ความเห็น


 

อริยสัจ    ในฐานะที่เป็นคำสอนที่เป็นแกนกลางแห่งคำสอนทั้งปวงในพระพุทธศาสนา  และเป็นคำสอนที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้มาก  ในการแสดงพระธรรมเทศนาครั้งแรกแก่ปัญจวัคคีย์  ก็ได้ทรงแสดงอริยสัจ    ประการนี้ด้วย  ดังนั้น  ก่อนที่กล่าววิธีการดับกามตามแนวแห่งอริยสัจ    ก็จะได้นำเอาเนื้อความแห่งอริยสัจ    ที่ทรงตรัสไว้ในธัมมจักกัปปวัตนสูตรว่า

  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็  นี้แล  เป็นทุกขอริยสัจ  คือ  ความเกิดก็เป็นทุกข์  ความแก่ก็เป็นทุกข์  ความตายก็เป็นทุกข์  ความเศร้าโศก  ความร่ำไร  ความทุกข์  โทมนัส  และความคับแค้นใจก็เป็นทุกข์  การประสบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์  การพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รักก็เป็นทุกข์  ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้น  ก็เป็นทุกข์  โดยย่ออุปาทานขันธ์    เป็นทุกข์

    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็นี้แลเป็นทุกขสมุทยอริยสัจ  คือ  ตัณหาที่ทำให้มีภพใหม่  ประกอบด้วยความเพลิดเพลินและความติดใจ  คอยเพลิดเพลินอยู่ในอารมณ์นั้นๆ  ได้แก่  กามตัณหา  ภวตัณหา  วิภวตัณหา

  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็  นี้แล  เป็นทุกขนิโรธอริยสัจ  คือ  การดับเพราะสำรอกออกไปโดยไม่เหลือแห่งตัณหานั้นแหละ  การสละเสียได้  การสลัดคืน  ความพ้น  ความไม่มีอาลัย

    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็  นี้แล  เป็นทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ  คือ  อริยมรรคมีองค์    นี้แหละ  ได้แก่  สัมมาทิฏฐิ  สัมมาสังกัปปะ  สัมมาวาจา  สัมมากัมมันตะ  สัมมาอาชีวะ  สัมมาวายามะ  สัมมาสติ  สัมมาสมาธิ[1]

  เนื้อความแห่งอริยสัจ    ประการนี้  พระธรรมปิฏก[2]  ได้อธิบายขยายความออกไปเพื่อความชัดเจนยิ่งขึ้น  ดังนี้

  ๑.  ทุกข์  แปลว่า  ความทุกข์  หรือสภาพที่ทนได้ยาก  ได้แก่  ปัญหาต่างๆ  ของมนุษย์  กล่าวให้ลึกลงไปอีก  หมายถึง  สภาวะของสิ่งทั้งหลายที่ตกอยู่ในกฎธรรมดาแห่งความไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  เป็นอนัตตา  ซึ่งประกอบด้วยภาวะบีบคั้น  กดดัน  ขัดแย้ง  ขัดข้อง  มีความบกพร่อง  ไม่สมบูรณ์ในตัวเอง  ขาดแก่นสาร  และความไม่เที่ยงแท้  ไม่อาจให้ความพึงพอใจเต็มอิ่มแท้จริง  พร้อมที่จะก่อปัญหา  สร้างความทุกข์ขึ้นมาได้เสมอ  ทั้งที่เกิดเป็นปัญหาขึ้นแล้ว  และที่อาจเกิดเป็นปัญหาขึ้นมา  เมื่อใดเมื่อหนึ่ง  ในรูปใดรูปหนึ่งแก่ผู้ที่ยึดติดถือมั่นไว้ด้วยอุปาทาน

  ๒.  ทุกขสมุทัย  เรียกสั้นๆ  ว่า  สมุทัย  แปลว่า  เหตุเกิดแห่งทุกข์  หรือสาเหตุใ้ทุกข์เกิดขึ้น  ได้แก่  ความอยากที่ยึดถือเอาตัวตนเป็นที่ตั้ง  โดยอาการที่มีเรา  ซึ่งจะเสพเสวย  ที่จะได้จะเป็น  จะไม่เป็นอย่างนั้น  อย่างนี้  ทำให้ชีวิตถูกบีบคั้นด้วยความเร่าร้อน  ร่านรน  กระวนกระวาย  ความหวงแหน  เกลียดชัง  หวั่นกลัว  หวาดระแวง  ความเบื่อหน่าย  หรือความคับข้องติดขัดในรูปใดรูปหนึ่งอยู่ตลอดเวลา  ไม่อาจปลอดโปร่งโล่งเบา  เป็นอิสระ  สดชื่น  เบิกบานได้อย่างบริสุทธิ์สิ้นเชิง  ไม่รู้จักความสุขชนิดที่เรียกว่าไร้ไฝฝ้า  และอึดเพ้อ

  ๓.  ทุกขนิโรธ  เรียกสั้นๆ  ว่า  นิโรธ  แปลว่า  ความดับทุกข์  ได้แก่  ภาวะที่เข้าถึง  เมื่อกำจัดอวิชชาสำรอกตัณหาสิ้นแล้ว  ไม่ถูกตัณหาย้อมใจ  หรือฉุดลากไป  ไม่ถูกบีบคั้นด้วยความรู้สึก  กระวนกระวาย  ความเบื่อหน่าย  หรือความขัดข้องอย่างใดๆหลุดพ้นเป็นอิสระ  ประสบความสุขที่บริสุทธิ์  สงบ  ปลอดโปร่งโล่งเบา  ผ่องใส  เบิกบาน  เรียกสั้นๆ  ว่า  นิพพาน

  ๔.  ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา  เรียกสั้นๆ  ว่า  มรรค  แปลว่า  ปฏิปทาที่นำไปสู่ความดับทุกข์  หรือ  ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์  ได้แก่  อริยอัฏฐังคิกมรรค  หรือทางประเสริฐมีองค์ประกอบ    คือ  สัมมาทิฏฐิ  ฯลฯ  สัมมาสมาธิ  ที่เรียกว่า  มัชฌิมาปฏิปทา  เพราะเป็นทางสายกลาง  ซึ่งดำเนินไปพอดีที่จะให้ถึงนิโรธ  โดยไม่ติดข้องหรือเอียงไปหาที่สุดสองอย่าง  คือ  กามสุขัลลิกานุโยค  ( ความหมกมุ่นในกามสุข )  และอัตตกิลมถานุโยค  ( การประกอบความลำบากแก่ตน  คือ  บีบคั้นทรมานตนเองให้เดือดร้อน )

  อริยสัจ    นี้  เป็นวิธีการนำเสนอที่ครบกระบวนการ  คือ  ทั้งปัญหา  สาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหา  ปัญหาหมดไปและวิธีการปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหา  เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับปฏิจจสมุปบาทแล้ว  จะเห็นได้ว่า  ในอริยสัจ    นั้น  มีทั้งสายเกิด  และสายดับเหมือนปฏิจจสมุปบาท  สายเกิดของอริยสัจ  คือ  สมุทัย  ส่วนสายดับก็คือ  นิโรธ  แต่ดูเหมือนว่า  อริยสัจ    จะมีความพิเศษกว่าปฏิจจสมุปบาท  นั่นก็คือ  ในอริยสัจ    นั้นได้  นำเสนอวิธีการปฏิบัติเพื่อความพ้นจากทุกข์  นั่นก็คือ  อริยมรรคมีองค์    และได้เปรียบเทียบแต่ละข้อเพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น  เช่น  ทุกข์เปรียบเหมือนปัญหา  สมุทัยเปรียบเหมือนสาเหตุของปัญหา  นิโรธเปรียบเหมือนความหมดปัญหา  และมรรคเปรียบเหมือนวิธีการแก้ปัญหา  เป็นต้น  ถ้าจะว่าไปแล้ว  อริยสัจ    ประการนี้  เป็นสิ่งที่มีอยู่และเป็นไปตามธรรมชาติในชีวิตของมนุษย์และสรรพสัตว์  โดยเฉพาะทุกข์  เห็นได้ง่ายกว่าหัวข้ออื่น  และคงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้พระพุทธเจ้าทรงแสดงทุกข์ก่อนอื่นใด  ถึงแม้ว่าชีวิตของเราจะมีความจริงอยู่ด้วย  แต่เราก็ไม่สามารถมองเห็นตามความเป็นจริงได้  ทั้งนี้เป็นเพราะเราถูกมิจฉาทิฏฐิปิดบังไม่ให้เห็นตามความเป็นจริงดังที่อาจารย์แสง  จันทร์งาม  กล่าวไว้ว่า

  อริยสัจจะทั้ง    เป็นความจริงที่มีอยู่แล้วโดยตัวของมันเองในชีวิตของเราและในสัตว์ทั้งหลาย  ทุกข์มีอยู่แล้วที่ตัวเราทุกคน  เราจะเห็นหรือไม่เห็น  มันก็มีอยู่อย่างนั้น  สมุทัยคือเหตุให้ทุกข์เกิด  มันก็ติดอยู่กับทุกข์นั้นเอง  เหมือนต้นไม้กับรากไม้  หรือถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นชัดก็เหมือนอาการโรคกับตัวเชื้อโรค  อยู่ด้วยกันอาศัยซึ่งกันและกัน  นิโรธ  คือความดับทุกข์  ก็แฝงอยู่ในชีวิตนี้  เหมือนความหายโรค  ก็มีแฝงอยู่ในโรคและอาการของโรคนั้นแหละ  ถ้าตัวเชื้อโรคตายเมื่อไร  ความหายโรคก็แสดงตัวออกมาทันที  มรรค  คือทางดับทุกข์ที่มีอยู่ที่ตัวเรา  แต่มีอยู่ในลักษณะแฝง  เช่น  สัมมาทิฏฐิก็มีแฝงอยู่  แต่มันถูกมิจฉาทิฎฐิปิดบังไว้  จึงไม่แสดงตัวออกมา  กำจัดมิจฉาทิฎฐิออกไปเมื่อใด  สัมมาทิฏฐิก็ปรากฏตัวออกมาทันทีเมื่อนั้น  [3]

    ญาณ    อาการ  ๑๒ 

  อนึ่ง  ก่อนที่จะทำความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการดับกามตามแนวแห่งอริยสัจ    นั้น  จะได้กล่าว  ญาณ    ที่เกี่ยวกับอริยสัจ    ซึ่งมีความสำคัญมาก  เพราะเป็นเกณฑ์ในการวัดความตรัสรู้  ถ้าเมื่อใดสามารถรู้อริยสัจ    แต่ละอย่างด้วยญาณครบทั้ง    ประการ  คือ  สัจจญาณ  กิจญาณ  และกตญาณ  เมื่อนั้น  ก็จะได้ชื่อว่าเป็นผู้รู้อริยสัจอย่างแท้จริง  หรือเป็นผู้ตรัสรู้แล้ว  ญาณ    นี้  เรียกอีกอย่างว่า  ญาณทัสสนะ  อันมีรอบ    [4]  ดังนี้

  ๑.  สัจจญาณ  ปรีชาหยั่งรู้อริยสัจ    แต่ละอย่างตามที่เป็น  คือ  ยอมรับว่า  นี้ทุกข์  นี้ทุกขสมุทัย  นี้ทุกขนิโรธ  นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา  เป็นขั้นของการยอมรับอริยสัจ  ทั้ง    นี้ว่ามีอยู่จริง  หรือขั้นปริยัติ

  ๒.  กิจญาณ  ปรีชาหยั่งรู้หน้าที่ที่จะต้องทำต่ออริยสัจ    ว่า  ทุกข์ควรกำหนดรู้  สมุทัยควรละ  นิโรธควรทำให้แจ้ง  และมรรคควรเจริญอบรม  ขั้นนี้เป็นขั้นของการลงมือปฏิบัติ

  ๓.  กตญาณ  ปรีชาหยั่งรู้ว่าหน้าที่ที่ต้องทำตามอริยสัจ    นั้นทำเสร็จแล้ว  คือรู้ว่า  ทุกข์เป็นสิ่งควรกำหนดรู้  ก็ได้กำหนดรู้แล้ว  สมุทัยควรละ  ก็ได้ละแล้ว  นิโรธควรทำให้แจ้ง  ก็ได้ทำให้แจ้งแล้ว  และมรรคควรเจริญ  ก็ได้เจริญแล้ว  ขั้นนี้เป็นขั้นของการบรรลุ  หรือปฏิเวธ

  ญาณทัสสนะนี้  มีอาการ  ๑๒  หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า  ญาณ    อาการ  ๑๒  ความรู้ในอาการ  ๑๒  นี้เป็นตัวชี้วัด  หรือตรวจสอบความสำเร็จในการปฏิบัติการแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง  เพื่อให้เห็นรูปที่ชัดเจนยิ่งขึ้น  จึงจัดทำเป็นตารางได้ดังนี้

ญาณ    อาการ  ๑๒  ในอริยสัจ 

ญาณ 

สัจจะ 

สัจญาณ

กิจญาณ

กตญาณ

ทุกข์

รู้ว่าทุกข์มีอยู่จริง

-รู้ว่าทุกข์คือกามมีอยู่จริง

รู้ว่าทุกข์ควรกำหนดรู้

-รู้ว่าทุกข์คือกามควรกำหนดรู้

รู้ว่าทุกข์ได้กำหนดรู้แล้ว

-รู้ว่าทุกข์คือกามได้กำหนดรู้แล้ว

สมุทัย

รู้ว่าสาเหตุแห่งทุกข์มีอยู่จริง

-รู้ว่าสาเหตุแห่งกามคือผัสสะมีอยู่จริง

รู้ว่าสาเหตุแห่งทุกข์ควรละ

-รู้ว่าผัสสะควรละ

รู้ว่าสาเหตุแห่งทุกข์ได้ละแล้ว

-รู้ว่าผัสสะได้ละแล้ว

นิโรธ

รู้ว่านิโรธมีอยู่จริง

-รู้ว่าภาวะดับกามมีอยู่จริง

รู้ว่านิโรธควรทำให้แจ้ง

-รู้ว่าภาวะดับกามควรทำให้แจ้ง

รู้ว่านิโรธได้ทำให้แจ้งแล้ว

-รู้ว่าภาวะดับกามได้ทำให้แจ้งแล้ว

มรรค

รู้ว่ามรรคมีอยู่จริง

-รู้ว่าวิธีดับกามมีอยู่จริง

รู้ว่ามรรคควรเจริญ

-รู้ว่าวิธีดับกามควรเจริญ

รู้ว่ามรรคได้เจริญแล้ว

-รู้ว่าวิธีดับกามได้เจริญแล้ว

  .  กิจในอริยสัจ    เป็นวิธีปฏิบัติดับกาม 

  วิธีการดับกามตามหลักของอริยสัจ    ซึ่งกำหนดให้กามนั้นเป็นตัวทุกข์  เพราะกามคือความใคร่  ความกำหนัดในจิต  ความยึดติด  จึงเป็นเหตุให้มีการแสวงหาโภคทรัพย์  เมื่อได้โภคทรัพย์นั้นมาก็เป็นสุข  เมื่อไม่ได้  ก็เสียใจ  เป็นทุกข์  เพราะการแสวงหาโภคทรัพย์นั้นจะสมความปรารถนาทุกครั้งไปคงเป็นไปไม่ได้  กามได้สร้างทุกข์ให้นานาประการแก่ผู้แสวงหาโภคทรัพย์ในทางที่ผิดศีลธรรม  เช่น  การแก่งแย่ง  การปล้นสดมภ์  การประหัตประหารกัน  อาจจะถึงความตาย  หรือถึงทุกข์ปางตายได้  เป็นต้น  เพราะกามนี้มีโทษ  มีข้อบกพร่องอยู่ในตัวไม่เต็มอิ่ม  เป็นความขัดข้อง  เป็นความคับแค้น  ดังนี้  กามนี้จึงเป็นเหตุนำมาซึ่งความทุกข์

  สมุทัย  คือ  สาเหตุแห่งทุกข์  ตัวทุกข์ในวิธีการนี้  กำหนดไว้แล้วก็คือ  กาม  ความกำหนัดยินดี  สาเหตุที่ทำให้กามเกิดจนก่อให้เกิดปัญหา  ก่อให้เกิดความทุกข์ตามมามากมาย  โดยกำหนดสาเหตุที่ทำให้กามเกิด  คือ  ผัสสะ  ผัสสะคือ  การประจวบกันของธรรม    ประการ  คือ  ตากระทบรูป  เกิดจักษุวิญญาณ  รวมทั้ง    ประการ  เป็นจักษุสัมผัส  ( ตา  +  รูป  +  จักษุวิญญาณ  =  จักษุสัมผัส )  เป็นต้น  ในหู  จมูก  ลิ้น  กาย  ใจ  ก็เช่นเดียวกัน  สาเหตุที่ผัสสะเป็นเหตุเกิดแห่งกาม  ก็เพราะเมื่อมีการกระทบกันแล้วทำให้มีการปรุงแต่งเกิดความชอบใจ  ความไม่ชอบใจ  ทั้งความชอบใจและความไม่ชอบใจต่ออารมณ์ที่มากระทบนั้นจึงทำให้รู้สึกว่าสุขบ้าง  ทุกข์บ้าง  เฉยๆบ้าง  ที่เรียกว่า  เวทนา  และเวทนานี้ก็ยังปรุงแต่งต่อไปอีก  ถ้าเกิดความชอบใจ  ติดใจ  อยากได้สิ่งที่ชอบใจนั้น  ก็เป็นกามตัณหา  ถ้าเกิดความอยากเป็นอย่างนั้นอย่างนี้  ก็เป็นภวตัณหา  ถ้ากระทบแล้วความเบื่อ  เกลียดชัง  ไม่อยากอย่างนั้น  ก็เป็นวิภวตัณหา  พูดง่ายๆ  แล้วก็คือ  เพราะกระทบแล้วทำให้กิเลสเกิดขึ้นในจิตใจ  ดังนั้น  ผัสสะ  จึงถือว่า  เป็นสมุทัยของกาม  ดังที่กล่าวไว้แล้วในหัวข้อที่ว่า  เหตุเกิดแห่งกาม

  นิโรธ  คือ  ความดับทุกข์  ความหมดทุกข์โดยสิ้นเชิง  ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดของชีวิต  นั่นก็คือ  นิพพาน  และสภาวะของการดับกามได้โดยสิ้นเชิง  ก็กำหนดเอาไว้ที่นิพพานเช่นเดียวกัน  เพราะเป็นสภาวะแห่งความโล่งโปร่ง  สบาย  เพราะหมดความเยื่อใยในกามแล้ว

  และมรรค  คือปฏิปทาให้ถึงความดับทุกข์  อันได้แก่  อริยมรรค  มีองค์    มีสัมมาทิฏฐิ  ฯลฯ  สัมมาสมาธิ  เป็นหนทางอันประเสริฐ  เพราะถ้าปฏิบัติตามได้อย่างสมบูรณ์แล้วย่อมนำมาซึ่งความดับทุกข์ทั้งปวง  และในปฏิปทาที่จะปฏิบัติเพื่อความดับกาม  ในที่นี้ก็คืออริยมรรค  มีองค์    นี้เช่นกัน  ดังพระพุทธพจน์ตอนหนึ่งในนิพเพธิกสูตรว่า  "อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์    ประการนี้แล  คือ  สัมมาทิฏฐิ  สัมมาสังกัปปะ  สัมมาวาจา  สัมมากัมมันตะ  สัมมาอาชีวะ  สัมมาวายามะ  สัมมาสติ  สัมมาสมาธิ  เป็นปฏิปทาให้ถึงความดับกาม" [5]

  อนึ่ง  เนื่องจากอริยมรรคมีองค์    เป็นข้อปฏิบัติให้ถึงความดับกาม  เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ดียิ่งขึ้นเกี่ยวกับอริยมรรคมีองค์    จึงจะขยายความเพิ่มเติมตามแนวแห่งมรรควิภังคสูตร[6]  ดังนี้

  ๑.  สัมมาทิฏฐิ  คือ  ความเห็นชอบ  หมายถึง  ความรู้ในทุกข์  ความรู้ในทุกขสมุทัย  ความรู้ในทุกขนิโรธ  และความรู้ในปฏิปทาให้ถึงความดับทุกข์

  ๒.  สัมมาสังกัปปะ  คือ  ความดำริชอบ  หมายถึง  ดำริในการออกจากกาม  ดำริในการไม่พยาบาท  ปองร้ายผู้อื่น  และดำริในทางไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่น 

  ๓.  สัมมาวาจา  คือ  การเจรจาชอบ  หมายถึง  การงดเว้นจากการพูดเท็จพูดคำส่อเสียดพูดคำหยาบ  และพูดเพ้อเจ้อ

  ๔.  สัมมากัมมันตะ  คือ  การงานชอบ  หมายถึง  การงดเว้นจากการฆ่าสัตว์  การลักขโมย  และการประพฤติไม่ประเสริฐ

  ๕.  สัมมาอาชีวะ  คือ  การเลี้ยงชีพชอบ  หมายถึง  การไม่ประกอบมิจฉาชีพ  ได้แก่  ค้าขายอาวุธ  ค้าขายสัตว์รวมทั้งมนุษย์  ค้าขายเนื้อ  ค้าขายสิ่งมึนเมาต่างๆ  และค้าขายยาพิษ  และมาประกอบสัมมาอาชีพ

  ๖.  สัมมาวายามะ  คือ  ความเพียรชอบ  หมายถึง  ความเพียรพยายามระวังไม่ให้บาปเกิดขึ้นในสันดาน  (สังวรปธาน)  เพียรพยายามละบาปที่เกิดขึ้นแล้ว  (ปหานปธาน)  เพียรพยายามให้กุศลเกิดขึ้นในสันดาน  (ภาวนาปธาน)  และเพียรรักษากุศลที่เกิดขึ้นแล้วไม่ให้เสื่อม (อนุรักขนาปธาน)

  ๗.  สัมมาสติ  คือ  การระลึกชอบ  หมายถึง  การระลึกในสติปัฏฐาน    คือ  พิจารณาเห็นกายในกาย  พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนา  พิจารณาเห็นจิตในจิต  และพิจารณาเห็นธรรมในธรรม

  ๘.  สัมมาสมาธิ  คือ  ความตั้งมั่นชอบ  หมายถึง  การสงบสงัดจากกาม  สงัดจากอกุศลทั้งหลายแล้ว  บรรลุปฐมฌาน  ทุติยฌาน  ตติยฌานและจตุตถฌานตาลำดับ

  อริยมรรคมีองค์    นี้  เป็นหนทางเดียว  หรือเป็นอันเดียว  มิใช่ว่าจะแยกกันเป็น    ประการ    อย่างแต่ประการใด  เปรียบอริยมรรคมีองค์๘  เหมือนถนนสายเดียว  แต่มี    เลน  หรือเชือกเส้นเดียว  แต่มี    เกลียว  เพราะถ้าเมื่อปฏิบัติตามได้ก็ได้ชื่อว่าปฏิบัติได้ทั้ง    พร้อมกันไป

 

  เมื่อยอมรับแล้วว่า  ทุกข์  สมุทัย  นิโรธ  และมรรค  มีอยู่จริง  เพราะได้ทำการศึกษามาแล้ว  ในขั้นของสัจญาณ  ในการที่จะดับกามได้นั้น  ต้องลงมือปฏิบัติตามหน้าที่หรือกิจในอริยสัจให้ถูกต้องและสมบูรณ์  กิจในอริยสัจนั้น  มี    อย่าง  ตามพระบาลีว่า

  ๑.  ทุกฺขํ  อริยสจฺจํ  ปริญฺเญยฺยํ  ทุกขอริยสัจควรกำหนดรู้

  ๒.  ทุกฺขสมุทโย  อริยสจฺจํ  ปหาตพฺพํ  ทุกขสมุทยอริยสัจ  ควรละ

  ๓.  ทุกฺขนิโรโธ  อริยสจฺจํ  สจฺฉิกาตพฺพํ  ทุกขนิโรธอริยสัจ  ควรทำให้แจ้ง

  ๔.  ทุกฺขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสจฺจํ  ภาเวตพฺพํ  ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาควรเจริญ  [7]

 

  .  ปริญญากิจ  หน้าที่ในการกำหนดรู้ทุกข์  ซึ่งทุกข์ในวิธีการดับนี้  ก็คือ  กาม  เพราะกามเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด  ความพอใจ  ความยินดี  เพราะความอยากได้ในกามคุณ    คือ  รูป  เสียง  กลิ่น  รส  โผฏฐัพพะ  จึงทำให้มีการแสวงหา  ซึ่งในบางครั้งแสวงหาแบบไร้ศีลธรรมจนเป็นเหตุนำมาซึ่งการประหัตประหารกัน  การสู้รบกัน  วิวาทกัน  แย่งชิงกัน  อาจถึงแก่ความตายหรือบาดเจ็บปางตายได้  เพราะกามเป็นเหตุให้มีการยึดมั่นในอัตตาอย่างลืมหูลืมตา  และเพราะกามให้ความสุขอันไม่ประเสริฐ  ไม่ยั่งยืน  มีความยินดีน้อย  มีทุกข์มาก  มีความคับแค้นมาก  เพราะตกอยู่ภายใต้ของไตรลักษณ์  คือ  ไม่เที่ยง  ทนอยู่สภาพเดิมไม่ได้  และหาตัวตนที่แท้ถาวรไม่ได้  เมื่อเกิดขึ้นแล้ว  ตั้งอยู่ชั่วขณะแล้วก็ดับไปเป็นต้น  ดังนั้น  กามนี้  จึงเป็นสิ่งที่ควรกำหนดรู้  หรือ  ควรทำความเข้าใจให้ดี

  .  ปหานกิจ  หน้าที่ในการละสาเหตุแห่งทุกข์  ในที่นี้  ก็คือสาเหตุแห่งกาม  ซึ่งสาเหตุที่ทำให้กามเกิดขึ้นมา  คือ  ผัสสะ  ได้แก่  ตากระทบรูป  หูกระทบเสียงจมูกกระทบกลิ่นลิ้นกระทบรสกายกระทบสิ่งสัมผัสทางกายและใจกระทบธรรมารมณ์ด้วยละผัสสะหรือการกระทบนั้นเสีย  เพราะถ้าละผัสสะซึ่งเป็นสาเหตุแห่งกามได้  กามซึ่งเป็นตัวก่อปัญหาก็เป็นอันถูกละไปทันที 

  การที่จะละผัสสะนั้นต้องให้รู้เท่าทันถึงอารมณ์    คือ  รูป  เสียง  กลิ่น  รส  โผฏฐัพพะและธรรมารมณ์  ที่เข้ามากระทบทางทวารทั้ง    ว่าเป็นสิ่งที่หยาบตกอยู่ภายใต้ของสังขตลักษณะ  คือ  ความเกิดย่อมปรากฏ  ความเสื่อมย่อมปรากฏ  และเมื่อตั้งอยู่ความเปลี่ยนแปลงปรากฏ  พูดง่ายๆก็คือ  เกิดขึ้น  ดำรงอยู่อย่างเปลี่ยนแปลง  แล้วก็ดับไปเป็นธรรมดา  ไม่เที่ยงแท้  ไม่อาจทนอยู่สภาพเดิม  ไม่มีตัวตนที่เที่ยงแท้  เมื่อเห็นอารมณ์    ตามความเป็นจริงอย่างนี้แล้ว  ก็วางอุเบกขา  คือ  วางเฉยอย่างมีสติสัมปชัญญะกำกับ  เมื่อเห็นรูปก็สักว่าเห็น  เมื่อได้ยินเสียงก็สักว่าได้ยิน  เมื่อได้กลิ่นก็สักว่าดม  เมื่อลิ้มรสก็สักว่าลิ้ม  เมื่อถูกต้องสิ่งสัมผัสทางกายก็สักว่าถูกต้องเมื่อรู้ธรรมารมณ์ก็สักว่ารู้  ไม่เกิดความชอบใจ  ความไม่ชอบใจ  หรือทั้งความชอบใจและความไม่ชอบใจ  ไม่เจือด้วยกิเลส  ไม่กำหนัด  ไม่ยินดี  เมื่อเป็นเช่นนี้  ผัสสะซึ่งเป็นสาเหตุแห่งกามก็เป็นอันถูกละได้  เมื่อผัสสะถูกละ  กามซึ่งเป็นปัญหาก็เป็นอันถูกละได้ด้วย  นี้คือ  กิจในการละสาเหตุแห่งกาม

 

  .  สัจฉิกิริยกิจ  หน้าที่ในการทำความทุกข์ให้แจ้ง  เป็นการบรรลุถึงภาวะแห่งความดับทุกข์  เป็นภาวะที่แก้ปัญหาได้เสร็จสิ้น  หมดปัญหา  ซึ่งเป้าหมายของความดับกามก็คือ  การได้บรรลุถึงพระนิพพาน  ซึ่งเป็นภาวะที่เป็นสุขอันประเสริฐ  เป็นภาวะที่โล่งโปร่ง  เบาสบาย  พระนิพพานมี    ประการ  คือ

  ๑).  สอุปาทิเสสนิพพาน  ดับกิเลสได้แล้ว  แต่ยังมีเบญจขันธ์เหลืออยู่  คือมีชีวิตอยู่  ยังต้องประสบกับร้อน  หนาวอยู่  แต่กิเลสภายในจิต  ท่านละได้หมดสิ้นแล้ว

  ๒).  อนุปาทิเสสนิพพาน  ดับกิเลสได้แล้ว  และก็สิ้นชีพแล้วด้วย  [8]

  .  ภาวนากิจ  หน้าที่ในการเจริญอบรม  หรือปฏิบัติตามหนทางที่จะนำไปสู่ความดับทุกข์  ซึ่งทุกข์ในที่นี้ก็คือกาม  การที่จะดับกามได้นั้นต้องปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์    คือ  สัมมาทิฏฐิ  ความเห็นชอบ  สัมมาสังกัปปะ  ความดำริชอบสัมมาวาจา  การเจรจาชอบ  สัมมากัมมันตะ  การงานชอบ  สัมมาอาชีวะ  การเลี้ยงชีพชอบ  สัมมาวายามะ  ความเพียรชอบ  สัมมาสติ  ความระลึกชอบ  และสัมมาสมาธิ  ความตั้งมั่นชอบ  เป็นการปฏิบัติเพื่อไปสู่จุดหมายที่ได้ตั้งเอาไว้แล้ว  คือ  นิพพาน 

  เมื่อปัญหาคือกามควรทำความเข้าใจ  สาเหตุของกามคือผัสสะ  ควรละ  เพื่อจุดหมายคือนิพพาน  ก็ลงมือแก้ปัญหาโดยแก้ที่สาเหตุที่ทำให้กามเกิด  นั่นก็คือ  ผัสสะ  โดยการพิจารณากระบวนการของผัสสะให้เห็นตามความเป็นจริง  กระบวนการของผัสสะ  คือ  การประจวบกันเข้าของธรรม    ปะการ  คือ  อายตนะภาใน    อายตนะภายนอก    และวิญญาณ    รวมกันเป็นผัสสะดังที่กล่าวมาแล้วก่อนหน้านี้  ซึ่งสามารถเขียนได้ดังนี้

  ตา    -   เห็น   - รูป    +  จักษุวิญญาณ  =  จักษุสัมผัส

  หู    -  ฟัง    -  เสียง  +  โสตวิญญาณ  = โสตสัมผัส

  จมูก   -   ดม   - กลิ่น    +  ฆานวิญญาณ  =  ฆานสัมผัส

  ลิ้น    -  ลิ้ม    -  รส  +  ชิวหาวิญญาณ  =  ชิวหาสัมผัส

  กาย  -  ถูกต้อง -  โผฏฐัพพะ    +  กายวิญญาณ  =  กายสัมผัส

  ใจ    -  รู้    -  ธรรมารมณ์  +  มโนวิญญาณ  =  มโนสัมผัส

  การที่จะพิจารณากระบวนการของผัสสะให้เห็นตามความเป็นจริงนั้นก็ด้วยการยกขึ้นสู่ไตรลักษณ์  คือ  ให้เห็น  ตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  ใจ  รูป  เสียง  กลิ่น  รส  โผฏฐัพพะธรรมารมณ์  และ  จักษุวิญญาณ  โสตวิญญาณ  ฆานวิญญาณ  ชิวหาวิญญาณ  กายวิญญาณ  มโนวิญญาณ  เป็นของไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  เป็นอนัตตา  เพราะบางครั้งตาก็เห็นรูปชัดบ้าง  ไม่ชัดบ้าง  เห็นรูปสวยบ้าง  ไม่สวยบ้าง  บางครั้งหูก็ได้ยินเสียงไพเราะบ้าง  ไม่ไพเราะบ้าง  บางครั้งจมูกก็ได้กลิ่นเหม็นบ้าง  หอมบ้าง  บางครั้งลิ้นก็ได้ชิมรสอาหารที่อร่อยบ้างไม่อร่อยบ้าง  บางครั้งกายก็ได้ถูกต้องสัมผัสสิ่งที่ดีนุ่มนวลบ้างสิ่งที่ไม่ดี  ไม่นุ่มนวลบ้าง  บางครั้งใจเองก็คิดในทางอกุศลบ้าง  คิดในทางกุศลบ้าง  เมื่อพิจารณาจนเห็นตามสภาพความเป็นจริงอย่างนี้แล้ว  ก็จะเกิดความวางอุเบกขา  ไม่ยินดี  ไม่กำหนัด  เมื่อตาเห็นรูป  หูได้ยินเสียง  จมูกได้กลิ่น  ลิ้นได้ลิ้มรส  กายได้กระทบสิ่งสัมผัสทางกาย  และใจได้ทราบธรรมารมณ์  คือเห็นสักว่าเห็น  ได้ยินสักว่าได้ยิน  ได้กลิ่นสักว่าดม  ลิ้มรสสักว่าลิ้ม  ได้ถูกต้องสิ่งสัมผัสทางกายสักว่าถูกต้อง  ได้ทราบอารมณ์ทางใจสักว่าทราบไม่ยึดมั่น  ไม่ติด  ไม่เจือด้วยกิเลส  เป็นสักแต่ว่ากิริยา  บุคคลที่สามารถยกกระบวนการของผัสสะขึ้นสู่ไตรลักษณ์ได้จนเห็นตามสภาพความเป็นจริงอย่างนี้  อริยมรรคมีองค์    ชื่อว่าได้เจริญอบรมทันที  เพราะถ้าในขณะนั้น  เขามีความเห็นอย่า

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี