก๋แช่แข็ง" เป็นโจทย์ที่เขาตั้งไว้

"ประมาณปี 2545 ผมก็ทำออกมาเป็นปาท่องโก๋ แช่แข็ง โดยเริ่มจากเดินไปตามห้างสรรพสินค้า และหน้าร้านต่างๆ ก็พบว่าจะมีพวกตู้แช่อาหารแช่แข็งเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เลยได้ไอเดียที่จะทำปาท่องโก๋แช่แข็งบ้าง

ผมเริ่มทดลองทำ ด้วยการเอาปาท่องโก๋ที่เหลือ มาทำตั้งแต่ใส่ตู้เย็น เก็บได้กี่วัน ต่อมาก็แช่ช่องฟรีซ ตอนหลังก็ใช้วิธีทอดจนสุก แล้วนำไปแช่แข็งทันที แรกๆ ก็ใช้ยกเป็นลังไปฝากห้องเย็น แล้วก็ไปเก็บกลับมา ผลปรากฏว่าการแช่แข็งในลักษณะนี้สามารถทำให้ปาท่องโก๋อยู่ได้ 1 ปีเต็ม ดังนั้นผมจึงคิดแพ็คเกจและออกวางจำหน่ายปาท่องโก๋แช่แข็งในที่สุด"

นอกจากการใช้เทคโนโลยีในการแช่แข็งมาใช้ในธุรกิจแล้ว สิ่งที่ผู้ประกอบการนักคิด มองต่อไป คือการสร้างรสชาติแปลกใหม่ให้กับสินค้าด้วย โดยในปีที่ผ่านมาได้คิดค้น ปาท่องโก๋แช่แข็งสอดไส้ ซึ่งปัจจุบันมีทั้งหมด 6 ไส้ คือ ช็อกโกแลต ถั่วแดง ครีม งาดำ ชาเขียว สตรอว์เบอร์รี และยังเพิ่มไส้แปลกใหม่มาเรื่อยๆ

โดยคงคอนเซปต์ไม่ว่าจะสดหรือแช่แข็งรสชาติก็ต้องใกล้เคียงกันที่สุด เพื่อให้คุ้นเคยกับลิ้นของคนทานนั่นเอง

และความคุ้นลิ้นดังกล่าว คนขายยังมองไปถึง การทำให้สามารถรับประทานปาท่องโก๋แช่แข็ง ในหลายรูปแบบ ตามแต่ความชอบของลูกค้า โดยแบ่งเป็น 3 วิธี คือ 1.หากลูกค้าต้องการความนุ่มของปาท่องโก๋ จะต้องอบด้วยเตาไมโครเวฟ 2.หากต้องการความกรอบนอกนุ่มใน ก็ให้อบด้วยเตาอบธรรมดา และ3.หากต้องการความกรอบล้วนๆ ก็ให้หั่นเป็นชิ้นแล้วทอดในน้ำมันที่ร้อน

เป็นการสร้างจุดขายสำคัญใหม่แบรนด์ "ตาพงษ์-ภัณฑ์ไทยแท้"

ไม่เพียงจุดขายด้านวิธีการและรสชาติ หากสิ่งสำคัญที่เจ้าของกิจการคำนึงถึงคือ การพิถีพิถันในกระบวนการผลิตทุกขั้นตอน โดยเขาแจกแจงให้ฟังว่า จะคัดเลือกวัตถุดิบที่มีคุณภาพ โดยจะใช้แป้งหมี่โปรตีนต่ำ ใช้เกลือป่นอนามัย ผสมกับ ยีสต์ และน้ำ ตามอัตราส่วน พร้อมกับการนวดแป้งให้เนียน พักแป้งไว้ 1 - 1.5 ชั่วโมง และนำไปทอดในน้ำมันพืชจนเหลือง โดยจะสกัดน้ำมันออกก่อนบรรจุ ตามด้วยการนำไปแช่แข็งด้วยอุณหภูมิต่ำกว่า -18 องศาเซลเซียส เป็นขั้นตอนสุดท้าย

"จุดขายสำคัญ เราจะคัดแต่ของมีคุณภาพ โดยเฉพาะแป้ง เรียกว่าคู่แข่งจะไม่กล้าทำเพราะได้กำไรน้อย เพราะต้นทุนด้านแป้งเราสูงถึง 30 บาทต่อกิโล แต่มันก็ทำให้ลูกค้าติดใจสินค้า และขายได้ในจำนวนชิ้นที่มากขึ้น"

สิ่งที่อิทธิพงศ์คิดพลิกบทบาทของปาท่องโก๋ที่เคยขายกันในราคาตัวละ 1 บาท กลายเป็นสินค้าราคาดี ที่ 1 ซอง บรรจุ 2 ชิ้น ด้วยราคาขาย สำหรับแบบสอดไส้แพ็คละ 23 บาท สังขยาใบเตยขายที่ 20 บาท

ปัจจุบันธุรกิจของอิทธิพงศ์ยังมาจาก 2 ส่วน คือการทำปาท่องโก๋แช่แข็ง ที่มีกำลังการผลิตประมาณ 200 แพ็คต่อวัน กับคนงานประมาณ 3-4 คน ในขณะที่ยังเปิดหน้าร้านขายสด ในราคาตัวละ 1 บาท แต่ขายได้ต่อวันสูงถึง 2,000 คู่

แม้ว่าตลาดปาท่องโก๋แช่แข็งจะยังไม่กว้างนัก แต่จุดแข็งของสินค้า และสายป่านที่ได้รับการสนับสนุนจากเอสเอ็มอีแบงก์ เอื้อให้ธุรกิจเล็กๆ เติบโตได้อย่างมีอนาคตเช่นกัน

---------------------------------

"จุดขายสำคัญ เราจะคัดแต่ของมีคุณภาพ โดยเฉพาะแป้ง เรียกว่าคู่แข่งจะไม่กล้าทำเพราะได้กำไรน้อย เพราะต้นทุนด้านแป้งเราสูงถึง 30 บาทต่อกิโล แต่มันก็ทำให้ลูกค้าติดใจสินค้า และขายได้ในจำนวนชิ้นที่มากขึ้น"