เมื่อสมัยเพิ่งเรียนจบปริญญาโทใหม่ๆ ผมยังรู้สึกว่า การเขียนงานวิชาการเพื่อตีพิมพ์ในวารสารนี้ไม่น่าจะยุ่งยากเท่าไหร่
ปัจจุบันนี้ผมเข้าใจชัดเจนมากขึ้นครับ ว่าทำไมบางคนส่งงานไปแล้วถูกปฏิเสธบ่อยจัง (อย่างผมเป็นต้น)
แม้ผมได้เคยส่งงานไปลงวารสารวิชาการอยู่บ้าง แต่งานเหล่านั้น เป็นงานเขียนที่ผมเขียนแบบ ไม่ค่อยมีหลักเกฑณ์เท่าไหร่ พูดง่ายๆ คือยังไม่เข้าใจการเขียนงานวิจัยดีนัก เลยทำไปตามเรื่องตามราวของผม
แต่ตอนนี้ผมคงโชคดีแล้วมั๊งครับ ที่มีอาจารย์คอยตรวจทาน และสอนวิธีเขียนงานวิจัยเพื่อลงวารสารให้ผม ทำให้ผมต้องแก้ไขตั้ง หก ครั้ง คงเป็นเพราะผมมักจะมองประเด็นไม่ค่อยจะแตกน่ะครับ เลยต้องเคี่ยวเข็ญให้หนัก
จุดอ่อนของงานวิจัยของผม ไม่ใช่งานที่จะสร้างองค์ความรู้เบื้องต้นใหม่ขึ้นมา เป็นงานที่มองในภาพรวม ก็มีนักวิจัยมากมายได้ศึกษาพื้นฐานเอาไว้ [แต่ผมก็หวังว่า จะเป็นงานวิจัยที่ช่วยชาวไร่ชาวนาได้จริงนะ]
ในเมื่อมีงานมากมายที่ใกล้เคียงกับงานชิ้นนี้ ดังนั้นผมต้องพยายามแสดงให้ผู้อ่านเห็นความสำคัญของการศึกษาครั้งนี้อย่างสุดความสามารถครับว่า จำเป็นต้องดำเนินการจริงๆ
ทำให้ผมต้องเน้นความสำคัญกับการเขียน คำนำ ให้มากเป็นพิเศษ น่ะครับ อย่างเช่น
- เปรียบเทียบความเหมือนและความต่างในทุกมุมมอง ของการศึกษาครั้งนี้ กับงานวิจัยที่มีมาก่อน
- เป็นการศึกษาต่อเนื่องจากงานครั้งที่ผ่านมา (ของตัวเอง) เพื่อให้เข้าใจถึงปัญหาอย่างแท้จริง และรู้ข้อจำกัดของการใช้ประโยชน์จากผลการวิจัยครั้งที่แล้ว
- ค้นหาข้อสมมติฐานที่มีมาแล้ว แต่ยังไม่พบว่ามีคนศึกษาต่อยอด เพื่อกำหนดตัวชี้วัดที่เฉพาะเจาะจงสำหรับพื้นที่เฉพาะแห่งได้ และสามารถตอบปัญหาที่งานวิจัยครั้งก่อนตอบไม่ได้
ตอนนี้มีความสามารถคิดได้แค่นี้แหละครับ
ผมคงต้องใช้เวลาอีกมากในการพัฒนาการเขียนงานของผม เพราะผมไม่ค่อยได้ฝึกคิดให้เป็นระบบซะเท่าไหร่เลยครับ
gambatte!