ความเห็น


สายแก่ๆ ของวันหนึ่งในขณะที่แม่ไปร่วมงานบุญที่วัด เด็กหญิงวิที่น่าจะอายุประมาณ 8-9 ปี ถือเสียมพร้อมตะกร้าและไม้ไผ่ที่เหลาให้กลมไร้เสี้ยน ปลายข้างหนึ่งแหลมข้างหนึ่งทู่ เดินออกจากบ้านไปยังทุ่งนา หวังจะขุดกบมาให้แม่ทำอาหารมื้อเย็น โดยมีน้องชายคนเล็กที่อายุประมาณ 4-5 ปี เดินตามไปด้วย...

เมื่อเจอรูก็ใช้ไม้แหย่ด้านแหลมลงไป ถ้าสัมผัสที่รับรู้ว่าแข็ง ก็คะเนว่าเป็นปู ถ้าหยุ่นๆ ก็คะเนว่าเป็นกบ...แต่วันนั้นไม่ใช่วันของ ดญ.เด็กหญิงวิ แต่ละรูที่ขุดลึกสุดช่วงแขนของเธอ เมื่อถึงเป้าหมาย ไอ้ที่หยุ่นๆ กลับเป็นคางคกบ้าง งูบ้างแทนที่จะเป็น "กบ" ดังที่หวังไว้...

จากสายถึงบ่าย ทั้งพี่และน้องอยู่ท่ามกลางเปลวแดดโดยไม่ได้สวมหมวก ทุ่งนาก็ไม่มีต้นไม้ให้ร่มเงา แต่เมื่อในตะกร้ามีปูขาขาดอยู่ตัวเดียวยังไม่ได้ "กบ" ตามเป้าหมายเลยยังไม่คิดจะกลับบ้าน ...ออกจากบ้านมาไกลถึงถนนหลวง ถ้าทางตรงจะระยะทาง 2 กม. แต่การหากบไม่ได้เดินตรง เดินตรงไปข้างหน้าบ้าง ไปทางซ้ายบ้าง ทางขวาบ้าง กลับหลังบ้าง ระยะทางจึงประมาณไม่ได้ จนน้องชายเป็นลมคงเพราะโดนแดดดมาก น้ำก็ไม่มีดื่ม ดญ.วิตกใจมากต่อมอาดรีนอล (Adrenal Gland) จึงขับฮอร์โมนอาดรีนาลินออกมามาก ฮอร์โมนเปลี่ยนน้ำตาลในเลือดให้เป็นพลังงาน ทำให้มีพลังมากอุ้มน้องตัวปลิวเดินข้ามถนนไปตะโกนเรียกย่า (อาเคยชี้บอกว่าย่าจะเลี้ยงวัวอยู่บริเวณนั้นซึ่งเป็นที่นาของย่า) ...โชคดีที่เจอย่า ย่าพาไปที่เถียงนาและเปิดฝาแอบ (กระป๋อง) ยาเส้น แล้วรินน้ำจากขวดใส่ฝาแอบยาเส้นให้น้องและ ดญ.วิดื่ม แล้วย่าก็อมน้ำเป่าพรมจนน้องฟื้น...จำได้แค่นั้นค่ะ

อีกเหตุการณ์ ...วันนั้นเป็นวันของ ดญ.วิที่ออกไปช้อนฮวก (ลูกอ็อด) กับพี่คนติดกัน ได้ฮวกกบไม่มากนัก แต่โชคดีไปเจอปูที่หนีจากน้ำในนาข้าวที่ร้อนมาก ไต่ขึ้นไปตามซังข้าวเต็มไปหมด เหมือนปูในมือคุณเพชรเลยค่ะ สองพี่น้องตื่นเต้นดีใจมาก รีบเก็บปูจนหมดแล้วนำกลับบ้านไปให้แม่ทำอาหาร (คิดทบทวนแล้วก็น่าสงสารปูนะคะ "หนีเสือปะจรtเข้" จริงๆ แต่ทำไงได้ สมัยนั้นต้องหาอยู่หากินเพื่อให้มีชีวิตรอด มีบางมื้อไม่มีอะไรกิน แม่ต้องต้มหัวหอมแห้งให้พวกเราจิ้มน้ำพริกเป็นอาหาร) เมนูหนึ่งที่จำได้ก็คือ "อ๋อปู" ซึ่งทำคล้ายๆ "อ่องปู๋" ของคุณเพชร ต่างกันตรงที่ไม่ได้ทอดแต่นำไปย่างไฟค่ะ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี