หลักสูตรมีการปรับเ้ปลี่ยน ก็ยังเห็นเด็ก ๆ เรียนกันมากมาย เรียนกัน 8 คาบ 9 คาบ 10 คาบ เรียนกันจนหัวโต และไม่ได้ทำกิจกรรมอาสาในโรงเรียน หรือจิตสาธารณะช่วยกันพัฒนาโรงเรียน ห้องเรียนให้สะอาด เน้นสะอาดตัวเอง กินแล้วก็ทิ้งขยะตรงที่ตนเองไว้บนโต๊ะ(สมัยที่ผมเรียน เขาเรียกว่ากินไม่เป็น กินแล้วไม่รู้จักทำความสะอาดครับ ขาดวินัย คุณธรรมและจริยธรรม(มองเห็นอนาคตในกลุ่มเล่านี้ที่จะไปส่งผลต่อสังคมในอนาคต)) อาจารย์เสนอข้อคิดดีมากครับ ถ้านักการศึกษา หรือผู้ที่ร่วมกันคิดพัฒนาหลักสูตร นำนักวิชาการที่หลากหลายอาชีพ ภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่มิใช่พวกพ้องน้องพี่(ให้หลา่กหลาย) จึงจะได้เป้าหมายที่จะพัฒนาลูก ๆ ของเราไปสู่อนาคตที่หลาก ๆ ประเทศได้วางกำลังคนเพื่อพัฒนาประเทศในรุ่น ต่อรุ่น มิใช่ผู้ใหญ่พัฒนาตนเองหมดจนเกษียณออกไป ขากดความเชื่อมต่อในเรื่องจิตวิญญาณของความเป็นครู เดี๋ยวนี้มีแต่ครูติวเตอร์(ส่งผลให้คิดอย่างไรจะได้เข้าสถาบันที่มีชื่อ พอจบออกมาก็มีติวเตอร์ติวเข้า่ทำงานอีก สอบ o-net สอบ pat สอบ gat ก็ต้องติว) ผลอยากเห็นว่าเรียนในโรงเรียนสอบได้ผลการเรียนแล้วมีการประเมิน คุณธรรม วินัย คุณลักษณะอันพึงประสงค์ที่เราต้องการ เพื่อไปสร้างชาติต่อไป นำผลที่ได้พร้อมผลเรียนไปเข้าเรียนตามสาขาอาชีพ จึงจะได้คนที่ตรงตามสายงานและมีคุณธรรมจริยธรรมติดตัวเขาไปด้วย(โดยให้ลูก ๆ ที่เรียนได้มองเห็นภาพในอนาคตเลยว่า เรียนแบบนี้ ไปสู่อุดมศึกษา หรือวิทยาลัย สถาบัน ต่าง ๆ จบแล้วไปสู่อาชีพนี้ รายไ้ด อนาคตในความก้าวหน้า คือ มางานรองรับ มิใช่ผลิตมาก ๆ แล้วตกงานครับ คือต้องทำงานเป็นระบบครับ) ปัจจุบัีนมีหลายองค์กรเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาไม่ว่าจะเป็นองค์การบริหารส่วนจังหวัด องค์การบริหารส่วนตำบล เทศบาล สถาบันอุดมศึกษา เอกชน ฯลฯ ผมเคยคิดตอนเป็นเด็ก ๆ อยากได้คุณครูเก่ง ๆ ที่มีชื่อเสียงมาสอนให้กับพวกเราบ้าง พอผมจบมาทำงานก็มีการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ผมอยากเห็นศูนย์บริการทาง ICT ศูนย์วิทยาศาสตร์ ศูนย์คณิตศาสตร์ ศูนย์ภาษา ศูนย์ย่อย ๆ ต่างที่มีอยู่ส่วนกลาง มาอยู่ในระดับตำบล อำเภอ จังหวัด เพื่อเป็นศูนย์แห่งการเรียนรู้และถ่ายทอดองค์ความรู้และวัฒนธรรมไทยที่สืบทอดต่อกันมา ให้เกิดความเท่าเทียมกัน บริการให้กับชุมชน ผู้ปกครองนักเรียน นักเรียน โดยไม่มีการแบ่งสังกัด ไม่ต้องไปติวเรียนจนถึง 3-4 ทุ่มทุกวัน เสาร์-อาทิตย์ก็ไปติว ผมอยากเห็นเกิดขึ้นมานานแล้ว การใช้ระบบฐานข้อมูลที่ไม่สามารถมาแชร์กันได้(ขาดการมีส่วนร่วมของหน่วยงาน สำนักงาน หรือแม่แต่อยู่กรม กระทรวงเดียวกัน) เป็นการลงทุนที่ซ้ำซ้อน หากมีการนำมาใช้ก็ทำให้ลดการจัดทำฐานข้อมูลที่ซ้ำซ้อนกันไป การการพัฒนาโปรแกรมที่สามารถใช้ประโยชน์ร่วมกัน หากเป็นไปได้งบประมาณที่ลงทุนกระจายกันใช้ ก็จะเป็นก้อนใหญ่ที่จะทำให้เป้าหมายของการพัฒนาได้ผลผลิตออกมาคุ้มค่า และมีลูก ๆ ที่มาเชื่อมต่อชัดเจนมีประสิทธิภาพต่อไป ขอบคุณครับที่อาจารย์มาแชร์ความคิด ดีมากครับ