ความเห็น


 

เทวดาประจำสมุทรโพธิสัตว์ มหาโพธิสัตว์เกิดเป็นเทวาดูแลมหาสมุทร มีการกล่าวถึงในพระไตรปิฏกดังนี้ ๑๐. สีลานิสังสชาดก ว่าด้วยอานิสงส์ศีล [๒๒๙] จงดูผลของศรัทธา ศีล และจาคะ นี้เถิด พระยานาคนิรมิตเพศเป็นเรือ พาอุบาสกผู้มีศรัทธาไป

[๒๓๐] บุคคลพึงสมาคมกับสัตบุรุษทั้งหลายเถิด พึงทำความสนิทสนมกับสัตบุรุษทั้งหลายเถิด ด้วยว่าช่างกัลบกถึงความสวัสดีได้ ก็เพราะการอยู่ร่วมกับสัตบุรุษทั้งหลาย. จบ สีลานิสังสชาดกที่ ๑๐.(*จบตามพระไตรปิฏก) ส่วนในอรรถกถา ก็อยู่ในเรื่องสีลานิสังสชาดก ที่ 10 ดังมีเรื่อง(*เพราะในอรรถกถามีการอธิบายศัพย์บาลี อยู่ด้วยทำให้อ่านเนื้อเรื่องลำบาก ผู้เขียนจึงตัดส่วนนั้นทิ้งเสีย และต่อเติ่มบ้างเล็กน้อยเพื่อให้เข้ากันเพราะมีที่ผิดพลาดอ่านแล้วเข้าใจยากหลายจุด*) ดังนี้ พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภอุบาสกผู้มีศรัทธาคนหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนา ดังนี้. ได้ยินว่า อุบาสกนั้นเป็นอริยะสาวกผู้มีศรัทธาเลื่อมใส วันหนึ่งเดินไปยังพระวิหารเชตวัน ถึงฝั่งแม่น้ำอจิรวดีในตอนเย็น แต่คนเรือจอดเรือไว้ที่ฝั่งต่างไปฟังธรรมกันหมด จึงไม่เรือในที่ท่าน้ำ อุบาสกนั้น จึงยึดปีติมีพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ให้มั่นเดินลงสู่แม่น้ำ เท้าของเขาหาจมน้ำไม่ เขาเห็นคลื่นเวลาเดินไปกลางน้ำ คล้ายกับเดินเหนือพื้นดิน ครั้นปีติมีพระพุทธเจ้าเป็นอารมย์ของเขาอ่อนลงเท้าของเขาก็เริ่มจะจม เขาจึงประคองปีติมีพระพุทธเจ้าเป็นอารมย์ให้มั่น เดินไปหลังน้ำ ถึงพระเชตวัน ถวายบังคมพระศาสดา นั่ง ณ ส่วนหนึ่ง. พระศาสดาทรงทำปฏิสันถารกับเขาตรัสถามว่า ดูก่อนอุบาสก ท่านเดินทางมาถึงโดยเหน็ดเหนื่อยน้อยกระมัง เมื่อเขากราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ข้าพระองค์ยึดเอาปีติมีพระพุทธเจ้าเป็นอารมย์ จึงได้ที่พึ่งเหนือหลังน้ำคล้ายกับเหยียบแผ่นดินมา

พระพุทธองค์จึงรับสั่งว่า อุบาสก มิใช่ท่านเท่านั้นที่ระลึกถึงพระพุทธคุณแล้วได้ที่พึ่ง แม้แต่ก่อนอุบาสกทั้งหลายก็ระลึกถึงพระพุทธคุณได้ที่พึ่ง เมื่อเรืออับปางกลางสมุทร เมื่ออุบาสกทูลอาราธนา พระพุทธองค์จึงทรงนำเรื่องอดีตมาตรัสเล่า. ในอดีตกาลครั้งศาสนาพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอริยะสาวกผู้เป็นโสดาบัน โดยสารเรือไปกับกุกุฏพีช่างกัลบกคนหนึ่ง. ภรรยาของช่างกัลบกนั้นมอบหมายช่างกัลบกแก่เขาว่า นายสุขทุกข์ของสามีของดิฉันขอมอบให้เป็นภาระของท่าน ครั้นถึงวันที่เจ็ดเรือของกุกุฏพีช่างกัลบกอับปางลงในกลางสมุทร ชนทั้งสองเกาะแผ่นกระดานแผ่นหนึ่งลอยมาถึงเกาะแห่งหนึ่ง ช่างกัลบกนั้นจึงฆ่านกปิ้งกินแล้วให้อุบาสก อุบาสกไม่ยอมบริโภคโดยกล่าวว่า อย่าเลยสำหรับเราอุบาสกคิดว่า ในที่นี้นอกจากพระรัตนตรัยแล้ว ไม่มีที่พึ่งอื่นสำหรับเรา เขาจึงระลึกถึงคุณของพระรัตนตรัย ลำดับนั้นเมื่อเขากำลังระลึกถึง พญานาคซึ่งเกิดในเกาะนั้น ได้เนรมิตร่างของตนเป็นเรือลำใหญ่ มีเทวดาประจำสมุทรเป็นมาณพต้นหนเรือ เรือเต็มไปด้วยรตนะเจ็ดประการ เสากระโดงทั้งสาม สำเร็จด้วยแก้วมณีสีอินทนิล ใบเรือสำเร็จด้วยทอง เชือกสำเร็จด้วยเงิน คันใบสำเร็จด้วยทอง เทวดาประจำสมุทรยืนอยู่บนเรือประกาศว่า ผู้จะไปชมพูทวีปมีไหม อุบาสกตอบว่า เราจะไป ถ้าเช่นนั้นจงมาขึ้นเรือเถิด อุบาสกขึ้นเรือแล้วเรียกช่างกัลบกขึ้นด้วย เทวดาประจำสมุทรกล่าวว่า ได้แต่ท่านเท่านั้น คนนั้นไม่ได้

อุบาสกถามว่า เพราะเหตุไรเล่า เทวดาประจำสมุทรตอบว่า เขาไม่มีคุณ คือศีลและอาจาระ เหตุเป็นดังนั้น ข้าพเจ้านำเรือมาเพื่อท่านมิใช่ผู้นี้

อุบาสกกล่าวว่า เอาละเราให้ส่วนบุญแก่คนนี้ ด้วยทานที่ตนให้ด้วยศีลที่ตนรักษาด้วยภาวนาที่ตนอบรม ช่างกัลบกตอบว่าข้าพเจ้าขออนุโมทนา เทวดากล่าวว่า ข้าพเจ้าจักพาไปเดี๋ยวนี้แล้วอุ้มเขาพาไปทั้งสองคน ออกจากสมุทรไปถึงกรุงพาราณสีทางแม่น้ำ บันดาลให้ทรัพย์อยู่ในเรือนของเขาทั้งสอง ด้วยอานุภาพของตน เมื่อจะกล่าวถึงคุณของการสังสรรค์กับบัณฑิตว่า ควรทำความสังสรรค์กับบัณฑิตทั้งหลาย หากว่าช่างกัลบกคนนี้ไม่ได้สังสรรค์กับอุบาสกนี้ จักพินาศในท่ามกลางสมุทรนั้นเอง จึงกล่าวคาถาเหล่านี้ว่า :-

จงดูผลของศรัทธา ศีล จาคะ นี้เถิดพญานาคเนรมิตเพศเป็นเรือ พาอุบาสกผู้มีศรัทธาไป. บุคคลพึงสมาคมกับสัตบุรุษเถิด พึงทำความสนิทสนมกับสัตบุรุษเถิด ด้วยช่างกัลบกถึงความสวัสดีได้ก็เพราะการอยู่ร่วมกับสัตบุรุษทั้งหลาย. เทวดาประจำสมุทร ยืนอยู่บนอากาศ แสดงธรรมกล่าวสอนอย่างนี้แล้ว จึงพาพญานาคกลับไปวิมานของตน. พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจธรรม แล้วทรงประชุมชาดก. ในเวลาจบ

สัจธรรมอุบาสกตั้งอยู่ในสกทาคามิผล. อุบาสกโสดาบันในกาลนั้น ครั้นเจริญมรรคให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไปก็นิพพาน. พญานาคได้เป็นสารีบุตร ส่วนเทวดาประจำสมุทร คือเราตถาคตนี้แล.

จบ อรรถกถาสีลานิสังสชาดกที่ ๑๐

บทที่ ๒

ประเภทของพระโพธิสัตว์

มากล่าวถึงเทวดาประจำสมุทรโพธิสัตว์ เมื่อเสวยสุขอยู่เทวะโลกได้ระยะเวลาหนึ่ง ก็เกิดประสงค์ลงไปสร้างบารมีในมนุษย์โลก ก็อธิษฐานจุติลงไปเกิดในโลกมนุษย์ (*ส่วนนี้ผู้เขียนเพิ่มเติมเข้าไป*) จบพระชาติที่เกิดเป็นเทวดาประจำสมุทร มนุษย์โพธิสัตว์ เมื่อพระมหาโพธิสัตว์จุติจากเทวดามาเกิดบนโลกมนุษย์ ซึ่งในยุคนั้นศาสนาของพระกัสสปพุทธเจ้ายังดำรงค์ตั้งมั่นอยู่เป็นปึกแผ่น พระมหาโพธิสัตว์ได้สร้างบารมีตามปกติวิสัยของนิยตโพธิสัตว์ แต่หาได้มีการกล่าวถึงในพระไตรปิฏกในพุทธศาสนายุคปัจจุบันนี้ จึงมีคำถามเกิดขึ้นในใจผู้เขียนว่า ในยุคนั้นมีการกล่าวถึงพระโพธิสัตว์กันมากเหมือนยกปัจจุบันหรือไม่? คำตอบในใจของผู้เขียนคือ มีการกล่าวถึงแต่คงมีน้อยและคงไม่มีใครที่เป็นพระสาวกในยุคนั้นอวดอ้างตนเอง จนมากมายเกินพระพุทธองค์ เกินพระธรรม และเกินหมู่เหล่าพระสงฆ์ไปได้ ต่างจากยุคปัจจุบัน ที่จะพอวินิสัยได้มีดังนี้ 1.มนุษย์ในช่วง มีอายุขัยสองหมื่นปีนั้น คุณธรรมยังมีมาก การโกหกลองลวง โดยเฉพาะการสร้างภาพเกินความเป็นจริงยังมีน้อย 2.พระพุทธเจ้าที่อุบัติขึ้นในสมัยที่อายุขัยมนุษย์เป็นหมื่นปี เมื่อพระองค์เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานสังขารหรือพระธาตุของพระองค์ หาได้แตกกระจายเหมือนดังยุคปัจจุบัน แต่พระธาตุจะรวมกันเป็นแท่งทองมีรูปเหมือนดังพระพุทธองค์ทุกประการเป็นศูนย์รวมความศรัทธา เป็นหลักฐานอันมั่นคง

3.พระนิยตโพธิสัตว์นั้นเมื่อเกิดในพุทธศาสนาในยุคใดยุคหนึ่ง มีอุปนิสัยในการสร้างสมบารมี หาได้ประสงค์ในลาภ ยศ หรือ สรรเสริญ ไม่ประสงค์ให้มีผู้ศรัทธาท่านเกิน พระพุทธ พระธรรม และหมู่เหล่าพระสงฆ์ แม้ท่านจะบวชเป็นพระภิกษุสงฆ์ ดังนั้นนิยตโพธิสัตว์คงไม่มีการสร้างภาพของตนเองขึ้นมาเพื่อ ลาภ ยศ สรรเสริญ ในวงของพุทธศาสนา ที่จะทำให้พระพุทธศาสนาแปดเปื้อน ข้อสังเกต ในพระไตรปิฏกปัจจุบันไม่มีการบันทึกกล่าวถึงในชาติที่มหาโพธิสัตว์เกิดเป็นมนุษย์ในการสร้างบารมีหลังจาก ชาติที่ได้รับพุทธพยากรณ์แล้ว ในขณะศาสนาพุทธยังดำรงค์อยู่ จึงเป็นข้อสังเกตว่า พระมหาโพธิสัตว์หรือพระนิยตโพธิสัตว์ จะไม่สร้างบารมีแล้วสร้างภาพหรือโฆษณาและทำตนให้เหนือไปจากพระพุทธ พระธรรม และหมู่เหล่าพระสงฆ์ มากล่าวถึงพระมหาโพธิสัตว์ ท่านก็สร้างสมบารมียิ่งๆ ขึ้นไปตามฐานะและวาสนาจนสิ้นอายุขัยก็ไปเกิดเป็นรุกขเทวดา ดังมีการกล่าวถึงในพระไตรปิฏกและอรรถกถา จตุทวารชาดกที่ 1 จบ

รุกขเทวดาโพธิสัตว์ เมื่อมาเกิดเป็นรุกขเทวดา ก็มีเทพบริวารมาก ซึ่งมีการกล่าวถึงในชาดกพระไตรปิฏกดังนี้

๑. จตุทวารชาดก ว่าด้วยจักรกรดพัดบนศีรษะ เมืองนี้มีประตู ๔ ประตู มีกำแพงมั่นคงล้วนแล้วไปด้วยเหล็กแดง ข้าพเจ้าถูกล้อมไว้ด้วยกำแพง ข้าพเจ้าได้ทำบาปอะไรไว้?

ประตูทั้งหมดจึงปิดแน่น ข้าพเจ้าถูกขังเหมือนนก ข้าแต่เทวดา เหตุเป็นมาอย่างไร ข้าพเจ้าจึงลูกจักรกรดพัดศีรษะ?

ท่านได้ทรัพย์มากมายถึงสองล้านแล้ว มิได้ทำตามคำชอบของญาติทั้งหลายผู้เอ็นดู ท่านแล่นเรือไปสู่สมุทรซึ่งอาจยังเรือให้โลดขึ้นได้ เป็นสาครมีสิทธิ์น้อยได้ประสบนางเวมานิกเปรต ๔ นาง จาก ๔ นางเป็น ๘ นาง จาก ๘นางเป็น ๑๖ นาง.

ถึงจะได้ประสบนางเวมานิกเปรตจาก ๑๖ นางเป็น ๓๒ นาง ก็ยังปรารถนายิ่งไปกว่านั้น จึงได้ประสบจักรนี้ จักรกรดย่อมพัดผันบนศีรษะของคนผู้ถูกความอยากครอบงำ. [๑๓๒๔] ความอยากเป็นของสูงใหญ่ไพศาล ยากที่จะให้เต็มได้ มักให้ถึงความวิบัติ ชนเหล่าใดย่อมยินดีไปตามความอยาก ชนเหล่านั้นต้องเป็นผู้ทรงจักรกรดไว้ อนึ่ง ชนเหล่าใดละทิ้งสิ่งของมากมายเสีย ไม่พิจารณาหนทางให้ถ่องแท้ไม่ใคร่ครวญเหตุนั้นให้ถี่ถ้วน ชนเหล่านั้นต้องเป็นผู้ทรงจักรกรดไว้  ผู้ใดพึงพิจารณาถึงการงาน และโภคะอันไพบูลย์ ไม่ส้องเสพความอยากอันประกอบด้วยความฉิบหาย ทำตามถ้อยคำของผู้เอ็นดูทั้งหลาย ผู้เช่นนั้นไม่พึงถูกจักรกรดพัดผัน.

ข้าแต่เทวดา จักรกรดจักตั้งอยู่บนศีรษะของข้าพเจ้านานสักเท่าไรหนอ สักกี่พันปี ข้าพเจ้าขอถามความนั้น ขอท่านได้โปรดบอกแก่ข้าพเจ้าเถิด?

ดูกรมิตตวินทุกะ ท่านจงฟังเรา ท่านจะต้องทนทุกข์ทรมานไปอีกนาน จักรกรดจะพัดผันอยู่บนศีรษะของท่าน เมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่ จะพ้นจักรกรดนั้นไปไม่ได้. จบ จตุทวารชาดกที่ ๑. ยกมาจากพระไตรปิฏกเล่มที่ 27 และได้มีตามอรรถกถาดังนี้อรรถกถาจตุทวารชาดกที่ ๑ พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุว่ายากรูปหนึ่ง จึงตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า จตุทฺวารมิทํ นครํดังนี้. ก็แหละ เรื่องปัจจุบัน บัณฑิตพึงให้พิสดารในชาดกเรื่องที่ ๑ในนวกนิบาต. สำหรับในที่นี้มีความว่า พระศาสดาตรัสถามภิกษุรูปนั้นว่า ดูก่อนภิกษุ ได้ยินว่าเธอเป็นผู้ว่ายากจริงหรือ ? เมื่อภิกษุนั้นกราบทูลว่าจริงพระเจ้าข้า จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ แม้ในกาลก่อนเธอก็ไม่เชื่อฟังคำของบัณฑิตไปยินดีจักรกรด เพราะที่เป็นผู้ว่ายากดังนี้ แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้:-

ในอดีตกาล ครั้งศาสนาพระกัสสปทศพล ในเมืองพาราณสีเศรษฐีมีทรัพย์ ๘๐ โกฏิมีบุตร ๑ คน ชื่อมิตตวินทุกะ มารดาบิดาของมิตตวินทุกะ เป็นพระโสดาบัน. แต่มิตตวินทุกะเป็นคนทุศีลไม่มีศรัทธา ต่อมาเมื่อบิดาตายแล้วมารดาตรวจตราดูแลทรัพย์สมบัติ วันหนึ่งกล่าวกะเขาว่า ลูกรักความเป็นมนุษย์เป็นของที่ได้ยาก เจ้าก็ได้แล้วเจ้าจงให้ทานรักษาศีล กระทำอุโบสถกรรม ฟังธรรมเถิด มิตตวินทุกะกล่าวว่า แม่ ทานเป็นต้นไม่เป็นประโยชน์แก่ฉัน แม่อย่าได้กล่าวอะไรๆ กะฉัน ฉันจะไปตามยถากรรม ถึงแม้เขาจะกล่าวอยู่อย่างนี้

วันหนึ่งเป็นวันบูรณมีอุโบสถ มารดาได้กล่าวกะเขาว่า ลูกรักวันนี้เป็นวันอภิลักขิตสมัยมหาอุโบสถ วันนี้เจ้าจงสมาทานอุโบสถ ไปวิหารฟังธรรมอยู่ตลอดคืนแล้วจงมา แม่จะให้ทรัพย์แก่เจ้าพันหนึ่ง เขารับคำว่า ดีแล้ว สมาทานอุโบสถเพราะอยากได้ทรัพย์ พอบริโภคอาหารเช้าแล้วไปวิหารอยู่ที่วิหารตลอดวัน แล้วนอนหลับอยู่ ณ ที่แห่งหนึ่งตลอดคืน โดยอาการที่บทแห่งธรรมแม้บท ๑ ก็ไม่กระทบหู วันรุ่งขึ้นเขาล้างหน้าไปนั่งอยู่ที่เรือนแต่เช้าทีเดียว. ฝ่ายมารดาของเขาคิดว่า วันนี้ลูกของเราฟังธรรมแล้ว จักพาพระเถระผู้ธรรมกถึกมาแต่เช้าทีเดียว จึงตกแต่งข้าวยาคูเป็นต้น แล้วปูลาดอาสนะไว้คอยท่าอยู่ ครั้นเห็นเขามาคนเดียว จึงถามว่า ลูกรักเจ้าไม่ได้นำพระธรรมกถึกมาหรือ ? เมื่อเขากล่าวว่า ฉันไม่ต้องการพระธรรมกถึก จึงกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้นลูกจงดื่มข้าวยาคูเถิด เขากล่าวว่าแม่รับว่าจะให้ทรัพย์พันหนึ่งแก่ฉัน แม่จงให้ทรัพย์แก่ฉันก่อน ฉันจักดื่มภายหลัง มารดากล่าวว่า ดื่มเถิดลูกรักแล้วแม่จักให้ทีหลัง เขากล่าวว่าฉันต้องได้รับทรัพย์ก่อนจึงจะดื่ม ลำดับนั้น มารดาได้เอาห่อทรัพย์พันหนึ่งวางไว้ต่อหน้าเขา เขาดื่มข้าวยาคูแล้วถือเอาห่อทรัพย์พันหนึ่งไปทำการค้าขาย ในไม่ช้านักก็เกิดทรัพย์ขึ้นถึงแสนสองหมื่น. ลำดับนั้นเขาได้มีความคิดดังนี้ว่า เราจักต่อเรือทำการค้าขาย ครั้นเขาต่อเรือแล้วได้กล่าวกะมารดาว่า แม่ฉันจักทำการค้าขายทางเรือ ครั้งนั้นมารดาได้ห้ามเขาว่า ลูกรัก เจ้าเป็นลูกคนเดียวของแม่ แม้ในเรือนนี้ก็มีทรัพย์อยู่มาก ทะเลมีโทษไม่น้อยเจ้าอย่าไปเลย เขากล่าวว่า ฉันจักไปให้ได้ แม่ไม่มีอำนาจที่จะห้ามฉัน แม้เมื่อมารดากล่าวว่า ลูกรัก แม่ต้องห้ามเจ้า แล้วจับมือเอาไว้ ก็สลัดมือผลักมารดาให้ล้มลง แล้วข้ามไปลงเรือแล่นไปในทะเล

ครั้นถึงวันที่ ๗ เรือได้หยุดนิ่งอยู่บนหลังน้ำกลางทะเล เพราะมิตตวินทุกะเป็นเหตุ สลากกาลกัณณีที่แจกไปได้ตกในมือของมิตตวินทุกะคนเดียวถึงสามครั้ง ครั้งนั้น พวกที่ไปด้วยกันได้ผูกแพให้เขาแล้วโยนเขาลงทะเล โดยที่คิดเห็นร่วมกันว่า คนเป็นจำนวนมากอย่ามาพินาศเสีย เพราะอาศัยนายมิตตวินทุกะนี้คนเดียวเลย ทันใดนั้นเรือได้แล่นไปในมหาสมุทรโดยเร็ว มิตตวินทุกะนอนไปในแพลอยไปถึงเกาะน้อยแห่งหนึ่ง บนเกาะน้อยนั้นเขาได้พบนางชนี คือนางเวมานิกเปรต ๔ นาง อยู่ในวิมานแก้วผลึก นางเปรตเหล่านั้นเสวยทุกข์ ๗ วันเสวยสุข ๗ วัน มิตตวินทุกะได้เสวยทิพยสมบัติอยู่กับนางเปรตเหล่านั้น ๗ วันในวาระสุข ครั้นถึงวาระที่จะเปลี่ยนไปทนทุกข์ นางทั้ง ๔ ได้สั่งว่า นาย พวกฉันจักมาในวันที่ ๗ ท่านอย่ากระสันไปเลย จงอยู่ในที่นี้จนกว่าพวกฉันจะมา ดังนี้แล้วพากันไป มิตตวินทุกะเป็นคนตกอยู่ในอำนาจของตัณหา ลงนอนบนแพนั้นลอยไปตามหลังสมุทรอีก ถึงเกาะน้อยอีกแห่งหนึ่ง ได้พบนางเปรต ๘ นาง ในวิมานเงินบนเกาะนั้นได้พบนางเปรต ๑๖ นาง ในวิมารแก้วมณีบนเกาะอีกแห่งหนึ่ง ได้พบนางเปรต ๓๒ นาง ในวิมานทองบนเกาะอีกแห่งหนึ่ง โดยอุบายนี้แหละได้เสวยทิพยสมบัติอยู่กับนางเปรตเหล่านั้นทุกๆ เกาะ ดังกล่าวแล้วเมื่อถึงเวลาที่นางเปรตแม้เหล่านั้นไปทนทุกข์ ได้นอนบนหลังแพลอยไปตามห้วงสมุทรอีก ได้พบเมืองๆ หนึ่งมีกำแพงล้อมรอบ มีประตู ๔ ด้าน ได้ยินว่าที่นี่เป็นอุสสทนรกเป็นที่เสวยกรรมกรณ์ของเหล่าสัตว์นรกเป็นจำนวนมาก แต่ได้ปรากฏแก่มิตตวินทุกะเหมือนเป็นเมืองที่ประดับตกแต่งไว้ เขาคิดว่า เราจักเข้าไปเป็นพระราชาในเมืองนี้ แล้วเขาไปได้เห็นสัตว์นรกตน ๑ ทูนจักรกรดหมุนเผาผลาญอยู่บนศีรษะขณะนั้นจักรดบนศีรษะสัตว์นรกนั้น ได้

ปรากฏแก่มิตตวินทุกะเป็นเหมือนดอกบัว เครื่องจองจำ ๕ ประการที่อก ปรากฏเหมือนเป็นสังวาลย์เครื่องประดับทรวง โลหิตที่ไหลจากศีรษะเหมือนเป็นจันทน์แดงที่ชะโลมทา เสียงครวญครางเหมือนเป็นเสียงเพลงขับที่ไพเราะ มิตตวินทุกะเข้าไปใกล้สัตว์นรกนั้น แล้วกล่าวขอว่า ข้าแต่บุรุษผู้เจริญ ท่านได้ทัดทรงดอกบัวมานานแล้ว จงให้แก่ข้าพเจ้าเถิด สัตว์นรกกล่าว่าแน่ะสหาย นี้มิใช่ดอกบัวมันคือจักรกรด มิตตวินทุกะกล่าวว่า ท่านพูดอย่างนี้เพราะไม่อยากจะให้แก่เรา สัตว์นรกคิดว่า บาปของเราคงสิ้นแล้ว แม้บุรุษผู้นี้ก็คงจะทุบตีมารดามาแล้วเหมือนเรา เราจักให้จักรกรดแก่มัน ครานั้นสัตว์นรกได้กล่าวกะมิตตวินทุกะว่า มาเถิดท่านผู้เจริญ ท่านจงรับดอกบัวนี้เถิด แล้วขว้างจักกรดไปบนศีรษะของมิตตวินทุกะ จักรกรดได้ตกลงพัดผันบนศีรษะเขา ขณะนั้น มิตตวันทุกะจึงรู้ว่าดอกบัวนั้นคือจักรกรด ได้รับทุกขเวทนาเป็นกำลัง คร่ำครวญว่าท่านจงเอาจักรกรดของท่านไปเถิดๆ สัตว์นรกตนนั้นได้หายไปแล้ว. คราวนั้น พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นรุกขเทวดา พร้อมด้วยบริวารใหญ่เที่ยวจาริกไปในอุสสทนรกได้ไปถึงที่นั้น มิตตวินทุกะแลเห็นรุกขเทวดา เมื่อจะถามว่า ข้าแต่เทวราชเจ้าจักรนี้ลงบดศีรษะประหนึ่งว่าจะทำให้แหลกเหมือนเมล็ดงา ข้าพเจ้าได้กระทำบาปอะไรไว้หนอ ดังนี้ จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า:- เมืองนี้มีประตู ๔ ประตู มีกำแพงมั่นคงล้วนแล้วไปด้วยเหล็กแดง ข้าพเจ้าถูกล้อมไว้ด้วยกำแพง ข้าพเจ้าได้ทำบาปอะไรไว้ ประตูทั้งหมดจึงปิดแน่น ข้าพเจ้าถูกขังเหมือนนก ข้าแต่เทวดา เหตุเป็นมาอย่างไร ข้าพเจ้าจึงถูกจักรกรดพัดศีรษะ ?

ลำดับนั้น เทวราชเมื่อจะบอกเหตุแก่เขา จึงได้กล่าวคถา ๖ คาถาว่า:- ท่านได้ทรัพย์มากมายแสนสองหมื่นแล้วยังไม่เชื่อคำของญาติผู้เอ็นดู ท่านแล่นเรือไปสู่สมุทรอันอาจทำให้เรือโลดขึ้นได้ เป็นสาครที่มีสิทธิ์น้อย ได้ประสบนางเวมานิกเปรต ๔ นาง จาก ๔ นางเป็น ๘ นาง จาก ๘ นาง เป็น ๑๖ นาง.ถึงจะได้ประสบนางเวมานิกเปรตจาก ๑๖ นางเป็น ๓๒ นาง ก็ยังปรารถนายิ่งไปกว่านั้นจึงได้ประสบจักรนี้ จักรกรดย่อมพัดผันบนศีรษะของคนผู้ถูกความอยากครอบงำ ความอยากเป็นของสูงใหญ่ไพศาล ยากที่จะให้เต็มได้ มักให้ถึงความวิบัติ ชนเหล่าใดย่อมยินดีไปตามความอยาก ชนเหล่านั้นย่อมเป็นผู้ทรงจักรกรดไว้.ชนเหล่าใดละสิ่งของที่มีมากเสียด้วยไม่พิจารณาหนทางด้วย แล้วไม่คิดอ่านเหตุการณ์นั้นให้ถ่องแท้ ชนเหล่านั้นย่อมเป็นผู้ทรงจักรกรดไว้.ผู้ใดพึงเพ่งพินิจถึงการงานและโภคะอันไพบูลย์ ไม่ซ่องเสพความอยากอันประกอบด้วยความฉิบหาย ทำตามถ้อยคำของผู้เอ็นดูทั้งหลาย ผู้เช่นนั้น จะไม่ถูกจักรกรดพัดผัน. มิตตวินทุกะได้ฟังดังนั้นแล้วคิดว่า เทวบุตรนี้รู้กรรมที่เราทำไหว้โดยถ่องแท้ เทวบุตรนี้คงจะรูกำหนดกาลที่เราจะหมกไหม้อยู่ เราจะถามท่านดู ดังนี้แล้ว จึงได้กล่าวคาถาที่ ๙ ว่า ข้าแต่ท่านผู้น่าบูชา จักรกรดจักตั้งอยู่บนศีรษะของข้าพเจ้านานสักเท่าไรหนอ จะสักกี่พันปี ข้าพเจ้าขอถามความนั้น ขอท่านได้โปรดบอกแก่ข้าพเจ้าเถิด.

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี