ความเห็น


ถึงอย่างไรก็ตาม  ถ้าว่าโดยความหมายที่แท้จริงแล้ว  คำสรุปทั้งสองนี้มีความหมายเหมือนกัน

  วิธีการดับกามตามแนวแห่งปฏิจจสมุปบาทนี้  เริ่มต้นจากการที่อวิชชาดับ  กระบวนการที่เป็นลูกโซ่อีก  ๑๑  ประการก็ดับตามไปด้วย  ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะอวิชชาเป็นมูลรากของกิเลสทั้งปวง  เหมือนเราตั้งหนังสือไว้ติดกัน  ๑๒  เล่ม  พอหนังสือเล่มแรกล้มทับหนังสือเล่มที่    หนังสือเล่มที่    ก็ล้มทับหนังสือเล่มที่    หนังสือเล่มที่    ก็ล้มทับหนังสือเล่มที่    และหนังสือเล่มที่  ๕ - ๖ - ๗ - ๘ - ๙  - ๑๐ - ๑๑  ก็ล้มทับกันไปเรื่อยๆ  จนเล่มสุดท้าย  การที่จะดับกามตามแนวแห่งปฏิจจสมุปบาทก็เช่นเดียวกัน  เริ่มจากการดับไม่เหลือของอวิชชา  จนเป็นเหตุให้สังขารและปัจจัยอื่นๆดับตาม  โดยผู้วิจัยจะถือเอาคำอธิบายตามที่อาจารย์บรรจบ  บรรณรุจิ  ได้อธิบายไว้ในปฏิจจสมุปบาท  [1]  เป็นหลักในการอธิบายกระบวนการธรรม  ตามลำดับดังนี้

    เพราะดับอวิชชาได้สิ้น  สังขารจึงดับ 

  คำว่า  ดับอวิชชา  คือการดับความไม่รู้จริง  ความไม่รู้แจ้งในอริยสัจ    คือ  ทุกข์  สมุทัย  นิโรธ  มรรค  แล้วเกิดวิชชา  ความรู้จริง  ความรู้แจ้งในอริยสัจ    ก็เกิดขึ้นมาแทน  เมื่อบุคคลสามารถดับอวิชชา  คือ  ความไม่รู้ได้แล้ว  ความคิดปรุงแต่งหรือเจตนาในการที่จะทำบาป  ทำบุญก็ไม่มี  กล่าวคือไม่มีสังขารปรุงแต่งเช่นนั้น

  วิชชา  คือ  ความรู้แจ้ง  ความรู้จริง  หมายถึง  ความรู้ในกระบวนการเกิดขึ้นตั้งอยู่  และแตกดับของชีวิตตามสภาพความเป็นจริง  ที่เรียกว่า  เป็นการประชุมของธาตุ    ขันธ์    รวมเรียกว่า  นามรูป  ตามสภาพของความเป็นจริง  รวมทั้งความรู้แจ้งในอริยสัจ  ซึ่งกว่าจะรู้แจ้งได้ย่อมมีวิวัฒนาการเป็นไปตามลำดับ  เรียกว่า  วิปัสสนาญาณ    [2]  มีลำดับดังนี้

  ๑).  อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ  ความรู้เรื่องความเกิดและความดับของนามรูป  หมายถึง  รู้นามรูป  กล่าวคือชีวิตของคนเรานั้น  เมื่อมีการเกิดขึ้นแล้ว  ดำรงอยู่ชั่วขณะหนึ่งแล้วก็ดับไปเป็นธรรมดา  เมื่อดับไปแล้วก็เกิดขึ้นอีก  เมื่อเกิดขึ้นมาอีก  ดำรงอยู่ชั่วขณะก็ดับไปอีก  วนเวียนอยู่อย่างนี้ตลอดไป  ลักษณะเช่นนี้เรียกว่า  รู้ความเกิดและความดับของนามรูป

  ๒).  ภังคานุปัสสนาญาณ  ความรู้ว่า  นามรูปมีการแตกดับไปเป็นธรรมดา  หมายถึง  ความรู้แจ้งในสรรพสิ่ง  เช่น  คน  สัตว์  ต้นไม้  ภูเขา  บ้าน  เรือน  เป็นต้น  เมื่อเกิดขึ้นแล้วมีการเปลี่ยนแปลงไปสู่ความแตกดับในที่สุด  ไม่มีอะไรจะเที่ยงแท้ถาวร  คงทนอยู่ได้

  ๓).  ภยตูปัฏฐานญาณ  ความรู้ว่านามรูปเป็นสภาพน่ากลัว  หมายความว่า  ให้กลัว  เพราะนามรูปมีสภาพพังทลายเป็นปกติ  เสื่อมไปเพราะกาลเวลาล่วงไปก็ดี  เพราะเป็นรังของโรค  มีโรคภัยคอยเบียดเบียนจนหาความปกติสุขมิได้  และนามรูปนี้มีความดับสลายไปในที่สุด  ฉะนั้น  นามรูปเป็นสิ่งที่น่ากลัว

  ๔).  อาทีนวานุปัสสนาญาณ  ความรู้ว่า  นามรูปเป็นโทษ  คือ  เมื่อรู้ว่า  นามรูปเป็นสิ่งที่น่ากลัวแล้ว  ยังเกิดความรู้ต่อไปอีกว่า  นามรูปนั้นมีโทษ  คือ  เป็นสิ่งที่เต็มไปด้วยความทุกข์  เพราะมีนามรูปจึงทำให้มีความเดือดร้อน

  ๕).  นิพพิทานุปัสสนาญาณ  ความรู้ว่า  นามรูปเป็นของน่าเบื่อหน่าย  คือ  เมื่อนามรูปเกิดแล้วดับสลายไป  นามรูปก่อให้เกิดทุกข์ต่างๆฉะนั้น  นามรูป  จึงเป็นของน่าเบื่อหน่าย

  ๖).  มุญจิตุกัมมยตาญาณ  ความรู้ความปรารถนาที่จะไปให้พ้นจากนามรูป  ซึ่งน่าเบื่อหน่าย  หาความเที่ยงไม่ได้  มีภัยและโทษนานาประการ  เพราะเห็นอย่างนี้จึงอยากไปให้พ้นจากนามรูป

  ๗).  ปฏิสังขารานุปัสสนาญาณ  ความรู้ที่จะพิจารณาทบทวน  หมายถึง  เมื่อรู้ว่า  เบื่อหน่ายนามรูป  ถึงขั้นอยากจะไปให้พ้นเสียจากนามรูป  แล้วก็เกิดรู้ต่อไปอีกว่า  การที่จะพ้นจากนามรูปนั้น  ต้องนำเอานามรูปไปพิจารณาทบทวนด้วยหลักไตรลักษณ์  คือ  พิจารณานามรูปจนเห็นชัดว่า  นามรูปไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  และเป็นอนัตตา  ต้องแตกสลายไปในที่สุด  ทั้งนี้เพื่อหาอุบายที่จะไปให้พ้นจากนามรูปนั้น

  ๘).  สังขารุเปกขาญาณ  ความรู้ในการวางใจเป็นกลางในสังขาร  หรือนามรูป  หมายถึง  เมื่อรู้จักยกนามรูปมาพิจารณา  ตามหลักการของไตรลักษณ์แล้วเกิดความวางใจเป็นกลางในนามรูปนั้น  เพราะพิจารณาเห็นตามสภาพความเป็นจริงว่า  นามรูปเป็นอนิจจัง  ทุกขัง  อนัตตา  เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว  จึงวางใจเป็นกลางไม่ยินดียินร้ายในนามรูปนั้น  และเห็นว่า  นิพพาน  คือ  การดับนามรูปได้สิ้น  เป็นทางแห่งความสงบ  เกิดความมุ่งตรงต่อนิพพาน

  ๙).  สัจจานุโลมิกญาณ  ความรู้ที่สอดคล้องตามอริยสัจ  หมายถึง  เมื่อพิจารณาตามญาณทั้ง    ข้อข้างต้นย้อนไปย้อนมาจนเห็นสอดคล้องตามอริยสัจว่า  นามรูปทั้งหมดล้วนมีความทุกข์  ซึ่งมีสาเหตุมาจากตัณหา  สามารถดับนามรูปทั้งหมดนั้นได้โดยการปฏิบัติตามมรรคมีองค์    ซึ่งเป็นมัชฌิมาปฏิปทา

  ญาณหรือความรู้ลำดับที่    นี้  เป็นความรู้ในลำดับสุดท้ายแห่งวิปัสสนาญาณ  จากนั้นก็จะเกิดโคตรภูญาณ  คือ  ญาณที่อยู่กั้นกลางระหว่างปุถุชนกับอริยะ  แล้วก็จะเกิดมรรคญาณหรือผลญาณได้สำเร็จเป็นพระโสดาบัน  พระสกาทาคามี  พระอนาคามี  และพระอรหันต์  ตามลำดับ  เมื่อสามารถดับอวิชชาได้หมดสิ้นจนเกิดวิชชา  ได้บรรลุพระอรหันต์แล้ว  ย่อมสามารถดับสังขารได้

    เพราะดับสังขารได้  วิญญาณจึงดับ 

  คำว่า  ดับสังขาร  หมายถึง  ดับความคิดปรุงแต่ง  หมายเอาเจตนา  ความตั้งใจหรือความจงใจทางกาย  วาจา  ใจ  ซึ่งเป็นไปทั้งในทางดี  และทางไม่ดี  โดยปกติคนที่ยังมีอวิชชาอยู่หรือ  คนผู้เป็นปุถุชนอยู่ย่อมคิดทำดีทำชั่ว  แต่สำหรับคนผู้ดับสังขารได้แล้ว  ไม่คิดทำทั้งความดีและความชั่ว  คือ  ไม่คิดทำดีเพื่อหวังผลตอบแทน  เช่น  ทำดีเพื่อหวังไปเกิดในสวรรค์  หรือหวังลาภยศเป็นต้น  รวมทั้งไม่คิดทำความดีเพื่อละกิเลส  เพราะละกิเลสได้หมดแล้ว  ถึงกระนั้นก็ยังคงทำความดีอยู่อย่างต่อเนื่อง  เช่นแสดงธรรมเพื่อให้คนอื่นพ้นทุกข์เป็นต้น  เมื่อสามารถดับสังขารได้อย่างนี้ย่อมสามารถดับวิญญาณได้ด้วย

    เพราะดับวิญญาณได้  นามรูปจึงดับ 

  ดับวิญญาณ  หมายถึง  ดับการรับรู้ทางอายตนะทั้ง    คือ  ดับการรับรู้ทางตา  ดับการรับรู้ทางหู  ดับการรับรู้ทางจมูก  ดับการรับรู้ทางลิ้น  ดับการรับรู้ทางกาย  และดับการรับรู้ทางใจ  เมื่อเห็นรูปสักว่าเห็น  เมื่อได้ยินเสียงสักว่าได้ยิน  เมื่อดมกลิ่นสักว่าดม  เมื่อลิ้มรสสักว่าลิ้ม  เมื่อถูกต้องสิ่งสัมผัสทางกาย  สักว่าถูกต้อง  เมื่อรู้สิ่งสัมผัสทางใจสักว่ารู้เท่านั้น  ไม่เป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา  อุปาทานไม่มีกิเลสเจือปน  เป็นการรับรู้ที่เป็นแต่เพียงกิริยาเท่านั้น  เมื่อดับวิญญาณได้อย่างนี้  ก็ย่อมสามารถดับนามรูปได้

    เพราะดับนามรูปได้  สฬายตนะจึงดับ 

  ดับนามรูป  หมายถึง  ดับอาการของจิต  และดับพฤติกรรมทางกาย  วาจา  ทั้งที่เป็นบุญและที่เป็นบาป  ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้มีผลมาจากการปรุงแต่งจากการรับรู้ทางอายตนะหรือวิญญาณ  ถ้าปรุงแต่งในทางบุญ  พฤติกรรมทางกายวาจาก็แสดงออกทางบุญด้วย  หากปรุงแต่งในทางบาป  พฤติกรรมทางกาย  วาจาก็แสดงออกทางบาปด้วย

  การดับนามรูปในที่นี้  มิได้หมายความว่า  ดับชีวิต  ชีวิตดำรงอยู่แต่มิได้มีจิตปรุงแต่งทั้งบุญและบาป  เพราะไม่มีกิเลสเหลืออยู่เลย  แม้ทำความดีก็ไม่มีผลต่อจิตใจ  ส่วนบาปนั้นเว้นโดยเด็ดขาด  เมื่อสามารถดับนามรูปได้  ก็ย่อมสามารถดับสฬายตนะได้

    เพราะดับสฬายตนะได้  ผัสสะจึงดับ

  ดับสฬายตนะ  หมายถึง  ดับแดนติดต่อของอายตนะ  คือ  ดับตามิให้เป็นแดนติดต่อกับรูป  ดับหูมิให้เป็นแดนติดต่อกับเสียง  ดับจมูกมิให้เป็นแดนติดต่อกับกลิ่น  ดับลิ้นมิให้เป็นแดนติดต่อกับรส  ดับกายมิให้เป็นแดนติดต่อกับสิ่งสัมผัสทางกาย  ดับใจมิให้เป็นแดนติดต่อกับสิ่งสัมผัสทางใจ  หมายความว่า  อายตนะ    เหล่านี้  ยังคงทำหน้าที่ในการรับรู้อารมณ์ตามปกติ  แต่การรับรู้ต่างๆเหล่านั้น  เป็นเพียงกิริยา  ไม่มีกิเลสตัณหาเกิดขึ้นกับการรับรู้ทางอายตนะเหล่านั้น  เมื่อสามารถดับแดนติดต่อทางทาวารทั้ง    ได้แล้วก็ย่อมสามารถดับผัสสะได้

    เพราะดับผัสสะได้  เวทนาจึงดับ 

  ดับผัสสะ  หมายถึง  ดับการกระทบถูกต้องกับสิ่งต่างๆ  ที่ผ่านเข้ามาทางทวารทั้ง    คือ  ดับการกระทบถูกต้องทางตา  ดับการกระทบถูกต้องทางหู  ดับการกระทบถูกต้องทางจมูก  ดับการกระทบถูกต้องทางลิ้น  ดับการกระทบถูกต้องทางกาย  ดับการกระทบถูกต้องทางใจ

  คำว่า  ดับการกระทบถูกต้องนี้  ไม่ใช่ว่า  ต้องตาบอด  หูหนวก  แต่หมายถึง  การทำหน้าที่ตามปกติของทวารทั้ง    คือ  ตายังกระทบรูป  หูยังกระทบเสียง  จมูกยังกระทบกลิ่น  ลิ้นยังกระทบรส  กายยังกระทบกับสิ่งสัมผัสทางกาย  ใจยังกระทบสิ่งสัมผัสทางใจ  เพียงแต่การกระทบเหล่านั้นเป็นเพียงกิริยา  สักว่ากระทบไม่มีกิเลสเจือปน  ไม่มีกิเลสเกิดขึ้น  เมื่อสามารถดับการกระทบถูกต้องได้ดังนี้แล้ว  ย่อมสามารถดับเวทนาได้

    เพราะดับเวทนาได้  ตัณหาจึงดับ 

  ดับเวทนา  คือ  ดับความรู้สึกต่างๆกล่าวคือความรู้สึกเป็นสุข  ความรู้สึกเป็นทุกข์  ความรู้สึกว่าไม่เป็นทุกข์ไม่เป็นสุข  เป็นกลางๆ  ในขณะที่ตากระทบกับรูป  หูกระทบกับเสียง  จมูกกระทบกับกลิ่น  ลิ้นกระทบกับรส  กายกระทบกับสิ่งสัมผัสทางกาย  และใจกระทบกับสิ่งสัมผัสทางใจ  เมื่อสามารถดับเวทนาได้อย่างนี้แล้ว  ย่อมสามารถดับตัณหาได้

    เพราะดับตัณหาได้  อุปาทานจึงดับ 

  ดับตัณหา  หมายถึง  ดับความอยากต่างๆ  คือความอยากในรูป  ความอยากในเสียง  ความอยากในกลิ่น  ความอยากในรส  ความอยากในสิ่งสัมผัสทางกาย  และความอยากในสิ่งสัมผัสทางใจ  ทั้งที่ตนมีและได้ครอบครองอยู่แล้ว  หรือสิ่งใหม่ที่จะมาทดแทนของเก่า  เมื่อสามารถดับความอยากได้  ก็ย่อมสามารถดับอุปาทานได้

    เพราะดับอุปาทานได้  ภพจึงดับ 

  ดับอุปาทาน  หมายถึง  ดับความยึดมั่นต่างๆ  ได้แก่  ความยึดมั่นในรูป  เสียง  กลิ่น  รส  สิ่งสัมผัสทางกาย  และสิ่งสัมผัสทางใจ  ความยึดมั่นในทิฏฐิต่างๆ  ความยึดมั่นในศีลและพรตที่เข้าใจว่าจะทำให้บริสุทธิ์ด้วยแค่ศีลพรต  และความยึดมั่นในขันธ์    คือ  รูป  เวทนา  สัญญา  สังขาร  วิญญาณ  ว่าเป็นอัตตาเป็นสิ่งที่เที่ยงแท้แน่นอน  เมื่อสามารถดับอุปาทานได้อย่างนี้  ย่อมดับภพได้

    เพราะดับภพได้  ชาติจึงดับ 

  ดับภพ  หมายถึง  ดับกรรมภพ  คือ  ดับการกระทำกรรม  จึงดับชาติ  คือขันธ์    ได้แก่  รูป  เวทนา  สัญญา  สังขาร  วิญญาณ  ซึ่งถือว่าเป็นวิบากหรือผลของกรรมโดยตรงลงได้  ดับการกระทำกรรมและดับขันธ์    นี้  คือ  เมื่อบุคคลดับตัณหา  อุปาทานได้แล้ว  การกระทำดีต่างๆ  ของเขา  ก็สักแต่ว่ากิริยา  ไม่จัดเป็นกรรม  เพราะว่า  แม้ทำลงไปด้วยความจงใจ  แต่ก็ไม่มีกิเลสเข้าไปยึดถือ  การกระทำดีของท่านไม่ก่อให้เกิดผลชั้นในต่อจิต  และจิตก็ไม่สะสมความดีไว้เพื่อเป็นปัจจัยสืบต่อภพ  สืบต่อชาติอย่างแต่ก่อน  จัดเป็นความดีที่ว่างจากตัณหาและอุปาทาน  เป็นความดีที่ไม่มีตัณหาอุปาทานมาปรุงแต่ง  ส่วนการกระทำความชั่ว  ย่อมไม่มีแน่นอน  เมื่อสามารถดับภพได้แล้วอย่างนี้  ก็ย่อมสามารถดับชาติได้

    เพราะดับชาติได้  ชรามรณะจึงดับ 

  ดับชาติ  หมายถึง  ดับการเกิดของขันธ์    ได้แก่  ดับการเกิดของรูป  เวทนา  สัญญา  สังขาร  และวิญญาณ  โดยเฉพาะดับการเกิดของเวทนา  สัญญา  สังขาร  วิญญาณ  ได้แล้ว  รูปซึ่งเกิดขึ้นตามเวทนา  สัญญา  สังขาร  วิญญาณนั้น  ก็ไม่สามารถจะเกิดได้  เมื่อเกิดไม่ได้  ชรามรณะก็ย่อมไม่มี  เมื่อสามารถดับชาติได้อย่างนี้  ก็ดับชรามรณะได้  รวมทั้งโสกะ  ปริเทวะทุกขะ  โทมนัส  อุปายาสก็ดับลงด้วย

  เมื่อสามารถดับได้เด็ดขาดอย่างนี้แล้ว  กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทที่มีการสืบต่อกันมานานก็ขาดตอนลง  การเป็นไปของชีวิตก็ขาดลงไม่มีการเวียนว่ายตายเกิดอีก  ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย  ไม่มีภพใหม่สำหรับเขา  เหมือนไฟที่ดับแล้วและก็หมดเชื้อเพลิงแล้ว  เป็นการบรรลุคุณธรรมสูงสุดในพระพุทธศาสนา  นั่นก็คือพระอรหันต์

  การดับวงจรชีวิตตามหลักปฏิจจสมุปบาทนั้น  จะเห็นได้ว่า  เป็นการเริ่มต้นดับที่อวิชชาซึ่งเป็นรากเหง้าของกิเลสทั้งปวงก่อน  เมื่ออวิชชาดับ  วิชชาก็เกิดขึ้นแทน  เหมือนกับว่า  เมื่อหมดความมืดแล้ว  ความสว่างก็เกิดขึ้นมาแทนที่  เมื่ออวิชชาดับไป  สิ่งที่มีอวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดคือ  สังขารก็ดับด้วย  เมื่อสังขารดับไป  สิ่งที่มีสังขารเป็นปัจจัยให้เกิด  คือวิญญาณก็ดับด้วย  เมื่อวิญญาณดับไป  สิ่งที่มีวิญญาณเป็นปัจจัยให้เกิด  คือ  นามรูปก็ดับด้วย  เมื่อนามรูปดับไป  สิ่งที่มีนามรูปเป็นปัจจัยให้เกิด  คือ  สฬายตนะก็ดับด้วย  เมื่อสฬายตนะดับไป  สิ่งที่มีสฬายตนะเป็นปัจจัยให้เกิดคือ  ผัสสะก็ดับด้วย  เมื่อผัสสะดับไป  สิ่งที่มีผัสสะเป็นปัจจัยให้เกิด  คือเวทนาก็ดับด้วย  เมื่อเวทนาดับไปสิ่งที่มีเวทนาเป็นปัจจัยให้เกิดคือตัณหาก็ดับไปด้วย  เมื่อตัณหาดับไปสิ่งที่มีตัณหาเป็นปัจจัยให้เกิด  คือ  อุปาทานก็ดับด้วย  เมื่ออุปาทานดับไป  สิ่งที่มีอุปาทานเป็นปัจจัยให้เกิด  คือภพก็ดับด้วย  เมื่อภพดับไปสิ่งที่มีภพเป็นปัจจัยให้เกิด  คือชาติก็ดับด้วย  และโสกะปริเทวะ  ทุกขะโทมนัส  และอุปายาสก็ดับเช่นกัน  นี้คือ  กระบวนการดับกามตามแนวแห่งปฏิจจสมุปบาท

  อนึ่ง  ในวิธีการดับกามตามแนวแห่งปฏิจจสมุปบาทนี้  พุทธทาสภิกขุได้ให้ความเห็นว่า

  การปฏิบัติเพื่อไม่ให้ทุกข์เกิดขึ้นมาได้ด้วยการมีสติในทวารทั้ง    เมื่อมีการกระทบทางอายตนะนั่นเอง  โดยหลักที่เรียกว่า  สำรวมอินทรีย์ในทวารทั้งหลาย  โดยประการที่อาสวะไม่เกิดขึ้น  ซึ่งเป็นปฏิจจสมุปบาทฝ่ายนิโรธวารอยู่โดยสมบูรณ์  แม้จะมีชื่อเรียกเป็นอย่างอื่น  แต่เป็นเรื่องเดียวกันแท้  [3]

  ทัศนะของพุทธทาสภิกขุเกี่ยวกับการปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ตามหลักปฏิจจสมุปบาท  โดยท่านให้มีสติในทวารทั้ง    ซึ่งเป็นการสำรวมระวังไม่ให้เกิดความชอบใจ  ความไม่ชอบใจ  หรือทั้งความชอบใจและความไม่ชอบใจ  เมื่อมีการกระทบกันทางอายตนะ  อาสวะก็ไม่เกิดขึ้น  ซึ่งความเห็นของพุทธทาสภิกขุในเรื่องนี้มีความเหมือนกันกับความเห็นของอาจารย์วศิน  อินทสระ  ที่ได้กล่าวเกี่ยวกับการดับทุกข์ตามหลักปฏิจจสมุปบาทว่า

  ต้องไปเริ่มต้นที่ผัสสะ  คือ  ใช้มนสิการอยู่เสมอว่า  เห็นสักว่าเห็น  ฟังสักแต่ว่าฟัง  ดมกลิ่น  ลิ้มรส  ถูกต้อง  และรู้อารมณ์ให้ใช้มนสิการว่าสักแต่ว่าๆ  ไม่ให้อภิชฌา  (สุขเวทนา) หรือโทมนัส  (ทุกขเวทนา)  เกิดขึ้นได้  ให้มีสติปัญญารู้เท่าทันตลอดเวลา  เป็นการตัดอาหารของตัณหา  หรือทางเดินแห่งตัณหา  เมื่อตัณหาไม่ได้อาหาร  หรือไม่มีทางเดินก็จะค่อยๆฝายผอมลงและตายไปเอง  หลักนี้  ก็คือ  อินทรียสังวร  การสำรวมอินทรีย์  ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ในพระสูตรมากหลายในฐานะเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิบัติธรรมไปสู่ความหลุดพ้น  สติปัฏฐาน    ก็มีหลักใหญ่  และจุดศูนย์รวมอยู่ที่การสำรวมอินทรีย์นี่เอง  เมื่อตัณหาสิ้นอาหาร  สิ้นเชื้อ  ก็ดับมอดไป  วิชชา  คือ  แสงสว่างเกิดขึ้น  อวิชชาก็พลันดับไป  เมื่ออวิชชาดับ  สังขารก็ดับ  สังขารดับ  วิญญาณก็ดับ...ชาติดับ  ชรามรณะก็ดับ...ความดับโดยสิ้นเชื้อของกองทุกข์ทั้งมวลย่อมมีด้วยประการฉะนี้" [4]

  ตามทัศนะของทั้งสองท่านนี้  การดับวงจรของปฏิจจสมุปบาทนั้น  ไม่ได้เริ่มจากอวิชชาซึ่งเป็นต้นตอของกิเลสทั้งปวง  แต่เริ่มจากผัสสะ  การกระทบทางทวารทั้ง    คือ  ตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  ใจ  ในขณะที่กระทบนั้นก็ให้มีสติสัมปชัญญะกำกับ  เพื่อมิให้เกิดความยินดียินร้าย  เมื่อตาเห็นรูป  หูฟังเสียง  จมูกดมกลิ่น  ลิ้นลิ้มรส  กายถูกต้องสิ่งสัมผัสทางกาย  และใจรู้ธรรมารมณ์  ซึ่งเป็นการตัดกระแสของตัณหา  หรือตัดอาหารซึ่งจะไปหล่อเลี้ยงให้เกิดตัณหาและอุปาทานซึ่งเป็นตัวกิเลส  เมื่อกระแสตัณหาหรืออาหารของตัณหาถูกตัดไป  ตัณหาก็ดับ  อุปาทานจึงดับตามมา  ภพ  ชาติ  ชรามรณะก็ดับ  วิชชา  คือ  แสงสว่างก็เกิดขึ้น  เมื่อวิชชาเกิดขึ้น  อวิชชาก็ดับไป  และยังเป็นปัจจัยให้สิ่งอื่นๆดับตามไปด้วย  ซึ่งทัศนะของทั้งสองท่านนี้หาได้ผิดแปลกไปจากมโนทัศน์ของพระพุทธเจ้าไม่  เพราะในการแสดงปฏิจจสมุปบาทในบางครั้งพระพุทธเจ้ามิได้ตรัสแสดงตามลำดับเสมอไป  คือ  ตรัสไล่ลำดับไปตั้งแต่อวิชชา  ถึง  ชรามรณะ  ซึ่งในการแสดงตามลำดับและเต็มรูปแบบเช่นนี้  มักตรัสแสดงในกรณีเป็นการแสดงตัวหลัก  แต่ในทางปฏิบัติซึ่งเป็นการเริ่มต้นด้วยข้อปัญหา  มักตรัสในรูปย้อนลำดับ  คือ  ชักปลายมาหาต้น  เช่น  ชาติดับ  ชรามรณะจึงดับ,  ภพดับ  ชาติจึงดับ,  อุปาทานดับ  ภพจึงดับ,  ตัณหาดับ  อุปาทานจึงดับ,  เวทนาดับ  ตัณหาจึงดับ,  ผัสสะดับ  เวทนาจึงดับ,  สฬายตนะดับ  ผัสสะจึงดับ,  นามรูปดับ  สฬายตนะจึงดับ,  วิญญาณดับ  นามรูปจึงดับ,  สังขารดับ  วิญญาณจึงดับ  อวิชชาดับ  สังขารจึงดับ  [5]

  บางครั้งการแสดงปฏิจจสมุปบาท  อาจเริ่มต้นที่องค์ประกอบข้อใดข้อหนึ่งในระหว่างก็ได้  สุดแต่องค์ประกอบข้อไหนจะกลายเป็นปัญหาที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณา  เช่น  เริ่มต้นที่วิญญาณว่า  "เมื่อวิญญาณไม่มี  นามรูปจึงไม่มี  เมื่อนามรูปไม่มี  สฬายตนะจึงไม่มี  ฯลฯ  เมื่อชาติไม่มี  ชรามรณะจึงไม่มี"  [6]  เป็นการแสดงการดับวงจรของปฏิจจสมุปบาทจากกลางไปหาปลาย  หรือบางที่อาจจะตรัสแสดงสืบสาวย้อนลำดับไปจนถึงอวิชชา  หรือชักกลางมาหาต้นก็ได้  หรือ  อาจจะเริ่มด้วยหัวข้ออื่นๆ  ที่มิใช่ข้อใดข้อหนึ่งใน  ๑๒  หัวข้อนี้  แล้วชักเข้ามาพิจารณาตามแนวแห่งปฏิจจสมุปบาทก็ได้  ดังตัวอย่างในอาหารสูตรที่ว่า

  อาหาร    คือ  กวฬิงการาหาร  ผัสสาหาร  มโนสัญเจตนาหาร  และวิญญาณาหาร  มีตัณหาเป็นแดนเกิด  ตัณหามีเวทนาเป็นแดนเกิด  เวทนามีผัสสะเป็นแดนเกิด  ผัสสะมีสฬายตนะเป็นแดนเกิด  สฬายตนะมีนามรูปเป็นแดนเกิด  นามรูปมีวิญญาณเป็นแดนเกิด  วิญญาณมีสังขารเป็นแดนเกิด  สังขารมีอวิชชาเป็นแดนเกิด[7] 

 

  ดังนั้น  การแสดงวงจรของปฏิจจสมุปบาททั้งสายเกิดและสายดับ  บางครั้งก็ไม่จำเป็นจะต้องครบ  ๑๒  หัวข้อ  และไม่จำเป็นจะต้องอยู่ในรูปแบบเสมอไป  ต้องมีการประยุกต์ตามเรื่องราวที่ปรารภ

  สรุปความ  วิธีการดับกามตามหลักปฏิจจสมุปบาทก็เช่นเดียวกัน  อาจจะเริ่มจากอวิชชาดับเป็นต้นไป  จนถึง  ชรามรณะดับ  หรืออาจจะเริ่มจากการผัสสะดับ  ความรู้สึกว่า  ชอบใจ  ไม่ชอบใจ  หรือทั้งชอบใจและไม่ชอบใจในกาม  ก็เป็นอันดับไป  เพราะไม่มีการปรุงแต่งให้เกิดเวทนา  เมื่อไม่มีเวทนา  ตัณหาในกาม  คือ  รูป  เสียง  กลิ่น  รส  โผฏฐัพพะ  และธรรมารมณ์ก็ไม่มีเมื่อตัณหาไม่มี  อุปาทานคือความยึดมั่นในรูป  เสียง  กลิ่น  รส  โผฏฐัพพะ  และธรรมารมณ์ก็ไม่มี  เมื่ออุปาทานไม่มี  ภพก็ไม่มีเมื่อภพไม่มี  ชาติก็ไม่มี  เมื่อชาติไม่มี  ชรามรณะก็ไม่มี  ด้วยหลักการนี้  กาม  จึงได้ชื่อว่า  ดับ  ตามหลักของปฏิจจสมุปบาทแท้

  วิธีดับกามตามแนวแห่งอริยสัจ 

  อริยสัจ    ถือว่าเป็นหลักธรรมที่เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา  เพราะเป็นหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบด้วยพระองค์เองที่โคนต้นโพธิ์สถานที่ตรัสรู้  แล้วทรงนำเอาอริยสัจนั้นมาเผยแพร่  บอกชี้แจง  แนะนำ  หลังจากตรัสรู้แล้ว  อริยสัจนี้เป็นหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้มาก  โดยจะทรงแสดงอริยสัจ    นี้หลังจากที่ทรงแสดงอนุบุพพีกถาจบลง  อริยสัจ  ๔เป็นหลักธรรมที่ครอบคลุมหลักธรรมคำสอนทั้งหมดของพระพุทธศาสนา  ดังพระบาลีที่ว่า

  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  รอยเท้าของสัตว์ทั้งหลายที่เที่ยวไปบนผืนแผ่นดินทั้งสิ้นทั้งปวง  ย่อมประชุมลงในรอยเท้าช้าง  รอยเท้าช้างนั้นกล่าวได้ว่า  เป็นยอดในบรรดารอยเท้าเหล่านั้น  โดยความมีขนาดใหญ่  ฉันใด  กุศลธรรมทั้งสิ้นทั้งปวง  ก็สงเคราะห์ลงในอริยสัจ๔ฉันนั้น  [8]

  อริยสัจ    นี้เป็นแกนกลางแห่งคำสอนในพระพุทธศาสนา  เพราะถึงแม้ว่า  พระไตรปิฎกซึ่งเป็นที่บรรลุหลักคำสอนในพระพุทธศาสนาถึงจะมีถึง  ๔๕  เล่มนั้น  ก็เป็นเพียงการบรรยายอริยสัจอย่างใดอย่างหนึ่งในแง่มุมต่างๆ  โดยมีเป้าหมายสูงสุด  คือ  ความดับทุกข์เท่านั้น

  คำว่า  อริยสัจจะ  แยกเป็น  อริยะ  +  สัจจะ  อริยะ  แปลว่า  ประเสริฐ  สัจจะ  แปลว่า  ความจริง  แปลรวมกันว่า  ความจริงอันประเสริฐ  ความจริงอันล้ำเลิศ  หรือบางท่านอาจจะแปล  อริยสัจจะ  ว่า  ความจริงอันทำบุคคลให้เป็นพระอริยบุคคลก็ได้  เพราะพระอริยบุคคลเป็นผู้สามารถดับกิเลส  หรือสังโยชน์ได้บางส่วนก็มี  ดับได้ทั้งหมดก็มี  เช่น  พระโสดาบัน  สามารถละสังโยชน์ได้    ข้อ  คือ  สักกายทิฏฐิ  วิจิกิจฉา  และสีลัพพตปรามาส  พระสกทาคามีสามารถละสังโยชน์ได้    ข้อแรกเหมือนพระโสดาบัน  และก็สามารถทำราคะ  โทสะ  โมหะให้เบาบาง  เป็นต้น 

  พระพุทธเจ้าได้ให้คำจำกัดความของอริยสัจ  ว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  อริยสัจ    ประการนี้แล  เป็นของจริง  เป็นของแท้  ไม่คลาดเคลื่อนไปได้  ไม่กลายเป็นอย่างอื่น  เพราะฉะนั้น  จึงเรียกว่า  อริยสัจ [9]

  อริยสัจ    ในฐานะที่เป็นคำสอนที่เป็นแกนกลางแห่งคำสอนทั้งปวงในพระพุทธศาสนา  และเป็นคำสอนที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้มาก  ในการแสดงพระธรรมเทศนาครั้งแรกแก่ปัญจวัคคีย์  ก็ได้ทรงแสดงอริยสัจ    ประการนี้ด้วย  ดังนั้น  ก่อนที่กล่าววิธีการดับกามตามแนวแห่งอริยสัจ    ก็จะได

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี