ความเห็น


ตอบคุณ supaporn

ในประการแรก บุตรของคุณย่อมมีสิทธิในสัญชาติไทยโดยการเกิดโดยหลักสืบสายโลหิตจากมารดาโดยผลของมาตรา ๗ (๑) แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ ซึ่งแก้ไขและเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕ และมีสิทธิในสัญชาติไทยโดยการเกิดโดยหลักดินแดน และเมื่อมีการรับรองชื่อบุตรในทะเบียนบ้านประเภทคนอยู่ถาวรตามกฎหมายการทะเบียนราษฎรไทย บุตรก็ย่อมมีสถานะบุคคลตามกฎหมายเป็น "คนสัญชาติไทย (thai national)" ในสายตาของรัฐไทย

ในประการที่สอง บุตรก็ "น่าจะ" มีสิทธิในสัญชาติสิงคโปร์โดยหลักสืบสายโลหิตจากบิดา "อันนี้ต้องไปตรวจสอบกฎหมายสัญชาติสิงค์โปร์อีกทีนะคะ" หากบุตรมีสิทธินี้ การรับรองสิทธิของรัฐสิงค์โปร์ก็อาจทำได้โดยบิดาสัญชาติสิงคโปร์โดยการแจ้งบันทึกชื่อในทะเบียนราษฎรสิงคโปร์ และเมื่อมีการรับรองสถานะบุคคลในทะเบียนราษฎรสิงคโปร์แล้ว  บิดาก็อาจร้องขอให้บุตรมีหนังสือเดินทางสิงค์โปร์ได้ค่ะ

ในประการที่สาม การนำเด็กไปอยู่สิงคโปร์โดยมารดาไม่ยินยอมไม่อาจทำได้ บิดาตามกฎหมายและมารดาย่อมมีอำนาจปกครองบุตรเท่าๆ กัน แต่การแอบเอาไป ก็เป็นเรื่องที่คุณต้องระวังเอง กฎหมายช่วยไม่ได้ค่ะ 

ในประการที่สี่  "ถ้าดิฉันไม่ให้ลูกไปตอนนี้แต่จะให้เค้าไปเรียนตอนโตจะได้มั้ยคะ" อันนี้ สามีภริยาต้องคุยกันเองค่ะ 
 
ในประการที่ห้า "ถ้าลูกทำสิงคโปพาสปอร์แล้วเท่ากับว่าลูกได้สองสัญชาติรึป่าวคะ" ในวันนี้ บุตรก็น่าจะมีสองสัญชาติแล้วค่ะ แต่อาจยังไม่ได้ใช้สิทธิในสัญชาติที่สอง ก็คือ สัญชาติสิงค์โปร์ มีการแจ้งเกิดบุตรในทะเบียนราษฎรสิงค์โปร์หรือไม่คะ
 
ในประการที่หก "ถ้าหากดิฉันไม่ให้ลูกไปแล้วเค้าจะฟ้องดิฉันได้มั้ยคะ(ในกรณีลูกถือสองสัญชาติแล้ว)"  การฟ้องแย่งอำนาจปกครองบุตรนั้นไม่เกี่ยวกับการมีสัญชาติเดียวหรือสองสัญชาติค่ะ เมื่อหย่ากันแล้ว ก็ต้องตกลงว่า ใครจะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร ถ้าตกลงไม่ได้ ก็ไม่ควรหย่า แต่ถ้าจะหย่า ก็ต้องระบุเรื่องการจัดการบุตรในหนังสือรับรองการหย่านะคะ

ถ้าเราไม่มีความผิดอะไร ก็อย่าไปยอมหย่าซิคะ หรือถ้าจะยอมหย่า ก็ต้องเรียกร้องอำนาจการดูแลบุตรและค่าเลี้ยงดูให้เพียงพอ

 

฿200.00 -44.5%
฿650.00 -29.38%
฿2,950.00 -85.68%
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี