ความเห็น


ดิฉันได้ลงมือทำโครงการ The Departure เวลาประมาณ 23.45น. ของวันที่ 30 มกราคม 2556 ซึ่งในเวลาตอนนั้น กลุ่ม PBL ของดิฉัน กำลังนั่งสรุปโครงการอยู่ด้วยกันตั้งแต่ 16.30 น.ใต้หอพักนักศึกษา เสียงโทรศัพท์จากพี่ติ๊กว่ามีเคสเข้ามาที่หอพักผู้ป่วยศัลยกรรมชาย 1 ชั้น 7 ดิฉันก็รีบไปกับเพื่อนอีก 2 คน เมื่อไปถึง คิดว่าจะได้เจอญาติผู้เสียชีวิตยืนรออยู่ แต่ก็ไม่พบ พบพี่พยาบาลประจำ Ward แล้วพี่เขาก็พาเข้าไปในม่านที่ปิดกั้นไว้ ภายในมีพี่พยาบาล 2 คน กำลังเช็ดตัวให้ นำสำลีอุดทางออกของเสียทั้งหมด สิ่งที่เห็นคือพี่เค้าเอาสำลีชุบวาสลีนอุดจมูก หูเข้าไปลึกใช้ได้ และ เช็ดตัว ทาแป้งที่ตัวให้ พวกเราทั้ง 3 ถามหาว่าพอจะมีอะไรให้เราช่วยได้บ้าง แต่พี่เค้าก็ให้เรายืนดูอยู่ข้างเตียง ระหว่างนั้นดิฉันก็สังเกตเห็นเตียงผู้ป่วยข้างๆ เห็นคุณตา มองมาที่เตียงนี้ตลอดเวลาที่ พี่พยาบาลทั้ง 2 คนได้ถามว่าหนูมาทำอะไร นี้เป็นเคสแรกของหนูหรือ งั้นดูไป Observe ก่อนดีกว่า ระหว่างนั้นก็ได้ รู้ว่าคุณตา อายุ 79 ปี นอนที่ Ward นี้มา 2 สัปดาห์แล้วความดันลดต่ำลงเรื่อยๆ จนเสียชีวิตเงียบๆ พี่พยาบาลให้เรามาคุยกับญาติคนไข้ ตอนแรกก็คิดว่ายังไม่มา เพราะตอนเข้ามายังไม่พบใครเลย แต่พอออกไปก็พบลูกชายของคุณตานั่งอยู่คนเดียว ดูสีหน้าแล้วแต่ตาออกแดงๆ แต่ไม่ได้ร้องไห้ให้เราเห็น พวกเรา 3 คนก็เข้าไปคุยกับคุณลุงลูกชายคนโต อายุ 59 ปี แนะนำตัวว่าพวกหนูเป็นนักศึกษา ขออนุญาตคุยกับคุณลุงได้มั๊ยค่ะ คุณลุงเข้มแข็งมากค่ะ ไม่ร้องไห้ ยิ้มแย้มคุยกับเราน่ารักมาก คุณลุงบอกว่าคุณตาเพิ่งเสียไปตอนลุงจะกลับที่พักแล้วพยาบาลก็โทรแจ้งพอดี ตอนนี้ได้โทรแจ้งญาติๆที่อยู่รัตภูมิกำลังเดินทางมาอีกครึ่งชั่วโมง เพื่อมารับคุณพ่อที่นี่ คุณลุงเป็นมะเร็งที่หลอดอาหาร และ ลามไปที่ไต ต้องให้อาหารทางสายยางผ่าน ตอนแรกที่มานี้เพราะคุณตาหายใจไม่ค่อยสะดวก ไอไม่ออก และ ไอเป็นเลือด รู้สึกมึนหัวบ่อย จึงมาโรงพยาบาลให้หมอตรวจ ก็พบว่ามีก้อนที่หลอดอาหาร ให้นอนโรงพยาบาล คุณหมอที่ดูแลคุณตาบอกกับคุณลุงก่อนอาทิตย์ที่คุณตาจะเสียว่าอาการไม่ค่อยดี จะค่อยๆทรุดลง ซึ่งลูกๆก็ทำใจไว้ก่อนแล้ว แต่ในคืนนี้ไม่คิดว่าจะจากไปในคืนนี้ เพราะวันนี้ยังคุยกันอยู่เลย คุณตาบอกเสมอว่าอยากกลับบ้าน แต่ลูกๆเห็นว่าถ้าพาคุณตากลับบ้านอาการก็จะทรุดหนักกว่าเดิม ทางบ้านก็ไม่สามารถช่วยคุณตาได้ กว่าจะเดินทางมาถึงหมอได้ก็นาน จึงตัดสินใจให้คุณตาอยู่ที่นี้ ทุกครั้งที่ใส่เครื่องท่อช่วยหายใจคุณตาเจ็บ อยากจะกลับบ้านทุกครั้ง แต่ลูกๆอยากให้คุณตาอยู่ได้นานที่สุดจึงตัดสินใจให้ใส่ท่อช่วยหายใจ ถ้าคุณลุงย้อนเวลากลับไปได้ คุณลุงจะให้พ่อแม่อยู่บ้านตัวเอง เพื่อจะดูแลให้มากกว่านี้ และ พาพ่อกลับบ้านตามที่พ่อบอกเสมอทุกวันที่มาเยี่ยม
  คุณตามีลูก 8 คน แต่เสียชีวิต แล้ว 1 คน อยู่รัตภูมิ 4 คน อยู่ที่สุราษฎร์ธานี 3 คน ลูกๆทุกคนมีครอบครัวแล้ว คุณตาจึงอยู่กับคุณยาย 2 คน มีบ้านสร้างข้างๆกับคุณลุงเอง คุณลุงเล่าว่า คุณตาเป็นคนแข็งแรงขยันทำงาน ชอบหางานทำตลอด อยู่บ้านจะเลี้ยงวัว ทำสวน ตัดดายหญ้า มีคุณยายทำกับข้าวให้กิน ลูกๆทำงานส่งเงินให้ใช้จ่าย เกือบทุกตอนเย็นก็มานั่งกินข้าวที่บ้านลุง คุณตามีปัญหาด้านการรับกลิ่น กลิ่นอาหาร กลิ่นหญ้า กลิ่นต่างๆจะรู้เลยว่านั้นคือกลิ่นอะไร พอคุยไปเรื่อยๆ ถึงจุดๆหนึ่ง ตัวหนูเองเริ่มสังเกตว่าคุณลุงจะร้องไห้ หนูเลยหยุด ขอตัวมาหาพี่พยาบาลเพื่อถามหาว่า มีอะไรพอที่หนูจะช่วยได้มั๊ย คำตอบคือ “ ไม่มีค่ะ “ แล้วคุณลุงต้องทำอะไรต่อค่ะ? ซึ่งพี่พยาบาลก็บอกว่า เดี๋ยวให้ญาติมาแล้วแจ้งทำใบมรณะ ชำระเงิน และ อื่นๆอีกที่หนูเองยอมรับว่าจำไม่ได้ และ “กล่าวคำไว้อาลัย”ซึ่งพี่พยาบาลจะเป็นคนนำ พร้อมญาติ ให้พวกเรานศพ.เข้าร่วมด้วยก็ได้ พอทราบเช่นนั้นหนูก็มารอญาติกับคุณลุงต่อ สังเกตว่ามีแต่พี่พยาบาลใน Ward ทำงานหน้าคอมบ้าง เดินดูแลผู้ป่วยบนเตียงบ้าง มีผู้ป่วยชราเดินไปมาบ้าง เรานั่งคุย และ รอจนถึงเวลา 00.40 น. ลูกๆของคุณตาก็มา มีลูกชาย 2คนและ ลูกสาว 1 คนที่ร้องไห้มาตั้งแต่เข้าห้อง ยืนอยู่ข้างๆศพพ่อของตน และมีหลานสาวที่เป็นผู้ช่วยพยาบาลที่ รพ.มอ.มาด้วย เป็นผู้ที่คอยช่วยเหลือเรื่องการทำธุระที่โรงพยาบาลให้คุณตา มาเยี่ยมดูแลเสมอ บรรยากาศตรงนั้น ลูกสาวร้องไห้เสียใจอย่างมาก ส่วนลูกชายทั้ง 3 ก็ร้องไห้เสียใจเช่นกัน แต่คิดว่าคงเป็นเพราะเป็นลูกผู้ชายที่ต้องเข้มแข็งจึงไม่แสดงอาการเสียใจมากนัก เมื่อถึงเวลาลูกๆนำเสื้อผ้ามาสวมให้พ่อที่นอนอยู่บนเตียง มีดอกบัวผูกไว้ที่มือที่ประนมไว้ทั้งสองข้าง พยาบาลก็ได้กล่าวนำคำไว้อาลัย พร้อมกันทั้ง Ward พร้อมกับญาติ และกล่าวขอบคุณ ลากับพี่พยาบาล และ ญาติผู้ป่วย

  ความรู้สึกกับการทำโครงการ “The Departures”ในครั้งนี้ ใจจริงอยากลงมือทำเอง อยากสัมผัสความรู้สึกที่ได้ทำอะไรให้กับผู้เสียชีวิตคนหนึ่งบ้าง แต่ก็รู้สึกดีที่ได้คุยกับญาติ ลูกๆของผู้เสียชีวิต ทำให้เข้าใจถึงความผูกพันความสัมพันธ์ที่มีในครอบครัว ทำให้อยากกลับไปดูแลใกล้ชิดพ่อแม่ของตนมากขึ้น ไม่อยากปล่อยท่านให้ทำงานหนัก เพื่อหาเงินให้ลูกๆจนไม่ดูแล คำนึงถึงสุขภาพของท่านเอง และรู้จักการวางตัวที่เหมาะสมในสถานการณ์เช่นนี้ในฐานะคนนอกที่เข้าไปมีส่วนร่วมในชั่วโมงของการจากลาคนรักคนสำคัญของผู้อื่นไปอย่างถาวร
  “ใช้เวลา ทำอะไรให้เพื่อคนที่เรารัก และ รักเราทั้งชีวิตให้ดีที่สุด”

นศพ. ลักษมี  เจือจันทร์พิพัฒน์
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี