ความเห็น


ดีครับคุณช้างน้อยมอมแมม การสร้างความรู้และฟื้นฟูภูมิปัญญาของสังคมในเงื่อนไขแวดล้อมปัจจุบัน มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องผสมผสานอย่างกลมกลืนระหว่างความเป็นท้องถิ่นกับเงื่อนไขแวดล้อมที่เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสังคมโลก ซึ่งการดำเนินการดังกล่าว ลำพังแต่สถาบันวิชาการ องค์กรภาครัฐ และชุมชนทางวิชาการจะดำเนินการขึ้นด้วยความรู้และความเชี่ยวชาญของตนเอง ก็คงจะไม่สามารถเข้าถึงความเป็นจริงของสังคมได้ ประเด็นของคุณช้างน้อยมอมแมมจึงเป็นทั้งการวิเคราะห์ให้เห็นทั้งศักยภาพและความเป็นตัวตนของชุมชนหนองบัวที่มีอยู่แต่เดิม พร้อมกับชี้แนะแง่มุมที่จะสามารถเสริมพลังชุมชน ให้ยกระดับความสำคัญของเวทีเรียนรู้ชุมชน ที่กำลังมีอยู่ในเวทีหนองบัวนี้ ในหลายประเด็นด้วยกัน เลยอยากร่วมตกผลึกต่อให้อีกนะครับ....

มองเห็น “ชุมชนชาวหนองบัว” เป็น “พื้นที่ศึกษา” (area studies) ครับ.... นอกจากจะมี “อัตลักษณ์” จำเพาะแล้ว เป็นพื้นที่ที่จักเชื่อมโยง และสะท้อนอะไรๆ หลายๆ อย่างให้กับ “ปรากฎการณ์ของสังคมไทย” 

       [ประเด็นการวิเคราะห์ศักยภาพและทุนทางสังคมของชุมชนหนองบัว ในความเห็นที่ ๒๕ ของ คุณช้างน้อยมอมแมม]

การทำให้ชุมชนเป็นพื้นที่ศึกษาจากประเด็นการวิเคราะห์ดังกล่าว ด้านหนึ่งจึงทำให้สิ่งที่กำลังค่อยๆทำกันในเวทีคนหนองบัวนี้ ยกระดับความเป็นกระบวนการศึกษาเรียนรู้ที่มีความเป็นจริงจากชุมชนเชิงพื้นที่เป็นแหล่งการสร้างตัวปัญญาอย่างบูรณาการด้วยกัน ขณะเดียวกัน ก็เพิ่มความสำคัญของการเรียนรู้ชุมชนจากความเป็นชุมชนหนองบัว ซึ่งมีความสำคัญอยู่ในตนเองอยู่แล้วนั้น ให้เป็นภาพสะท้อนของสังคมไทย เป็นแง่มุมที่จะทำให้การเรียนรู้ชุมชนของคนหนองบัว เป็นทั้งการเสริมพลังปัญญาและการได้ซาบซึ้งในอัตลักษณ์ตนเอง พร้อมกับทำให้พลเมืองของท้องถิ่นได้เรียนรู้อย่างเชื่อมโยงให้เห็นความซับซ้อนของโลกกว้างที่มีความเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตชุมชนได้อย่างใกล้ชิดมากยิ่งๆขึ้น เป็นพื้นฐานสำคัญของการสร้างจิตสำนึกสาธารณะ ให้ประชาชนและชุมชนมากมายในสังคมเกิดความสำนึกร่วมต่อสังคม และเห็นแนวคิด ตลอดจนมิติอื่นๆเพื่อสะท้อนลงไปสู่การปฏิบัติในระดับที่อยู่ในชีวิตประจำวันของตนเองได้อย่างผสมกลมกลืน มากยิ่งๆขึ้น

เล่าถึงภูมิแห่งวิถีการทำมาหากิน เล่าถึงคติ “กบบ่มีปาก นาคบ่มีฮูขี้” ยังนึกชมถึงภูมิรู้อันลุ่มลึกของคุณแม่ เห็นถึงกระบวนการ “บ่มเพาะ” และกระบวนการ “ถ่ายทอด” ของบุรพชนจากรุ่นสู่รุ่น จนแปรเป็น “วิถีคิดและวิถีปฏิบัติ” ของลูกหลานรุ่นต่อมา เป็นทั้ง Folk และ lore      

       [ประเด็นการวิเคราะห์ศักยภาพและทุนทางสังคมของชุมชนหนองบัว ในความเห็นที่ ๒๕ ของ คุณช้างน้อยมอมแมม]

ข้อวิเคราะห์และนำเสนอประเด็นที่น่าสนใจที่อยู่ในเรื่องราวและข้อมูลมากมายที่มีคนคุยกันในเวทีคนหนองบัวอย่างที่คุณช้างน้อยมอมแมมชี้ให้เห็นนี้ ทำให้เห็นกรอบและหมวดหมู่ในการย่อยข้อมูลและนำมาประมวลผลเพื่อสร้างความรู้ไดอีกอีกชุดหนึ่ง คือ..วิถีการทำมาหากิน | กระบวนการบ่มเพาะ | กระบวนการถ่ายทอด | วิถีคิดและวิถีปฏิบัติในความเป็นทรรศนะ ความเชื่อ กฏเณฑ์ และวิถีปฏิบัติของท้องถิ่น

นอกจากนี้ องค์ประกอบเหล่านี้ หากนำมาพิจารณาอย่างเอกเทศ ก็คงจะเป็นสิ่งที่เป็นกิจกรรมชีวิตและเรื่องราวของชุมชนเล็กๆ  ทว่า เมื่อมองในบางแง่มุมอย่างที่คุณช้างน้อยมอมแมมวิเคราะห์และผุดประเด็นขึ้นมา แล้วก็เชื่อมโยงให้เห็นความเกี่ยวข้องกันทั้งในระนาบของชุมชน และระหว่างชุมชนกับสังคมไทยและโลกภายนอกแล้ว สิ่งที่เห็นในความเป็นชุมชนหนองบัว ก็สามารถใช้เป็นข้อค้นพบเพื่อศึกษาเรียนรู้ย้อนเข้าสู่บริบทแวดล้อมและปัจจัยเชิงสาเหตุที่เกี่ยวข้องกันของสังคมไทยและสังคมโลก น่าสนุกและน่าสนใจครับ

แนวการศึกษาอย่างนี้ หากเป็นหลักของขงจื้อ ก็ต้องบอกว่า นั่งอยู่ในห้องเล็กๆ หากแต่มีความแยบคายและลึกซึ้ง ก็สามารถมองออกไปในโลกกว้างและเข้าใจในสรรพสิ่งได้ (๑) หากพิจารณาจากวิถีปฏิบัติอย่างแยบคายต่อชีวิตแห่งการเรียนรู้โดยหลักโยนิโสมนสิการ ก็จัดเข้าเป็นวิธีคิดแบบ ปฏิโลม หรือคิดจากผลย้อนเข้าหาชุดแห่งอิทัปปัจจยตาหรือปัจจัยเชิงสาเหตุ ซึ่งเป็น ๑ ในวิธีคิดให้แยบคาย ๑๐ แบบ (๒)  และหากเป็นการสร้างความรู้โดยวิธีการวิทยาศาสตร์ตามระเบียบวิธีการวิจัยสมัยใหม่ ก็นับว่าเป็นการวิเคราะห์ถดถอยจากตัวแปรตาม สืบสาวเข้าสู่ตัวแปรต้น (๓)  ซึ่งประเด็นของผมก็คือ เราจะเห็นว่าเมื่อมีการวิเคราะห์และเรียนรู้ให้แยบคายอย่างนี้ ก็จะเห็นได้อย่างแน่ชัดว่าภูมิปัญญาและการเรียนรู้ชุมชนนั้น จะสามารถทำให้ทั้งเข้าใจตนเอง พร้อมกับสามารถเห็นแง่มุมความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทั้งของโลกและของสังคมสมัยใหม่ ที่จะทำให้เห็นตนเองและเข้าใจผู้อื่นในสากลได้ดียิ่งๆขึ้น เป็นการยกระดับการเรียนรู้ของชุมชนดีมากๆครับ

โดยวิธีการอย่างนี้ เมื่อนำมาผสมผสานกับความรู้และวิถีแห่งปัญญาเกี่ยวกับสังคมที่ส่วนใหญ่มักจะเป็นความรู้แบบรวมศูนย์ ก็จะทำให้ได้ความรู้และตัวปัญญาอีกมิติหนึ่งที่ถักทอขึ้นมาจากชุมชนระดับฐานราก แต่สามารถเชื่อมโยงและแสดงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับความรู้ทั่วไปที่มีอยู่แล้วดังกล่าวนั้น เราก็จะเห็นความมีปฏิสัมพันธ์กันสองทางของสังคมระหว่างความเป็นท้องถิ่นกับความเป็นสากล ผ่านกระบวนการทางปัญญาที่มีความเป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกันอย่างตลอดสาย

เพียงเริ่มเห็นลางๆอย่างนี้ ก็พอจะเห็นความสำคัญของเวทีคนหนองบัวมากยิ่งๆขึ้นแล้วละครับ เห็นด้วยครับในการพัฒนาเวทีให้เป็นกลไกจัดการเครือข่ายการเรียนรู้และประสานความเชื่อมโยง ให้ชุมชนหนองบัวเป็นหนึ่งในกรณีการเรียนรู้นำร่องของความเป็นพื้นที่ศึกษา พร้อมกับเป็นพื้นที่ปฏิบัติการที่ค่อยๆเป็นระบบ เพื่อให้เป็นโอกาสพัฒนาเครือข่ายการเรียนรู้สังคมในวงกว้างทั้งของคนหนองบัวและคนทำงานแนวนี้จากทั่วประเทศที่เข้ามาในเวทีนี้ได้ จากบทเรียนและความเป็นจริงที่ได้จากเวทีคนหนองบัวด้วยกัน

เยี่ยม-เยี่ยม ครับ คุณช้างน้อยมอมแมม

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี