ความเห็น


ขอคุยกับ "น้องดา" ต่อนะคะ

น้องดาถามว่า "แล้วคุณยายหายโกรธไหมคะ" คงจะเป็นคำถามจากข้อความที่ได้อ่านในบันทึก ความว่า "...เมื่อแม่ลำบากก็ไม่ได้รับการช่วยเหลือใดๆ จากยายและน้าผู้รับมรดก ผู้เขียนทราบจากพี่สาวคนโตตอนที่ตนเองเป็นผู้ใหญ่แล้ว ว่า ยายและน้ามีเรื่องขัดใจอย่างรุนแรงกับพ่อและปู่ย่าของผู้เขียน จึงไม่ยอมดูดำดูดีลูกและหลานที่ตกระกำลำบาก..." พี่ก็ขอตอบว่า "คุณยายโกรธยาวมากค่ะ ในขณะที่น้าผู้รับมรดกที่นาทั้งหมดได้จ้างชาวบ้านทำนา แต่ละปีมีข้าวไว้กินตลอดปี เก็บข้าวเปลือกไว้ทำพันธุ์ในปีต่อไป และเหลือขายได้เงินมากมาย แต่ครอบครัวของพี่ต้องซื้อ/แลกข้าวเปลือกใส่ไว้ในยุ้งข้าว เพื่อให้พี่หาบไปสีเป็นข้าวสารเหนียวไว้นึ่งกิน...ตอนจบป.4 ยายจำเป็นต้องรับพี่ไปอยู่ด้วยเพื่อเรียน ป. 5 ที่บ้าน/ร้านค้าในเมือง ลูกคนโตของน้าซึ่งเรียน ม.4 (ม.1 ในปัจจุบัน) เหมือนเป็นคุณหนูไม่ต้องทำอะไร เรียนอย่างเดียว (ในขณะที่พี่ต้องทำงานบ้านทุกอย่าง) อาหารก็กินแบบพิเศษต่างหาก แต่พี่ต้องกินตามยายและน้าคนเล็กซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผักจิ้มน้ำพริกปลาร้า และปลาป่น ลาบปลาดุกใส่ข่าที่พี่กินไม่ได้แต่ต้องกินเพราะกลัวยายมาก ผักผ่องซึ่งขมมากพี่ก็กินไม่ได้แต่ต้องกินตามที่ยายบอก และส้มผักกาด (ผักกาดดอง) ที่จะเสียแล้ว ที่ยังไม่เสียยายให้พี่ใส่ตะกร้าพร้อมกล้วยน้ำว้าหิ้วไปขายแถวคุ้มวัด พี่ชอบกินกล้วยน้ำว้ามาก แต่กล้วยที่ยายให้พี่กิน คือ กล้วยที่เปลือกดำแล้วและขายไม่ได้ คิดแล้วก็ขำตัวเอง ที่ตอนนั้นคิดในใจว่า โตเป็นผู้ใหญ่แล้วจะปลูกกล้วย เพื่อให้กินกล้ววยที่ยังไม่เสีย เป็นไงคะชีวิตพี่ รันทดไหมคะ แต่แปลกที่พี่ไม่เคยน้อยเนื้อต่ำใจอะไร ตอนนี้กลับขอบคุณ 'คุณยาย' ที่ได้ช่วยฝึก 'AQ : Adversity Quotient' ทำให้พี่มีความสามารถในการเผชิญและฟันฝ่าปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินชีวิต ที่มีมากมายเมื่อโตขึ้นค่ะ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี