ความเห็น


เรื่องของ พงศ์ภา รัศมี ครับ

เรื่องเล่าจากโสเภณี

       ตั้งแต่ชีวิตเกิดมา การที่ได้รับรู้ข่าวสารมากมายทางทีวี วิทยุ หรือทางสื่อสารมวลชนมากมายที่เคยนำเสนอเรื่องราวของหญิงขายบริการทางเพศ  ผมก็ได้แต่คิดเพียงแต่ว่า พวกเขาเหล่านั้นทำไมถึงไปเลือกทำอาชีพเหล่านั้นได้ เพราะอาชีพเหล่านั้นไม่มีทั้งเกียรติในการประกอบอาชีพแถมตั้งแต่เล็กมาสังคมทั้ง พ่อแม่ ครู แม้แต่ผู้คนมากมายต่างบอกว่า อาชีพนี้เป็นอาชีพไม่ดี ผมเชื่อว่า สังคมที่แวดล้อมพวกเขาเหล่านั้นคงเป็นอย่างนี้เช่นกันแล้วทำไมพวกเขาถึงยอมก้าวเดินไปทำอาชีพนั้นได้

       วันนี้เป็นวันที่พวกผมได้มีโอกาสเข้าไปพบกับ บุคคลซึ่งทำอาชีพดังกล่าว ตอนแรกผมรู้สึกว่าจะพูดคุยอะไรกับเขาดี เราก็เตรียมตัวมาแล้วแต่การเตรียมพร้อมของพวกเราก็เป็นแค่การซ้อมกันเอง เวลาเจอของจริงก็มักจะลืมในสิ่งที่ตัวเองอยากรู้ไปหมด  เมื่อเข้ามาในห้อง พวกเราได้ตกลงกันว่าจะแบ่งกันเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มละ 3 คน เพื่อให้การสัมภาษณ์เป็นไปอย่างราบรื่น และจัดที่นั่งเตรียมพร้อมเพื่อการซักถามเรื่องราวต่าง ๆ

       ผมได้รับผิดชอบของผู้หญิงคนแรก ชื่อ พี่ภรณ์ (นามสมมติ) อายุ 33 ปี บ้านของพี่เขาอยู่...  มีลูกแล้ว แต่งงานมาแล้ว 3 ครั้ง คนแรกมีปัญหากันเรื่องเงินและเรื่องเอาแต่ใจ พี่ภรณ์บอกว่า “ตอนแรกแต่งงานกันอะไรๆก็ดีไปหมด แต่ผ่านไปสักระยะก็เริ่มมีเรื่องกัน สุดท้ายก็เลิกกันไป” ส่วนสามีคนที่สองของของพี่ภรณ์ เป็นผู้ใหญ่กว่า เป็นผู้จัดการโรงแรม แต่สุดท้ายแล้วต้องเลิกกันเนื่องจากเรื่องความห่างของอายุ ส่วนคนที่สามพี่ภรณ์บอกว่าเป็นคนดีมากแต่งงานอยู่กินกันได้ 6 ปีแต่ช่วงหลังมีเรื่องเศรษฐกิจตกต่ำ เป็นหนี้สิน 4 ล้านบาท แต่สามีพี่ภรณ์คนนี้เลือกที่จะรับหนี้สินไว้เองเลยต้องหย่ากัน ช่วงนั้นพี่ก็ตกงาน ที่เคยทำคือเป็นพนักงานบริษัทแถวลาดกระบัง และมีเพื่อนชวนให้มาทำงาน ตอนแรกพี่ภรณ์ก็ไม่อยากทำแต่เนื่องจากมีลูกหนึ่งคน และยังมีเรื่องที่ต้องผ่อนรถผ่อนบ้าน พี่เลยตัดสินใจทำงานนี้  และทำมาได้แล้ว 1 ปี

       พวกเราถามพี่ภรณ์ว่า “ทำไมพี่ไม่เลือกงานอื่น อาจจะได้เงินไม่ต่างกันหรือมากกว่าก็ได้” พี่ภรณ์ตอบว่า “ช่วงนั้นพี่ก็อายุมากแล้วไม่ค่อยมีใครจะรับหรอก และอีกอย่างก็อายุมากแล้ว ก็ไม่มีอะไรจะเสียแล้ว” มันก็เป็นเรื่องจริง สังคมของเราก็ไม่ค่อยจะรับคนอายุมากมาทำงาน มักจะชอบเด็กรุ่นใหม่ไฟแรงเป็นเรื่องธรมมดา แถมพี่ภรณ์ยังมีประวัติการโดนไล่ออกจากงานอีก แถมยังจบแค่ ม.6 ก็หางานดีๆทำยากอยู่แล้ว

       พี่ภรณ์เคยบอกอีกว่า “พ่อของพี่ เป็นคนหัวโบราณ ไม่ค่อยอยากให้เรียนหรอกเพราะคิดว่าโตเป็นก็แต่งงาน สามีก็เลี้ยง พี่เลยทำงานตั้งแต่อายุ 15 ปี และก็ส่งตัวเองเรียนต่อจนจบ ม.6”  

       พี่ภรณ์อาศัยอยู่ในหาดใหญ่ โดยเช่าโรงแรมอยู่เป็นรายเดือน ไปทำงานตั้งแต่ 1 ทุ่มถึงตี 1 แต่ก็แล้วแต่ว่าจะมีแขกพาไปต่อมั้ย ซึ่งก็เป็นบางวัน ปกติก็จะทำงาน 6 ชั่วโมง ไปกลับโดยใช้รถยนต์ส่วนตัวจึงไม่ค่อยกังวลเรื่องความปลอดภัยตอนไปกลับมากนัก  เงินต่อเดือนมักจะได้ค่าชั่วโมงที่มานั่งกับลูกค้า และค่า Drink ซึ่งคิดรวมแล้วก็ตกเป็นเดือนละ 4,000 กว่าบาท (ปล.ผมคิดว่าตัวเลขนี้อาจจะคลาดเคลื่อน มันน่าจะเป็น 40,000 มากกว่า 4,000: อ.แป๊ะเขียนครับ) เวลาทำงานพี่ภรณ์บอกว่า ส่วนใหญ่ก็เจอลูกค้าแบบดีๆ ไม่ค่อยใช้ความรุนแรงมาก ซึ่งพี่ภรณ์บอกว่า ถ้าเจอก็มักจะรับไม่ค่อยได้เพราะอายุก็มากแล้วเหมือนกัน ก็มักจะบอกพวกเค้าดี ครอบครัวพี่ภรณ์เคยมาเยี่ยมที่หาดใหญ่เหมือนกัน แต่วันนั้นก็จะหยุดงานไป เพราะทางครอบครัวรู้อย่างเดียวว่า เธอทำงานเป็นพนักงานโรงแรมเท่านั้น

       พวกผมลองถามพี่ภรณ์ว่า “เวลาทำงานใช้ถุงยางมั้ย” เธอตอบว่า “ใช้อยู่แล้ว เพราะใครๆ ก็กลัวโรคติดต่อกันทั้งนั้นแหละ ลูกค้าก็กลัว พี่ก็กลัว เวลาลูกค้าไม่ยอมใส่เราก็สามารถปฏิเสธได้ โดยก็ไม่ผิดอะไร และนอกจากนั้นเรามักจะเป็นคนใส่ให้เพราะไม่มั่นใจว่าลูกค้าใส่ถูกมั้ย ถ้าลูกค้าจะใส่เองก็ต้องดูด้วยว่าใส่ถูกมั้ย”

       “เคยคิดจะเลิกทำอาชีพนี้มั้ย” พวกผมถาม เธอตอบว่า “คิด เพราะพี่ก็ผ่อนรถเสร็จแล้วเหลือผ่อนบ้านแล้วก็คงทำต่ออีกสักพักเก็บเงิน แล้วก็เปิดร้านขายของ ก็คงไม่นานประมาณ 1 ปี”

       ในวันนั้นพวกเรานอกจากจะไปซักถามเรื่องราวชีวิตของพี่ๆ หญิงขายบริการกันแล้ว พวกเรายังได้ให้คำแนะนำการใช้ถุงยางอย่างถูกต้อง โดยให้พวกพี่ ลองใส่ให้พวกเราดูและนอกจากนั้นยังแนะนำการใช้ยาคุมกำเนิด และได้แนะนำเรื่องการสวนล้างว่ามีประโยชน์และโทษอย่างไร ซึ่งพวกเราได้รู้ว่า “พวกเขามักจะใช้น้ำยาสวนล้างเนื่องจากคิดว่าจะช่วยล้างสิ่งสกปรกออกไป” แต่การทำอย่างนั้นมักไม่เป็นผลดี กับพวกเขาเท่าไหร่ ซึ่งพวกเราก็ได้แนะนำไปแล้วเกี่ยวกับเรื่องความเชื่อนี้  และนอกจากนั้น พวกเรายังได้รู้ได้สิ่งที่ไม่เคยรู้มาด้วยว่า “เมื่อถุงยางแตกนั้นจะมีความรู้สึกเหมือนลูกโป่งแตก และอาจจะรู้สึกมีน้ำอยู่ในบริเวณช่องคลอด”

       จากการที่ได้ไปสัมภาษณ์เรื่องราวเหล่านั้น พวกเราได้รู้ว่า ชีวิตคนเราไม่ได้เดินมาบนทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบกันทุกคน พวกเราอาจจะโชคดีที่เกิดมามีความพร้อม แต่ในความจริงแล้วไม่ใช่ทุกคนที่จะโชคดีขนาดนั้น หลายคนบ้านยากจน หรืออาจจะเจอกับความเชื่อของผู้ใหญ่และสังคมต่างๆ ทำให้คนส่วนหนึ่งในนั้นต้องเผชิญกับชีวิตด้วยดัวเองมาตลอด และบางคนอาจจะผ่านช่วงชีวิตเหล่านั้นมาได้แต่สุดท้ายปัญหาชีวิต เศรษฐกิจ จะทำให้กลุ่มคนเหล่านั้นจะเลือกเส้นทางที่สังคมได้ตราหน้าไว้ว่าเป็นเส้นทางที่ไม่ควรก้าวเดิน ในที่นี้ก็คืออาชีพ หญิงขายบริการทางเพศ ไม่มีใครหรอก ที่จะต้องการมีทำอาชีพนี้ แต่ด้วยปัญหามากมายที่เข้ามาในชีวิตที่กดดันให้คนกลุ่มนี้ต้องดำเนินมาในเส้นทางนี้ และสิ่งที่ได้รู้อีกคือไม่มีใครอยากอยู่ในเส้นทางนี้ไปตลอด หลายคนครับ ที่คิดเส้นทางของตัวเองไว้แล้วว่า ถ้าเก็บเงินแล้วจะไปทำอย่างอื่นต่อ นี้เป็นเรื่องราวที่พวกเราได้รับรู้มา เรื่องราวของผู้หญิงขายบริการทางเพศ สรุปแล้วคนเราไม่สามารถตัดสินว่า ดีหรือชั่วจากการกระทำอย่างเดียวได้หรอก แต่เราต้องดูถึงเหตุผลที่พวกเขาทำด้วยว่าพวกเขาทำเพื่ออะไร และทำไปเพราะอะไร อย่างพี่ภรณ์ (นามสมมุติ) ได้เล่าเรื่องราวและเหตุผลของตัวเอง ชีวิตของเธอว่า อะไรถึงพาเธอมาถึงจุดนี้ นี้แหละคือเรื่องราวที่ใครหลายคนไม่เคยได้สัมผัส เรื่องราวของผู้หญิงขายบริการ

นายพงศ์ภา

 

จากอาจารย์แป๊ะ

       ถึงลูกศิษย์ครับ

       ผมได้คุยกับพี่ภรณ์ของคุณหมอแล้ว เขาบอกมาว่า ในวันนั้น การสนทนาได้เริ่มต้นด้วยอาการเกร็งๆ แต่เมื่อผ่านไปสักระยะหนึ่ง คุณหมอดูผ่อนคลายขึ้น เธอก็ผ่อนคลายมากขึ้น ทำให้การสนทนาผ่านไปอย่างราบรื่น

       อันนี้แสดงว่าคุณหมอสอบผ่านไประดับหนึ่งครับ

 

       ส่วนอาชีพขายบริการทางเพศนี้ น่ายกย่องไหม คำตอบคือ ให้ดูผม ซึ่งขณะนี้ประกอบอาชีพขายบริการทางเพศเช่นกัน ! ฮาแล้ว คราวนี้ฮาแตกแน่ จะไม่ใช่ได้อย่างไร ในเมื่ออาชีพผมเป็นหมอสูติ ดูแลสตรีเพศ หมอแบบผม จึงต้องถูกเรียกว่า ให้บริการทางเพศเช่นเดียวกันอย่างหลีกหนีไม่พ้น แถม ผมยังมีความเชี่ยวชาญด้านบำบัดทางเพศอีกด้วยนะครับ (ฮา...)

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี