ความเห็น


  สามารถอ่านเนื้อหาพิศดารตามอรรถกถาตามนี้ อรรถกถาเนมิราชชาดก เรื่องเนมิราชอาจจะไม่อยู่ในพุทธันดรนี้ก็ได้ เพราะอรรถกถากล่าวไว้ว่าอายุขัยมนุษย์ในสมัยนั้นประมาณแสนกว่าปี ซึ่งจะไม่ลงกันในเรื่องของเวลา เพราะสมัยกัสสปพุทธเจ้ามนุษย์มีอายุขัยประมาณ สองหมื่นปี แล้วอายุขัยลดลงมาเรื่อยๆ จนอายุขัยมนุษย์อยู่ 120 ปี และในอายุขัยมนุษย์ประมาณ 120 นี้ พระโพธิสัตว์ก็ได้มาเกิดเป็นพระเวสสันดรเป็นการสร้างบารมีเป็นชาติสุดท้ายในมนุษย์โลก แล้วไปเกิดเป็นเทวดาอยู่บนชั้นดุสิตเสวยทิพย์สุขอยู่เป็นกาลเวลายาวนานมากๆ ตามที่อรรถกถากล่าวไว้ ก่อนที่จะลงมาเกิดบนมนุษย์โลกอีกครั้ง เพื่อตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เมืออายุขัยมนุษย์ ประมาณ 100 ปี ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ ที่จะอยู่บนสวรรค์ชั้นดุสิต แค่เพียงช่วง อายุขัยมนุษย์ลดจาก 120 ปี จนถึง 100 ปี เพราะตามหลักฐานที่กล่าวว่าในหนึ่งร้อยปี อายุขัยมนุษย์ลดลง 1 ปี เมื่อคำนวณแล้วระยะเวลาอายุขัยจาก 120 ลดลงเหลือ 100 ปี ใช้เวลาประมาณ 20X100 ประมาณ 2000 ปีเท่านั้น ซึ่งเป็นเวลาไม่กี่วันบนสวรรค์ชั้นดุสิต ยกเว้นจะอธิบายว่า พระโพธิสัตว์อยู่บนดุสิตเทวโลก จากมนุษย์อายุขัยมนุษย์ 120 ปี ลดลงเหลืออายุขัย 10 แล้วอายุขัยมนุษย์เพิ่มขึ้นใน หนึ่งร้อยปี เพิ่มขึ้น 1 ปี จนอายุขัยมนุษย์สูงสุดจนแสนแสนปี แล้วอายุขัยลดลงมาเรื่อยๆ จนถึงประมาณ 100 ปี แล้วพระมหาโพธิสัตว์ลงมาเกิดเป็นมนุษย์พระชาติสุดท้ายตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า น่าจะเป็นไปได้มากกว่า แต่เมื่อในอรรถกถากล่าวว่าอายุขัยของพระเนมิราชโพธิสัตว์ เป็นแสนปี ก็ไม่สามารถจัดอยู่ใน หนึ่งพุทธันดรนี้ได้ ยกเว้นต้องแก้ไขช่วงอายุขัยมนุษย์สมัยของพระเวสสันดรเป็นหลายหมื่นปี ก็จะเข้ากันได้ในอรรถกถา หรือพระชาติที่เป็นพระเวสสันดรนั้น

ไม่ใช่พระชาติสุดท้ายที่เป็นมนุษย์ ก่อนที่จะเกิดเป็นเจ้าชาติสิทธตะและตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า จบเสวยพระชาติเป็น เนมิราชโพธิสัตว์ชาดก พระมหากัญจนดาบสโพธิสัตว์ พระมหาโพธิสัตว์ ก็อธิฐานเวียนเกิดเวียนตาย ดังมีในอรรถกถาภิงสจริยา ที่ผู้เขียนตัดต่อมาจากอรรถกถา อรรถกถาภิงสจริยาที่ ๔ ได้ยินว่า ในกาลนั้นพระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นบุตรพราหมณ์มหาศาลมีสมบัติ ๘๐ โกฏิ ในกรุงพาราณสี. มีชื่อว่า กัญจนกุมาร. ครั้นเมื่อกัญจนกุมารเดินได้ ได้มีบุตรอื่นเกิดขึ้นอีก ชื่อว่า อุปกัญจนกุมาร. ตั้งแต่นั้นมา ชนทั้งหลายพากันเรียกพระมหาสัตว์ว่า มหากัญจนกุมาร. โดยลำดับอย่างนี้ ได้มีบุตรชาย ๗ คน. ส่วนน้องคนเล็กเป็นธิดาคนเดียว ชื่อว่ากัญจนเทวี. พระมหาสัตว์ครั้นเจริญวัยได้ไปเมืองตักศิลา เล่าเรียนศิลปะทุกอย่างสำเร็จแล้วก็กลับ.

ลำดับนั้น มารดาบิดาประสงค์จะผูกพระมหาสัตว์ให้อยู่ครองเรือนจึงกล่าวว่า พ่อและแม่จะนำทาริกาจากตระกูลที่มีชาติเสมอกับตนมาให้ลูก พระมหาสัตว์กล่าวว่า แม่และพ่อจ๋า ลูกไม่ต้องการอยู่ครองเรือน. เพราะโลกสันนิวาสทั้งหมดมีภัยเฉพาะหน้าสำหรับลูกดุจถูกไฟไหม้. ผูกมัดดุจเรือนจำ. ปรากฏเป็นของน่าเกลียดดุจที่เทขยะ. จิตของลูกมิได้กำหนัดในกามทั้งหลาย พ่อแม่ยังมีลูกอื่นอยู่อีก ขอให้ลูกเหล่านั้นอยู่ครองเรือนเถิด แม้มารดาบิดาสหายทั้งหลายขอร้องก็ไม่ปรารถนา ครั้งนั้น พวกสหายถามพระโพธิสัตว์ว่า ดูก่อนสหาย ก็ท่านปรารถนาอะไรเล่า จึงไม่อยากบริโภคกาม พระโพธิสัตว์จึงบอกถึงอัธยาศัยในการออกบวชของตนแก่สหายเหล่านั้น. ดังที่ เรามีธรรมงาม

คือหิริมีลักษณะเกลียดบาป ชื่อว่า เป็นธรรมขาว เพราะมีธรรมขาวเป็นวิบาก และเพราะชำระสันดานให้บริสุทธิ์ เราเกลียดบาปเป็นอย่างยิ่ง เราเห็นภพทั้งหมดมีกามภพเป็นต้น มีภัยเฉพาะหน้าโดยความเป็นของน่ากลัว ดุจเห็นช้างดุแล่นมา ดุจเห็นเพชฌฆาตเงื้อมดาบมาเพื่อประหาร ดุจเห็น สีหะ ยักษ์ รากษสสัตว์มีพิษร้าย อสรพิษ และถ่านเพลิงที่ร้อน แล้วยินดีในบรรพชา เพื่อพ้นจากนั้น ออกบวชคิดว่า เราพึงบำเพ็ญสัมมาปฏิบัติอันเป็นธรรมจริยา และพึงยังฌานและสมาบัติให้เกิดขึ้นได้อย่างไรหนอ ดังนี้จึงยินดีในบรรพชา (มีคำอธิบายอีกยาวผู้เขียนก็ตัดเอาเฉพาะใจความ) สหายของเราเหล่านั้นรู้ความพอใจในบรรพชาของเราไม่เปลี่ยนแปลง จึงบอกคำของเราอันแสดงถึงความใคร่และบรรพชาแก่บิดาและมารดา ได้กล่าวว่า พ่อแม่ทั้งหลายท่านจงรู้เถิด มหากาญจนกุมารจักบวช โดยส่วนเดียวเท่านั้น. มหากาญจนกุมารนั้นใครๆ ไม่สามารถจะนำเข้าไปในกามทั้งหลายด้วยอุบายไรๆ ได้. ในกาลนั้นมารดาบิดาของเรา ฟังคำของเราที่พวกสหายของเราบอก จึงกล่าวอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ พวกเราทั้งหมดจะบวชบ้าง. ผิดว่า มหากัญจนกุมารชอบใจการบวช. แม้พวกเราก็ชอบใจสิ่งที่ลูกเราชอบ. เพราะฉะนั้น เราทั้งหมดก็จะบวช. น้องชาย ๖ มีอุปกัญจนเป็นต้น และน้องสาวกัญจนเทวี รู้ความพอใจในบรรพชาของมหาสัตว์ ได้ประสงค์จะบวชเหมือนกัน. ด้วยเหตุนั้น แม้ชนเหล่านั้นอันมารดาเชื้อเชิญให้อยู่ครองเรือนก็ไม่ปรารถนา.

ก็และครั้นสหายทั้งหลายกล่าวอย่างนี้แล้ว มารดาบิดาจึงเรียกพระมหาสัตว์แจ้งความประสงค์แม้ของตนๆ แก่พระมหาสัตว์แล้วกล่าวว่า ลูกรักลูกประสงค์จะบวชให้ได้ ลูกจงสละทรัพย์ ๘๐ โกฏิอันเป็นของลูกตามสบายเถิด.

ลำดับนั้น พระมหาบุรุษบริจาคทรัพย์นั้นแก่คนยากจน และคนเดินทางเป็นต้น แล้วออกบวชเข้าไปยังหิมวันตประเทศ. มารดาบิดา น้องชาย ๖ น้องหญิง ๑ ทาส ๑ ทาสี ๑ และสหาย ๑ ละฆราวาสได้ไปกับพระมหาสัตว์นั้น. ก็ครั้นชนเหล่านั้นมีพระโพธิสัตว์เป็นประมุข เข้าไปยังหิมวันตประเทศอย่างนั้นแล้ว จึงอาศัยสระปทุมสระหนึ่ง สร้างอาศรมในภูมิภาคอันน่ารื่นรมย์ บวชแล้ว ยังชีวิตให้เป็นไปด้วยอาหารอันเป็นรากไม้และผลไม้ในป่า. บรรดานักบวชเหล่านั้น ชน ๘ คนมีอุปกัญจนเป็นต้น ผลัดเวรกันหาผลไม้ แบ่งส่วนของตนและคนนอกนั้นไว้บนแผ่นหินแผ่นหนึ่ง ให้สัญญาระฆัง ถือเอาส่วนของตนๆ เข้าไปยังที่อยู่. แม้พวกที่เหลือก็ออกจากบรรณศาลาด้วยสัญญาณระฆัง ถือเอส่วนที่ถึงของตนๆ ไปยังที่อยู่บริโภคแล้วบำเพ็ญสมณธรรม. ครั้นต่อมาได้นำเอาเง่าบัวมาบริโภคเหมือนอย่างนั้น. ฤๅษีเหล่านั้นมีความเพียรกล้า มีอินทรีย์มั่นคงอย่างยิ่ง กระทำกสิณบริกรรมอยู่ ณ ที่นั้นลำดับนั้น ด้วยเดชแห่งศีลของฤๅษีเหล่านั้น ภพของท้าวสักกะหวั่นไหวท้าวสักกะทราบเหตุนั้น ทรงดำริว่า จักทดลองฤๅษีเหล่านี้ ด้วยอานุภาพของตนจึงทำให้ส่วนของพระมหาสัตว์หายไปตลอด ๓ วัน. ในวันแรกพระมหาสัตว์ไม่เห็นส่วนของตน คิดว่า คงจะลืมส่วนของเรา. ในวันที่ ๒ คิดว่าเราจะมีความผิดกระมัง. ไม่ตั้งส่วนของเราคงจะไล่เรากระมัง. ในวันที่ ๓ คิดว่า เราจักฟังเหตุการณ์นั้นแล้วจักให้ขอขมา จึงให้สัญญาณระฆังในเวลาเย็น เมื่อฤๅษีทั้งหมดประชุมกันด้วยสัญญาณนั้น จึงบอกเรื่องนั้นให้ทราบครั้นฟังว่า ฤๅษีเหล่านั้นได้แบ่งส่วนไว้ให้ทั้ง ๓ วัน จึงกล่าวว่า พวกท่านแบ่งส่วนไว้ให้เรา แต่เราไม่ได้ มันเรื่องอะไรกัน? ฤๅษีทั้งหมดฟังดังนั้นก็ได้ถึงความสังเวช.

ณ อาศรมนั้นแม้รุกขเทวดาก็ลงมาจากภพของตน นั่งในสำนักของฤๅษีเหล่านั้น. ช้างเชือกหนึ่งหนีจากเอมมือของพวกมนุษย์เข้าป่า วานรตัวหนึ่งหนีจากเงื้อมมือของหมองูพ้นแล้ว เพราะจะให้เล่นกับงู ได้ทำความสนิทสนมกับฤๅษีเหล่านั้น ในกาลนั้นก็ได้ไปหาฤๅษีเหล่านั้น ได้ยืนอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง. ในขณะนั้น อุปกัญจนดาบสน้องของพระโพธิสัตว์ ลุกขึ้นไหว้พระโพธิสัตว์ แล้วแสดงความเคารพพวกที่เหลือ ถามขึ้นว่า ข้าพเจ้าเริ่มตั้งสัญญาณแล้วจะได้เพื่อยังตนให้บริสุทธิ์หรือ เมื่อฤๅษีเหล่านั้นกล่าวว่าได้ซิ จึงยืนขึ้นในท่ามกลางหมู่ฤๅษี เมื่อจะทำการแช่ง จึงได้กล่าวคาถานี้ว่า:- ท่านพราหมณ์ผู้ใดได้ลักเง่าบัวของท่านไปผู้นั้นจงได้ม้า โค ทอง เงิน ภริยาและสิ่งพอใจณ ที่นี้ จงพรั่งพร้อมด้วยบุตรและภริยาเถิด เพราะอุปกัญจนดาบสนั้น ตำหนิวัตถุกามว่า ความทุกข์ทั้งหลายย่อมเกิดขึ้น ในเพราะการพลัดพรากจากวัตถุอันเป็นที่รัก จึงกล่าวคาถานี้. หมู่ฤๅษีได้ฟังดังนั้น จึงปิดหูด้วยกล่าวว่า ท่านผู้นิรทุกข์ท่านอย่ากล่าวอย่างนั้น คำแช่งของท่านหนักเกินไป. แม้พระโพธิสัตว์ก็กล่าวว่า คำแช่งของท่านหนักเกินไป. อย่าถือเอาเลยพ่อคุณ. นั่งลงเถิด. แม้ฤๅษีที่เหลือก็ทำการแช่ง ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ตามลำดับว่า:- ท่านพราหมณ์ ผู้ใดได้ลักเง่าบังของท่านไป ผู้นั้นจงทรงไว้ซึ่งมาลัยและจันทน์แดง จากแคว้นกาสี. สมบัติเป็นอันมากจงมีแก่บุตร.จงทำความเพ่งอย่างแรงกล้าในกามทั้งหลาย. ท่านพราหมณ์ ผู้ใดได้ลักเง่าบัวของท่านผู้นั้นจงมีข้าวเปลือกมาก สมบูรณ์ด้วยกสิกรรมมียศ จงได้บุตร จงเป็นคฤหัสถ์ จงมีทรัพย์จงได้สิ่งที่ปรารถนาทุกอย่าง ไม่เห็นความเสื่อม จงครองเรือน.

ท่านพราหมณ์ ผู้ใดได้ลักเง่าบัวของท่านผู้นั้นเป็นกษัตริย์ จงเป็นผู้ทำการข่มขี่ จงเป็นพระราชายิ่งกว่าพระราชา ทรงพลัง จงมียศจงครองแผ่นดินพร้อมด้วยทวีปทั้ง ๔ เป็นที่สุด. ท่านพราหมณ์ ผู้ใดได้ลักเง่าบัวของท่านผู้นั้นเป็นพราหมณ์ จงไม่ปราศจากราคะ จงขวนขวายในฤกษ์ยาม และในวิถีโคจรของนักษัตรผู้เป็นเจ้าแว่นแคว้น มียศ จงบูชาผู้นั้น. ท่านพราหมณ์ ผู้ใดได้ลักเง่าบัวของท่านโลกทั้งปวง จงสำคัญผู้นั้นว่า ผู้คงแก่เรียนผู้มีเวทพร้อมด้วยมนต์ทุกอย่าง ผู้มีตบะ, ชาวชนบทพิจารณาเห็นแล้ว จงบูชาผู้นั้น. ท่านพราหมณ์ ผู้ใดได้ลักเง่าบัวของท่านผู้นั้นจงบริโภค บ้านส่วยอันหนาแน่นด้วยสิ่งทั้ง ๔ อันบริบูรณ์พร้อม ที่ท้าววาสวะประทานจงไม่ปราศจากราคะ เข้าถึงมรณะ. ท่านพราหมณ์ ผู้ใดได้ลักเง่าบัวของท่านผู้นั้นเป็นผู้ใหญ่บ้าน จงบันเทิงอยู่ด้วยการฟ้อนรำ การขับร้องในท่ามกลางสหาย ผู้นั้นอย่าได้เสื่อมความเสียไรๆ จากพระราชา. ท่านพราหมณ์หญิงใดได้ลักเง่าบัวของท่านหญิงนั้น เป็นอัครชายา ทรงชนะหญิงทั่วปฐพีจงดำรงอยู่ในความเป็นเลิศกว่าหญิง ๑,๐๐๐ จงเป็นผู้ประเสริฐกว่าหญิงทั่วแดน. ท่านพราหมณ์หญิงใดได้ลักเง่าบัวของท่านหญิงนั้น ไม่หวั่นไหว บริโภคของอร่อยในท่ามกลางฤๅษีทั้งหลาย ที่ประชุมกันทั้งหมด จงเที่ยวอวดด้วยลาภ. ๖๐

ท่านพราหมณ์ ผู้ใดได้ลักเง่าบัวของท่านผู้นั้น จงเป็นผู้ดูแลวัด ในมหาวิหาร จงเป็นผู้ดูแลการก่อสร้าง ในคชังคลนคร จงทำหน้าต่างเสร็จเพียงวันเดียว. ท่านพราหมณ์ช้างใดได้ลักเง่าบัวของท่านช้างนั้นถูกคล้องด้วยบ่วง ๑๐๐ บ่วงในที่ ๖ แห่งจงนำออกจากป่าน่ารื่นรมย์ไปสู่ราชธานี ช้างนั้นถูกเบียดเบียนด้วยขอมีด้ามยาว. ท่านพราหมณ์วานรใดได้ลักเง่าบัวของท่านวานรนั้น ประดับดอกรักที่คอ หลังหูประดับด้วยดีบุก ถูกเฆี่ยนด้วยไม้เรียว จงนำเข้าไปต่อหน้างู ผูกติดกับผ้าเคียนพุง จงเที่ยวไปตลอด. ลำดับนั้นพระโพธิสัตว์ดำริว่า เมื่อดาบสเหล่านี้ทำการแช่ง. แม้เราก็ควรทำบ้าง. เมื่อจะทำการแช่ง จึงกล่าวคาถานี้ว่า:- ผู้ใดแลกล่าวสิ่งที่ไม่สูญหายว่าสูญหาย ผู้นั้นจงได้และจงบริโภคกามทั้งหลาย หรือว่า ข้าแต่เทวะผู้เจริญทั้งหลาย ผู้ใดไม่เคลือบแคลงอย่างใดอย่างหนึ่ง ผู้นั้นจงเข้าถึงมรณะ ในท่ามกลางเรือนเถิด. ลำดับนั้นท้าวสักกะทรงทราบว่า ฤๅษีทั้งหมดเหล่านี้ไม่มีความเพ่งในกามทั้งหลาย จึงทรงสลดพระทัย เมื่อจะทรงแสดงว่า บรรดาฤๅษีเหล่านี้แม้ผู้ใดผู้หนึ่ง ก็มิได้นำเง่าบัวไป. แม้ท่านก็มิได้กล่าวถึงสิ่งที่ไม่สูญหายว่าหาย. ที่แท้ข้าพเจ้าประสงค์จะทดลองพวกท่านจึงทำให้หายไปดังนี้ จึงกล่าวคาถาสุดท้ายว่า:- ๖๑

ข้าพเจ้าเมื่อจะทดลอง จึงถือเอาเง่าบัวของฤๅษีที่ฝั่งแม่น้ำ แล้วเก็บไว้บนบก. ฤๅษี ทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่ลามก ย่อมอาศัยอยู่.ท่านผู้ประพฤติพรหมจรรย์ นี่เง่าบัวของท่าน. พระโพธิสัตว์ได้สดับดังนั้น จึงต่อว่าท้าวสักกะว่า:- ท่านเทวราชผู้เป็นท้าวสหัสนัยน์ พวกอาตมาไม่ใช่นักฟ้อนรำของท่าน ไม่ใช่ผู้ควรจะพึงเล่นของท่าน ไม่ใช่ญาติของท่าน ไม่ใช่สหายของท่าน ที่พึงทำการรื่นเริง ท่านอาศัยใครจึงเล่นกับพวกฤๅษี. ลำดับนั้นท้าวสักกะทรงขอให้ฤๅษีนั้นยกโทษให้ด้วยพระดำรัสว่า:- ข้าแต่ท่านผู้เป็นดังพรหม ท่านเป็นอาจารย์ของข้าพเจ้า และเป็นบิดาของข้าพเจ้าเงาเท้าของท่านนี้จงเป็นที่พึ่งแห่งความผิดพลาดของข้าพเจ้า ท่านผู้มีปัญญาดุจแผ่นดิน ขอท่านจงอดโทษสักครั้งเถิด บัณฑิตทั้งหลายย่อมไม่มีความโกรธเป็นกำลัง. พระมหาสัตว์ได้ยกโทษให้แก่ท้าวสักกเทวราชแล้ว ตนเองเมื่อจะยังหมู่ฤๅษีให้ยกโทษให้ จึงกล่าวว่า:- การอยู่ในป่าของพวกฤๅษี แม้คืนเดียวก็เป็นการอยู่ที่ดี พวกเราได้เห็นท้าววาสวะภูตบดี. ท่านผู้เจริญทั้งหลายจงดีใจเถิด เพราะพราหมณ์ใดได้เง่าบัวส่งคืนแล้ว.ท้าวสักกะทรงไหว้หมู่ฤๅษีแล้วกลับสู่ เทวโลก. แม้หมู่ฤๅษียังฌานและอภิญญาให้เกิด แล้วได้ไปสู่พรหมโลก.

น้องชายทั้ง ๖ คน มีอุปกัญจนะเป็นต้น ในครั้งนั้น ได้เป็นพระสารีบุตร พระโมคคัลานะ พระมหากัสสปะ พระอนุรุทธะ และพระอานนทเถระ ในครั้งนี้. ๖๒

น้องสาว คือนางอุบลวรรณา. ทาสี คือนางขุชชุตตรา. ทาส คือจิตตคฤหบดี. รุกขเทวดา คือสาตาถิระ. ช้าง คือช้างปาลิไลยยะ. วานร คือมธุวาสิฎฐะ. ท้าวสักกะ คือกาฬุทายี. มหากัญจนดาบส คือพระโลกนาถ. แม้ในจริยานี้ ก็พึงเจาะจงกล่าวถึงบารมี ๑๐ ของพระโพธิสัตว์โดย นัยดังที่กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล. อนึ่ง พึงประกาศคุณานุภาพมีความไม่คำนึงถึงในกามทั้งหลายเป็นต้น ส่วนเดียวเท่านั้น ด้วยประการฉะนี้. จบ อรรถกถาภิงสจริยาที่ ๔ ขยายความโดยผู้เขียน จัดเรื่องนี้อยู่ใน หนึ่งพุทธันดรนี้ ก็คือตอนที่ รุกขเทวดา สาบแช่งว่า ท่านพราหมณ์ ผู้ใดได้ลักเง่าบัวขอท่านผู้นั้น จงเป็นผู้ดูแลวัด ในมหาวิหาร จงเป็นผู้ดูแลการก่อสร้าง ในคชังคลนคร จงทำหน้าต่างเสร็จเพียงวันเดียว.คือรุกขเทวดาระลึกอดีตชาติก่อนของตนเองได้ว่า ในศาสนากัสสปพุทธเจ้า ตนได้บวชเป็นพระ เป็นสมภารวัด ต้องลำบากในการดูแลวัดจนไม่มีเวลาปฏิบัติธรรม หลังจากมหากัญจนดาบสสิ้นอายุขัย ก็ไปเกิดเป็นพระพรหม แล้วอธิษฐานเวียนว่ายตายเกิด

มหาโควินทโพธิสัตว์ ได้เกิดบนโลกมนุษย์ ดังปรากฏในมหาโควินทสูตร ซึ่งตัดมาส่วนหนึ่งในพระไตรปิฏกดังนี้ เรื่องพระเจ้าทิสัมบดี

ดูกรท่านผู้เจริญ เรื่องเคยมีมาแล้ว พระราชาทรงพระนามว่าทิสัมบดี พราหมณ์นามว่า โควินทะ เป็นปุโรหิตของพระเจ้าทิสัมบดีพระกุมารพระนามว่า เรณู เป็นโอรสของพระเจ้าทิสัมบดี มาณพมีนามว่า โชติปาละ เป็นบุตรของ ๖๓

โควินทพราหมณ์ คน ๘ คนเหล่านี้คือ พระราชโอรสพระนามว่า เรณู ๑ โชติ ปาลมาณพ ๑ และกษัตริย์อื่นอีก ๖ พระองค์ เป็นสหายกันดังนี้ครั้งนั้น โดย วันคืนล่วงไปๆ โควินทพราหมณ์ได้ทำกาละ เมื่อโควินทพราหมณ์กระทำกาละแล้ว พระเจ้าทิสัมบดีทรงพระรำพันว่า สมัยใด เรามอบราชกิจทั้งปวงไว้ในโควินทพราหมณ์ แล้วสะพรั่งพร้อมด้วยเบญจกามคุณ บำเรออยู่ สมัยนั้น โควินทพราหมณ์ถึง อนิจจกรรมเสียแล้ว ฯ เมื่อท้าวเธอดำรัสอย่างนี้แล้ว เรณูราชโอรสได้กราบทูลพระเจ้าทิสัมบดีว่า ขอเดชะเมื่อท่านโควินทพราหมณ์ถึงอนิจจกรรมแล้ว พระองค์อย่าทรงกรรแสง นักเลย โชติปาลมาณพบุตรของโควินทพราหมณ์ยังมีอยู่ เขาฉลาดกว่าทั้งสามารถ กว่าบิดา บิดาของเขาสั่งสอนอรรถเหล่าใด แม้อรรถเหล่านั้น โชติปาลมาณพก็ สั่งสอนได้เหมือนกัน อย่างนั้นหรือ พ่อกุมาร อย่างนั้นขอเดชะ ฯ ลำดับนั้น พระเจ้าทิสัมบดีจึงตรัสเรียกบุรุษคนหนึ่งมารับสั่งว่า มานี่เถิด บุรุษผู้เจริญ ท่านจงเข้าไปหาโชติปาลมาณพถึงที่อยู่ แล้วจงบอกกะโชติปาลมาณพ อย่างนี้ว่า ขอความเจริญจงมีแก่ท่านโชติปาลมาณพเถิด พระเจ้าทิสัมบดีรับสั่ง ให้ท่านโชติปาลมาณพเข้าไปเฝ้า พระเจ้าทิสัมบดีทรงมีพระราชประสงค์จะทอด พระเนตรท่านโชติปาลมาณพ ฯ บุรุษนั้นทูลรับคำพระเจ้าทิสัมบดีแล้ว เข้าไปหาโชติปาลมาณพถึงที่อยู่ แล้วได้กล่าวว่าขอความเจริญจงมีแก่ท่านโชติปาลมาณพเถิด พระเจ้าทิสัมบดี รับสั่งให้ท่านโชติปาลมาณพเข้าไปเฝ้า ทรงมีพระราชประสงค์จะทอดพระเนตร ท่านโชติปาลมาณพ ฯ

โชติปาลมาณพรับคำบุรุษนั้น แล้วเข้าไปเฝ้าพระเจ้าทิสัมบดีถึงที่ประทับ ได้ปราศรัยกับพระเจ้าทิสัมบดี ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกัน๖๔

ไปแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พระเจ้าทิสัมบดีจึงตรัสว่า ขอท่านโชติปาลมาณพจงสั่ง สอนเรา อย่าบอกคืนในการสั่งสอนเราเลย เราจักแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแทนบิดา จักอภิเษกในตำแหน่งโควินทพราหมณ์ โชติปาลมาณพทูล รับสนองพระเจ้าทิสัมบดีว่าอย่างนั้น ขอเดชะ ฯ ครั้งนั้น พระเจ้าทิสัมบดีทรงอภิเษกโชติปาลมาณพไว้ในตำแหน่ง โควินทพราหมณ์ทรงแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแทนบิดาโชติปาลมาณพผู้อันพระเจ้า ทิสัมบดีทรงอภิเษกในตำแหน่งโควินทพราหมณ์ ทรงแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแทน บิดาแล้ว ก็สั่งสอนอรรถที่บิดาของเขาสั่งสอน ไม่สั่งสอนอรรถที่บิดาของเขา ไม่สั่งสอน ย่อมจัดแจงการงานที่บิดาของเขาจัด ไม่จัดแจงการงานที่บิดาของเขา ไม่จัด มนุษย์ทั้งหลายกล่าวกะเขาอย่างนี้ว่า ดูกรท่านผู้เจริญ ท่านโควินทพราหมณ์หนอ ดูกรท่านผู้เจริญ ท่านมหาโควินทพราหมณ์หนอ ดูกรท่านผู้เจริญ โดยปริยายนี้ นามสมญาว่า มหาโควินท์ นั่นแล จึงเกิดมีแก่โชติปาลมาณพ ฯ นามสมญาว่ามหาโควินทะ เรื่องเรณูราชโอรส

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี