ความเห็น 2990314

โครงการพัฒนาผู้นำเพื่ออนาคตของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ รุ่นที่ 2 (ช่วงที่ 1 : 2 - 4 ตุลาคม 2557)

อรสา สังขชาติ
IP: xxx.88.149.22
เขียนเมื่อ 

รู้สึกประทับใจตั้งแต่วันแรกจนกระทั่งวันนี้ คือวันที่ 4 ของการเรียน (ขอสรุปทั้ง 4 วันค่ะ) วันแรกได้มีการจัดปฐมนิเทศ และมีการสร้างบรรยากาศการเรียนรู้แบบ “Learn & Share & Care” ซึ่งเป็นการเรียนที่ทำให้ทุกคนได้รับความรู้ใหม่ มีการแลกเปลี่ยน แบ่งปันความรู้และที่สำคัญคือยอมรับในความต่าง เพราะในบางครั้งความต่าง อาจจะนำมาซึ่ง Creativity หากถ้ารู้จัก ที่จะ Integration อย่างถูกต้อง ถูกที่ และ ถูกเวลา ไม่ยึดมั่นถือมั่นในความคิดของตนเองจนเกินไป เพราะเชื่อว่าบางครั้งไม่ว่าจะเป็นสถาบันครอบครัว,การศึกษา,องค์กรสังคมหรืออื่นๆที่อยู่รอบๆตัวเรา เป็นสิ่งที่หล่อหลอมทำให้เรามี Inner belief หรือ Mindset กับเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่แตกต่างกันออกไป เช่น ทำไมบุคลากรส่วนใหญ่ในสถาบันการศึกษาหรือสาธารณสุข ยังไม่ค่อยเปิดใจยอมรับในเรื่องของ การนำ Marketing และ Business Mangement มาประยุกต์ใช้ในสถาบัน จากประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้รู้ว่าสิ่งหนึ่งที่คนเหล่านี้คิดเพราะพวกเขามีความเชื่อว่า เขาเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร และเขาเป็น Key สำคัญที่ทำให้องค์กรประสบความสำเร็จ เพราะเขาเป็นผู้ให้บริการ ผู้รับบริการจะประทับใจหรือไม่ขึ้นอยู่กับตัวผู้ให้บริการ ซึ่งก็ไม่ผิดที่เขาสามารถคิดเช่นนี้เพราะเขาได้ปฏิบัติตามหลักวิชาชีพที่เรียนมา ซึ่งเมื่อมองความจริงเกี่ยวกับปัญหาทางด้านการศึกษาสมัยก่อนที่การเรียนการสอนยึด ครูเป็นศูนย์กลาง และหลักจากนั้นต้องมีการปรับเปลี่ยนวิธีคิด/สอนใหม่เป็นแบบ Child Center ไม่ใช่ผู้รับบริการเป็นศูนย์กลาง หรืออาจจะกล่าวได้ว่า บางครั้งเราลืมมองภาพแบบ Macro แต่ชอบมองแบบ Micro มองเฉพาะบทบาทหน้าที่ของเรา เพียงอย่างเดียว เช่น ฉันทำดีที่สุดแล้ว การทำให้ผู้รับบริการพึงพอใจตามวิชาชีพที่ร่ำเรียนมา ถ้าเป็นครู ก็จะบอกว่าฉันได้สอนตามที่ฉันได้ร่ำเรียนมา นี่น่าจะเป็นการคิดแบบ Micro แต่ถ้าระดับ Macro อาจจะต้องมองว่าปัจจุบันนี้หลักสูตรใดบ้างที่เป็นที่ต้องการของตลาด และเราจะปรับหลักสูตรเราอย่างไรเพื่อให้บัณฑิตของเราเป็นที่ต้องการของตลาดโลก หรือรองรับตลาดอาเซียน ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ปัจจัยภายนอกองค์กร์นั้นเอง นอกจากปัจจัยภายในขององค์กรที่สำคัญแล้วที่จะทำให้เราดึงเอาจุดเด่นของเรามาต่อสู้แข่งขันเพื่อให้เกิด Differntation เราเองต้องเรียนรู้ปัจจัยภายนอกด้วย เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ให้สามารถต่อสู้แข่งขันกับ สถาการณ์หรือคู่แข่งขัน ในอนาคตได้ ตลอดทั้งกฎระเบียบต่างๆ ที่สำคัญ ที่จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่เราได้ เช่น ในเรื่องของสิทธิบัตรและลิขสิทธิ์ หรือในขณะเดียวกันหากเราไม่รู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็อาจจะส่งผลกระทบ ก่อให้เกิดความเสียหายหรือสูญเสียทรัพยากรที่มีค่าของเรา หรือ เงินทอง ก็อาจจะเป็นไปได้ บางครั้งก็ควรรู้จักมองคุณค่าของสิ่งที่อยู่ใกล้ๆตัวเราบ้าง เพราะสิ่งเรานี้ทำให้ช่วยลดต้นทุนทางการผลิตและสร้าง Productivity ซึ่งแนวคิดที่ได้จากเรื่องนี้ก็คือ การได้รับฟังเกี่ยวกับการพัฒนาระบบสุขภาพของไทยกับกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกปัจจุบัน และกรณีศึกษาด้านการวิจัยและพัฒนา ...และการพัฒนางานของคณะแพทย์ มอ.

บางครั้งการเรียนรู้ความเจ็บปวดไม่ว่าจะเป็นของตนเองหรือผู้อื่น เป็นสิ่งที่ดีและมีค่ามาก หรือเป็นประสบการณ์ที่ดียิ่ง ที่ทำให้เราเกิดการเรียนรู้ใหม่ๆหากเราได้เปิดใจยอมรับในสิ่งนั้น และมองให้รอบมิติ เราเองอาจจะพบว่าบางครั้งเรามองตนเอง ยึดมั่นถือมั่นในตัวตนมากจนเกินไปรึเปล่า บางครั้งเลยลืมนึกไปว่า แท้จริงแล้วผู้รับบริการต้องการอะไรมากกว่านี้ไหม? องค์กรฉันต้องการให้ฉันเป็นอย่างไร? และฉันจะช่วยองค์กรของฉันให้ไปถึงจุดหมายได้อย่างไร ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน? ฉันจะทำอย่างไรให้การเติบโตนี้ยั่งยืน หรือสร้างความมั่งคั่งและมั่นคงให้ประเทศชาติของฉันอย่างยั่งยืนตลอดไป?

นี่คือ สิ่งที่หลายคนลืมคิดไป สังเกตว่าอาจารย์หลายท่านมักจะไม่ได้มาพูดในเรื่อง ของ Midical เพราะเชื่อว่าชาวคณะแพทย์ทำได้ดีอยู่แล้วโดยศักยภาพที่มีอยู่ โดยส่วนตัว ในเรื่องทุนมนุษย์ทฤษฎี 8 K , 5 K คิดว่าสิ่งที่พวกเรามีน่าจะเป็น Intellectual Capital , Ethical Capital ,Digital Capital ,Knowledge Capital ,Innovation Capital แต่สิ่งที่คณะแพทย์ฯ อาจจะต้องนำไปปรับคือในเรื่องของ Happiness Capital , Social Capital, Talented Capital

และสิ่งที่เราต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่องคือการสร้าง Creativity ซึ่งจะมี รูปแบบ Activity หรือรูปแบบกิจกรรมแบบใด ที่จะดึงศักยภาพของบุคลากรที่มีอยู่ 8 K , 5 K มา Integration เข้าด้วยกันและก่อให้เกิด ValueCreativity Value Innovation Value Added (3 V) ขึ้นในระดับ หน่วยงาน,องค์กร ท้องถิ่น ประเทศ และก้าวสู่สากล สุดท้ายนี้เราคงต้องพัฒนาไปตามลำดับขั้นตอน เพื่อให้เกิด Sustainable Capital มิใช่แบบก้าวกระโดด ต้องอยู่ในพื้นฐานความเป็นไปได้ภายใต้ทรัพยากรที่เรามีอยู่ แต่ต้องสร้างความได้เปรียบหรือ Differentation

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลดต้นทุนแต่เพิ่ม Productivity บริหารทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่นในบางครั้งการนำเอาผลิตผลทางการเกษตรของภูมิภาคเราที่มีอยู่จำนวนมาก แล้วนำเอา ศาสตร์ต่างๆ มาบูรณาการด้วยกัน เช่น การจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการหลักสูตรหรืออาจจะเป็นลักษณะของ Project แต่ต้องมีการนำเอาศาสตร์ต่างๆกันมา Integration เพื่อร่วมกันสร้างนวัตกรรม เช่น แพทย์ ,เภสัช,วิทยาการจัดการ และคณะทรัพยฯ ของเรา หรือ แพทย์แผนไทย,กายภาพบำบัดและ คณะศิลปะศาสตร์ อาจจะสามารถเข้าร่วมได้กับทุก Project เพื่อความเป็นสากล เป็นต้น

และสิ่งที่ขอชื่นชมอีกเรื่องหนึ่งคือ การอบรมครั้งนี้ได้โยงเอาความรู้ที่น่าสนใจมากมาย ไม่ว่าจะเป็นด้านการพัฒนาบุคลิกภาพ , LEADERSHIP & TEAMWORK และความมั่นคงของประเทศ ซึ่งก็ถือได้ว่าเป็นสิ่งที่ผู้นำทุกท่านควรจะ พึงมี เช่นการบุคลิกภาพที่ดี รู้จักปฏิบัติตนได้ถูกต้องตามสถานการณ์ ทำให้เรามีความมั่นใจและได้รับการยกย่อง ชมเชย แต่ที่สำคัญที่สุดคือการสวยจากข้างใน คือ ต้องมีจิตใจที่ดีด้วย มองโลกในแง่บวก ซึ่งก็ค่อนข้างจะสอดล้องกับ หัวข้อ LEADERSHIP & TEAMWORK ซึ่งมีหลักแนวคิดที่ดีมากในการดำเนินชีวิต ซึ่งสุดท้ายก็หนีไม่พ้นในเรื่องของ Mindset บางครั้งการไปปรับปรุงเปลี่ยนแปลงคนอื่นมันทำได้ยากต้องรู้จักปรับปรุงตัวเราเองก่อน นั่นคือ ปรับ Mindset ของตนเอง ชีวิตเราก็จะมีความสุขกับสิ่งรอบข้าง เรียนรู้ข้ามศาสตร์หรือคนคิดต่างบ้าง เพราะการสร้างกรอบแนวคิดเป็นอุปสรรคเป็นการสกัดกั้นความคิด บางครั้งมันทำให้เกิดความเคยชินจนจนไม่สามารถพัฒนาได้ สิ่งแวดล้อม ประสบการณ์ การเรียนรู้ ทำให้คนเราต่างกัน ต้องมองโลกในแง่บวกคิดเสียว่าในดีมีเสียในเสียมีดี แล้วเลือกนำสิ่งดีๆมาใช้ให้ถูกที่ ถูกเวลา เช่นเดียวกับ Put the right man on the right job . ให้ตระหนักเสมอว่าทุกคนมีคุณค่าในตัวเอง อยู่ที่ว่าเราจะดูมุมไหนหรือเลือกเอามุมไหนของเขามาใช้ในการทำงาน ปัญหาทุกปัญหามีทางออก หากเราใช้ปัญญาของเรามาแก้ไข หรือการใช้ Network สิ่งสำคัญอีกอย่าง ของการสร้าง TeamWork ที่ดีคือ ต้องให้ทุกคนรู้เป้าหมายร่วมกันและที่สำคัญคือต้องร่วมวิเคราะห์ วางแผนร่วมกันเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ซึ่งบางครั้งในการทำงานเป็นทีมเราอาจจะมีความขัดแย้งกันบ้างในการคิดต่าง แต่หากเราอยู่ในพื้นฐานของการ รู้จักแบ่งปัน ให้อภัยซึ่งกันและกัน หากผิดก็พร้อมที่จะกล่าวคำว่าขอโทษ และสำคัญยิ่ง ผู้ที่เป็น Leadership ที่ดี จะต้องไม่มี EGO ทำตัวเป็นคนกลาง รับฟังข้อมูลและข้อคิดเห็นของทุกคน เวลามีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ต้องมีแผนที่ชัดเจน รู้ว่าใครบ้างได้รับประโยชน์ สร้างให้เกิด WIN WIN มิควรให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้เสียเปรียบหรือได้เปรียบฝ่ายเดียว และปัจจัยภายนอกที่สำคัญที่สุดในวันนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ท้าทายคณะ แพทยฯ ยิ่งนักคือ เหตุการณ์ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เราจะมีส่วนเยียวยา ช่วยเหลือ ได้อย่างไรบ้าง เพื่อก่อให้เกิดความมั่นคงของชาติ ซึ่งในวันนี้ก็ทำให้พวกเราหลายกลุ่มได้เห็นความสำคัญของ Culture Capital และสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสม