ความเห็น


  • มุมมองและข้อสังเกตในเรื่องนี้ของพระคุณเจ้าสอดคล้องกับทรรศนะของนักคิดและนักวิชาการทั้งของไทยและต่างประเทศครับ โดยเฉพาะการทำให้เกิดการตั้งคำถามต่อกระบวนการทางการศึกษาและวิถีการพัฒนาของสังคม
  • ทางด้านการศึกษานั้น ก็มีการคิดทบทวนกันอย่างกว้างขวางว่า มีความเชื่อมโยงและสนองตอบต่อความเป็นไปของสังคมอย่างไรหรือไม่ หรือว่าเพียงแต่สร้างโอกาสให้กับคนส่วนน้อยและกลายเป็นระบบที่แย่งโอกาสกับทรัพยากรของสังคม ให้ชุมชนระดับต่างๆอ่อนแอ ในระยะ ๑๐-๒๐ ปีที่ผ่านมา เราจึงมักเห็นประเด็นการเคลื่อนไหวของสังคม ที่ให้ความสำคัญต่อความเชื่อมโยงและการสนองตอบต่อความเป็นไปของสังคมมากขึ้นของการศึกษา (Social relavant)
  • ในเรื่องวิถีการพัฒนา ก็หันมามุ่งภาวะความเป็นมนุษย์และสุขภาวะของสังคมที่มีด้านจิตใจและความเป็นองค์รวมแห่งชีวิตมากขึ้น เพราะในระยะที่ผ่านมา การพัฒนามักเน้นไปที่ความเป็นวัตถุนิยมและเน้นความมั่งคั่งร่ำรวยจนเสียความสมดุล
  • เรื่องพวกนี้หากเป็นประเด็นการพูดคุยอยู่เสมอของคนหนองบัวและท้องถิ่นต่างๆ ก็เชื่อว่าจะก่อให้เกิดพลังสัมมาทรรศนะ ขับเคลื่อนพลังการเปลี่ยนแปลงไปสู่การคิดและทำ เพื่อสร้างโอกาสและทางเลือกใหม่ๆในการพัฒนาของชุมชนได้ครับ
  • ชุมชนการผลิตนั้น ครอบครัวและการรวมกันเป็นกลุ่มก้อนของปัจเจก จะจัดความสัมพันธ์กันผ่านปัจจัยการผลิตและการใช้แรงงาน อันนี้ก็ว่าไปตามวิธีมองแบบทฤษฎีของคาร์ลมาร์กซ์นะครับ ซึ่งก็ให้ภาพได้แจ่มชัดดี ปัจจัยการผลิตก็มีที่ดินเรือกสวนไร่นา เครื่องมือทำมาหากิน แรงงานและกำลังคน การมีและไม่มี รวมทั้งมีมากน้อยต่างกัน หรือมีแล้วสามารถบริหารจัดการด้วยตนเองได้มากน้อยแค่ไหนเหล่านี้ ก็จะทำให้เกิดกิจกรรมชีวิตและการจัดวางตนเองทางสังคม แตกต่างหลากหลายกันไป การมีปัจจัยการผลิตและได้ทำนาทำไร่ รวมทั้งได้ดำเนินชีวิตอยู่บนฐานการผลิต จึงเป็นหัวใจของสุขภาวะสังคม  ต่างจากปัจจุบัน ชุมชนแบบใหม่อย่างที่พระคุณเจ้ากล่าวถึงนั้น โดยมากแล้วเป็นชุมชนบริการและชุมชนผู้บริโภค ซึ่งไม่ได้ผลิต แต่หาเงินและทำงานแข่งขันกันให้ได้เงินมากๆก่อน จึงจะสามารถเข้าถึงและได้ปัจจัยเพื่อการดำเนินชีวิต ซึ่งบางทีก็กลายเป็นได้รับความสำคัญมากกว่าเป้าหมายที่แท้จริงของสังคมไปเลย
  • การมองว่าบริษัท หน่วยงานและองค์กรสมัยใหม่ เป็นชุมชนอย่างใหม่ที่ต่างจากชุมชนการผลิตแบบในอดีตนั้น เป็นแนวคิดฝ่ายก้าวหน้ามากครับ แนวคิดนี้เป็นแนวคิดของนักสังคมวิทยาหลังสังคมอุตสาหกรรมและสังคมหลังสมัยใหม่ (Post industrial society and Postmodern society) ที่เด่นๆก็เช่น ปีเตอร์ ดรักเกอร์ ที่นำเสนอทฤษฎีชุมชนแห่งการเรียนรู้และองค์กรแห่งการเรียนรู้ กับแฮมเมอร์ ที่นำเสนอเรื่องการรื้อสร้างเพื่อปฏิรูปองค์กรสมัยใหม่ (Reengineering) ข้อแตกต่างที่สำคัญ จากแนวคิดเก่าอย่างแนวคิดของแมกซ์ วีเบอร์ ผู้นำเสนอองค์กรและวิธีมองสังคมแบบโครงสร้างหน้าที่ ซึ่งทำให้ออกแบบระบบและองค์กรราชการ เริ่มจากอเมริกาแล้วแพร่หลายไปทั่วโลกก็คือ ในองค์กร หน่วยงาน บริษัทและแหล่งประกอบการของสังคมหลังยุคอุตสาหกรรม ไม่ได้จัดความสัมพันธ์กันด้วยโครงสร้างหน้าที่ให้เกิดพลังการผลิตบริการขององค์กรอย่างเดียว ทว่า มีด้านที่เป็นการดำเนินชีวิตและการสร้างสังคมบนความเป็นธรรมชาติเพื่อสนองตอบปัจจัยด้านความเป็นมนุษย์ขึ้นมาด้วย ดังนั้น องค์กรและแหล่งประกอบการที่สามารถสร้างสุขภาวะและความเติบโตงอกงามในด้านความเป็นมนุษย์ขึ้นมาด้วย ก็จะเป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จที่ยั่งยืนและเข้มแข็งมากกว่า แนวคิดอย่างนี้ ทำให้องค์กรสมัยใหม่เริ่มมีการใช้วิธีการชุมชนและการรวมกลุ่มอย่างเป็นธรรมชาติ เข้ามาเป็นรูปแบบหนึ่งของการบริหารจัดการอย่างมีส่วนร่วม เน้นภาวะผู้นำเป็นรวมกลุ่มและเน้นการสร้างทุนมนุษย์ให้เป็นพลังการผลิตอีกทีหนึ่ง
  • อันที่จริงก็ไม่ใช่ของใหม่ครับ พอจะเห็นเค้าเงื่อนของสิ่งที่มีอยู่ในสังคมเดิมได้อยู่ครับ ในวิธีคิดทางพุทธนั้น เรียกการรวมกลุ่มและการจัดการตนเองเป็นกลุ่มก้อนของสังคมว่าบริษัท เช่น พุทธบริษัท ๔ ก็หมายถึงกลุ่มก้อนและภาคส่วนของสังคมผู้เกี่ยวข้อง ๔ ฝ่าย ดังนั้น แนวคิดอย่างนี้นำมาใช้วิเคราะห์และใคร่ครวญเกี่ยวกับสังคมในเงื่อนไขแวดล้อมใหม่ๆนี้ได้ครับ
  • การเรียนรู้ทั้งของเก่าและของใหม่ แล้วผสมผสานเข้าด้วยกัน นำมาขยายกรอบทรรศนะ เข้าใจความซับซ้อนของโลก แล้วก็คิดหาทางทำสิ่งต่างได้เพิ่มขึ้น ก็จะทำให้ทั้งได้ทางเลือกใหม่ๆและสานต่อพื้นฐานเดิมของสังคมให้เข้มแข็งมากยิ่งๆขึ้นครับ

กราบนมัสการด้วยความเคารพ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี