ความเห็น


เยาวลักษณ์ สุวรรณแข (Yaowaluk Suwannakhae)

Reflection#1

การได้มีโอกาสเข้าร่วมโครงการนี้นับเป็นการอบรมการเป็นผู้นำเป็นครั้งที่ 2 คือ ครั้งที่แรกเเป็นการเข้าเรียนตามหลักสูตรปริญญาเอก เมื่อประมาณปี 2006 โดยมีเพื่อนร่วมชั้นเป็นผู้บริหารโรงเรียนของเขตการศึกษาต่างๆหรือ District ต่างๆใน Dallas,Texas ท่านศาสรจารย์ ดร.โจแอน บาร์เบอร์ ซึ่งสำเร็จการศึกษาจาก มหาวิทยาลัย Stanford เป็นการเรียนที่เน้นทฤษฎีภาวะผู้เป็นสำคัญต้องอ่านตำราเล่มใหญ่ความหนาประมาณ 400 หน้า(ซึ่งต้องสารภาพว่าพอสอบเสร็จก็คืนวิชาความรู้แบบท่องจำนั้นคืนท่านศาสตราจารย์ไปเกือบทั้งหมด เพราะแม้กระทั่งชื่อหนังสือเล่มนั้นก็จำไม่ได้) แต่หนังสือที่อาจารย์มอบหมายให้อ่านและมักจะหยิบมาอ่านเสมอคือหนังสือชื่อ "The character of leadership: Political realism and public virtue in nonprofit organizations" by Michael Jinkins & Deborah Bradshaw Jinkins. การเรียนในครั้งนั้นดูเหมือนว่าจะเรียนโดยมีเป้าหมายระยะสั้นคือเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรบัณฑิตศึกษาแต่ไม่ได้นำทฤษฎีต่างๆ ไปสู่การปฏิบัติ และในการอบรมครั้งที่สองนี้เป็นการเรียนวิชาผู้นำโดยการปฏิบัติหรือมีเป้าหมายเพื่่อการพัฒนามหาวิทยาลัยซึ่งเป็นการเรียนที่เป็นประโยชน์ ท้าทายมากกว่าเพราะเป็นการเรียนรู้จากสภาพจริง และเป็นพันธกิจที่บุคลากรของมหาวิทยาลัยที่มีความสามารถหลากหลายมีร่วมในการร่วมคิดร่วมพัฒนา เป็นผู้นำของการเปลี่ยนแปลง (Change agent) และที่สำคัญห้องเรียนนี้ของเราคงเป็นที่เดียวในมหาวิทยาลัยทักษิณที่ทุกคนถอดหมวกใบอื่นๆวางลง แล้วสวมใบเดียวกันคือการเป็นผู้เรียน นักคิด นักวางแผน และคาดหวังว่าโครงการพัฒนาที่ถูกเขียนขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้จะถูกนำไปใช้ประโยชน์และปฏิบัติได้อย่างแท้จริง

สาระสำคัญที่ได้รับจากการเข้าร่วมการอบรมในช่วงแรก คือการได้เรียนรู้และทบทวนตนเองในสองลักษณะคือ ประการแรกเป็นการทบทวนตนเองของปัจเจกบุคคลเป็นเบื้องต้น กล่าวคือการได้มีโอกาสได้ค้นหาตัวตนเอง และได้รับการกระตุ้นให้ค้นหาศักยภาพที่ซุกซ่อนอยู่ภายในตนเอง ให้ถูกนำมาใช้ประโยชน์ในการทำงานร่วมกันเป็นทีมที่ประสบความสำเร็จ และในขณะเดียวกันจุดอ่อนที่เรามีอยู่ก็สามารถแปรเปลี่ยนให้เป็นจุดแข็งโดยการได้รับการพัฒนาจากผู้เชียวชาญต่างๆ กลยุทธ์และเทคนิควิธีการต่างๆ ประการที่สองเป็นการทบทวนในภาพรวมขององค์กร ในเรื่องโอกาส ความเสี่ยง และแนวทางการแก้ไขจากสภาพความจริงของมหาวิทยาลัยทักษิณ นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีเพราะก่อนที่มหาวิทยาลัยจะไปสู่การพัฒนายั่งยืน มีศักยภาพในการแข่งขัน เราจำเป็นจะต้องรู้สภาพของมหาวิทยาลัยอย่างถ่องแท้เสียก่อนว่า "เรา" มีอะไรดีที่จะต้องรักษาและทำให้ดีขึ้นไป อะไรที่ดีแต่กำลังจะสูญเสียไป อะไรที่ต้องสร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่ที่สามารถนำพามหาวิทยาลัยก้าวไปสู่การแข่งขันในระดับภูมิภาค ชาติ และนานาชาติ

ขอขอบพระคุณ อธิการบดี อาจารย์สายพิณ วิไลรัตน์ ท่านศาสตราจารย์จีระ และทีมงาน ที่ให้โอกาส ได้สละเวลาในการให้ความรู้ ถ่ายทอดประสบการณ์ของท่าน และความเชื่อมั่นของท่านว่าพวกเราคือเมล็ดพันธุ์ที่ดีของการเปลี่ยนแปลง

..... อ่านต่อได้ที่: https://www.gotoknow.org/posts/599764
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี