นักเรียนที่จบมัธยมศึกษาตอนปลาย เมื่อเขาต้องการจะเข้าเรียนมหาวิทยาลัยเขานิยมเลือกเรียนคณะอะไรกันบ้าง จากเว็บไซต์นี้ รายงานว่าคณะยอดนิยมของเด็ก ๆ
htttp://www.google.com/Top+5+คณะยอดนิยม ... มีดังนี้
อันดับ 5 คณะวิศวกรรมศาสตร์ (9%)
อันดับ 4 คณะวิทยาศาสตร์ (10%)
อันดับ 3 คณะเภสัชศาสตร์ (11%)
อันดับ 2 คณะแพทยศาสตร์ (18%)
อันดับ 1 คณะทันตแพทยศาสตร์(25%)
ก่อนเปิดภาคเรียนปีการศึกษานี้ มีผู้ที่ใช้ชื่อว่า คนถางทาง นำมาบอกเล่าไว้ใน http://www.gotoknow.org/blogs/posts/487366 ในหัวข้อ การเลือกสาขาเรียนมหาลัย.ของนักเรียนมัธยมปลาย.คือตัวชี้วัดอนาคตสังคมไทย
ซึ่งความว่า…… เด็กมัธยมปลายวันนี้นิยมเรียนอะไรคือดัชนีชี้วัดสังคมไทยในอนาคต (...ข่าวตัดจากสื่อออนไลน์)....ผู้ผ่านการคัดเลือกที่ได้คะแนนสูงสุดของคณะ/สาขาวิชา ในการคัดเลือกระบบแอดมิชชัน ประจำปีการศึกษา 2555 จำนวน 9 ราย
ไม่มีใครเลือกเรียนวิทยาศาสตร์สักรายเดียว
จากเว็บไซต์นี้ http://www.reocities.com/collegepark/union/8260/talk/talk1.html กล่าวว่า….. ประเทศไทยมีความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีอันดับที่ 47
อย่าดีใจ เพราะสถาบันการศึกษาเกี่ยวกับการบริหารจัดการ ที่มีชื่อเสียงในสวิตเซอร์แลนด์ได้ ซุ่มทำงานวิจัย 47 ประเทศในปี 2543 หรือ ปี 200 คือ ประเทศไทยมีความสามารถด้านนี้ ได้ที่โหล่คือ อันดับบ๊วยสุด สถาบันนี้คือ International Institute for Management Development เขาเรียกย่อ ๆ ว่า ไอเอ็มดี (IMD) อยู่สวิสเซอร์แลนด์ โดยใชัเกณฑ์ในการชี้วัดอยู่ 26 ชนิด เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทางรัฐบาลให้ความสนใจมาก เลยนำมาเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ในส่วนของเศรษฐกิจที่เกี่ยวกับการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน เมื่อสัปดาห์ก่อนโดยมี ฯพณฯ ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ เป็นประธาน สำหรับเกณฑ์ในการวัดทั้ง 26 ชนิดนำมาแบ่งกลุ่มได้ 5 หัวข้อใหญ่ คือ
1. ค่าใช้จ่ายในการวิจัยและพัฒนา ซึ่งจะเป็นค่าใช้จ่ายในการวิจัยและพัฒนาทั้งของภาครัฐและเอกชน โดยเทียบอัตราส่วนต่อประชากร ต่อรายได้ประชาชาติ (GDP) ซึ่งโดยรวมในปี 2000 เราอยู่ในอันดับที่ 45
2. บุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนา ก็เป็นจำนวนบุคลากรด้านการวิจัยทั้งหมดในภาครัฐและเอกชนรวมทั้งบุคลากรด้านคอมพิวเตอร์ และไอที เราอยู่อันดับที่ 46
3. การจัดการด้านเทคโนโลยี ก็ดูจากความร่วมมือในการทำวิจัยของเทคโนโลยี ด้านการเงิน การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี การเคลื่อนย้ายหน่วยงานวิจัยออกจากประเทศเราอยู่อันดับที่ 43
4. สิ่งแวดล้อมทางวิทยาศาสตร์ ก็เป็นจำนวนรางวัลโนเบล (ประเทศไทยไม่เคยได้รับแม้แต่คนเดียว) การวิจัยพื้นฐาน วิทยาศาสตร์ และการศึกษาและเยาวชน เราอยู่อันดับที่ 35
5. ทรัพย์สินทางปัญญา ดูจากจำนวนสิทธิบัตรที่เราคิดค้น การคุ้มครองและลิขสิทธิ์ เราได้อันดับที่ 44 แต่เมื่อนำมารวมกันทุกประเทศแล้ว แม้ว่าทุกข้อเราไม่ได้คะแนนบ๊วย แต่ทุกข้อประเทศอื่นจะมีอันดับดีกว่าเราเสมอเราจึงอยู่อันดับบ๊วย นำมาให้ผู้อ่านช่วยกันคิดโดยเฉพาะท่านครูบาอาจารย์และนิสิต นักศึกษา ทำอย่างไรให้เราไม่อยู่อันดับโหล่ของห้อง ? การแก้ไขไม่ใช่เป็นภาระของรัฐบาลอย่างเดียว แต่ต้องทุกฝ่ายและประชาชนจะต้องมีความตื่นตัวด้านนี้ด้วย เอามาเขียนไม่อยากให้ท้อใจ แต่อยากจะให้เป็นจุดเริ่มสู้ด้วย วิถีใหม่ในสหัสวรรษใหม่... สู้ต่อไป...
ผมรำพึงรำพันในเรื่อง “อีกกี่ร้อยปีถึงเราจะมีเครื่องยนต์ด้วยสมองของไทยเอง” ไว้ใน http://www.gotoknow.org/blogs/posts/470904 ที่ทำไม่ได้ ก็เพราะการส่งเสริมการวิจัย ซึ่งต้องใช้ความเป็นนักวิทยาศาสตร์ ในประเทศเรามีน้อย อยากให้อ่าน ที่ท่านผู้ใช้นามว่า คนถางทาง สมาชิกโกทูโนนี้ ที่ท่านเขียนไว้ ซึ่งตัดต่อมาพอให้ได้อ่านไปก่อน ดังนี้ "..........เกาหลีเขาเก็บภาษีได้ประมาณ 30% ของ GDP แต่ของเราเก็บได้แค่ 17% (และกำลังจะลดลงเหลือเพียง 15% หลังจากที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ลดภาษีธุรกิจให้คนรวยจาก 30 เหลือ 20%...ซึ่งจะนับเป็นระดับการเก็บภาษีที่ต่ำที่สุดในโลก..ต่ำกว่าลาว เขมรเสียอีก) ดังนั้นถ้าคิดงบประมาณวิจัยเป็นสัดส่วนกับงบประมาณประเทศจะเห็นว่ารัฐบาลเกาหลีให้ (0.6/0.30 =) 2% ของงบประมาณประเทศ ส่วนไทยเรา (คิดที่ภาษี 15%) ให้งบ (0.2/0.15 =) 1.33% ..จะเห็นว่าเมื่อเทียบกันแบบยุติธรรมตามภาคส่วนแล้ว ไทยเราไม่ได้ให้เงินวิจัยน้อยกว่าเกาหลีเท่าไรเลย ทั้งที่เป็นประเทศที่ยากจนกว่ามาก ส่วนภาคเอกชนนั้นของเรามีการวิจัยน้อยมาก เพราะภาคเอกชนส่วนใหญ่ 90% เป็นบริษัทต่างชาติ ที่มาหากินกับแรงงานราคาถูกของเรา ใครมันจะลงทุนวิจัยให้โง่ งานวิจัยเป็นงานชั้นดี มันสงวนไว้ทำในประเทศแม่เท่านั้น ให้คนของเขามีงานชั้นสูงทำ ส่วนรัฐบาลไทยก็ไปส่งเสริม BOI ให้บริษัทล่าอาณานิคมแบบใหม่อยู่นั่นแหละ เท่ากับสมัครใจไปจ้างเขาเข้ามาจิกหัวเราเป็นทาสนั่นเอง......."
ในโอกาสที่โลกเขาพูดกันถึงเรื่องอนุภาคพระเจ้า เพื่อก้าวไปสู่วิทยาศาสตร์ยุคใหม่หากคนไทย ประเทศไทย ยังสนใจวิทยาศาสตร์น้อย เราก็อาจจะต้องอยู่ในอาณานิคมแบบใหม่ ให้เขามาจ้างคนของเราไปจิกหัวใช้เยี่ยงทาส ตามที่คนถางทาง ได้ถางทางสู่ความฉลาดกว่าให้พวกเรา