ความเห็น


 

  เพราะถ้าในขณะนั้น  เขามีความเห็นอย่างไร  ความเห็นอันนั้น  เป็นสัมมาทิฐิ  มีความคิดเป็นอย่างไรในขณะนั้น  ความคิดนั้นเป็นสัมมาสังกัปปะ  มีความพยายามเป็นอย่างไร  ความพยายามนั้นเป็นสัมมาวายามะ  มีความระลึกเป็นอย่างไร  ความระลึกนั้นเป็นสัมมาสติ  มีความตั้งมั่นอย่างไร  ความตั้งมั่นนั้นเป็นสัมมาสมาธิ  เป็นการปฏิบัติทั้งสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐานไปพร้อมกัน  เพราะอริยมรรคมีองค์    นี้  เมื่อย่อให้เหลือ    ประการ  ก็ย่อลงที่สมถะและวิปัสสนา  ดังเนื้อความแห่งสฬายตนวิภังคสูตร*  ซึ่งมีเนื้อความโดยย่อว่า

    การอบรมเจริญมรรคมีองค์    นั้น  เริ่มจากการรู้เห็นสัมผัสทางตา  สัมผัสทางหู  สัมผัสทางจมูก  สัมผัสทางลิ้น  สัมผัสทางกาย  และสัมผัสทางใจตามสภาพความเป็นจริง  รู้เห็นการเสวยอารมณ์ที่เป็นสุขก็ตาม  เป็นทุกข์ก็ตาม  ไม่สุขไม่ทุกข์ก็ตามเพราะการสัมผัสนั้นๆ  เป็นปัจจัย  ตามสภาพความเป็นจริง  จึงไม่กำหนัด  ไม่ลุ่มหลง  เมื่อได้สัมผัส  ไม่ยึดมั่นถือมั่นจนสามารถละตัณหาได้  ละความทุกข์  ความกระวนกระวาย  ความเร่าร้อนได้  แล้วมาได้เสวยอารมณ์เป็นสุขทั้งทางกายและทางใจ  ในขณะนั้น  มีความเห็นอย่างไร  ความรู้ความเห็นเช่นนั้นเป็นสัมมาทิฐิ  มีความคิดอย่างไรความคิดเช่นนั้นเป็นสัมมาสังกัปปะ  มีความพยายามอย่างไร  ความพยายามเช่นนั้นเป็นสัมมาวายามะ  มีความระลึกอย่างไรความระลึกเช่นนั้นเป็นสัมมาสติมีความตั้งมั่นอย่างไร  ความตั้งมั่นเช่นนั้นเป็นสัมมาสมาธิ  เป็นต้น  อริยมรรคมีองค์    เขาชื่อว่าได้ปฏิบัติสมบูรณ์พร้อมกันไปและหลักธรรมอื่นๆที่เป็นเครื่องสนับสนุนการบรรลุคือ  สติปัฏฐาน    สัมมัปปธาน    อิทธิบาท    อินทรีย์    พละ    โพชฌงค์    ก็ได้ปฏิบัติสมบูรณ์ไปพร้อมกัน  เขาย่อมมีสมถะและวิปัสสนาเคียงคู่กันไป  เขาชื่อว่ากำหนดร้ธรรมที่ควรกำหนดร้ด้วยปัญญาอันยิ่ง  ละธรรมที่ควรละด้วยปัญญาอันยิ่ง  เจริญธรรมที่ควรเจริญด้วยปัญญาอันยิ่ง  ทำให้แจ้งธรรมที่ควรทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่ง[1]

  การที่จะดับกามได้ตามแนวแห่งอริยสัจ    นั้นต้องรู้เห็นในญาณ    อาการ  ๑๒  ตามความเป็นจริง  มิใช่ว่าเป็นแต่เพียงการท่องจำ  แต่เป็นการรู้เป็นตามความหมายของคำว่า  ญาณทัสสนะ  อย่างแท้จริง  ก็จะได้ชื่อว่าบรรลุพระอรหันต์ดำรงตนอยู่ในสอุปาทิเสสนิพพาน  คือ  ผู้ดับกิเลสได้แล้ว  แต่ยังมีชีวิตอยู่ด้วยความสุขใจ  เมื่อถึงวาระสุดท้ายของชีวิต  คือมรณภาพ  เรียกว่า  ท่านเข้าสู่อนุปาทเสสนิพพาน  คือ  ผู้ที่ดับกิเลสได้แล้ว  และขันธ์    ของท่านก็ดับเช่นกัน  นับเป็นการดับอย่างสมบูรณ์โดยไม่เหลือ  และไม่มีภพใหม่สำหรับท่าน  ชาติสิ้นแล้วภพสิ้นแล้ว  พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว

  สรุปความ  กามตามทัศนะของพุทธปรัชญาเถรวาทนั้น  เกิดขึ้นเพราะมนุษย์คิดอยากได้  อยากเอาสิ่งนั้นสิ่งนี้  อยากดีกว่าคนอื่น  อยากเด่น  แล้วปรุงแต่งให้วิจิตร  และสาเหตุที่ทำให้เกิดความคิดเช่นนั้น  ก็เพราะสัมผัสหรือได้ประสบพบเห็นกับสิ่งนั้นๆ  หรือเหตุการณ์นั้นๆมาแล้ว  หลังจากที่ได้สัมผัสแล้วก็ปรุงแต่งทำให้เกิดความชอบใจในสิ่งที่อยากได้  ไม่ชอบใจในสิ่งที่เกลียด  หรือเฉยๆกับบางสิ่งที่ไม่รู้สึกว่าชอบใจก็ไม่ใช่  ไม่ชอบใจก็ไม่ใช่  ความรู้สึกชอบใจ  ไม่ชอบใจ  หรือเฉยๆนั้นก็จะปรุงแต่งให้เกิดตัณหา  อุปาทานซึ่งเป็นตัวกิเลส  ต่อไปอีกเป็นวัฏจักร  ถึงแม้ว่ากามจะมีกระบวนการเกิดที่เป็นลูกโซ่เช่นนี้  แต่ก็สามารถที่จะทำลายหรือกำจัดกระบวนการของกามนั้นได้ด้วยวิธีการสำรวมอินทรีย์  หรือด้วยวิธีการตามหลักปฏิจจสมุปบาท  หรือว่าจะด้วยการพิจารณาให้เห็นแจ้งตามหลักอริยสัจ    โดยการกำหนดพิจารณาให้รู้เท่าทัน  เช่น  เมื่อเห็นรูปก็สักแต่ว่าเห็น  เมื่อได้ยินเสียงก็สักแต่ว่าได้ยิน  เมื่อได้กลิ่นก็สักแต่ว่าดม  เมื่อได้ลิ้มรสก็สักว่าลิ้ม  เมื่อได้สัมผัสทางกายก็สักแต่ว่าได้สัมผัส  หรือเมื่อรู้ธรรมารมณ์ก็สักแต่ว่ารู้เท่านั้น  คือให้รู้เท่าทันว่าสิ่งเหล่านั้น  ล้วนแล้วแต่ไม่เที่ยงแท้  ทนอยู่สภาพเดิมไม่ได้  และไม่มีตัวตนที่เที่ยงแท้  เมื่อรู้เท่าทันตามความเป็นจริงอย่างนี้  จิตก็ย่อมไม่ลุ่มหลง  ไม่ยึดติด  กิเลสคือตัณหา  อุปาทาน  ก็ไม่เกิดขึ้น  เมื่อกิเลสไม่เกิดขึ้นแล้ว  ก็สามารถดับกามนั้นได้โดยไม่เหลือ  และจิตก็จะก้าวเข้าสู่ฌาน  สมาบัติหรือมรรคผลสืบต่อไป

  ประวัติผู้รวบรวมเรียบเรียงเขียน

ชื่อสกุล    นายธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี



  * ในพระสูตรนี้  ธรรมที่ควรกำหนดรู้  คือ  อุปาทานขันธ์  ๕,  ธรรมที่ควรละ  คือ  อวิชชา  และภวตัณหา,  ธรรมที่ควรเจริญ คือ  สมถะและวิปัสสนา,  และธรรมที่ควรทำให้แจ้ง คือ  วิชชาและวิมุตติ.

  [1]ม.อุป.  ๑๔/๘๒๘-๘๓๑/๕๒๓-๕๒๖. 

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี