ความเห็น


ความจริงมี ๔ ประการ

  ความจริงหรือสัจภาวะที่มนุษย์เราศึกษาและรู้กันอยู่ทั่วไปในโลกว่ามี ๔ ประการ

  ๑.สมมติสัจจะ (conventional Truth)

  คือความจริงที่เราสมมติขึ้นหรือความจริงที่ชาวโลกสมมติกันว่าเป็นความจริงอันเป็นความจริงเฉพาะชั้นนอก เป็นความจริงที่เปลือกนอก  ซึ่งเราจะเรียกกันตามที่ชาวโลกเรียกกัน ความจริงประการนี้เราใช้ดำเนินชีวิตประจำวัน เพื่อให้เกิดความสะดวกสบายในการสัมพันธ์ติดต่อสังสรรค์กันในแต่ละวัน แต่ถ้าจะศึกษาค้นคว้าให้ลึกซึ้งลงไปความจริงประการนี้หาเป็นความจริงไม่  แต่เราก็ยอมเชื่อกันอยู่และจัดเป็นวิชาการศึกษากันมาในอดีตจนถึงปัจจุบัน เช่น พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกและตกทางทิศตะวันตก ทฤษฎีนี้นักวิชาการยอมรับกันว่าเป็นศาสตร์ชนิดหนึ่งแต่ถ้าได้ศึกษาวิเคราะห์วิจัยให้ดีแล้ว ไม่เป็นความจริงเลย เพราะพระอาทิตย์ไม่ได้เดินไปดังที่เราเห็นกันว่าพระอาทิตย์ขึ้นทางนั้นโดยสมมติ  และสมมติโดยชาวโลกว่าทิศทางพระอาทิตย์โผล่นั้นคือทิศตะวันออก ความจริงประเภทนี้นักวิชาการเชื่อว่าเป็นจริง และสั่งสอนต่อมาจนถึงปัจจุบัน

  ๒. สภาวสัจจะ (Empirical Truth)

  อันเป็นความจริงตามสภาวะ หรือความจริงตามที่เราประจักษ์หรือมีประสบการณ์ด้วยตนเองทางผัสสะ  หรือสัมผัสทางใดทางหนึ่ง เช่น ตา เป็นต้น  เพราะเหตุที่ได้ศึกษา ค้นคว้า  วิเคราะห์ วิจัย วิจารณ์ให้ลึกซึ้งลงไปอีก เช่น ในเรื่องทิศตะวันออกดังที่กล่าวมาแล้วในข้อที่ ๑ การที่โลกหมุนรอบตัวเองจนทำให้เราสามารถเห็นพระอาทิตย์คล้ายกับโผล่ขึ้นในทางทิศตะวันออก นั่นเป็นตัวสภาวะของมัน หรือเป็นไปตามสภาวะเช่นนี้  จะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ และนักการศึกษาก็ยอมรับกันทั่วไป หรือเรื่อง “น้ำ” ตามความเป็นจริงตามสภาวะของน้ำจะต้องประกอบขึ้นด้วย ๒ ปรมาณู และออกซิเจน ๑ ปรมาณู น้ำจึงมีสภาวะเช่นนี้ ถ้าประกอบด้วยโซเดียมกับคลอรีนก็ไม่ใช่สภาวะของน้ำ แต่เป็นสภาวะของเกลือไป

  ๓.ปรมัตถสัจจะ (Metaphysical  Truth)

  คือความจริงระดับปรมัตถ์  ซึ่งเป็นความจริงของเอกภพหรือจักรวาลของสภาวะทั่วไปหรือแก่นแท้ของสิ่งทั้งหลายในเอกภพ และจิตหรือวิญญาณ กระบวนการของจิตหรือวิญญาณ ตลอดถึงความสัมพันธ์ของจิตหรือวิญญาณกับสิ่งอื่น ๆ อันเป็นความจริงเกี่ยวกับสิ่งที่อยู่เหนือวิสัยของประสาทสัมผัสของมนุษย์ที่จะรับได้โดยตรงเพราะเรื่องเอกภพ แก่นแท้ในเอกภพและเรื่องจิต หรือแม้แต่เรื่องนรก สวรรค์ พระเจ้า เหล่านี้เป็นสิ่งที่สัมผัสด้วยประสาทได้ยากยิ่งพระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า “เป็นเรื่องที่มนุษย์ไม่ควรคิด ที่เรียกว่า อจินไตย”

  ความจริงเหล่านี้แม้จะทำให้ผู้ศึกษาฉลาด มีเหตุผลสามารถพัฒนาชีวิตและโลกได้เป็นอย่างดี แต่เป็นไปเพื่อยึดติด  เพื่อสร้างความทุกข์  ดังเราจะเคยทราบเสมอว่า นักปรัชญา นักวิทยาศาสตร์ แม้จะมีความรู้ ความชำนาญสักเพียงใดยังมีกิเลสยึดติดอยู่ในเรื่องวัตถุหรือสสารจึงมีทุกข์  ยังทำความชั่ว  ความเสียหาย คิดสร้างระเบิดปรมาณู ระเบิดไฮโดรเจน เพื่อทำสงครามกัน

  ส่วนพระพุทธศาสนามุ่งสอนให้มนุษย์สร้างความสุขสันติแก่มวลมนุษยชาติและโลก  จึงเน้นให้ละชั่วสร้างความดีและทำจิตใจให้สะอาดผ่องใส หมดกิเลสและความทุกข์เป็นสำคัญ  พระพุทธศาสนาจึงสอนสูงยิ่งขึ้นไปกว่านี้อีก แต่วิชาการดังที่กล่าวมาแล้วนั้นแม้จะเป็นสัจจะประเภทต่ำ หลุดพ้นจากความทุกข์ กองกิเลสไม่ได้ก็จริง พระพุทธเจ้าก็ไม่ทรงห้ามในการศึกษา แต่พระองค์มิได้สรรเสริญว่ามีคุณค่าประเสริฐยิ่ง และก็ไม่ส่งเสริมให้ชาวพุทธทุ่มเทกำลังและชีวิตจิตใจในการศึกษาค้นคว้ากันให้มากนัก

  ๔. อริยสัจ (The Four Noble Truths)

  คือความจริงอย่างประเสริฐ ความจริงอย่างยิ่ง  ความจริงของพระอริยเจ้าความจริงที่ห่างไกลจากข้าศึกคือกิเลสได้อย่างสิ้นเชิง มี ๔ ประการคือ ๑.ทุกข์  ๒.สมุทัย  ๓.นิโรธ  ๔.มรรค อริยสัจทั้ง ๔ ประการเหล่านี้พระพุทธเจ้ายกย่องสรรเสริญว่า เป็นความจริงที่แท้จริง และทรงแนะนำชักชวนให้ศาสนิก ใฝ่ใจและให้ศึกษากันอย่างจริงจัง เพราะการศึกษา เข้าใจ และปฏิบัติตามอริยสัจทั้ง ๔ แล้วสามารถพ้นทุกข์ได้จริง หมดกิเลส มีความสุขได้จริง ที่เรียกกันว่าบรรลุ “นิพพาน” นอกจากจะพ้นทุกข์ได้จริงแล้ว ยังสร้างความสุขให้แก่ตนและมนุษย์ชาติทั้งมวลอีกด้วย


พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี