ความเห็น


ต่อจากนี้ไปเป็นเรื่องของ ศศิพิมพ์ ไชยจรัส ครับ

เรื่องเล่าของหญิงขายบริการ

เรื่องราวที่ดิฉันอยากนำมาเล่าสู่กันฟัง  เป็นเรื่องราวของหญิงขายบริการที่ใครหลายๆคนมักจะมองพวกเธอในแง่ลบ ด้วยเหตุผลที่ว่า พวกเธอยอมแม้กระทั่งขายศักดิ์ศรีของตนเองเพื่อแลกกับเงินทองและความสุขสบายเพียงเท่านั้น  แต่ความจริงแล้วใครจะรู้ว่าอีกมุมหนึ่งของหญิงขายบริการเหล่านี้ ต่างก็มีเหตุผลและความจำเป็นที่แตกต่างกันในการตัดสินใจเลือกเดินตามเส้นทางอาชีพนี้

       หลังจากที่ดิฉันได้มีโอกาส­­พูดคุยและสัมภาษณ์หญิงขายบริการท่านหนึ่ง ซึ่งเธอเล่าว่าเหตุผลที่เธอตัดสินใจประกอบอาชีพหญิงขายบริการด้วยวัยแค่เพียง 23 ปี ก็เพราะเธอต้องหาเงินไปใช้เป็นค่ารักษาพยาบาลให้แก่ลูกชายที่รอการผ่าตัดซึ่งป่วยเป็นโรคหัวใจ  อีกทั้งปัญหาการหย่าร้างกับสามี  ทำให้เธอต้องรับภาระเป็นเสาหลักของครอบครัวดูแลค่าใช้จ่ายทั้งหมดภายในบ้าน  ผู้หญิง ตัวเล็กๆคนนี้ จึงต้องดิ้นรนและทำทุกวิถีทางเพื่อแลกกับความสุขสบายของทุกคนในครอบครัว               เธอเล่าว่าวันแรกที่เธอตัดสินใจเข้ามาสมัครงานเป็นสาวนั่งดริ้งค์ในสถานบริการแห่งหนึ่งนั้น                   เธอตั้งใจไว้แล้วว่า เธอจะทำงานเป็นสาวนั่งดริ้งค์เพียงอย่างเดียว และได้ให้สัญญากับตัวเองว่าจะ            ไม่ยอมขายบริการทางเพศโดยเด็ดขาดไม่ว่าแขกที่มาใช้บริการจะมีข้อเสนอใดๆก็ตาม  ซึ่งก่อนที่      สาวนั่งดริ้งค์ทุกคนจะได้เข้ามาทำงานนั้น  ทุกคนจะต้องผ่านการคัดเลือกโดยบุคคลที่พวกเธอเรียกกันในนาม “มาม่าซัง” ซึ่งเป็นผู้ควบคุมและดูแลในส่วนของหญิงขายบริการทั้งหมด   การคัดเลือก           สาวนั่งดริ้งค์และหญิงขายบริการ จะคัดเลือกจากหน้าตา รูปร่าง และที่สำคัญคือ ดูขนาดของหน้าอกและดูส่วนของหน้าท้องว่ามีการแตกลายหรือไม่  โดยจะมีการแบ่งระดับของหญิงขายบริการออกเป็นสองประเภท คือ ผู้หญิงที่มีคุณสมบัติตามที่กล่าวมาข้างต้น ก็จะถูกคัดเลือกไปเป็น “สาวไซด์ไลน์” ซึ่งหมายถึง ผู้หญิงที่ขายบริการทางเพศโดยเฉพาะ  พวกเธอมีรายได้ประมาณ  100,000 – 200,000 บาท ต่อเดือนแต่หากผู้หญิงที่มีคุณสมบัติไม่ตรงตามที่กล่าวไว้ก็จะถูกคัดเลือกไปเป็น  “สาวนั่งดริ้งค์”     ซึ่งก็คือ ผู้หญิงที่ขายบริการทางเพศในกรณีที่แขกที่มาใช้บริการมีความต้องการ  และเธอยังเล่าว่า ผู้หญิงที่ขายบริการทางเพศส่วนใหญ่ จะรับแขกไม่เกิน 2 คนต่อคืน และจะได้รับเงินค่าบริการประมาณ  1,500 – 2,500 บาทต่อครั้ง แต่สำหรับสาวนั่งดริ้งค์ จะได้รับค่าตอบแทน 150 บาทต่อชั่วโมง

โดยที่ไม่ต้องขายบริการทางเพศ  ซึ่งด้วยเหตุผลนี้จึงทำให้เธอตัดสินใจที่จะขายบริการทางเพศ เนื่องจากรายได้ที่ได้รับนั้นไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายที่เธอต้องการ อีกทั้ง การขาดงานในกรณีที่ไม่มีใบรับรองแพทย์ หญิงขายบริการทุกคนจะต้องชดเชยค่าชั่วโมงให้กับทางโรงแรม 1,350 บาทต่อวันและหากมีประจำเดือนก็สามารถหยุดงานได้   โดยมีข้อจำกัดที่ว่าห้ามให้บริการทางเพศในขณะที่มีประจำเดือน หากหญิงขายบริการคนใดฝ่าฝืนกฎข้อนี้ ก็จะต้องคืนเงินค่าให้บริการแก่แขก            ที่มาใช้บริการทั้งหมด  และเธอยังเล่าว่าหญิงขายบริการทุกคนจะต้องมีถุงยางอนามัยพกติดตัว                  อยู่ตลอดเวลา เพื่อป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และการตั้งครรภ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ และหากกรณีของแขกที่มาใช้บริการต้องการมีเพศสัมพันธ์โดยที่ไม่ต้องการใช้ถุงยางอนามัย เธอก็มีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธในการให้บริการได้เช่นกัน  ซึ่งกฎข้อนี้ถือเป็นกฎข้อสำคัญของสถานบริการแห่งนี้

       ในช่วงท้ายของการสนทนา  ดิฉันและเพื่อนๆ นักศึกษาแพทย์ได้ทดลองให้หญิงขายบริการสาธิตการใส่ถุงยางอนามัย ซึ่งผลปรากฏว่าหญิงขายบริการผู้ที่ให้สัมภาษณ์ยังใส่ถุงยางอนามัย                 ไม่ถูกต้อง เนื่องจากเธอเพิ่งเริ่มทำงานได้เพียง 15 วัน และขายบริการทางเพศได้เพียง 3 ครั้ง อีกทั้ง

เธอยังมีความรู้ในการคุมกำเนิดที่ไม่ถูกต้อง  ทางกลุ่มจึงให้คำแนะนำในการใช้ถุงยางอนามัย โดยการสาธิตขั้นตอนการใช้ถุงยางอนามัยอย่างละเอียด และได้ให้คำแนะนำแก่หญิงขายบริการคนดังกล่าว

ในการคุมกำเนิด รวมถึงการดูแลป้องกันตนเองในกรณีที่เกิดความผิดพลาดจากการใช้ถุงยางอนามัย

และสำหรับสิ่งที่เธอได้รับจากพวกเราอีกประการหนึ่ง ก็คือ การมีผู้รับฟังปัญหาที่เธออาจจะไม่สามารถบอกกล่าว หรือเล่าให้ผู้ใดฟังได้ ซึ่งบางครั้งเราอาจจะมองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องเล็กๆ                  แต่สำหรับใครบางคนแล้วการได้บอกหรือระบายความทุกข์ให้แก่ใครสักคนได้ฟังนั้น เป็นสิ่งที่ช่วย       ทำให้เขาเหล่านั้นสามารถบรรเทาความทุกข์ให้น้อยลงไปได้มากอย่างไม่น่าเชื่อ

       สิ่งที่ดิฉันได้จากการพูดคุยในครั้งนี้  ทำให้ดิฉันได้เห็นถึงมุมมองอีกด้านหนึ่งของสังคมว่า             ผู้ที่ประกอบอาชีพหญิงขายบริการ  ซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะมองพวกเธอในด้านลบนั้น ความจริงแล้วพวกเธออาจจะมีความจำเป็นบางอย่างที่ทำให้ต้องเลือกเดินบนเส้นทางสายนี้  ในอดีตดิฉันอาจจะเป็นคนหนึ่งที่มองว่า ผู้หญิงที่ประกอบอาชีพหญิงขายบริการจะต้องเป็นผู้หญิงที่ไม่ดี และสร้างความเดือดร้อนให้กับสังคมต่างๆนานา  แต่เมื่อดิฉันได้มีโอกาสพูดคุยและได้รับรู้ถึงสาเหตุที่พวกเธอ           เลือกที่จะประกอบอาชีพนี้  ทำให้ดิฉันปรับเปลี่ยนมุมมองของตนเอง และมองพวกเธอในด้านที่ดี            มากยิ่งขึ้น  ดิฉันอยากให้สังคมลองมองในอีกด้านหนึ่งของพวกเธอว่า ไม่มีใครที่สามารถเลือกเกิดได้  หากพวกเธอสามารถเลือกที่จะประกอบอาชีพได้ ก็คงจะเลือกประกอบอาชีพอื่นที่ไม่ใช่อาชีพนี้ อาชีพที่ไม่ต้องแลกกับการขายศักดิ์ศรีของตนเองเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินเงินทองหรือความสุขสบาย           หรือด้วยเหตุผลใดก็ตาม ดิฉันคิดว่าบางครั้งหากเราต้องตกอยู่ในสภาวะวิกฤตของชีวิต ดิ้นรนต่อสู้จนถึงที่สุดแล้ว  แต่ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ สำหรับคนที่เรารัก และครอบครัวของเรา ถึงแม้หนทางข้างหน้า จะเป็นหนทางที่มืดมนสำหรับตัวเราเอง แต่หากหนทางนั้น เป็นหนทางที่จะสามารถมอบแสงสว่างให้กับคนในครอบครัวของเราได้ ดิฉันเชื่อว่าเราทุกคนก็คงจะยอมทำและสู้ทน เพื่ออนาคตที่ดีของคนในครอบครัว อยากให้สังคมเข้าใจ และให้เกียรติพวกเธอเหมือนเป็นประชาชนในสังคมคนหนึ่ง หรืออย่ามองพวกเธอด้วยสายตาที่ดูหมิ่น ลองเอาใจเขามาใส่ใจเราว่า หากเราต้อง          มายืน ณ จุดจุดเดียวกับพวกเธอ เราจะรู้สึกเช่นไรหากคนในสังคมไม่ให้การยอมรับ  ถึงแม้ว่าโอกาสที่สังคมไทยจะยอมรับในอาชีพหญิงขายบริการนั้นมีน้อยมาก  แต่สิ่งหนึ่งที่อยากให้สังคมตระหนัก คือ การมองข้ามสิ่งที่ไม่ดีของคนคนหนึ่ง ซึ่งอาจจะเป็นเพียงส่วนน้อย เมื่อเทียบกับสิ่งที่ดีของเขา หากคนในสังคมสามารถทำได้ เราก็จะสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข

 .ส.ศศิพิมพ์  ไชยจรัส  

จากอาจารย์นะครับ

จะดีมากๆเลย หากคุณหมอจะได้มีโอกาสไปเยี่ยมลูกของเขาในวันที่เข้ารับการผ่าตัด ที่กำลังจะมีขึ้นในเดือนหน้านี้นะครับ บอกผมด้วย จะได้ไปเยี่ยมด้วยกัน

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี