ความเห็น


เคยไปดูมาแล้วค่ะ น่าสนใจมาก

เขาเป็นโรงเรียนที่ไม่มีการสอบ (ครูบอกว่าใช้วิธีประเมินตามสภาพจริงด้วยเครื่องมือที่หลากหลายและประเมินอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ)เห็นด้วยอย่างยิ่งค่ะ เพราะคนเราจะมาใช้ข้อสอบเพียงไม่กี่ข้อประเมินแล้วตัดสินว่าเราเก่ง ไม่เก่ง รู้สึกไม่ค่อยยุติธรรมสำหรับคนถูกประเมินเลย

เป็นโรงเรียนที่เข้าไปแล้วสบายใจไม่มีเสียงออดเสียงระฆังเตือนให้รำคาญ ครูบอกอีกว่าถ้าต้องการให้เด็กมีวินัยต้องทำให้เป็นวิถีชีวิต สม่ำเสมอ ระฆังจึงไม่จำเป็นสำหรรับที่นี้

แล้วเวลาคุณครุตรวจการบ้านหรือตรวจงานเด็ก(อนุบาล)ไม่มีการให้หนึ่งดาว สองดาว หรือสามดาว ไม่ใช่ครูไม่สนใจนะคะ ครุบอกว่าครูไม่มีหน่้าที่ไปตัดสินหรือตีตราว่าใครแย่ แต่ครูมีหน้าที่รู้ว่าเด็กคนไหนต้องพัฒนาด้านใด เพราะเวลาเด็กทำงานเขาทำอย่างตั้งใจไม่เสแสร้ง แต่ครูมีหน้าที่รู้ให้ได้ว่าที่ผลงานเด็กออกมาลักษณะนั้นเพราะเด็กยังไม่พร้อมต้องช่วยยังไงมากกว่า

อีกอย่างเด็กที่นี้เขาไม่มีแบบเรียนสำเร็จรูปเรียนเหมือนทั่วไป

ครูบอกว่าเพราะไม่รู้ว่าเด็กแต่ละห้องอยากเรียนอะไร หนังสือแบบเรียนสำเร็จรูปที่มีไม่ได่้ตอบสนองความต้องการที่จะอยากเรียนรุ้ของเด็ก และอีกอย่างหนังสือแบบเรียนเป็นความรู้ที่เก่าและบางที่ไม่เกี่ยวข้องหรือไม่จำเป็นกับเด็กเลย พอเด็กเรียนจบในหนังสือทักษะที่ได้คือทักษะการจำ ใครจำได้มากกว่าคนนั้นชนะหรือเปล่า

อันนี้ชอบมาก เวลาเด็กทำกิจกรรมหน้าเสาธงเสร็จแล้ว(ร้องเพลงชาติ สวดมนต์แปล ร้องเพลงแผ่เมตตา)จะไม่มีครุมายืนอบรมหน้าเสาธง ครุบอกว่าเป็นเวลาที่ไม่เหมาะสมกับการที่จะปลูกฝังวินัยหรือการปรับพฤติกรรมเด็ก เพราะเด็กไม่พร้อมที่จะฟังทำให้ครุเสียเวลาเปล่า

อีกอย่างผู้ปกครองที่ส่งลุกมาเรียนที่นี้จะไม่รุ้ว่าลูกของตัวเองสอบได้ที่ 1 2 3.... เพราะครุบอกว่าเด็กทุกคนเก่งหมด และแต่ละคนก็ไม่เหมือนกันด้วยจะเอาข้อสอบเพียงไม่กี่ข้อมาตัดสินว่าใครเก่งกว่าไม่ได้ และที่สำคัญไม่มีใคร(เด็กหรือผู้ใหญ๋)ขอบถูกเปลี่ยบเทียบว่าด้อยค่า แต่ครูบอกว่าเขาจะเปลี่ยบเที่ยบกับตัวเด็กเองว่ามาโรงเรียนวันแรกเป็นอย่างไร แล้วพอมาถึงวันสุดท้ายงอกงามแค่ไหน จะเปลี่ยบเทียบให้เห็นความงอกงามของเด็กแต่ละคนหรือเปลี่ยบเทียบกับตัวเด็กเอง

ถ้าใครได้มาจะเห็นว่าครุที่นี้เวลาพูดกับเด็กหรือสอนเด็กเขาจะพูดกับเบา ๆ ไม่มีตะโกนหรือไช้ไมค์โคโฟนช่วยเลย ครูบอกว่าไม่เจ็บคอ และที่สำคัญโรงเรียนนี้บอกว่าการทำงานของสมองเกี่ยวข้องกับ 2 อย่างคือสารเคมีและคลื่นไฟฟ้า ดังดันเสียงที่ครูพูดกับเด็กหรือคนเราพูดกันธรรมดาในชีวิตประจำวันครุบอกว่ามันเป็นเสียงโมโนโทน เป็นโทนเสียงที่เข้าลึกลงไปยังจิตใต้สำนึกเลยแล้วมันจะอยู่นาน ครุบอกว่าไม่เหมือนกับเสียงที่ตะโกนหรือพูดดัง ๆ เสียงเหล่านี้เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา ประมาณว่าได้ยินแต่ไม่ได้ฟัง (คุณครูเล่าให้ฟัง)

และที่โรงเรียนนี้ครุบอกว่าพ่อแม่หรือผู้ปกครองต้องมาสอนลูกสอนเพื่อนของลูก มาดูว่าลูกเรียนเป็นยังไงเพื่อนของลูกเป็นยังไง มาเล่านิทาน ตักอาหาร พูดคุยกับคุณครู ครูบอกว่าต้องการให้ผู้ปกครองได้มาเห็นว่าโรงเรียนทำอะไรแล้วลูก ๆ อยุ่กันยังไง

สุดยอดมากเลย แค่ได้อ่านจากที่เล่าคงยังไม่พอหรอกค่ะ ท่านต้องลอกมาสัมผัสด้วยตัวเองความรู้สึกหลายอย่างมันบรยายออกมาเป็นข้อความไม่ได้ รุ้แต่ว่าพอก้าวเข้ามาในโรงเรียนรุ้สึกมีความสุข รุ้สึกถึงบรรยากาศแห่งความอบอุ่น บรรยากาศแห่งความเป็นกัลยาณมิตร ท่านที่อ่านกรุณาอย่าพึ่งเชื่อจนกว่าท่านจะได้มาสัมผัสด้วยหัวใจของท่านเอง

ต้องมาให้ได้แล้วท่านจะพบกับสิ่งที่ไม่น่าเชื่อ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี