ความเห็น 19485

การจัดการความรู้ขององค์กร

Laddawan Seangon
IP: xxx.155.199.194
เขียนเมื่อ 

        ในการทำงาน 10 ปีที่ผ่านมามีเรื่องที่ประสบความสำเร็จ ประทับใจและภาคภูมิใจมากมาย ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของงาน HA  การดูแลผู้ป่วยที่จะนำเครื่องช่วยหายใจออก  การดูแลผู้ป่วยและญาติที่ต้องเผชิญกับวาระสุดท้ายของชีวิต   เป็นต้น  สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้ ข้าพเจ้า เป็นที่รู้จัก และยอมรับในคณะของผู้บริหารโรงพยาบาลทั้งรัฐบาลและเอกชนในจังหวัดสมุทรสาคร เป็นอย่างดี 

      ในด้านของงาน HA  ได้มีการทำงานกันเป็นทีม  และข้าพเจ้าเองได้มีโอกาสเป็นผู้นำทีม ในการคิดรูปแบบการจัดการด้านการบริหารความเสี่ยง (Risk  Management)  และการบริหารจัดการเครื่องมือแพทย์  ในโรงพยาบาลบ้านแพ้ว  โดยได้ใช้  Tacit Knowledge  ของตนเองที่ได้ทำการวิเคราะห์และศึกษารูปแบบการทำงานของโรงพยาบาลทั้งหมด แล้วนำมาคิดรูปแบบการจัดการความเสี่ยงเป็นของโรงพยาบาล และได้ทดลองปฏิบัติ ซึ่งในช่วงแรก พบว่ามีปัญหามากมาย จึงได้  Sharing สื่อสารแลกเปลี่ยนความรู้โดยการพบปะ พูดคุยกับเพื่อนพนักงาน เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับโรงพยาบาลต่าง ๆ ที่ได้ดำเนินการ HA ผ่านแล้ว  หลังจากนั้นได้มีการประชุมทีมงานเพื่อ  แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น และได้รวบรวมความรู้ต่างๆ ที่ได้รับมา(Capture) แล้วนำมาจัดทำรูปแบบการบริหารความเสียงที่เหมาะสมกับโรงพยาบาลของตนเอง (Collaboration)   และได้เขียนเป็นคู่มือปฏิบัติ (Classification) และได้อบรมชี้แจงจนบุคลากรสามารถเข้าใจและยึดถือปฏิบัติมาจนทุกวันนี้  ถึงแม้ว่าตัวของข้าพเจ้าจะไม่ได้ทำงานในโรงพยาบาลบ้านแพ้ว (องค์การมหาชน)  แล้วก็ตาม 

          ส่วนในเรื่องของการดูแลผู้ป่วยที่กำลังจะนำเครื่องช่วยหายใจออกแต่ไม่สามารถเอาออกได้จากสาเหตุต่าง เช่น ความกลัว  หรือเป็นจากตัวโรค  หรือเทคนิคของผู้ดูแลเอง  เนื่องจากข้าพเจ้ามีความสนใจในเรื่องการดูแลผู้ป่วยประเภทนี้อยู่แล้ว ประกอบกับชอบศึกษาในเรื่องของจิตวิทยา  จึงได้ใช้ Tacit Knowledge  ของตนเอง  มาใช้ในการดูแลผู้ป่วย  โดยยึดหลักของการสร้างสัมพันธภาพกับผู้ป่วยจนผู้ป่วยรู้สึกว่าเราเป็นคนที่เขาไว้ใจได้  จากนั้นจะพูดอธิบายวิธีการที่จะฝึกให้ผู้ป่วยหายใจเองและจะให้กำลังใจผู้ป่วยโดยการสร้างความเชื่อมั่นว่าผู้ป่วยจะสามารถหายใจเองได้ด้วยตนเอง  พร้อมทั้งจะอยู่กับผู้ป่วยในช่วง 2 ชั่วโมงแรกเสมอ  (ถ้าจะต้องไปทำกิจกรรมอื่นจะต้องบอกผู้ป่วยก่อนและกิจกรรมที่ทำนั้นจะต้องทำในระยะที่ผู้ป่วยมองเห็นเราได้)  เพื่อให้ผู้ป่วยรู้สึกว่ามีเราอยู่ใกล็ ๆ ตลอดเวลาที่เขาจะสามารถขอความช่วยเหลือได้ทันที ที่เขาไม่สามารถหายใจด้วยตนเองได้  และในการทำแบบนี้จนกลายเป็นรูปแบบเฉพาะตัวของตนเอง  สามารถนำเครื่องช่วยหายใจออกให้ผู้ป่วยได้สำเร็จทุกราย  จนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว  และได้พยายามที่จะถ่ายทอดให้กับรุ่นน้องได้ปฏิบัติ  แต่น่าเสียดายที่ไม่สามารถมีใครปฏิบัติได้เลย  (เนื่องจากในช่วงที่อยู่โรงพยาบาลบ้านแพ้ว  ไม่ได้คิดว่านี่ คือ ความสามารถที่มีอยู่ในตัว  จึงไม่ได้พยายามที่จะถ่ายทอดให้กับคนอื่น จนกระทั่งออกจากโรงพยาบาลแล้วมี พี่จากโรงพยาบาลมหาชัย ซึ่งไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเลย โทรศัพท์มาขอให้ไปช่วยพูดกับพ่อซึ่งป่วยต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ และไม่สามารถนำเครื่องช่วยหายใจออกได้  โดยพี่ให้เหตุผลว่า มีบุคลากรในโรงพยาบาลบอกว่า ข้าพเจ้ามีความสามารถในการพูดกับผู้ป่วยได้  และนี่คือสิ่งที่ตนเองภาคภูมิใจ

         จะเห็นว่าทักษะหรือความรู้ที่มีอยู่ในตัวบุคคลนั้น  ถ้าเราไม่มีการจัดการกับความรู้นั้นอย่างเป็นระบบ เป็นขั้นเป็นตอนแล้ว  มันก็จะไม่เกิดประโยชน์กับบุคคลอื่นเลย  และยิ่งถ้าเราไม่ได้มีโอกาสทำงานนะที่ดังกล่าวแล้ว  ความรู้ที่เป็นประโยชน์ที่น่าจะเผยแพร่มันก็จะตายไปพร้อมกับเราทันที  ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่น่าเสียดาย