ความเห็น


 

จึงกล่าวว่า ท่านสุตโสมจงไปหาไม้มาก่อไฟเพื่อเราจะได้ฆ่าและย้างท่านพร้อมทั้งพระราชาทั้ง 101 พระองค์ พระเจ้าสุตโสมจึงไปเก็บไม้มาจนมากพอโดยไม่หวั่นไหวแล้วกล่าวกับโปริสาท ว่าท่านพร้อมที่จะฆ่าเราแล้วหรือยัง ความศรัทธาของโปริสาทต่อพระสุตโสมยิ่งมีมากขึ้นจึงกล่าวว่า เรายังไม่ฆ่าท่านในตอนนี้ เรายากทราบว่าที่ท่านกลับไปหาพรหมณ์ท่านได้ฟังคาถาว่าอย่างไรจากพราหมณ์บอกให้เราทราบได้ไหม พระเจ้าสุตโสมเห็นว่าโปริสาทนั้นจิตใจเริ่มอ่อนลง แต่ก็ทรงประสงค์ลดความแข็งกระด้างของโปริสาทลงไปอีกโดยกล่าวว่า ธรรมของสัตบุรุษกล่าวนั้นอสัตบุรุษย่อมฟังไม่เข้าใจ เพราะความห่างไกลกัน ท่านโปริสาทยังพระสงค์จะฟังอีกหรือ? โปริสาทจึงกล่าวว่า สหายท่านบอกมาเถอะเราจะตั้งใจฟัง แล้วพระสุตโสมยกคาถาตามที่พราหมณ์บอกดังนี้ การสมาคมกับสัตบุรุษคราวเดียวเท่านั้น การสมาคมนั้นย่อมรักษาผู้สมาคมนั้น การสมาคมกับอสัตบุรุษแม้มากก็รักษาไม่ได้ พึงคบกับสัตบุรุษ พึงกระทำความสนิทสนมกับสัตบุรุษ เพราะรู้สัทธรรมของสัตบุรุษ ย่อมมีความเจริญไม่มีความเสื่อม ราชรถที่เขาให้วิจิตรเป็นอันดี ยังคร่ำคร่าได้แลแม้สรีระก็เข้าถึงความชราได้เหมือนกัน ส่วนธรรมของสัตบุรุษ ย่อมไม่เข้าถึงความชรา สัตบุรุษกับสัตบุรุษด้วยกันย่อมรู้กันได้. ฟ้าและแผ่นดินไกลกัน ฝังข้างโน้นของมหาสมุทร เขาก็กล่าวกันว่าไกล ธรรมของสัตบุรุษและธรรมของอสัตบุรุษทั้งสองนี้ ท่านกล่าวว่าไกลกันยิ่งกว่านั้นแล. โปริสาทจึงถามพระสุตโสมว่า ธรรมของสัตบุรุษคืออะไร? มีประโยชน์อย่างไร?

พระเจ้าสุตโสมจึงบอกให้ทราบว่า ธรรมของสัตบุรุษคือการไม่เบียดเบียนตนและผู้อื่นได้แก่การรักษาศีล ไม่ฆ่าสัตว์เป็นต้น แล้วทำประโยชน์

ตนและผู้อื่นให้สมบูรณ์ ได้แก่การเลียงชีพโดยชอบสุจริต ให้ทานสงเคราะห์ผู้อื่นตามควร ประโยชน์ที่ผู้ถือธรรมของสัตบุรุษคือ ความเป็นอยู่อย่างปกติสุขในปัจจุบัน และเมื่อตายไปสู่ภพหน้าย่อมบังเกิดในสวรรค์ แต่ธรรมของอสัตบุรุษนั้นตรงกันข้าม ย่อมมีความรุ่มร้อนหวาดระแวงกลัวภัยเพราะการกระทำของตน และมีนรกเป็นที่หมายในภพหน้า โปริสาทเมื่อได้ฟังดังนั้นเริ่มมีความสลดในใจตนถึงน้ำตาตก เทพารักษ์ก็ปรากฏกายให้ปรากฏ แล้วกล่าวว่า สาธุ สาธุ ท่านสุตโสมกล่าวธรรมได้ถูกต้องแล้ว หลังจากนั้นเทพารักษ์ก็กล่าวว่า เราไม่ประสงค์ให้ท่านโปริสาทฆ่าพระราชาทั้งหลายบวงสรวงเราเลย และการที่แผลที่ฝ่าเท้าของท่านโปริสาทหายนั้นก็หายเอง เราก็ไม่ได้ไปช่วยทำให้หายเลย ท่านคิดไปเองทั้งนั้น แต่เราไม่สามารถไปห้ามท่านได้ เพราะภพของเทวดาจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับมนุษย์ แต่เมื่อท่านโปริสาทได้กระทำกรรมใหญ่อันน่ากลัว ก็ทำให้เทวดาทนอยู่ไม่ได้ ต้องออกอุบายให้ท่านโปริสาทจับพระเจ้าสุตโสมมา เพราะพระเจ้าสุตโสม ย่อมปราบพยศของท่านโปริสาทได้ แล้วเทวดาก็หายไปยังที่อยู่ของท่าน ฝ่ายพระเจ้าสุตโสมแสดงธรรมและขอร้องให้โปริสาทปล่อยตัวพระราชาทั้ง 101 องค์ โดยให้พระราชาทั้ง 101 องค์นั้นไม่เอาความและพยาบาทจองร้ายต่อโปริสาท พระราชาทั้งหลายก็รับคำมั่นสัญญานั้น ปล่อยพระราชาทั้ง 101 องค์ พระเจ้าสุตโสมทั้งแสดงธรรมและขอร้องให้โปริสาทเลิกกินเนื้อมนุษย์ จนโปริสาทใจอ่อนให้คำสัตว์ว่าจะไม่กินเนื้อมนุษย์อีกเป็นอันขาด เรื่องนี้ก็จบลงด้วยดี

พระพุทธเจ้าทรงประชุมชาดกว่า พระเจ้าโปริสาทในกาลนั้น ได้เป็นอังคุลิมาล กาฬหัตถีเสนาบดีได้เป็นสารีบุตร นันทพราหมณ์ได้เป็นอานนท์ รุกข

เทวดาได้เป็นกัสสป ท้าวสักกะได้เป็นอนุรุทธะ พระราชา ๑๐๑ พระองค์ที่เหลือได้เป็นพุทธบริษัท พระราชมารดาบิดาได้เป็นมหาราชตระกูล ส่วนพระเจ้าสุตโสมคือเราตถาคตสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยประการฉะนี้แล. สามารถอ่านเนื้อหาที่พิศดารได้จากอรรถกถาสุตโสมชาดก สามารถอ่านในพระไตรปิฏก มหาสุตโสมชาดก หลังจากนั้นพระเจ้าสุตโสมได้ครองราชโดยผ่าสุขตลอดมา จวบจนสิ้นอายุขัย จบพระชาติที่เป็นพระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์

คุตติละโพธิสัตว์ เมื่อพระเจ้าสุตโสมได้สิ้นอายุขัยเกิดเป็นเทวดา แล้วอธิฐานเวียนว่ายตายเกิดมาเป็นนักดนตรีบนโลกมนุษย์ ดังยกมาจากอรรถกถา

ในครั้งอดีต เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสีพระโพธิสัตว์อุบัติอยู่ในตระกูลคนธรรพ์ ได้เป็นอาจารย์ปรากฏชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันทั่วไปในทุกทิศโดยชื่อว่า คุตติละ เช่นเดียวกับติมพรูนารทะเพราะเป็นผู้มีศิลปะบริสุทธิ์ในศิลปะของคนธรรพ์. ตติละนั้นเลี้ยงดุมารดาบิดาผู้แก่เฒ่าตาบอด. คนธรรพ์ ชื่อมุสิละ ชาวอุชเชนี ได้ทราบถึงความสำเร็จทางศิลปะของอาจารย์คุตติละนั้น จึงเข้าไปหาทำความเคารพแล้วยืน ณ ส่วนข้างหนึ่ง เมื่ออาจารย์คุตติละถามว่า ท่านมีธุระอะไรหรือ จึงบอกว่าประสงค์จะเรียนศิลปะในสำนักของอาจารย์. อาจารย์คุตติละมองดูมุสิละคนธรรพ์นั้น เพราะเป็นผู้ฉลาดในการดูลักษณะ คิดว่า เจ้านี้มีอัธยาศัยไม่เรียบร้อยหยาบคาย จักเป็นคนไม่รู้จักคุณคน ไม่ควรสงเคราะห์ ดังนี้ จึงไม่ให้โอกาสที่จะเรียนศิลปะ มุสิละจึงเข้าไปหามารดาบิดาของอาจารย์คุตติละ ขอร้องให้มารดาบิดาช่วย. อาจารย์คุตติละ เมื่อถูกมารดาบิดาแค่นได้ จึงคิดว่า ถ้อยคำของครู ควรแก่ค่า ดังนี้ จึงเริ่ม๓๗

บอกศิลปะแก่มุสิละ เพราะอาจารย์คุตติละปราศจากความตระหนี่ และเพราะมีความกรุณาจึงไม่ทำอาจริยมุฏฐิ (หวงความรู้) ให้มุสิละศึกษาศิลปะโดยสิ้นเชิง. แม้มุสิละนั้น เพราะเป็นคนฉลาด เพราะสะสมบุญมาก่อนและเพราะไม่เกียจคร้าน ไม่ช้าก็เรียนจบศิลปะจึงคิดว่า กรุงพาราณสีนี้ เป็นนครเลิศในชมพูทวีป ถ้ากระไร เราควรแสดงศิลปะแก่บริษัทหน้าเพราะที่นั่งในนครนี้ เมื่อเป็นเช่นนั้น เราก็จักปรากฏชื่อเสียงเป็นที่รู้จักยิ่งกว่าอาจารย์ ในชมพูทวีป ดังนี้. มุสิละ จึงบอกแก่อาจารย์ว่า กระผมประสงค์จะแสดงศิลปะหน้าพระที่นั่ง ขอท่านอาจารย์ได้โปรดนำกระผมเข้าเฝ้าด้วยเถิด พระมหาสัตว์ มีความกรุณาว่า มุสิละนี้ เรียนศิลปะในสำนักของเราจงได้รับอุปถัมภ์ ดังนี้ จึงนำเขาเข้าเฝ้าพระราชา แล้วกราบทูลว่า ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาท ขอพระองค์ได้โปรดทอดพระเนตรดูความชำนะชำนาญในการดีดพิณของลูกศิษย์ ของข้าพระพุทธเจ้าผู้นี้เถิด พระเจ้าข้าพระราชาตรัสสั่งว่า ดีแล้ว ทรงสดับการดีดพิณของมุสิละนั้น พอพระทัยยิ่งนัก ครั้นมุสิละกราบทูล ทรงห้ามแล้วตรัสว่า เจ้าจงอยู่รับราชการกับเราเถิด เราจักให้ครึ่งหนึ่งจากส่วนที่ให้แก่อาจารย์. มุสิละกราบทูลว่าขอเดชะ ข้าพระองค์จะไม่ขอรับต่ำกว่าอาจารย์ ขอพระองค์ได้โปรดพระราชทานเท่ากับอาจารย์เถิด พระเจ้าข้า เมื่อพระราชาตรัสว่า เจ้าอย่าพูดอย่างนั้นซิ ธรรมดาอาจารย์เป็นผู้ใหญ่ เราจักให้เจ้าครึ่งหนึ่งเท่านั้น มุสิละกราบทูลว่า ขอเดชะพระอาญาไม่พ้นเกล้า ฯ ขอพระองค์ได้โปรดทอดพระเนตรศิลปะของข้าพระองค์และอาจารย์เถิด พระเจ้าข้า แล้วก็ออกจากกรุงราชคฤห์ เที่ยวโฆษณาไปในที่นั้น ๆ ว่า จากนี้ไป ๗ วัน จักมีการแสดงศิลปะ ที่หน้าพระลานหลวง ระหว่างข้าพเจ้าและอาจารย์คุตติละขอเชิญผู้ประสงค์จะชมศิลปะนั้นจงพากันมาชมเถิด

พระมหาสัตว์ สดับดังนั้นแล้วคิดว่า มุสิละนี้ ยังหนุ่มมีกำลัง ส่วนเราแก่แล้วกำลังก็น้อย ถ้าเราแพ้ เราตายเสียดีกว่า เพราะฉะนั้น เราจะเข้าไปป่าผูกคอตายละ จึงไปป่าเกิดกลัวตายก็กลับ อยากตายอีกไปป่ากลัวตายอีกก็กลับ เมื่อพระมหาสัตว์ไป ๆ มา ๆ อยู่อย่างนี้ ที่นั้นเตียนโล่งไม่มีหญ้าเลย. ลำดับนั้น เทวราชเข้าไปหาพระมหาสัตว์ปรากฏรูปประดิษฐานอยู่บนอากาศ กล่าวอย่างนี้ว่า ท่านอาจารย์ทำอะไร. พระมหาสัตว์ได้ทูลตอบแสดงความเจ็บใจของตนว่า ข้าแต่ท้าวโกสีย์ ข้าพระองค์ได้สอนวิชาดีดพิณ๗ สาย มีเสียงไพเราะมากน่ารื่นรมย์ แก่มุสิละผู้เป็นศิษย์ เขาตั้งใจจะดีดพิณประชันกับข้าพระองค์กลางเวที ขอพระองค์ได้โปรดเป็นที่พึ่งแก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด. ท้าวสักกเทวราชได้สดับดังนั้น เมื่อจะทรงปลอบว่า อาจารย์อย่ากลัวเลย ข้าพเจ้าเป็นที่พึ่ง ช่วยบรรเทาทุกข์ของอาจารย์ จึงตรัสว่า ท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าจะเป็นที่พึ่งของอาจารย์ข้าพเจ้าเป็นผู้บูชาท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าผู้เป็นศิษย์จะไม่ปล่อยให้ท่านอาจารย์แพ้ ท่านอาจารย์จะต้องชนะนายมุสิละผู้เป็นศิษย์แน่นอน. นัยว่า พระมหาสัตว์ได้เป็นอาจารย์ของท้าวสักกเทวราชในอัตภาพก่อน. ก็แลครั้นท้าวสักกเทวราชตรัสอย่างนี้แล้วจึงปลอบว่า ในวันที่ ๗ ข้าพเจ้าจักมายังโรงแข่งขัน ขอให้ท่านอาจารย์วางใจ เล่นดนตรีไปเถิด แล้วก็เสด็จไป.

ครั้นถึงวันที่ ๗ พระราชาพร้อมด้วยข้าราชบริพารประทับนั่ง ณ ท้องพระโรง. อาจารย์คุตติละและนายมุสิละ เตรียมตัวเพื่อแสดงศิลปะเข้าไปถวายบังคมพระราชา นั่งบนอาสนะที่ตนได้ แล้วดีดพิณ ท้าวสักกะเสด็จยืนบนอากาศ. พระมหาสัตว์เห็นท้าวสักกะนั้น แต่คนนอกนั้นไม่เห็น. พวกบริษัทได้

ตั้งใจฟังในการดีดพิณของทั้ง ๒ คณะ ท้าวสักกะตรัสกับอาจารย์คุตติละว่า ท่านอาจารย์จงดีดสายที่ ๑. เมื่อดีดสายที่ ๑ แล้วพิณได้มีเสียงกังวานไพเราะ ท้าวสักกะตรัสต่อไปว่า ท่านอาจารย์จงดีดสาย ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ที่ ๕ ที่ ๖ ที่ ๗. เมื่อดีดพิณเหล่านั้นแล้ว พิณก็ได้มีเสียงก้องกังวานไพเราะยิ่งขึ้น. นายมุสิละเห็นดังนั้น เห็นทีว่าตนแพ้แน่ถึงกับคอตก. พวกบริษัทต่างร่าเริงยินดี ยกผืนผ้าโบกไปมา ซ้องสาธุการแก่อาจารย์คุตติละ. พระราชาตรัสสั่งให้นำนายมุสิละออกจากท้องพระโรง. มหาชนเอาก้อนดินท่อนไม้เป็นต้นขว้างปา จนนายมุสิละถึงแก่ความตายใน ที่นั้นนั่นเอง. ท้าวสักกเทวราชแสดงความชื่นชมยินดีกับพระมหาบุรุษ แล้วเสด็จกลับสู่เทวโลกทันที ทวยเทพทูลถามท้าวสักกะว่า ข้าแต่มหาราช พระองค์เสด็จไปไหนมา ครั้นได้ฟังเรื่องราวนั้นแล้ว จึงพากันกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช พวกข้าพระองค์อยากเห็นพระอาจารย์คุตติละ ขอประทานโอกาสขอพระองค์ทรงนำอาจารย์คุตติละมาแสดงแก่พวกข้าพระองค์ ณ ที่นี้เถิดท้าวสักกะสดับคำของทวยเทพแล้ว มีเทวบัญชาให้มาตลี เอาเวชยันตรถไปรับอาจารย์คุตติละมาให้พวกเรา ทวยเทพอยากจะเห็นอาจารย์นั้น. มาตลีได้ทำตาเทวบัญชา. ท้าวสักกะทรงทำความชื่นชมยินดีกับพระมหาสัตว์แล้วตรัสว่า ท่านอาจารย์โปรดดีดพิณ ทวยเทพอยากฟัง. อาจารย์คุตติละทูลว่า ข้าพระองค์เลี้ยงชีพด้วยศิลปะ เมื่อไม่มีค่าจ้างก็จะไม่แสดงศิลปะ.ท้าวสักกะตรัสถามว่า ก็อาจารย์ต้องการค่าจ้างเช่นไรเล่า. อาจารย์คุตติละทูลว่า ข้าพระองค์ไม่ต้องการค่าจ้างอย่างอื่น แต่ขอให้ทวยเทพเหล่านี้บอกถึงกุศลกรรมที่ตนทำมาแล้วในชาติก่อนนั่นแล เป็นค่าจ้างของข้าพระองค์ละ. ทวยเทพต่างรับว่าดีแล้ว

ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ เมื่อจะถามถึงความประพฤติชอบที่ทวยเทพเหล่านั้นกระทำแล้วในอัตภาพก่อน อันเป็นเหตุแห่งสมบัตินั้นโดยการประกาศถึงสมบัติที่ทวยเทพเหล่านั้นได้ในครั้งนั้นเฉพาะตน จึงถามด้วยคาถา ดุจท่านมหาโมคคัลลานะถามฉะนั้น. แม้ทวยเทพเหล่านั้นก็ตอบแก่อาจารย์คุตติละ เหมือนอย่างที่ตอบแก่พระเถระ ด้วยเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ดูก่อนโมคคัลลานะ เทวดาเหล่านั้นมิได้ ตอบอย่างเดียวกับที่เธอถามเท่านั้น เมื่อก่อนก็ได้ตอบเหมือนอย่างที่เราถามเหมือนกันดังนี้.

ได้ยินว่า หญิงเหล่านั้น ครั้งศาสนาพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า เกิดเป็นมนุษย์ ได้กระทำบุญอย่างนั้น ๆ. บรรดาหญิงเหล่านั้น คนหนึ่งได้ถวายผ้า คนหนึ่งได้ถวายพวงดอกมะลิหนึ่งพวง คนหนึ่งได้ถวายของหอมคนหนึ่งได้ถวายผลไม้อย่างดี คนหนึ่งได้ถวายอ้อย คนหนึ่งได้ถวายของหอม ๕ อย่างประพรมในเจดีย์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า คนหนึ่งรักษาอุโบสถ คนหนึ่งได้ถวายน้ำแก่ภิกษุผู้ฉันที่เรือในเวลาเข้าไปใกล้ คนหนึ่งเมื่อแม่ผัวพ่อผัวโกรธก็ไม่โกรธตอบ ได้ทำการปรนนิบัติ คนหนึ่งเป็นทาสี ไม่เกียจคร้านมีมารยาทดี คนหนึ่งได้ถวายข้าวเจือด้วยน้ำนมแก่ภิกษุผ้าออกบิณฑบาต คนหนึ่งได้ถวายน้ำอ้อย คนหนึ่งได้ถวายท่อนอ้อย คนหนึ่งได้ถวายมะพลับ คนหนึ่งได้ถวายแตงกวา คนหนึ่งได้ถวายฟักเหลืองคนหนึ่งได้ถวายยอกผัก คนหนึ่งได้ถวายลิ้นจี่ คนหนึ่งได้ถวายเชิงกรานคนหนึ่งได้ถวายผักดองกำหนึ่ง คนหนึ่งได้ถวายดอกไม้กำหนึ่ง คนหนึ่ง ได้ถวายหัวมัน คนหนึ่งได้ถวายสะเดากำหนึ่ง คนหนึ่งได้ถวายผักดองคนหนึ่งได้ถวายแป้งงา คนหนึ่งได้ถวายผ้ารัดเอว คนหนึ่งได้ถวายผ้าอังสะคนหนึ่งได้ถวายพัด คนหนึ่งได้ถวายพัดสี่เหลี่ยม คนหนึ่งได้ถวายพัดใบตาล คนหนึ่งได้ถวายกำหางนกยูง คนหนึ่งได้ถวายร่ม คนหนึ่งได้ถวาย

รองเท้า คนหนึ่งได้ถวายขนม คนหนึ่งได้ถวายขนมก้อน คนหนึ่งได้ถวายน้ำตาลกรวด. เทพธิดาเหล่านั้น องค์หนึ่ง ๆ มีนางอัปสรพันหนึ่งเป็นบริวารรุ่งเรืองด้วยเทวฤทธิ์ใหญ่ บังเกิดเป็นบริจาริกาของท้าวสักก-เทวราช ในภพดาวดึงส์ ถูกอาจารย์คุตติละถาม จึงตอบถึงกุศลที่ตนทำตามลำดับ โดยนัยมีอาทิว่า ดังนี้. อาจารย์คุตติละได้ถามบุรพกรรมของเทพธิดาเหล่านั้นว่า ดูก่อนแม่เทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก ยังทิศทั้งปวงให้สว่างไสว สถิตอยู่เหมือนดาวประกายพรึกเพราะกรรมอะไร ท่านจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ เพราะกรรมอะไร จึงสำเร็จแก่ท่านในเทวโลกนี้ โภคะทั้งหลายไรๆ เป็นที่รัก ย่อมเกิดแก่ท่าน เพราะกรรมอะไร. ดูก่อนเทวี ผู้มีอานุภาพมาก ข้าพเจ้าขอถามท่าน เมื่อครั้งท่านเป็นมนุษย์ได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะกรรมอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และรัศมีของท่านรุ่งเรืองไปทั่วทิศ เพราะกรรมอะไร. เทพธิดานั้น อันอาจารย์คุตติละถามเหมือนพระโมคคัลลานะถาม แล้วมีใจยินดี จึงตอบถึงผลกรรมนั้นว่า ดีฉันเป็นสตรีผู้ประเสริฐในนระและนารีทั้งหลาย ได้ถวายผ้าเนื้อดีแก่ภิกษุรูปหนึ่ง ดีฉันได้ถวายผ้าอันน่ารักอย่างนี้ จึงได้เข้าถึงฐานะอันเป็นทิพย์อย่างนี้ เชิญดูวิมานของดีฉันเถิด ดีฉันยังเป็นนางฟ้าที่มีผิวพรรณน่ารัก ทั้งเป็นผู้เลิศกว่านางอัปสรตั้งพัน เชิญดูผลแห่งบุญทั้งหลายเถิด เพราะผลแห่งบุญนั้นดีฉันจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ความสำเร็จในที่นี้ของดีฉันเพราะผลบุญนั้น โภคะทั้งหลายอันเป็นที่รักย่อมเกิดแก่ดีฉัน เพราะผลบุญนั้น

หลังจากนั้น คุตติละโพธิสัตว์ก็ได้แสดงดนตรีให้เหล่าเทพเทวดาฟัง เป็นที่กล่าวขวัญของเหล่าเทวดาทั้งหลาย หลังจากนั้น มาตุลีเทพบุตรก็ได้นำคุตติละโพธิสัตว์กลับมายังโลกมนุษย์ เมื่อคุตติละโพธิสัตว์กลับมายังโลกมนุษย์ก็ตั้งอยู่ในศีลในธรรม และสั่งส่อนผู้อื่นให้ตั้งอยู่ในศีลในธรรมเช่นกัน ดังปรากฏในคุตติละชาดก เมื่อคุตติละโพธิสัตว์สิ้นอายุขัยก็ไปเกิดเป็นเทวดา แล้วอธิฐานเวียนว่ายตายเกิดมาเกิดบนมนุษย์โลก สามารถอ่านอย่างละเอียดในอรรถกถา อรรถกถาคุตติละวิมาน สามารถอ่านจากพระไตรปิฏก คุตติละวิมาน จบพระชาติคุตติละโพธิสัตว์

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี