ความเห็น


การทำนา ดำรงชีวิตอยู่กับการงานและการผลิต มีวิชาชีวิตและหลักปฏิบัติต่างๆอยู่มากมาย เป็นระบบคิดที่วางอยู่บนคุณธรรมของการอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นและการปรับตนเองให้สอดคล้องกลมกลืนไปกับธรรมชาติ เช่น หลังการเกี่ยวและนวดข้าว กระทั่งขนข้าวใส่ยุ้งฉางแล้ว ก็จะถือหลักห้ามนำเอาข้าวเปลือกออกมาขายหรือทำกิน ต้องรอจนถึงเดือน ๓ ถึงย่างเดือน ๖ ซึ่งก็จะเริ่มต้นในช่วงปลายเดือนมกราคมและต้นเดือนกุมภาพันธ์ และถ้าหากจะให้ดี ก็จะต้องจกข้าวในวันขึ้น ๓ ค่ำ เดือน ๓ ซึ่งจะเป็นวันที่ชาวนาเรียกว่า “กบบ่มีปาก นาคบ่มีฮูขี้” (กบไม่มีปากและนาคไม่มีรูก้น)

       [จากบันทึก ๑๐ :ทำอยู่ทำกิน เรียนรู้พอเพียง]

วิชาชีวิตและหลักปฏิบัติในวิถีชาวบ้านดังกล่าว ดูเหมือนจะไม่ได้อยู่ในรูปของสถิติตัวเลขและวิชาหนังสือ ทว่า เมื่อศึกษาและวิเคราะห์ให้รอบด้านแล้ว ก็จะเห็นถึงความเป็นเหตุเป็นผลไปกับธรรมชาติและฤดูกาลอย่างยิ่ง

       [จากบันทึก ๑๐:ทำอยู่ทำกิน เรียนรู้พอเพียง]

• และให้คนที่เกิดปีขาล มะโรง มะเส็ง เป็นคนตัก เพราะเป็นสัตว์ที่ไม่กินข้าว จำได้ว่าเคยตักค่ะ เพราะเกิดปีมะโรง คงเป็นความเชื่อตามที่พี่ชายอธิบายไว้ “กบบ่มีปาก นาคบ่มีฮูขี้” (กบไม่มีปากและนาคไม่มีรูก้น)

• ตา ยาย และพวกน้าๆเกิดปีสัตว์กินข้าวทุกคน หลานคนแรกนี่แหละค่ะ ที่เกิดปีมะโรง ได้ตักทุกปี

       [ความเห็นที่ ๒๔ คุณ NU 11 : จากบันทึก ๑๐ ทำอยู่ทำกิน เรียนรู้พอเพียง]

นมัสการพระคุณเจ้า พระอาจารย์มหาแล อาสโย /เรียน อ.ดร.วิรัตน์ คำศรีจันทร์

  • มองเห็น “สุนทรียะ”จากเวที ดังคุณเอก-จตุพรว่าไว้ครับ และขอแสดงความยินดีกับเวที “ลานปัญญาของคนหนองบัว” .....
  • ย้อนกลับทบทวนบันทึกที่ผ่านมาของอาจารย์... และรำลึกได้ว่าเมื่อคราวเดินทางลงพื้นที่วิจัยทางภาคเหนือ ระหว่างทางแวะเยือน “บ้านตาลิน” ของท่านหัวหน้า ในวงสนทนายามเย็นพร้อมสำรับข้าวอาหารพื้นบ้าน “คนแม่” เล่าถึงภูมิแห่งวิถีการทำมาหากิน เล่าถึงคติ “กบบ่มีปาก นาคบ่มีฮูขี้” ยังนึกชมถึงภูมิรู้อันลุ่มลึกของคุณแม่ เห็นถึงกระบวนการ “บ่มเพาะ” และกระบวนการ “ถ่ายทอด” ของบุรพชนจากรุ่นสู่รุ่น จนแปรเป็น “วิถีคิดและวิถีปฏิบัติ” ของลูกหลานรุ่นต่อมา เป็นทั้ง Folk และ lore ที่มีความงดงาม ....
  • มองเห็น “ชุมชนชาวหนองบัว” เป็น “พื้นที่ศึกษา” (area studies) ครับ.... นอกจากจะมี “อัตลักษณ์” จำเพาะแล้ว เป็นพื้นที่ที่จักเชื่อมโยง และสะท้อนอะไรๆ หลายๆ อย่างให้กับ “ปรากฎการณ์ของสังคมไทย” ยามนั้น ยามที่สังคมไทยกับอยู่ในห้วงของการ “สร้างบ้านแปลงเมือง” สู่ความทันสมัย (ซึ่งผู้คนหลายท่านยังร่วมสมัย) ทั้งด้วยภูมิศาสตร์ของนครสวรรค์เอง ที่เป็นจุดศูนย์กลางของประเทศที่เป็น “รอยต่อ” ของ “วัฒนธรรม” ทั้งชุมชนไทยอีสาน ไทยเหนือ ไทยภาคกลาง ชุมชนไทยจีน จึงมีความหลากหลาย และงดงามยิ่งนัก....
  • มองเห็น"การเชื่อมต่อของ" ของแนวคิด “บวร : บ้าน วัด และโรงเรียน” (จากข้อมูลพระอาจารย์มหาแล อาสโย) ที่วงการศึกษา และการพัฒนาของไทยกำลังรื้อฟื้นและพัฒนาในปัจจุบัน ซึ่งพวกเราสามารถเรียนรู้จากเวทีชุมชนชาวหนองบัวนี้ได้  เป็นการเรียนรู้ตามรอยวัตรปฏิบัติที่ หลวงพ่ออ๋อย สุวณฺโณ(พระครูนิกรปทุกมรักษ์ ) และ ท่านเจ้าคุณพระเทพสิทธินายก(ห้อง ชาตสิริ ป.ธ. ๖ ท้วมเทศ) อดีตเจ้าคณะจังหวัดนครสวรรค์ ท่านทั้งสองได้วางไว้ให้ศึกษา....
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี