ความเห็น


 

วิธีดับกามตามแนวแห่งอินทริยสังวร

  วิธีการที่จะดับหรือบรรเทาความกำหนัด  รักใคร่ในกามนั้น  มีอยู่หลายวิธีการด้วยกัน  อินทริยสังวรก็เป็นอีกวิธีการหนึ่งที่จะสามารถดับกามได้  อินทริยสังวร  หมายถึงการสำรวมระวังอายตนะภายใน  คือ  ตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  ใจ  มิให้เกิดความร้สึกว่าชอบ  ไม่ชอบ  หรือทั้งชอบและไม่ชอบในเมื่อกระทบกับอายตนะภานอก  อันได้แก่  เมื่อเวลาเห็นรูป  ฟังเสียง  ดมกลิ่น  ลิ้มรส  ถูกต้องโผฏฐัพพะ  รู้เแจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจ  อย่างมีสติสัมปชัญญะกำกับอยู่ตลอดเวลา  ซึ่งความหมายของอินทริยสังวรนี้ไม่ได้หมายความว่า  ห้ามไม่ให้เห็นรูป  ห้ามไม่ให้ฟังเสียง  ห้ามไม่ให้ดมกลิ่น  ห้ามไม่ให้ลิ้มรส  ห้ามไม่ให้ถูกต้องโผฏฐัพพะ  หรือห้ามไม่ให้รู้ธรรมารมณ์แต่ประการใด  เพราะการห้ามเช่นนั้นเป็นวิธีการที่บุคคลผู้มีตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  ใจ  ไม่พิการหรือพิกลจริตกระทำไม่ได้แน่  ก็คงมีแต่เพียงคนตาบอด  หูหนวก  ลิ้นด้วน  หรือหมดสมรรถภาพทางร่างกายเท่านั้นแหละที่จะทำตามการห้ามอายตนะภายในไม่ให้กระทบอายตนะภายนอกเช่นนี้ได้  ฉะนั้น  ความหมายของการสำรวมอินทรีย์  ในที่นี้  จึงไม่ห้ามที่จะให้เห็น  ได้ยิน  สูดดม  ลิ้มลอง  ถูกต้อง  และการรับรู้  แต่เมื่อได้เห็น  ได้ยิน  ได้สูดดม  ได้ลิ้มลอง  ได้ถูกต้อง  และได้รู้อารมณ์แล้ว  ต้องรู้เท่าทันอารมณ์เหล่านั้น  ตามสภาพที่เป็นจริง  ถึงความเป็นสิ่งที่ถูกปรุงแต่งขึ้นโดยเหตุปัจจัย  ไม่เที่ยง  ไม่ถาวรเลย  จึงวางเฉยต่อสิ่งเหล่านั้นอย่างมีสติสัมปชัญญะเสีย  ก็จะได้ชื่อว่าสำรวมอินทรีย์แล้ว  ดังเนื้อความในอินทริยภาวนาสูตร  ตอนหนึ่งว่า

  ดูก่อนอานนท์  ก็การเจริญอินทรีย์อันไม่มีวิธีอื่นยิ่งกว่าในวินัยของพระอริยะเป็นอย่างไร ?  ดูก่อนอานนท์  ภิกษุในธรรมวินัยนี้เกิดความชอบใจ  ไม่ชอบใจ  ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจขึ้น  เพราะเห็นรูปด้วยจักษุ  เธอรู้ชัดอย่างนี้ว่า  เราเกิดความชอบใจ  ความไม่ชอบใจทั้งความชอบใจและความไม่ชอบใจขึ้นแล้วเช่นนี้  ก็  สิ่งนั้นแลเป็นสังขตะ  หยาบ  อาศัยกันเกิดขึ้น  ยังมีสิ่งที่ละเอียด  ประณีต  นั่นคือ  อุเบกขา  เธอจึงดับความชอบใจ  ความไม่ชอบใจ  ทั้งความชอบใจและความไม่ชอบใจอันเกิดขึ้นนั้นเสีย  อุเบกขาจึงดำรงมั่น  ดูก่อนอานนท์  ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งดับความชอบใจ  ความไม่ชอบใจ  ทั้งความชอบใจและความไม่ชอบใจอันเกิดขึ้นแล้วนั้นได้เร็วพลันทันที  โดยไม่ลำบากเหมือนอย่างบุรุษมีตาดีกระพริบตา  ฉะนั้น  อุเบกขาย่อมดำรงมั่น  ดูก่อนอานนท์  นี้เราเรียกว่า  การเจริญอินทรีย์ในรูปที่รู้ได้ด้วยจักษุอย่างไม่มีวิธีอื่นยิ่งกว่าในวินัยของพระอริยะ[1]

  จากเนื้อความแห่งพระสูตรข้างต้นนี้  ได้แสดงให้เห็นถึงกระบวนการของการสำรวมอินทรีย์ตามหลักของพุทธปรัชญาเมื่อเห็นรูป  ฟังเสียง  ดมกลิ่น  ลิ้มรส  ถูกต้องโผฏฐัพพะ  และรู้ธรรมารมณ์  ย่อมเกิดความรู้สึกชอบในสิ่งที่ถูกใจ  ไม่ชอบในสิ่งที่ไม่ถูกใจ  ทั้งชอบและไม่ชอบในบางสิ่ง  ถ้าชอบใจสิ่งใดก็อยากเห็น  อยากฟัง  อยากดม  อยากลิ้มลอง  อยากสัมผัส  อยากรับรู้หรืออยากคิดถึงอีก  เพราะได้เสวยเวทนา  จนยึดติดกับสิ่งนั้น  กลายเป็นอุปาทานไป  ถ้าไม่ชอบใจสิ่งใด  ก็มีความรู้สึกที่ตรงกันข้าม  คือ  ไม่อยากพบเห็น  อยากหนีไปให้ไกล  เกลียดชังเป็นต้น  เมื่อเกิดความรู้สึกดังที่กล่าวมาแล้วนี้  ก็จงรู้ให้เท่าทันถึงความชอบใจ  ความไม่ชอบใจ  ทั้งความชอบใจและความไม่ชอบใจต่อสิ่งที่ประสบมาแล้วนั้น  ว่าเป็นสิ่งที่ถูกปัจจัยปรุงแต่งขึ้นมา  ตกอยู่ภายใต้อำนาจของสังขตธรรม  คือ  ความเกิดขึ้นปรากฏ  ความดับ  ปรากฏ  เมื่อตั้งอยู่  ความแปรปรวนปรากฏ[2]  เพราะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้น  ดำรงอยู่อย่างเปลี่ยนแปลง  และดับไปเป็นธรรมดา  จึงเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง  เมื่อไม่เที่ยง  ก็เป็นทุกข์  ทนอยู่สภาพเดิมไม่ได้  เมื่อเป็นทุกข์  ก็เป็นอนัตตา  หาตัวตนที่แท้ถาวรไม่ได้ 

  เมื่อมีความคิดเช่นนี้แล้ว  ก็พิจารณาเห็นว่า  ความวางเฉยเสียซึ่งรูปที่ได้เห็น  เสียงที่ได้ฟัง  กลิ่นที่ได้ดม  รสที่ได้ลิ้ม  โผฏฐัพพะที่ได้ถูกต้อง  ธรรมารมณ์ที่ได้รู้แจ้ง  อันทำให้เกิดความชอบใจ  ความไม่ชอบใจ  ทั้งความชอบใจและความไม่ชอบใจ  คำว่า  วางเฉย  ในที่นี้  มิได้หมายความว่า  ไร้ความรู้สึกทางอายตนะ  แต่คำว่า  วางเฉย  มาจากคำว่า  อุเบกขา  คือความวางเฉยอย่างมีสติสัมปชัญญะกำกับอยู่  รู้เท่าทันสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นอยู่  เพราะคำว่า  อุเบกขา  นี้  มาจากคำว่า  อุป  + อิกฺข  อุป  แปลว่า  ใกล้  อิกฺข  แปลว่า  ดู  แปลรวมกันว่าคอยดูอยู่ใกล้  หมายความว่า  พิจารณาจนเข้าใจตามสภาพความเป็นจริงของสิ่งนั้น  รู้ว่าต้องละในสิ่งที่ควรละ  ควรเจริญทำให้มากในสิ่งที่ควรเจริญทำให้มากเป็นต้น  เมื่อสามารถวางอุเบกขาต่อสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นได้  ก็ได้ชื่อว่า  ดับความชอบใจ  ความไม่ชอบใจ  ทั้งความชอบใจและความไม่ชอบใจในกามนั้นได้อย่างเร็วพลัน

  การพิจารณาเห็นกามตามสภาพความเป็นจริง  แล้วสำรวมระวังอินทรีย์  คือ  ตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  ใจ  มิให้ยินดียินร้าย  ไม่ตามรู้เท่าทัน  ไม่หลงมัวเมาไม่ยินดีไม่พัวพันก็จะได้ชื่อว่าได้ถึงที่สุดแห่งทุกข์  เพราะไม่ถูกกิเลสครอบงำ  ดังเนื้อความแห่งสังคัยหสูตร  ที่ทรงตรัสแก่พระมาลุงกยบุตร  ตอนหนึ่งว่า

  ดูก่อนมาลุงกยบุตร  ในธรรมทั้งหลาย  คือ  รูปที่ได้เห็น  เสียงที่ได้ฟัง  อารมณ์ที่ได้ทราบ  และธรรมที่จะพึงรู้แจ้ง  ในรูปที่ได้เห็นแล้ว  เธอจักเป็นเพียงแต่ว่าเห็น  ในเสียงที่ได้ฟัง  เธอจักเป็นแต่เพียงได้ฟัง  ในอารมณ์ที่ได้ทราบแล้ว  เธอจักเป็นเพียงแต่ได้ทราบ  ในธรรมที่ได้รู้แจ้งแล้ว  เธอจักเป็นเพียงแต่ได้รู้แจ้งแล้วในกาลใด  ในกาลนั้น  เธอจักเป็นผู้ไม่ถูกราคะย้อม  ไม่ถูกโทสะประทุษร้าย  ไม่หลงเพราะโมหะ  เธอจักเป็นผู้ไม่ถูกราคะย้อม  ไม่ถูกโทสะประทุษร้าย  ไม่หลงเพราะโมหะ  ในกาลใด  ในกาลนั้น  เธอจักไม่พัวพันในรูปที่เห็น  ในเสียงที่ได้ฟัง  ในอารมณ์ที่ได้ทราบ  ในธรรมารมณ์ที่ได้รู้แจ้งดูก่อนมาลุงกยบุตร  ในโลกนี้ก็ไม่มี  ในโลกอื่นก็ไม่มี  ในระหว่างโลกทั้งสองก็ไม่มีนี้แลเป็นที่สุดแห่งทุกข์[3]

  อนึ่ง  วิธีการดับกามตามแนวกระบวนการของอินทริยสังวรนี้  สามารถเขียนเป็นแผนผังแห่งกระบวนการดับกามได้ดังนี้

  ตา    -   เห็น   - รูป    +  จักษุวิญญาณ  =  จักษุผัสสะ

  หู    -  ฟัง    -  เสียง  +  โสตวิญญาณ  = โสตผัสสะ

  จมูก   -   ดม   - กลิ่น    +  ฆานวิญญาณ  =  ฆานผัสสะ

  ลิ้น    -  ลิ้ม    -  รส  +  ชิวหาวิญญาณ  =  ชิวหาผัสสะ

  กาย  -  ถูกต้อง -  โผฏฐัพพะ    +  กายวิญญาณ  =  กายผัสสะ

  ใจ    -  รู้    -  ธรรมารมณ์  +  มโนวิญญาณ  =  มโนผัสสะ

¯  ¯

  เกิดความชอบใจ  ไม่ชอบใจ  ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจ

¯  ¯

รู้ว่าตนเกิดความชอบใจ  ความไม่ชอบใจ  ทั้งความชอบใจและความไม่ชอบใจ

¯  ¯

วางอุเบกขา

  เห็นรูป  -  สักว่าเห็น

  ฟังเสียง  -  สักว่าฟัง

  ดมกลิ่น  -  สักว่าดม 

  ลิ้มรส  -  สักว่าลิ้ม 

  ถูกต้องโผฏฐัพพะ  -  สักว่าถูกต้อง

  รู้ธรรมารมณ์  -  สักว่ารู้

¯

ผัสสะดับ

¯

กามดับ

  จากกระบวนการดับแห่งกามตามนัยแห่งอินทริยสังวรจะเห็นได้ว่า  ผัสสะ  หรือสัมผัสแห่งอายตนะ  ๑๒  ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดกามนั้นดับไป  กามจึงได้ชื่อว่าดับ  ดังเนื้อความแห่งนิพเพธิกสูตรตอนหนึ่งที่ว่า  "ความดับแห่งกามเป็นไฉน  ?  คือ  ความดับแห่งกามเพราะผัสสะดับ"  [4]

  อนึ่งเมื่อดับกามได้แล้ว  ก็ได้ชื่อว่าเป็นพระอรหันตขีณาสพ  ปราศจากกิเลสโดยสิ้นเชิง  ไม่มีความอาลัยในกามทั้งหลาย  เมื่อประสบกับกาม  ท่านเหล่านั้นก็มีวิธีการเจริญอินทรีย์ของท่าน  โดยการคิดในสิ่งปฏิกูลให้เป็นสิ่งไม่ปฏิกูลก็ได้  หรือในสิ่งที่ไม่ปฏิกูล  ให้เป็นสิ่งปฏิกูลก็ได้  หรือจะวางอุเบกขาต่อสิ่งทั้งสองนั้นก็ได้  คือ  คิดจะให้เป็นอย่างไรก็ได้  เพราะความที่ท่านเหล่านั้นไม่ยึดมั่น  ไม่พัวพัน  ไม่ยินดีต่ออารมณ์เหล่านั้นแล้วนั่นเองดังเนื้อความแห่งอินทริยภาวนาสูตรตอนหนึ่งว่า

  ดูก่อนอานนท์  ก็พระอริยะเจ้าผู้เจริญอินทรีย์แล้ว  เป็นอย่างไร  ?  ดูก่อนอานนท์  ภิกษุในธรรมวินัยนี้  เกิดความชอบใจ  ความไม่ชอบใจ  ทั้งความชอบใจและความไม่ชอบใจขึ้น  เพระเห็นรูปด้วยจักษุ...ฟังเสียงด้วยหู...ดมกลิ่นด้วยจมูก... ลิ้มรสด้วยลิ้น...ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย...รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจ  ถ้าเธอหวังว่าจะมีความสำคัญในสิ่งปฏิกูลว่าเป็นของไม่ปฏิกูลอยู่  ย่อมเป็นผู้มีความสำคัญในสิ่งนั้นๆว่าเป็นของไม่ปฏิกูล  ถ้าหวังจะมีความสำคัญในสิ่งไม่ปฏิกูลว่าเป็นของปฏิกูลอยู่  ย่อมเป็นผู้มีความสำคัญในสิ่งนั้นๆ  ว่าเป็นของปฏิกูลอยู่ได้  ถ้าหวังว่าจะมีความสำคัญในสิ่งนั้นๆ  ว่าเป็นของไม่ปฏิกูลและปฏิกูลอยู่ได้  ว่าเป็นของปฏิกูลอยู่  ย่อมมีความสำคัญในสิ่งนั้นๆว่า  เป็นของปฏิกูลอยู่ได้  ถ้าหวังจะวางเฉย  ( อุเบกขา )  เว้นเสียซึ่งสิ่งปฏิกูลและไม่ปฏิกูลทั้งสองนั้นอยู่อย่างมีสติสัมปชัญญะ  ย่อมเป็นผู้วางเฉยในสิ่งนั้นๆ  อยู่อย่างมีสติสัมปชัญญะได้  ดูก่อนอานนท์อย่างนี้แล  ชื่อว่า  พระอริยะเจ้าผู้เจริญอินทรีย์แล้ว[5]

  แต่สำหรับปุถุชนธรรมดา  ควรที่จะเจริญอบรมอินทรีย์ของตนเองเช่นกัน  เพื่อนำไปสู่การดับความใคร่ในกามทั้งหลาย  เพราะกามนั้นถึงแม้ว่าจะให้ความสุขในระดับหนึ่งก็จริง  ถึงกระนั้น  กามสุขก็ยังถือได้ว่าเป็นความสุขที่ยังหยาบ  และก็ให้โทษต่างๆแก่ผู้ติดอยู่ในกามนั้นได้  และยังมีความสุขที่ดีกว่า  ประณีตกว่ากามสุขนั้นอีก  นั่นคือฌานสุข  และฌานสุขเองก็ยังมีความสุขอื่นที่ยิ่งกว่า  ประณีตกว่า  นั่นก็คือ  นิพพานสุข  ดังนั้น  พระอริยะเจ้าจึงละทั้งกามสุขและฌานสุข  เพื่อนิพพานสุขที่ยิ่งกว่า  และการที่จะเป็นพระอริยะเจ้าได้ก็ต้องผ่านการเป็นปุถุชนก่อน  ด้วยเหตุผลดังกล่าวมาแล้วนี้  จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ปุถุชนจะต้องเจริญอบรมอินทรีย์ของตนเองเพื่อสุขที่ยิ่งกว่า  ในการสำรวมระวังอินทรีย์สำหรับปุถุชนนั้น  ท่านพุทธทาสได้กล่าวไว้ว่า

  ให้เห็นว่าสิ่งที่เราเห็นกันว่างามนั้น  มันไม่งาม  กระทั่งทั้งหมด  ทั้งเนื้อทั้งตัว  เช่นให้ไปดูซากศพในป่าช้า  จะมองเห็นสภาพความเป็นจริงของร่างกายที่เป็นไปตามธรรมชาติ  จะมาเป็นเครื่องทำให้สลดสังเวช  จะข่มความรู้สึกที่เป็นความกำหนัด  ถ้าว่าจะเลื่อนสูงขึ้นไปอีก  ก็พิจารณาโดยความเป็นธาตุ  เป็นไปตามธรรมชาติ  ไม่ใช่อะไรมากไปกว่านั้น  คือเริ่มเห็นไปตั้งแต่ว่า  ความกำหนัด  รู้สึกกำหนัด  หลงใหลอย่างยิ่งนี้  มันเป็นความลวง  ความหลอกลวงของธรรมชาติ  เป็นความหลอกลวงทางอายตนะคือ  างตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  ใจ  รูป  เสียง  กลิ่น  รส  และสัมผัส  เป็นความหลอกลวงทางอายตนะของธรรมชาติ  เราโง่  รู้ไม่ทัน  ไปหลงรู้สึกพอใจสูงสุดอย่างนี้ก็ได้  มองเห็นความถูกลวง  น่าขายหน้า  มันก็ซาความกำหนัด  แต่มันก็ต้องทำให้มาก  ทำจนรู้สึกโดยแท้จริง  เข้าใจจริง  เป็นจริงว่า  มันเป็นความลวงของอะไรอย่างหนึ่งให้เราเป็นทาสของมัน  [6]

  ท่านพุทธทาสได้พยายามอธิบายการสำรวมอินทรีย์  โดยให้เห็นทุกสิ่งที่เห็นว่าเป็นของสวยงามนั้น  ว่า  เป็นของไม่สวยงาม  เป็นการเจริญอสุภสัญญา  โดยท่านมุ่งไปที่บุคคลที่เป็นเพศตรงกันข้าม  เพราะว่าโดยธรรมชาติแล้ว  มนุษย์จะเห็นอวัยวะร่างกายของเพศตรงกันข้ามว่าเป็นสิ่งสวยงาม  น่ารัก  น่าใคร่เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัดกว่าความรู้สึกต่อสิ่งอื่นๆ  โดยท่านให้มองดูที่ซากศพ  แล้วพิจารณาตามความเป็นจริงของควมเป็นไปตามกฎธรรมชาติของร่างกายที่ถูกปัจจัยปรุงแต่งขึ้นมา  เมื่อเกิดขึ้นแล้ว  ย่อมตั้งอยู่ชั่วขณะเพื่อให้มีการปรุงแต่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น  แล้วดับไป  เช่น  บุคคลถือกำเนิด  เป็นเด็กไร้เดียงสา  เป็นเด็กรู้เดียงสา  เติบโตเป็นหนุ่มสาว  แต่งงาน  เป็นผู้ใหญ่  แก่เฒ่า  ตาย  เปื่อยเน่าเป็นต้น  ก็จะสามารถข่มความกำหนัดได้  หรืออาจจะมองให้เห็นกาม  โดยความเป็นของลวงทางอายตนะ  เป็นสิ่งที่ล่อลวงให้ไปหลงติด  หลงยึดว่า  นั่นสวยงาม  นั่นของเรา  นั่นตัวเราเป็นต้น  ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว  หาเป็นเช่นนั้นไม่  ที่เป็นเช่นนั้น  เพราะเป็นสิ่งที่ถูกปัจจัยปรุงแต่งขึ้นมาตามกระบวนธรรมแห่งปฏิจจสมุปบาทซึ่งจะกล่าวในข้างหน้า  เพราะถ้าไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งก็คงไม่เป็นเช่นนั้น  คงไม่เห็นว่าเป็นของสวยงาม  เป็นของตัวเรา  เป็นตัวตนเราเมื่อเห็นกามโดยความเป็นของลวงทางอายตนะแล้ว  จะรู้สึกว่า  ขายหน้า  ก็พยายามที่จะไม่ให้ถูกลวงอีกต่อไป  ความกำหนัดในรูป  เสียง  กลิ่น  รส  โผฏฐัพพะ  และธรรมารมณ์ก็จะคลายลงไปตามลำดับ 

  ดังนั้น  วิธีการดับกามตามแนวแห่งอินทริยสังวรนั้น  ที่สำคัญ  คือ  เมื่อเกิดกระทบกันของอายตนะแล้ว  ต้องพิจารณาให้เห็นตามสภาพความเป็นจริงของอายตนะเหล่านั้น  ว่าเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง  มีการเปลี่ยนแปลง  และดับไป  เป็นวัฏจักร  เป็นสิ่งที่หยาบ  แล้ววางอุเบกขาต่อกามเหล่านั้น  โดยเห็นรูปสักว่าเห็น  ได้ยินเสียงสักว่าได้ยิน  ดมกลิ่นสักว่าดม  ลิ้มรสสักว่าลิ้ม  ถูกต้องโผฏฐัพพะสักว่าถูกต้อง  และรู้แจ้งธรรมารมณ์สักว่ารู้เท่านั้น  ไม่ยึดติด  ไม่พัวพัน  เป็นเหตุให้สัมผัสทางอายตนะดับ  เมื่อสัมผัสทางอายตนะดับ  กามก็ได้ชื่อว่าดับโดยไม่เหลือ  นี้คือ  วิธีการดับกามตามแนวแห่งอินทริยสังวรในพระพุทธศาสนา.

  วิธีดับกามตามแนวแห่งปฏิจจสมุปบาท

  ปฏิจจสมุปบาทเป็นหลักธรรมที่สำคัญในทางพระพุทธศาสนา  เพราะเป็นหลักธรรมที่กล่าวถึงกระบวนการของธรรมชาติที่เกิดขึ้นและดับไป  อย่างมีเหตุปัจจัยที่ส่งเสริมกันและกัน  จะเกิดขึ้นและดับไปลอยๆ  หรือโดยบังเอิญไม่ได้  ปฏิจจสมุปบาทนี้มีชื่อเรียกอีกหลายอย่าง  เช่น  ธัมมฐิติ  ความตั้งอยู่ตามธรรมดา  ธัมมนิยาม  ความแน่นอนของธรรมดา  หรือ  อิทัปปัจจัยตา  ความที่มีสิ่งนี้เป็นปัจจัยของสิ่งนี้  [7]  เป็นหลักที่มีอยู่โดยธรรมชาติ  พระพุทธเจ้าเป็นแต่เพียงผู้ค้นพบ  แล้วทรงนำมาแสดงเปิดเผยแก่สาวกของพระองค์

  คำว่า  ปฏิจจสมุปบาท  มีอยู่    ศัพท์  คือ  ปฏิจจ  แปลว่า  อาศัย  และ  สมุปบาท  แปลว่า  ความเกิดขึ้น  แปลรวมกันว่า  ธรรมที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยกันและกัน  หรืออาศัยกันและกันเกิดขึ้น  ปฏิจจสมุปบาทนี้มี  ๑๒  หัวข้อธรรม  ดังนี้

  ๑).  อวิชชา  ได้แก่  ความไม่รู้ในทุกข์  ความไม่รู้ในทุกขสมุทัย  ความไม่รู้ในทุกขนิโรธ  และความไม่รู้ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา

  ๒).  สังขาร  ได้แก่  กายสังขาร  ความจงใจทางกาย  วจีสังขาร  ความจงใจทางวาจา  มโนสังขาร  ความจงใจทางใจ

  ๓).  วิญญาณ  ได้แก่  จักษุวิญญาณ  ความรับรู้ทางตา  โสตวิญญาณ  ความรับรู้ทางหู  ฆานวิญญาณ  ความรับรู้ทางจมูก  ชิวหาวิญญาณ  ความรับรู้ทางลิ้น  กายวิญญาณ  ความรับรู้ทางกาย  และมโนวิญญาณ  ความรับรู้ทางใจ

  ๔).  นามรูป  ได้แก่  เวทนา  สัญญา  เจตนา  ผัสสะ  มนสิการ  จัดเป็นนาม  มหาภูตรูป    คือ  ปฐวี  อาโป  เตโช  วาโย  และอุปาทายรูป  ๒๘  จัดเป็น  รูป

  ๕).  สฬายตนะ  ได้แก่  ตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  ใจ

  ๖).  ผัสสะ  ได้แก่  จักขุสัมผัส  กระทบทางตา  โสตสัมผัส  กระทบทางหู  ฆานสัมผัส  กระทบทางจมูก  ชิวหาสัมผัส  กระทบทางลิ้น  กายสัมผัส  กระทบทางกาย  และมโนสัมผัส  กระทบทางใจ

  ๗).  เวทนา  ได้แก่  จักขุสัมผัสชาเวทนา  เวทนาอันเกิดจากสัมผัสทางตา  โสตสัมผัสชาเวทนา  เวทนาอันเกิดจากสัมผัสทางหู  ฆานสัมผัสชาเวทนา  เวทนาอันเกิดจากสัมผัสทางจมูก  ชิวหาสัมผัสชาเวทนา  เวทนาอันเกิดจากสัมผัสทางลิ้น  กายสัมผัสชาเวทนา  เวทนาอันเกิดจากสัมผัสทางกาย  และมโนสัมผัสชาเวทนา  เวทนาอันเกิดจากสัมผัสทางใจ

  ๘).  ตัณหา  ได้แก่  รูปตัณหา  ความอยากในรูป  สัททตัณหา  ความอยากในเสียง  คันธตัณหา  ความอยากในกลิ่น  รสตัณหา  ความอยากในรส  โผฏฐัพพตัณหา  ความอยากในสิ่งสัมผัสทางกาย  และธัมมตัณหา  ความอยากในธรรมารมณ์

  ๙).  อุปาทาน  ได้แก่กามุปาทาน  ความยึดมั่นในรูป  เสียง  กลิ่น  รส  โผฏฐัพพะ  และธรรมารมณ์ ,  ทิฏฐุปาทาน  ความยึดมั่นในทิฏฐิต่างๆ ,  สีลพัตตุปาทาน  ความยึดมั่นในศีลและพรต,  อัตตวาทุปาทาน  ความยึดมั่นในอัตตา

  ๑๐).  ภพ  ได้แก่  กามภพ  รูปภพ  และอรูปภพ

  ๑๑). ชาติ  ได้แก่  ความเกิด  ความบังเกิด  ความปรากฏแห่งขันธ์  ความได้อายตนะครบในหมู่สัตว์นั้น  ความเกิดขึ้นของธรรมต่างๆ

  ๑๒).  ชรามรณะ  ได้แก่  ชรา  ความแก่  ภาวะของความแก่  ความแก่หง่อมแห่งอินทรีย์,  มรณะ  ความเคลื่อน  ความแตกแห่งขันธ์  ความขาดแห่งอินทรีย์  [8]

  ปฏิจจสมุปบาททั้ง  ๑๒  ประการนี้  ถือเอาความหมายตามนัยแห่งวิภังคสูตร  ซึ่งเป็นความหมายในชั้นดั้งเดิม  กระบวนการธรรมชาติตามหลักปฏิจจสมุปบาทนั้น  โดยหลักการทั่วไปแล้วท่านจะแสดงไว้    สายด้วยกัน  คือ  ในท่อนแรกจะทรงแสดงกระบวนการเกิดเรียกว่าสมุทยวาร  และถือว่าเป็นการแสดงตามลำดับ  จึงเรียกว่า  อนุโลมปฏิจจสมุปบาท  เทียบในอริยสัจเป็นข้อที่    คือ  ทุกขสมุทัย  และท่อนหลังจะทรงแสดงกระบวนการดับ  เรียกว่า  นิโรธวาร  และถือว่าเป็นการแสดงย้อนลำดับ  เรียกว่า  ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท  เทียบในหลักอริยสัจข้อที่    คือ  ทุกขนิโรธ  ดังเนื้อความในพระบาลีแห่งอัสสุตวตสูตรว่า

.  สายเกิด

  อิมสฺมึ  สติ  อิทํ  โหติ  เมื่อสิ่งนี้มี  สิ่งนี้จึงมี

  อิมสฺสุปฺปาทา  อิทํ  อุปฺปชฺชติ  เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น  สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น

.  สายดับ

  อิมสฺมึ  อสติ  อิทํ    โหติ  เมื่อสิ่งนั้นไม่มี  สิ่งนี้ก็ไม่มี

  อิมสฺส  นิโรธา  อิทํนิรุชฺฌติเพราะสิ่งนี้ดับ  สิ่งนี้จึงดับ  [9]

  พระบาลีนี้เป็นการขยายความโดยแสดงเพียงปัจจัยเดียว  เพียงสั้นๆ  ถึงกระบวนการธรรมชาติที่เกิดขึ้นและดับไป  เพราะมีปัจจัยเป็นเครื่องอาศัยทำให้เกิดและดับวนเวียนไปมาอยู่อย่างนี้ตลอดไป  จนกว่าจะทำลายวงจรแห่งปฏิจจสมุปบาทนี้ได้

  แม้กระบวนการแห่งปฏิจจสมุปบาท  ๑๒  ประการนี้จะมีกระบวนการเกิดขึ้นและดับไป  ตามปัจจัยที่เป็นลูกโซ่ของกันและกัน  ดังในพระบาลีแห่งเทศนาสูตรว่า

  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็ปฏิจจสมุปบาทเป็นไฉน  ?  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย  จึงมีสังขาร  เพราะสังขารเป็นปัจจัย  จึงมีวิญญาณ  เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย  จึงมีนามรูปเพราะนามรูปเป็นปัจจัย  จึงมีสฬายตนะ  เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย  จึงมีผัสสะ  เพราะผัสสะเป็นปัจจัย  จึงมีเวทนา  เพราะเวทนาเป็นปัจจัย  จึงมีตัณหา  เพราะตัณหาเป็นปัจจัย  จึงมีอุปาทาน  เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย  จึงมีภพ  เพราะภพเป็นปัจจัย  จึงมีชาติ  เพราะชาติเป็นปัจจัย  จึงชรามรณะ  โสกปริเทวทุกขโทมนัสและอุปายาส  ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้  ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้  นี้เราเรียกว่า  ปฏิจจสมุปบาท

  ก็เพราะอวิชชานั่นแหละ  ด้วยการสำรอกโดยไม่เหลือ  สังขารจึงดับ  เพราะสังขารดับ  วิญญาณจึงดับ  เพราะวิญญาณดับ  นามรูปจึงดับ  เพราะนามรูปดับ  สฬายตนะจึงดับ  เพราะสฬายตนะดับ  ผัสสะจึงดับ  เพราะผัสสะดับ  เวทนาจึงดับ  เพราะเวทนาดับ  ตัณหาจึงดับ  เพราะตัณหาดับ  อุปาทานจึงดับ  เพราะอุปาทานดับ  ภพจึงดับ  เพราะภพดับ  ชาติจึงดับ  เพราะชาติดับ  ชราและมรณะโสกปริเทวทุกขโทมนัสและอุปายาสจึงดับ  ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้  ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้  [10]

สมุทยวาร  สายเกิด

อวิชชาเกิด  à  สังขารเกิด  àวิญญาณเกิด  à  นามรูปเกิดà  สฬายตนะเกิดà  ผัสสะเกิดà  เวทนาเกิดàตัณหาเกิด  àอุปาทานเกิด  à  ภพเกิด  àชาติเกิด  àชรามรณะเกิด.............โสกะ  ปริเทวะ  ทุกขะ  โทมนัส  อุปายาสเกิด  =  ทุกขสมุทัย

นิโรธวาร  สายดับ

อวิชชาดับ  à  สังขารดับ  àวิญญาณดับ  à  นามรูปดับà  สฬายตนะดับà  ผัสสะดับ  àเวทนาดับàตัณหาดับà  อุปาทานดับ  àภพดับà  ชาติดับà  ชรามรณะดับ.............โสกะ  ปริเทวะ  ทุกขะ  โทมนัส  อุปายาสดับ  =  ทุกขนิโรธ

  เป็นที่น่าสังเกตว่า  กระบวนการเกิดขึ้นและดับไปแห่งทุกข์  เป็นข้อสรุปตามนัยแห่งปฏิจจสมุปบาท  แต่บางแห่งสรุปว่า  เป็นการเกิดขึ้นและดับไปแห่งโลก  โดยใช้คำพระบาลีว่า  "  อยํ  ภิกฺขเว  โลกสฺส  สมุทโย  นี้แล  ภิกษุทั้งหลายคือ  ความเกิดขึ้นแห่งโลก, อยํ  โข  ภิกฺขเว  โลกสฺส  อตฺถงฺคโม  นี้แล  ภิกษุทั้งหลาย  คือ  ความสลายตัวแห่งโลก "  [11]  หรือว่า  " เอวมยํ  โลโก  สมุทติ  โลกนี้ย่อมเกิดขึ้นด้วยอาการอย่างนี้,  เอวมยํ  โลโก  นิรุชฺฌติ  โลกนี้ย่อมดับไปด้วยอาการอย่างนี้" 

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี