ความเห็น


๓.๑.๕ โลกของความจริง ของ อรูป(โลกุตตระ) และรูป(โลกียะ) เราจะใช้ประโยชน์อย่างไร

๓.๑.๕.๑ ความจริงที่เกิดจากความคิด โลกของ อรูป โลกุตตระ เป็นเรื่องของ สมมุติ นาม อสสาร ไม่มีตัวตน ไม่เคลื่อนที่และไม่มีเวลา ไม่เปลี่ยนแปลง เที่ยง

ลองมาขยายความจากคำกล่าวของท่านพุทธทาสจิตเดิมแท้คือปัญญานั่นหมายความว่าจะเห็นความจริงเริ่มแรกและจะได้ความจริงต่อๆมา ถ้าในเรื่องของปัญหาจะเห็นปัญหาเริ่มแรก หรือ รากเหง้าของปัญหา ปัญหาแรกจะก่อปัญหาอื่นๆตามมา เช่น การอยากมีอยากเป็น ตัวกูของกู ก่อทุกข์ไม่จบสิ้น

ลองมาทำความเข้าใจความจริงเริ่มแรก เช่น ในวิชาเรขาและคณิตศาสตร์เราเรียกความจริงเริ่มแรกว่า ความจริงที่ไม่ต้องพิสูจน์ นักปัญญานิยมเรียกว่าปัญญาญาณ พุทธศาสตร์เรียกว่าสหัชญาณ ศาสนาบางศาสนาเรียกว่าปัญญาที่พระเจ้าประทานให้มนุษย์มาแต่เกิด เดการ์ตนักปรัชญายุคใหม่เรียกว่า การเห็นเองทันที(Intuition)

ความจริงที่ไม่ต้องพิสูจน์ในวิชาเรขา ก่อให้เกิดความจริง(ทฤษฏีบท)ของเรขาคณิตอีก ๒๓ บทตามมา ในวิชาคณิตศาสตร์ก็ใช้ความจริงเริ่มแรกเดียวกันนี้สร้างเป็นทฤษฏีบทต่างๆตามมามากมาย แต่ทั้งเรขาคณิตและเลขคณิตเป็นเรื่อง สมมุติ กำหนดให้ คำนิยาม ค่า ไม่มีตัวตน แต่นำไปทำความเข้าใจโลกของ รูปเพื่อเปรียบเทียบ ตรวจการเปลี่ยนแปลงรูป ในโลกของวิทยาศาสตร์ได้ดี ทำนองเดียวกัน การไม่ทำชั่ว ทำดีและทำจิตใจให้ผ่องแผ้ว มากำหนดเป็นข้อกำหนด(สิกขาบท ระเบียบ)หากปฏิบัติตามจะก่อให้เป็นคนมีศีลและมีวินัย เพื่อให้มนุษย์มีระเบียบไปสู่ความเจริญได้

ตัวอย่าง การหาความจริงต่อๆมาจากความจริงเริ่มแรก เช่น การพิสูจน์เส้นตรงสองเส้นตัดกันมุมตรงข้ามย่อมเท่ากัน เกิดจาก สมมุติให้ กำหนดให้ นิยามให้ คือ ๑.จุดคือ สิ่งที่ไม่มีความกว้างยาว ๒.เส้นตรงคือทางเดินที่สั้นที่สุดระหว่างจุดสองจุด ๓.เส้นตรงเส้นหนึ่งตั้งอยู่บนเส้นตรงอีกเส้นหนึ่งมุมประชิดรวมกันเท่า ๒ มุมฉาก ความจริงเริ่มแรกคือ ๑.สิ่งสองสิ่งต่างก็เท่ากับกับสิ่งหนึ่งแล้วสิ่งสองสิ่งนั้นเท่ากัน ๒.สิ่งสองสิ่งเท่ากันอยู่แล้วเมื่อหักหรือเพิ่มด้วยสิ่งหนึ่งผลสิ่งทั้งสองยังคงเท่ากัน เราใช้สิ่งที่สมมุติและความจริงเริ่มแรกพิสูจน์เส้นตรงสองเส้นตัดกันมุมตรงข้ามย่อมเท่ากัน(ความจริงต่อมา)ได้โดยไม่ใช้การวัด เพียงแต่การใช้เหตุผลอย่างต่อเนื่องขอให้ผู้อ่านลองทำดูถ้าทำไม่ได้ลองไปเปิดวิชาเรขาในสมัยเด็กดู และ การทำแบบดังกล่าวต่อๆไปจะได้ความจริงเป็นทฤษฏีเรขาทั้งหมด๒๓บท

การได้ความจริงเริ่มแรกแล้วหาความจริงอื่นๆตามมาเราเรียกวิธีนี้ว่า วิธีนิรนัย(Deduction) พุทธศาสนา หาความจริงด้วยวิธีนิรนัย ความจริงเริ่มแรก เช่น ทุกสิ่งมาแต่เหตุทุกสิ่งจะเปลี่ยนแปลงด้วยเหตุ (ต้องมีเหตุที่แก้ทุกข์ได้) อิทัปปัจจยตาเช่น สิ่งนี้จริงสิ่งที่เกิดจากนี้จึงจริง สิ่งนี้ไม่จริงไม่เที่ยงสิ่งที่เกิดจากสิ่งนี้ก็ไม่จริงไม่เที่ยงด้วย สิ่งนี้มีสิ่งนี้จึงมี สิ่งนี้เกิดสิ่งนี้จึงเกิด ดีเกิด เลวจึงเกิด กุศลเกิด อกุศลจึงเกิด ปัญหานี้เกิดปัญหานี้จึงเกิดด้วย ปฏิจจสมุปบาท(การยึดตัวตนทำให้การเกิดทุกข์อย่างต่อเนื่อง) ไตรลักษณ์(รูปไม่เที่ยง ถ้าเรายึดจึงไม่เที่ยงด้วย) ความจริงที่เกิดจากนิรนัยนี้เป็นเรื่องของอรูป สูงกว่าฌานที่๔ เป็น อภิญญา๖(อาสวักขยญาณ) เป็นโลกของโลกุตตระ เราใช้ความจริงชนิดนี้กำหนดจุดมุ่งหมายของชีวิต เช่น ความดี ความเจริญ ความสุข ฯลฯ

องค์ประกอบการหาความจริงจากความคิดหรือปัญญามี ๓ องค์ประกอบคือ ๑.สมมุติ ๒.ปัญญาพบความจริงเริ่มแรกหรือปัญหาเริ่มแรก Intuition ๓.การหาความจริงต่อๆมาเรียกว่าวิธีการนิรนัย (Deduction) สรุป จะได้ความจริงแท้ที่ไม่เปลี่ยนแปลง เที่ยง

๓.๑.๕.๒ ความจริงที่ได้จากการสังเกตผ่านประสาทสัมผัส โลกของ รูป โลกียะ เป็นเรื่องของ สสาร มีตัวตน มีการเคลื่อนที่ มีเวลา เปลี่ยนแปลง ไม่เที่ยง

ขบวนการหาความจริงทางรูปและปรากฏการณ์ของรูป ดังทฤษฏีทางวิทยาศาสตร์ใช้วิธีอุปนัย(Induction) เช่น เราเด็ดมะม่วงจากต้มมะม่วงต้นหนึ่งมากินหลายลูกแล้วหวาน เราก็สรุปว่าลูกมะม่วงต้นนี้ทั้งต้นหวาน เราเห็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ เช่น ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก เราก็คิดว่าเป็นจริงเสมอไป(รูปไม่เที่ยงแล้วปรากฏการณ์ของรูปจึงไม่เที่ยงด้วย ดวงอาทิตย์ต้องมีเกิดแก่เจ็บตายเหมือนกัน เมื่อไม่มีดวงอาทิตย์ ดวงอาทิตย์ก็ไม่ขึ้นทางทิศตะวันออกอีกต่อไป) วิธีอุปนัยนั้นได้เพียงใกล้ความจริงในกาละและเทศะหนึ่ง แต่ไม่ใช่ความจริงแท้(ไม่เที่ยง) ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์จะมีทฤษฎีใหม่มาล้มทฤษฎีเก่าเพื่อใกล้ความจริงมากขึ้นเสมอ ความจริงที่เกิดจากอุปนัยมันเป็นจริงในขอบเขตของปัจจัยหนึ่งๆเท่านั้น แต่มนุษย์ก็สามารถใช้ความจริงที่เกิดจากอุปนัยนี้มาศึกษาธรรมชาติใช้พยากรณ์และสร้างเครื่องมือในขอบเขตนั้นได้ ความจริงที่เกิดจากอุปนัยนี้เป็นเรื่องของรูป อยู่ในฌานที่๑-๔ เป็น อภิญญา๑-๕ เป็นโลกของโลกียะ เราใช้ความจริงชนิดนี้กำหนดเป้าหมายของชีวิต เช่น มีบ้าน มีเงินล้าน มีรถ สิ่งที่อยากได้ ฯลฯ

องค์ประกอบการหาความจริงจากประสาทสัมผัส มี ๓ องค์ประกอบคือ ๑.สมมุติ ๒.การสังเกตผ่านประสาทสัมผัส ๓.เกิดเหตุและผลซ้ำๆในขอบเขตหนึ่ง แล้วจึงถือว่าเหตุที่ทำให้เกิดผลซ้ำนั้นเป็นความจริงในขอบเขตนั้น วิธีหาความจริงชนิดนี้เราเรียกว่าวิธี อุปนัย เรานำความจริงที่เกิดจากการสัมผัสนี้ มาเขียนเป็นสมการทางคณิตศาสตร์ จะทำให้สามารถพยากรณ์ผลที่จะเกิดจากเหตุ(การบรรลุเป้าหมาย) เมื่อ เรากระทำเหตุในอดีตและปัจจุบันแล้วอนาคตก็จะได้ผลจากการกระทำนั้น ดังคำที่กล่าวว่า กรรมเป็นของตน

๓.๑.๖ สรุป การหาความจริงจากนิรนัยและอุปนัยมีความสำคัญกับมนุษย์ทั้งคู่ พุทธองค์ จึงสอนให้มนุษย์ต้อง ศึกษา ฝึกฝน พัฒนา หาความรู้ ซึ่งจะทำให้มนุษย์มีทางดำเนินชีวิตอย่างมีระเบียบ เปรียบเสมือนมีถนนตรงเส้นเดียวที่เดินหรือวิ่งในแต่ละช่องทางหรือช่วยเหลือพากันไป เพื่ออยู่กับโลกอย่างยั่งยืนตลอดไป

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี