ความเห็น 3065172

​จะทำอย่างไร เมื่อมีคำตรัสว่า “อย่ารักใครๆ”

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะคุณธิ

ขอบพระคุณสำหรับการแวะมาเยี่ยมกันและความเห็นมากเลยค่ะ

สำหรับการนำธรรมในพุทธศาสนามาปฏิบัตินั้น ตรัสให้เราทำเป็นขั้นๆไปค่ะ โดยในขั้นแรก เรายังมีความยึดมั่นในตน ในความเห็นว่าเป็นตนอยู่ เมื่อยังมีความเห็นว่าเป็นตน บุคคลที่เรารักมากที่สุดก็คือตัวเอง (ดังที่ตรัสตอบพระเจ้าปเสนทิโกศล) ครั้นรักตน รู้ว่าตนเป็นที่รัก ก็ให้ทำตนทำตนให้เป็นอันรักษาดีแล้ว ซึ่งก็คือการฝึกในด้านต่างๆ โดยในเบื้องต้น ก็ให้ "ไม่ทำบาปทั้งปวง" ก่อน เมตตาจึงเป็นอุบายฝึกที่ดีค่ะ จึงตรัสให้เอาตนเข้าเปรียบ ว่าเราต้องการสุข รักชีวิต ฯลฯ อย่างไร คนอื่นก็อย่างนั้น จะได้ไม่ทำการเบียดเบียนใคร อันเป็นเจตนาละเว้นจนกระทั่งละเว้นได้โดยไม่ต้องมีเจตนาเพราะละเป็นปกติ ชีวิตจึงมี "ศีล"

แล้วจึงให้ "ยังกุศลให้ถึงพร้อม" คือจากที่ละเพื่อตนจะได้ไม่เดือดร้อน เช่น มีทางไปต่ำ ทำทางสู่อบายแก่ตน จึงละไม่เบียดเบียนเขา เมื่ออบรมเมตตามากขึ้นเรื่อยๆ ก็ค่อยๆกลายเป็นละเพื่อความสุขของเขา เมื่อเขาสุข สุขนั้นก็ทำให้เราอิ่มใจว่าไดทำสิ่งดีอย่างบริสุทธิ์ใจ ใจจึงราบเรียบ สม่ำเสมอ ในชีวิตประจำวัน ไม่วูบวาบหวั่นไหวไปตามอารมณ์ที่มากระทบ อันเป็นส่วนของ "สมาธิ"

แล้วจึง "ทำจิตให้ขาวรอบ" หรือ ผ่องแผ้ว มีการพิจารณาให้คลายความเห็นว่าเป็นตนลงไปเรื่อยๆ

มีสูตรหนึ่งค่ะ พระองค์เปรียบใจเหมือนผ้า ใจที่ยังไม่คลายกิเลสเปรียบเหมือนผ้าสกปรกที่ยังไม่มีการซักล้างให้สะอาดเสียก่อน หากนำไปย้อมด้วยน้ำสี ผ้าสีที่ได้ก็มีสีไม่สดใส จึงต้องมีการชำระใจจากกิเลสเสียก่อน

ตรัสว่าเมื่ออบรมเมตตาขึ้นมาได้แล้ว เมื่อแผ่ขยายเมตตาออกไปไม่เป็นประมาณ ก็จะได้เห็นภาวะต่างๆ จนรู้ว่า ธรรมที่ยิ่งกว่าพรหมวิหารนี้ก็มีอยู่ นิพพานมีจริง ซึ่งตรงนี้ เข้าใจว่าคงเพราะเมื่อมีเมตตาอย่างถึงที่สุดแล้ว จะไม่มีใครไม่ดีในสายตาเราเลย จะเข้าใจเขา อภัยเขาได้ในทุกเรื่อง (ดังที่ทรงอภัยได้แม้แต่พระเทวทัต) จึงอยู่เป็นสุข จิตสงบ ไม่มีภัยไม่มีเวรกับใครๆ จนแจ้งธรรมค่ะ ดังนั้นจึงเป็นการปฏิบัติเพื่อ "ปัญญา"

สมเด็จพระสังฆราช ทรงเน้นการอบรมตนในเรื่องของเมตตามากค่ะ เคยรวบรวมคำสอนของพระองค์เกี่ยวกับความหมาย ความสำคัญ อานิสงส์ วิธีการอบรมเมตตาไว้ที่นี่ อยากเชิญไปแวะด้วยค่ะ

https://www.gotoknow.org/posts/580165