ความเห็น


พระมหาแล ขำสุข(อาสโย)

หลวงพ่อพระเทพปริยัติมุนี(หลวงพ่อเข็บ อนงฺคโณ ป.๙) เจ้าอาวาสวัดวิชิตสังฆาราม เมือภูเก็ต

 เรื่องทำงาน ปรกติการทำงานวัด เช่น การกวาดลานวัด ตัดหญ้า ขุดดิน จะเป็นหน้าที่ของพระลูกวัด ศิษย์วัดก็พอรับมือไหว แต่ที่วัดควน(คนภูเก็ต เรียกวัดวิชิตสังฆาราม ว่าวัดควน) มีพระผู้ใหญ่ระดับเจ้าคณะภาค ปกครองสงฆ์ถึงห้าจังหวัดฝั่งทะเลอันดามัน(ภูเก็ต ตรัง กระบี่ พังงา และระนอง ) เป็นเจ้าอาวาส ทุกวันท่านจะกวาดลานวัด ญาติโยมที่มาจากที่อื่นจะไม่ทราบว่า พระที่กำลังกวาดลานวัดอยู่นั้นเป็นเจ้าอาวาส บางทีฟังดูแค่นี้อาจจะบอกว่าก็ไม่เห็นมีอะไรก็เหมือนพระทั่วไปก็เห็นทำกันอยู่อะไรทำนองนั้นสมภารทั่วไปที่ทำแบบนี้ก็เยอะแยะ สมภารท่านอื่นทำเป็นบางเวลา ทำชั่วครั้งชั่วคราว ครั้งละไม่กี่ชั่วโมงก็เลิกแล้ว ส่วนพระเทพปริยัติมุนี(หลวงพ่อเข็บ) ท่านทำงานพูดแบบชาวบ้านว่า ทำงานกรรมกร ท่านทำได้ตลอด ๒๔ ชั่วโมงเลยแหละโยม ช่วงนั้นอาตมาอายุเลยเบญจเพศมานิดหน่อยเอง แต่ทำงานกรรมการสู้หลวงพ่อเข็บอายุ ๕๐ กว่าไม่ได้รวมทั้งพระเณรรูปอื่น ๆ ทั้งวัดด้วย พระเณรทำงานแบ่งกันเป็นกะ กะละกี่ชั่วโมงก็แบ่งให้เท่า กัน พอหมดกะก็เปลี่ยนชุดทำงาน(ถากหญ้า ขุดดิน ขุดตอไม้รากไม้ใหญ่ ๆ) หมุนเวียนกันทั้งคืน ส่วนหลวงพ่อเข็บท่านทำไม่หยุด เหนื่อยก็พัก หายเหนื่อยก็ทำต่อ ตลอดคืนถึงสว่าง เกิดมาเป็นตัวเป็นตัวยังไม่เคยเห็นใครทำขนาดนี้เลย ไม่ต้องพูดถึงพระ แม้แต่ชาวบ้านแท้ ๆ ก็ทำสู้ท่านไม่ได้ คนเก่า ๆ ที่ภูเก็ตยังจำได้ กลางคืนกลางสายฝนส่วนมากพระเณรจะหยุดพักเมื่อฝนตกหนัก ๆ ฝนหายแล้วค่อยทำต่อ แต่หลวงพ่อเข็บ ท่านทำกลางสายฝนที่กำลังตกอย่างหนักโดยไม่สนใจสายฝนที่โปรายปรายใส่ร่างกายท่าน ที่แปลกที่สุดก็คือ ท่ามกลางสายฝนนั่นเอง หลวงพ่อก่อไฟจุดกองเศษหญ้าที่ถากที่ตัดไว้ควันโขมง อบอวนโดยการจุดเปลือกมะพร้าวที่ผ่าเป็นชิ้น ๆ ถือเป็นความอัศจรรย์ที่สุดในชีวิตอาตมาที่ได้เห็นพระสงฆ์แบบนี้ ต้องถือว่า ไม่มีอีกแล้วในโลกนี้ เพราะในเมืองไทยน้อยไป ท่านเผาเศษหญ้ากลางสายฝนได้เรียบร้อยงดงาม ความรู้สึกของเราเมื่อเห็นทั้งทึ่ง ทั้งสงสัย ทั้งไม่อยากทำตาม คิดตามความรู้สึกตัวเองว่ามากเกินไป แต่ท่านทำได้อย่างสบายใจเป็นอย่างยิ่ง ไม่ทุกข์ร้อนต่อฟ้าฝน ต่อธรรมชาติ ใครมีประสบการณ์เห็นคนแบบนี้พระแบบนี้บ้างก็เล่าสู่กันบ้างก็จะดี พระระดับเจ้าคณะภาคนั้นถือว่าเป็นผู้บริหารพระศาสนาที่อยู่ระดับสูงเหนือเจ้าคณะจังหวัดขึ้นไป วัดควนมีลักษณะพื้นที่ลาดเป็นเชิงเขา ถ้าภาษาภาคกลางบ้านจะเรียกว่า ตีนเขาบ้าง เชิงเขาบ้าง แต่คนใต้จะเรียกว่า ควน พื้นดินต่างระดับกัน จำเป็นต้องทำให้แต่ละชั้นเสมอกันวิธีทำก็คือขุดดินเป็นหน้าฉาก ๙๐ องศาเพื่อแบ่งพื้นที่โดยหน้าฉากต้องนำหินก้อนใหญ่ ๆ มาเรียงเป็นหน้าฉากอัดแน่น ช่วงที่ทำตอนนี้ก่อนหน้าอาตมานานมากไม่ได้เห็น แต่พระผู้ใหญ่ที่ทำมากับท่านเล่าว่า หลวงพ่อเข็บทำงานชุดนี้อย่างทุ่มเทจิตใจให้พระศาสนาอย่างถวายหัวไม่มีคิดถึงชีวิตสุขภาพขององค์ท่านเลยเพื่อพระศาสนาจริง ๆ ช่วงที่อาตมาเห็นนั้นแค่ขุดดินถากหญ้า เผาเศษหญ้าซึ่งเทียบไม่ได้กับการบุกเบิกสร้างวัดควนให้ดูสง่างามเด่นทั้งการศึกษาแข็งแกร่งทั้งการงานทั้งการใช้ชีวิติ การดำเนินชีวิตท่านเป็นต้นแบบทำให้เห็นจริง สัมผัสได้ ทราบว่าพระเณรหลายรูปต้องกราบลากลับมาตุภูมิเพราะเจองานกรรมกรของหลวงพ่อเข็บ ทั้ง ๆ ที่ตั้งใจมาศึกษาภาษาบาลี ต้องถือว่ายุคหลวงพ่อเข็บ หรือพระมหาเข็บ ป.๙ วัดวิชิตสังฆาราม(วัดควน)การศึกษาภาษาบาลี ฝั่งทะเลอันดามันใครก็มุ่งหน้าสู่วัดควน ใครที่ผ่านเวทีวัดควน ผ่านการศึกษาสู้งานแบบหลวงพ่อเข็บไปได้สามารถต่อสู้กับโลกภายนอกได้ทุกสถานการณ์ (นี่แค่งานกวาด ขุด ถาก ยังมีงานอื่นอีกต้องติดตาม)

โปรดติดตามตอนต่อไป

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี