ความเห็น


 

ลำดับนั้น พระมหาสัตว์เมื่อจะบอกแก่มิตตวินทุกะนั้น จึงได้กล่าวคาถาที่ ๑๐ ว่า:- ดูก่อนมิตตวินทุกะ ท่านจงฟังเรา ท่านจะต้องทนทุกข์ทรมานไปอีกนาน จักรกรดจะพัดผันอยู่บนศีรษะของท่าน เมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่จะพ้นไป๒๔

ไม่ได้ ครั้นเทวบุตรกล่าวคาถานี้แล้ว ก็ได้ไปเทพวิมานของตน ส่วนมิตตวินทุกะ ก็ได้ดำเนินไปสู่ทุกข์ใหญ่ พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดก มิตตวินทุกะในครั้งนั้น ได้มาเป็นภิกษุว่ายากรูปนี้ในบัดนี้ ส่วนเทวราชในครั้งนั้น คือเราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาจตุทวารชาดกที่ ๑ พระมหาโพธิสัตว์เมื่อเสวยสุขในภพรุกขเทวดา ได้เป็นเวลาพักหนึ่งก็ประสงค์ไปสร้างบารมียังมนุษย์โลก จึงได้อธิษฐานจุติลงไปเกิดในมนุษย์โลก จบพระชาติที่เป็นรุกขเทวดา ยกจากพระไตรปิฏกและอรรถกถา มนุษย์โพธิสัตว์ พระมหาโพธิสัตว์ก็ลงมาเกิดบนมนุษย์โลก ซึ่งขณะนั้นพระศาสนาของกัสสปพุทธเจ้ายังดำรงค์ตั้งมั่นอยู่ พระมหาโพธิสัตว์ก็ทรงสร้างบารมีในพระพุทธศาสนายิ่งๆ ขึ้นไป แล้วพระมหาโพธิสัตว์เวียนเกิดเวียนตายระหว่างมนุษย์และเทวะโลกหลายพระชาติ ในพระศาสนาของพระกัสสปพุทธเจ้า สาเหตุเพราะพระมหาโพธิสัตว์หมั่นเพียรอธิษฐานลงมาเกิดโลกมนุษย์เพื่อสร้างบารมีในพระพุทธศาสนา จนล่วงเลยมาถึงปลายสมัยพระศาสนาของพระกัสสปพุทธเจ้า พระมหาโพธิสัตว์เมื่อสิ้นอายุขัยจุติจากโลกมนุษย์ ก็ไปเกิดเป็นเทวดาบนชั้นดาวดึงส์ ได้เป็นถึงพระอินทร์ ปกครองเทวดาชั้นดาวดึงส์ จบพระชาติที่เวียนเกิดตายในโลกมนุษที่ผู้เขียนแต่งเติมเข้าไปพระอินทร์โพธิสัตว์เมื่อพระมหาโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระอินทร์ เป็นราชาของเทพดาวดึงส์และจาตุ ซึ่งเป็นช่วงตอนปลายสมัยของศาสนาพระกัสสปพุทธเจ้า พระ

อินทร์ทรงเห็นว่า เทพบุตรที่มาเกิดในเทวะโลกลดน้อยลง แต่ไปเกิดในนรกนั้นมาก ก็รู้ว่าบัดนี้เป็นช่วงปลายสมัยศาสนาของพระกัสสปพุทธเจ้าและกำลังจะหมดไป ซึ่งอายุขัยของมนุษย์เหลือประมาณหมื่นปี จึงดำหริว่า จะทำอย่างไรจึงจะทำให้พระกัสสปศาสนาดำรงค์ไปอีกสักหมื่นปี จึงคิดได้ว่าเราต้องทำให้มนุษย์เกรงกลัวและไม่กล้าทำความชั่วด้วยอำนาจของเทวดา จึงมีเทวะบัญชาเรียกมาตุลีเทพบุตร แล้วกล่าวว่า เราจะลงไปยังโลกมนุษย์ ให้ท่านแปลงเป็นหมาดำตัวใหญ่ เท่ากับม้า มีเขี้ยวยาวดวงตาและกริยาดุร้ายเป็นอย่างยิ่ง ส่วนเราจะแปลงเป็นพรานป่ารูปร่างกำยำดูน่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง เพื่อจะทำให้ชาวโลกเกรงกลัวต่อบาป แล้วตรงไปยังเมืองส่งเสียงคำรามดังปานเสียงฟ้าผ่า เป็นที่หวาดหวั่นตกใจกลัวของชาวเมืองทั้งหลาย แล้วตรงไปจนถึงพระราชวัง และที่ประทับของพระราชา ดังมีในพระไตรปิฏกดังนี้ ๖. มหากัณหชาดก ว่าด้วยคราวที่สุนัขดำกินคน [๑๖๖๑] ดูกรท่านผู้มีความเพียร สุนัขตัวนี้ดำจริง ดุร้าย มีเขี้ยวขาว มีความร้อนพุ่งออกจากเขี้ยวท่านผูกไว้ด้วยเชือกถึง ๕ เส้น สุนัขของท่านจะทำอะไร? [๑๖๖๒] ดูกรพระเจ้าอุสินนระ สุนัขนี้มิได้มาเพื่อต้องการกินเนื้อ แต่มาเพื่อจะกินมนุษย์ทั้งหลาย เมื่อใด จักมีมนุษย์ทำความพินาศให้แก่มนุษย์ทั้งหลายเมื่อนั้น สุนัขดำตัวนี้ก็จะหลุดไปกินมนุษย์

เมื่อใด คนทั้งหลายผู้ปฏิญาณตนว่า เป็นสมณะมีบาตรในมือ ศีรษะโล้นคลุมผ้าสังฆาฏิ จักทำไร่ไถนาเลี้ยงชีพ เมื่อนั้น สุนัขดำตัวนี้ก็จะหลุดไปกินคนเหล่านั้น. [๑๖๖๔] เมื่อใด จักมีหญิงผู้ปฏิญาณตนว่า มีตบะ บวชมีศีรษะโล้น คลุมผ้าสังฆาฏิเที่ยวบริโภคกามคุณอยู่ เมื่อนั้น สุนัขดำตัวนี้จะหลุดไปกินหญิงเหล่านั้น. เมื่อใด ชฎิลทั้งหลายมีหนวดอันยาว มีฟันเขลอะ มีศีรษะเกลือกกลั้วด้วยธุลี เที่ยวภิกขาจาร รวบรวมทรัพย์ไว้ให้เขากู้ ชื่นชมยินดีด้วยดอกเบี้ยเลี้ยงชีพ เมื่อนั้น สุนัขดำตัวนี้จะหลุดไปกินชฎิลเหล่านั้น. [๑๖๖๖] เมื่อใด พราหมณ์ทั้งหลายเรียนเวทคือสาวิตติศาสตร์ ยัญญวิธี และยัญญสูตรแล้วรับจ้างบูชายัญ เมื่อนั้น สุนัขดำตัวนี้จะหลุดไปกินพราหมณ์เหล่านั้น. เมื่อใด ผู้มีกำลังสามารถจะเลี้ยงดูมารดาบิดาได้ แต่ไม่เลี้ยงดูมารดาบิดาผู้แก่เฒ่าชรา เมื่อนั้น สุนัขดำตัวนี้จะหลุดไปกินคนเหล่านั้น. อนึ่ง เมื่อใด ชนทั้งหลายจักกล่าวดูหมิ่นมารดาบิดาผู้แก่เฒ่าชราว่า เป็นคนโง่เง่า เมื่อนั้น สุนัขดำตัวนี้จะหลุดไปกินคนเหล่านั้น. อนึ่ง เมื่อใด คนในโลกจักคบหาภรรยาของอาจารย์ ภรรยาเพื่อน ป้าและน้าเป็นภรรยา เมื่อนั้น สุนัขดำตัวนี้จะหลุดไปกินคนเหล่านั้น. เมื่อใด พวกพราหมณ์จักถือโล่ห์และดาบเหน็บกระบี่ คอยดักอยู่ที่ทางฆ่าคนชิงเอาทรัพย์ เมื่อนั้น สุนัขดำตัวนี้จะหลุดไปกินพราหมณ์เหล่านั้น.

เมื่อใด นักเลงหญิงทั้งหลาย ขัดสีผิวกายบำรุงร่างกายให้อ้วนพี ไม่รู้จักหาทรัพย์ ร่วมสังวาสกับหญิงหม้ายที่มีทรัพย์ ครั้นใช้สอยทรัพย์ของหญิงหม้ายนั้นหมดแล้ว ก็ทำลายมิตรภาพไปหาหญิงอื่นต่อไป เมื่อนั้นสุนัขดำตัวนี้จะหลุดไปกินนักเลงหญิงเหล่านั้น.

เมื่อใด คนผู้มีมารยา ปกปิดโทษตน เปิดเผยโทษผู้อื่น คิดให้ทุกข์ผู้อื่น มีอยู่ในโลก เมื่อนั้น สุนัขดำตัวนี้จะหลุดไปกินคนเหล่านั้น. จบ มหากัณหชาดกที่ ๖. หลังจากนั้นหลังจากพระอินทร์แปลง ก็แสดงร่างที่แท้จริงแสดงธรรมแก่ชาวเมืองและพระราชา ชาวเมืองและพระราชาก็ตั้งมั่นอยู่ในศีลในธรรม ดำรงค์พุทธศาสนายืนยาวไปอีกช่วงเวลาหนึ่ง ส่วนในอรรถกถา ซึ่งมีรายละเอียดมากกว่านี้อ่านได้ที่ อรรถกถากัณหชาดก สรุปตอนท้ายอรรถกถา เขียนไว้ว่า พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดง แล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราประพฤติประโยชน์แก่โลกแม้ในกาลก่อนอย่างนี้ แล้วทรงประชุมชาดกว่า มาตลีเทพบุตรในครั้นนั้น ได้มาเป็นพระอานนท์ ส่วนท้าวสักกะได้มาเป็นเราตถาคตแล. หลังจากพระอินทร์มหาโพธิสัตว์ ได้กลับไปยังวิมานของพระองค์และได้ปกครองเหล่าเทพเทวดาอยู่จน พระพุทธศาสนาของพระกัสสปพุทธเจ้าจบสิ้นลง หลังจากอายุขัยของมนุษย์น้อยกว่า หนึ่งหมื่นปี พระอินทร์มหาโพธิสัตว์ ก็ประสงค์จะลงไปสร้างบารมีบนมนุษย์โลก จึงทรงอธิษฐานจุติจากเทวโลกลงมาเกิดในโลกมนุษย์มีใน มหาสุตโสมชาดก จบพระชาติเป็นพระอินทร์

มหาสุตโสมโพธิสัตว์ เรื่องย่อ พระมหาโพธิสัตว์เกิดในมนุษย์โลก ในพระครรภ์พระมเหสีของราชาทรงพระนามว่า โกรัพยะ พระราชาและชาวเมืองตั้งชื่อมหาโพธิสัตว์ว่า สุตโสม เมื่อพระสุตโสมเจริญวัยขึ้น พระราชาจึงส่งไปเรียนที่เมืองตักศิลา พระสุตโสมได้รู้จักกับพระพรหมทัตกุมารที่เดินทางมาเรียนเหมือนกัน ได้ทักทายกันและแสดงความเป็นเพื่อนกัน เดินทางร่วมกันเพื่อไปหาอาจารย์สอนศิลปะวิทยาต่างๆ เมื่อไปถึงสำนักอาจารย์ก็ไปเจอกับราชกุมารของเมื่อต่างๆ ถึง 101 คนที่ร่วมเรียนด้วยกัน สุตโสมกุมารมีปัญญามากมีคุณธรรมมาก จึงช่วยแนะนำและตักเตือนถึงคุณธรรมต่างๆ แก่บรรดาพระสหาย และพระกุมารต่างๆ ก็ยอมยกให้สุตโสมกุมารเป็นผู้คอยสอนและตักเตือน หลังจากราชบุตรทั้งหลายเรียนจบหลักสูตร ต่างก็แยกย้ายกันกลับเมืองของตน และได้รับการแต่งตั้งเป็นราชาของเมื่องของตน และพระเจ้าสุตโสม ก็ทรงแนะนำให้ราชาทั้งหลายตั้งมั่นอยู่ในศีล และพระองค์ทรงถืออุโบสถศีล ในวันขึ้น 15 ค่ำ แรม 15 ค่ำ ระยะเวลาก็ล่วงเลยมาอย่างปกติ

เรื่องก็บังเกิดขึ้นกับพระเจ้าพรหมทัต เพราะพระพรหมทัตทรงชอบในการเสวยเนื้อเป็นอย่างมาก แม้วันใดเนื้อมีน้อยพระองค์จะเกี่ยวกราดตะวาตเหมือนจะฆ่าหัวหน้าครัวให้ได้ เป็นที่เกรงกลัวของหัวหน้าครัวและพนังนักงานครัวต่าง ในวันหนึ่งพระพรหมทัตทรงให้หัวหน้าครัวจัดทำแกงเนื้อให้พระองค์เสวย หัวหน้าครัวก็จัดหาเนื้ออย่างดีมาเพื่อพระเจ้าพรหมทัตเตรียมไว้ และในคืนนั้นสุนัขในราชวังก็ได้ลักกินเนื้อจนหมดสิ้น หัวหน้าครัวตื่นขึ้นมาก็ไม่เห็น

เนื้อ จึงตกใจเป็นอย่างมากหาซื้อเนื้อที่ไหนก็คงไม่มี ด้วยความกลัวตาย จึงได้ไปยังป่าช้า ไปเจอศพที่เพิ่งตายใหม่ๆ จึงได้ชำเละเนื้อที่โคนขาของศพไป ทำอาหารให้พระราชา พระเจ้าพรหมทัตเมื่อได้เสวยเข้าไป ทรงติดพระทัยเป็นอย่างยิ่ง และถ้าไม่ได้เสวยอีกในมื้อต่อพระองค์ต้องตายแน่ๆ สาเหตุเพราะชาติที่ผ่านมาท่านได้เกิดเป็นยักษ์ ที่จับมนุษย์ที่หลงเข้าไปในป่ากิน และพระองค์ทรงทราบว่าเนื้อนี้ไม่ใช่เนื้อที่พระองค์เสวยเป็นประจำ จึงออกอุบายให้จับหัวหน้าครัวเข้ามาหาพระองค์ และพระองค์ถามอย่างเสียงอันดังว่า เนื้อนี้เราไม่เคยกิน เจ้าเอามาจากไหน ถ้าเจ้าไม่บอกตามความจริงเราจะฆ่าเจ้าทันที ถ้าบอกตามความจริงเราจะยกโทษให้เจ้า หัวหน้าคนครัวด้วยความกลัวตาย จึงบอกความจริงทั้งหมด พระราชพรหมทัตจึงตรัสว่า เออดี ต่อแต่นี้ให้เจ้าหาเนื้อให้ข้ากินทุกวัน ถ้าไม่เช่นนั้นข้าจะกินเจ้า ตั้งแต่นั้นมาหัวหน้าครัวต้องไปป่าช้าทุกวันเพื่อไปหาศพที่เพิ่งตายมาทำอาหารให้พระราชา เมื่อหลายวันเข้าก็หาศพที่เพิ่งตายได้ยากมาก พ่อครัวก็ทูลบอกพระราชา พระราชาจึงบอกว่า เจ้าจงเอานักโทษที่โดนตัดสินประหารแล้วมาทำอาหารให้ข้ากิน ต่อมานักโทษประหารก็หมด พระราชาจึงสั่งพ่อครัวว่า ให้เอาเงิน 1000 ไปให้ผู้คุมและนำนักโทษมาครั้งละคนทำเป็นอาหารให้พระองค์ จนนักโทษหมดเรือนจำ พระราชาจึงสั่งให้พ่อครัว เอาเงิน 1000 บอกว่าใครประสงค์เงิน 1000 ให้มาเอาสถานที่นี้แล้วให้ฆ่าเสียทำเป็นอาหารให้พระองค์ ชาวบ้านต่างเริ่มเห็นญาติพี่น้องหายไปก็บอกต่อๆ กัน จึงไม่มีใครย่อมรับเงิน

พระราชาจึงสั่งพ่อครัวให้ไปดักจับคนออกนอกบ้านในตอนกลางคืน ทำให้ประชาชนต่างๆ ร้องเรียนต่อกาฬหัตถีเสนาบดี ว่าญาติพี่น้องได้หายไปมาก

แล้ว และพระราชาก็ไม่ทรงสนพระทัย กาฬหัตถีเสนาบดีจึงกล่าวว่า ให้พวกชาวบ้านชาวเมือง จัดเวรยามจับคนที่ คอยดักจับคนที่จับคนในเวลากลางคืน อยู่มาวันหนึ่งก็ดักจับพ่อครัวได้ จึงนำตัวมาหากาฬหัตถีเสนาบดีสอบสวน จึงได้ทราบว่าพ่อครัวนั้นได้ทำตามคำสั่งของพระราชา ชาวเมืองก็รุกอือให้ฆ่าพระราชาหรือให้เนรเทศออกจากเมือง ทุกฝ่ายตกลงเนรเทศออกไปจากเมือง

เมื่อพระเจ้าพรหมทัตถูกเนรเทศไปแล้วก็ได้อาศัยอยู่ในราวป่า ค่อยจับฆ่าคนกินเป็นอาหารเพราะไม่สามารถอดกินเนื้อคนได้ จนได้ชื่อว่าโจรโปริสาท วันหนึ่งมีคหบดีคนหนึ่งเดินทางผ่านป่านั้นพร้อมกับบริวารเพื่อไปทำธุระ ก็ได้มีชาวบ้านบอกแล้วในป่านั้นมีโจรโปริสาทคอยดักฆ่ามนุษย์กินเป็นอาหาร แต่คหบดีหากลัวไม่เพราะมีบริวารมากมาย จึงเดินทางไป ฝ่ายโปริสาทก็ได้ขึ้นไปบนต้นไม้มองดูคนที่สรรจรอยู่ ก็เห็นกระบวนของคหบดี จึงประสงค์จะจับไปเป็นอาหารสักคนหนึ่ง ก็เห็นคหบดีนั้นเนื้อตัวสะอาด จึงประสงค์จะจับคหบดีนั้นกินเป็นอาหาร พอขบวนมาถึงก็กระโดยจับหักคอคหบดีทั้งที่นั่งอยู่บนรถ แบกและวิ่งหนีไป แล้วบริวารคหบดีวิ่งตามไป ธรรมดาโปริสาทนั้นเชียวชาญในการยุตที่ได้ร่ำเรียนมา บริวารเหล่านั้นย่อมวิ่งตามไม่ทันอย่างแน่นอน แต่โปริสาทได้วิ่งไปเยียบเอาตอไม้เหลมจนตะลุฝ่าเท้า ต้องโยนคหบดีนั้นทิ้งเสีย ตนเองก็วิ่งทนต่อความเจ็บปวดไปยังใต้ตนไม้ใหญ่ต้นหนึ่งในป่านอนราบอยู่ ดูเท้าตนเองและคิดว่าตนเองต้องตายในป่านี้แน่ จึงได้กล่าวออกว่า ถ้าข้ารอดชีวิตในครั้งนี้ ข้าจะจับราชาทั้ง 101 พระองค์ มาบวงสรวงเทวดาที่สิงสถิตอยู่ต้นไม้ใหญ่นี้ แล้วนอนอดอาหารอยู่สองวันแล้วจับสัตว์เล็กๆ และยอดไม้กิน จนแผลนั้นหายดีเป็นปกติ จึงเข้าใจว่าที่ตนรอดตายนั้นเพราะเทวดาที่สิงต้นไม้ใหญ่

คอยปกปักรักษา ดังนั้นต้องจับราชาทั้ง 101 คนมาบวงสรวงให้ได้ แต่ก็ยังเทียวจับสัตว์กินในบริเวณนั้นเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง ได้มาเจอยักษ์ตนหนึ่งที่เคยเป็นเพื่อนยักษ์กันในชาติที่แล้ว ยักษ์นั้นจำได้ และเห็นเพื่อนวิ่งจับสัตว์กินช้าไม่ทันใจเหมือนยักษ์ จึงสอนมนตร์ที่วิ่งได้เร็วตัวเบา และกระโดดได้ไกลดังพายุหมุนให้โปริสาท แล้วสหายยักษ์ก็จากไปยังเขตของตน เมื่อโปริสาทได้มนตร์นี้ การจับมนุษย์กินนั้นง่ายดายยิ่ง ต่อให้มีทหารคอยคุ่มกันเป็นกองทัพก็ไม่สามารดักจับโปริสาทได้ ด้วยการที่ได้ร่ำเรียนการยุทธ์และมีมนตร์ของยักษ์ จุดประสงค์ของโปริสาทย่อมสำเร็จได้อย่างง่ายดาย ซึ่งโปริสาทใช้เวลาแค่ 7 วันเท่านั้นในการจับราชาทั้ง 101 คน เว้นแต่พระเจ้าสุตโสมที่เป็นเพื่อนรัก มาพัธนาการไว้แล้วเอาเชือกเจาะทะลุมือของราชาแต่ละองค์ผูกกับต้นไม้ใหญ่นั้นเพื่อไม่ให้สามารถหนีหรือมีกำลังต่อสู้ และคิดว่าเราจะฆ่าราชาทั้ง 101 องค์เอาเลือดลาดต้นไม้ใหญ่บวงสรวงเทวดาวันนี้ เทวดาสิงสถิตต้นไม่ใหญ่นั้นร้อนใจว่าราชาทั้ง 101 พระองค์จะต้องมาสิ้นชีวิตและมาเกี่ยวข้องเพราะเหตุเกี่ยวกับตนหาได้ไม่ จึงข้อร้องพระอินทร์ให้ช่วย พระอินทร์ก็บอกว่าช่วยไม่ได้ ยกเว้นนำพระเจ้าสุตโสมมาเท่านั้น พระเจ้าสุตโสมก็สามารถช่วยราชาเหล่านั้นได้ เทพารักษ์จึงออกอุบายปรากฏกายให้โปริสาท ได้เห็นในเพศของเทวดาแล้วกล่าวว่า เราเป็นเทวดาที่สิงอยู่ในต้นไม้ใหญ่นี้ เจ้าจะบวงสรวงด้วยราชาทั้ง 101 องค์ยังหาได้ไม่ เจ้าต้องนำพระราชาสุตโสมมาอีก องค์หนึ่งจึงจะได้ แล้วได้หายไป โปริสาทก็จะไปจับพระสุตโสม

ในวันนั้นพระสุตโสมได้ออกไปเยี่ยมชาวเมืองโดยทรงช้างไป ในระหว่างทางมีพราหมณ์คนหนึ่งชื่อนันทพราหมณ์ได้ตะโกนบอกว่า พระเจ้าสุต

โสมข้าพุทธเจ้ามีคาถาของกัสสปพุทธเจ้าในอดีต พระองค์ทรงประสงค์จะฟังหรือไม่? พระเจ้าสุตโสมก็ลงจากช้างไปหานันทพราหมณ์ แล้วตรัสว่า เราประสงค์จะฟังแต่ได้ยินว่าคาถาของพระพุทธเจ้าในอดีตนั้นหาได้อยากและต้องฟังด้วยความเคารพและสงบ ดังนั้นขณะนี้ยังไม่เหมาะสมเพราะมีภารกิจในการเยี่ยมประชาชน อีกสองวันให้ท่านไปรอที่ศาลาหลังโน้นแล้วเราจะไปหาท่าน ฟังคาถาของพระพุทธเจ้าจากปากของท่าน แล้วพระเจ้าสุตโสมก็ขึ้นช้างดำเนินต่อไป

ตกตอนบ่ายพระเจ้าสุตโสมก็เข้าสู่พระราชวัง ซึ่งขณะนั้นโปริสาท ได้แอบอยู่ในสระบัว รอให้พระเจ้าสุตโสมลงจากช้าง โปริสาทเมื่อได้โอกาสก็ขึ้นจากสระวิ่งรวดเร็วดังพายุหมุนจับพระเจ้าสุตโสมขึ้นแบกก็โดดข้ามกำแพงออกไป จนถึงต้นไม้ใหญ่ ที่จะทำการบวงสรวงจึงวางพระเจ้าสุตโสมลงโดยที่ไม่ทำร้ายร่างกายพระเจ้าสุตโสมแม้แต่น้อยเพราะความเป็นเพื่อนรักกัน พระเจ้าสุตโสมจึงถาม โปริสาทว่า ท่านจับเรามาทำไม่ โปริสาทจึงกล่าวว่า จับมาเพื่อบวงสรวงเทวดาในต้นไม้ใหญ่นี้รวมทั้งราชาทั้ง 101 พระองค์ สุตโสมจึงกล่าว่า ท่านปล่อยเราก่อนได้ไหม ให้เราไปทำธุระที่ได้สัญญากับนันทพราหมณ์คนหนึ่งว่า นัดฟังคาถาของพระพุทธเจ้าจากอดีต เมื่อเราได้ฟังคาถาและได้ให้ทรัพย์ที่ควรแก่คาถาและพราหมณ์แล้ว เราจะกลับมาหาท่าน เพื่อให้ท่านฆ่าและบวงสรวง และพระเจ้าสุดโสมกล่าวคำสาบานด้วยศีลของพระองค์ ส่วนโปริสาทด้วยความที่เคยเป็นเพื่อนรักกัน ทำให้โปริสาทใจอ่อนเพราะใจจริงแล้วไม่ประสงค์จะฆ่าพระเจ้าสุตโสมเลย แต่เมื่อเทวดาประสงค์จึงกระทำตาม และคิดต่อไปว่า ถ้าพระเจ้าสุตโสมไปแล้วไม่กลับมาเพราะกลัวตายก็ไม่เป็นไรตนเองก็เป็นพระราชา จะกรีดเลือดที่แขนพระองค์บูชาแทนก็ได้ จึงกล่าวกับพระสุตโสม

ว่า ก็ได้ให้ท่านไปทำธุระให้เสร็จก่อนแล้วกลับมาในวันพรุ่งนี้ พระเจ้าสุตโสมได้กลับไปยังราชวัง อาบน้ำแต่งองค์ก็ไปตามที่นัดไว้กับนันทพราหมณ์ นันทพราหมณ์จึงกล่าวคาถาให้ฟังดังนี้ การสมาคมกับสัตบุรุษคราวเดียวเท่านั้น การสมาคมนั้นย่อมรักษาผู้สมาคมนั้น การสมาคมกับอสัตบุรุษแม้มากก็รักษาไม่ได้ พึงคบกับสัตบุรุษ พึงกระทำความสนิทสนมกับสัตบุรุษ เพราะรู้สัทธรรมของสัตบุรุษ ย่อมมีความเจริญไม่มีความเสื่อม ราชรถที่เขาให้วิจิตรเป็นอันดี ยังคร่ำคร่าได้แลแม้สรีระก็เข้าถึงความชราได้เหมือนกัน ส่วนธรรมของสัตบุรุษ ย่อมไม่เข้าถึงความชรา สัตบุรุษกับสัตบุรุษด้วยกันย่อมรู้กันได้. ฟ้าและแผ่นดินไกลกัน ฝังข้างโน้นของมหาสมุทร เขาก็กล่าวกันว่าไกล ธรรมของสัตบุรุษและธรรมของอสัตบุรุษทั้งสองนี้ ท่านกล่าวว่าไกลกันยิ่งกว่านั้นแล. เมื่อจบคาถาพระเจ้าสุตโสม ก็รู้ว่าเป็นคาถาของพระกัสสปพุทธเจ้าในอดีตแน่ จึงได้ให้ทรัพย์ 4 พัน กหาปหะ กับยาน(รถ)อย่างดีหนึ่งคันแก่พราหมณ์ แล้วพระเจ้าสุตโสมก็กลับไปหาโปริสาท

วันต่อมาฝ่ายโปริสาทคอยพระเจ้าสุตโสมอยู่ ก็คิดว่าวันนี้ถ้าพระเจ้าสุตโสมไม่มาเราก็จะบวงสรวงราชาทั้ง 101 คน แต่พอเห็นพระเจ้าสุตโสมเสด็จมา ก็มีความครั่นคร้ามในใจว่า สหายของเราหาได้กลัวความตาย รักษาความสัตย์ดังชีวิต เมื่อพระเจ้าสุตโสมมาถึงพระเจ้าสุตโสมก็กล่าวว่า เรามาเพื่อให้ท่านฆ่าและบวงสรวงแล้ว กล่าวโดยไม่สะทกสะท้านและแสดงความกลัวออกมาเลย ทำให้จิตใจของโปริสาทที่เคยฆ่าคนอย่างไม่มีสงสารหวั่นไหว เพราะเห็นคนทั้งหลายพอได้ยินชื่อของโปริสาทแล้วก็จะวิ่งหนี และเมื่อโดนจับก็จะอ้อนวอนขอชีวิต แต่โปริสาทยังแข็งใจเพื่อลองใจให้พระสุตโสมกลัวและอ้อนวอนขอชีวิต๓๔

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี