ผมเคยรู้สึกอย่างนั้นเช่นกัน ครับพระอาจารย์...

 

สมัยเป็นเด็ก...ไม่เคยมีความรู้สึกแบบนั้นเลย...ไม่เคยเซ็ง...ไม่เคยเบื่อ...ไม่เคยคิดว่าไม่อยากทำอะไร...

 

พอโตขึ้นเข้ารับราชการ...ในช่วงวันหยุด...หรือบางวันที่ไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไร...ให้รู้สึกเบื่อหน่ายรำคาญเซ็งเป็นยิ่งนัก...

 

พอหลวมตัวมีภรรยาใหม่ ๆ ก็ตื่นเต้นเร้าใจ...พอนานไปก็เกิดความรู้สึกแบบนั้นขึ้นได้อีก...

 

จนกระทั่งมีลูก(มิได้เจตนาจะเย้ยหยันพระอาจารย์แต่ประการใด..555555555555)กลายเป็นบทเรียนใหม่ของชีวิตที่ปุถุชนอย่างผมจะหาเวลาหยุดนิ่งกับตัวเองให้เกิดอาการเบื่อหน่ายเซ็งได้เลย(ดันมีเข้าไปได้...ตั้ง 3 คน)

 

แค่เห็นหน้าลูกสาวคนเล็กผมทุกวัน...ใจผมก็บอกได้อย่างเดียวว่า...สู้สู้...

 

 อาจเป็นเพราะช่วงนี้ผมได้รับประสบการณ์ใหม่ ๆ เลยไม่ค่อยเกิดความรู้สึกเซ็ง...เหมือนช่วงที่ผ่านมากับงานที่ผมรับผิดชอบทำมากว่า 20 ปี...

 

หากอยู่ใกล้พระอาจารย์...ผมคงไปชวนทำอะไรต่อมิอะไรให้หายเกียจคร้านเลยนะครับ...

 

อย่างไรก็ตาม...นั่นคือเส้นทางชีวิตอย่างที่mr. สุมิตรชัย คำเขาแดง เขาว่าครับ...ทำไปตามเหตุตามผลอ่านดูเหมือนธรรมดาไม่น่าสนใจ...แต่นั่นคือความจริงของชีวิตครับ...

 

ลูกชายผม 2 คนเลี้ยงแตกต่างกันอย่างชัดเจน...

 

คนโตถูกผมใช้กระบวนยุทธ์ในการเสกสรรปั้นแต่งให้เขาเป็นนักสู้(มุ่งมั่นต่อการเป็นจอมยุทธ์อันดับหนึ่งของแผ่นดิน...ว่างั้น...55555)

คนส่วนใหญ่ต่างชื่นชมยินดีปรีดาไปกับเขา...เส้นทางชีวิตก็บังคับให้เขาบุกบ่าฝ่าฟันไปเรื่อย ๆ...

 

ลูกคนที่สองของผมกลับกลายเป็นคนเกียจคร้านต่างกันคนละขั้ว(ทั้งที่ไอคิวสูงกว่า) มิใยว่าแม่ของเขาจะบ่นว่าทุกวันก็หาได้เปลี่ยนแปลงอันใดได้ไม่...

 

แม่เขาเป็นหว่งอนาคตว่าจะไม่ได้ตามที่ต้องการ...แต่ผมกลับคอยขัดคอ(ทำให้เขาได้ใจเกียจคร้านยิ่งขึ้น...555)

 

อ้าว...ตกลงนี่เป็นบันทึกของพระอาจารย์หรือของผมกันเนี่ย...55555 

 

พระอาจารย์ไม่มีลูก...ก็คงต้องหาศิษย์ที่รับถ่ายทอดพลังฝีมือแล้วครับ..ไม่เช่นนั้นนอกจากคัมภีร์เก้าอิมจะสูญหายไปจายุทธจักรแล้ว...ยังมิอาจได้เห็นกระบวนท่าใหม่ ๆ จากเหล่าอัจฉริยชนรุ่นหลังให้เป็นที่บรรเทิงใจด้วยครับ...อิอิ