ความเห็น


อนุกูล วิมูลศักดิ์

ขอตอบแต่ละประเด็นเกี่ยวกับคำถามในความเห็นที่ผ่านมาครับ

* ยุคของแอ๊ด เทวดานั้น ผมพยายามค้นหาความเป็นมาก็ไม่พบครับ พบแต่เรื่องราวที่เกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจของเขาในช่วงทศวรรษของ พ.ศ. 2520 มีทั้งตลาดสด, วงดนตรีลูกทุ่ง, ลิเก, สถานีวิทยุ และภาพยนตร์กลางแปลง ตั้งอยู่ที่บริเวณตลาดโคกมะตูม อ. เมือง จ. พิษณุโลก

กระทั่งกลางทศวรรษของ พ.ศ. 2520 แอ๊ด เทวดา ได้ยกระดับการฉายภาพยนตร์กลางแปลงครั้งใหม่ โดยลงทุนซื้ออุปกรณ์การฉายภาพยนตร์ชุดใหม่ทั้งหมด ทำให้เกิดปรากฏการณ์ครั้งแรกของวงการหนังกลางแปลง ในนาม “จอผ่าโลก” ซึ่งเจ้าตัวได้ประมาณการว่า ขนาดของจอภาพยนตร์มีความสูงเท่ากับตึก 4 ชั้น ความกว้างขนาด 11 ห้องแถว

การตั้งจอภาพยนตร์ที่มีขนาดใหญ่เช่นนี้ จำเป็นต้องได้รับการออกแบบให้โครงนั่งร้านซึ่งตั้งในลักษณะคล้าย ๆ กับ หนัง 2 จอ โดยหันโค้งออกจากกัน เพื่อความปลอดภัย ซึ่งรูปแบบดังกล่าวนี้ จึงได้รับสมญานามอีกชื่อหนึ่งว่า “จอโค้งเรดาร์” ต่อมาก็ได้รับการบันทึกลงในหนังสือกินเนสบุ๊ค ให้เป็นจอภาพยนตร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

สำหรับชุดฉายภาพยนตร์มาตรฐานจนกลายเป็นเอกลักษณ์ของ แอ๊ด เทวดา ประกอบไปด้วย

1. จอภาพยนตร์ขนาดกว้าง 12 เมตร ยาว 30 เมตร

2. เครื่องฉายโตกิวา (Tokiwa) รุ่น T-54 และเตากำเนิดแสง ยี่ห้อ สตรอง โมกุล (ใช้แท่งถ่าน) จำนวน 2 เครื่อง

3. ระบบเสียง ประดิษฐ์เจริญซาวด์

4. ตู้ลำโพงยืน ยี่ห้อ เนชั่นแนล

นอกจากนี้ บรรดาทีมงานของ แอ๊ด เทวดา ที่เป็นผู้ชาย จะโกนหัวทุกคนเพื่อเป็นเอกลักษณ์

การจัดฉายภาพยนตร์กลางแปลงของ แอ๊ด เทวดา จะเป็นการฉายไปทั่วประเทศ โดยมีสปอนเซอร์เป็นผู้สนับสนุน ส่วนใหญ่จะเป็นของบริษัท ลีเวอร์ บราเดอร์ และบริษัท ไทยน้ำทิพย์ ส่วนตัวฟิล์มภาพยนตร์ก็ไปขอเช่าจากสายหนังที่อยู่ในพื้นที่นั้น โดยพื้นที่ไหนที่จะมีการฉายภาพยนตร์ของ แอ๊ด เทวดา ก็จะนำแผ่นป้ายโฆษณาไปติดไว้ตามบ้านเรือน (ใน อ. หนองบัว มีใบโฆษณาของจริงซึ่งใส่กรอบไว้อยู่ที่ร้าน ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายเคมีเกษตรของ แอ๊ด เทวดา ด้วย) และก่อนที่แอ๊ด เทวดาจะมาฉายประมาณ 2 วัน ก็จะมีรถโฆษณาซึ่งเป็นรถกระบะติดเครื่องขยายเสียงทำการโฆษณาไปทั่วชุมชน พร้อมกับเชิญชวนให้นำชิ้นส่วนของผลิตภัณฑ์ไปแลกบัตรที่รถ หรือจะไปแลกที่หน้างานก็ได้

สถานที่ในการตั้งจอภาพยนตร์จะเป็นพื้นที่ที่กว้าง เนื่องจากต้องลงชุดมาตรฐานทั้งหมด จะขาดส่วนในส่วนหนึ่งไม่ได้เลย ที่สำคัญพื้นที่ที่แคบเกินไปจะมีผลต่อการตั้งระยะฉายจากเครื่องลงสู่จออีกด้วย

ทางทีมงานจะเดินทางไปถึงสถานที่ฉายล่วงหน้า 1 วัน ในส่วนของการติดตั้งจอภาพยนตร์จะเริ่มตั้งแต่ช่วงเช้าเรื่อยไป กว่าจะเสร็จเป็นโครงจอภาพยนตร์ก็ราว ๆ เที่ยง ก่อนที่จะจัดเตรียมในส่วนอื่น ๆ เช่น เครื่องเสียง, ลำโพง, ล้อมรั้ว ฯลฯ ซึ่งจะต้องให้เสร็จก่อนตะวันตกดิน ในช่วงที่การติดตั้งจะแล้วเสร็จ ก็จะเริ่มประชาสัมพันธ์เชิญชวนเรื่อยไปจนถึงเวลาประมาณ 2 ทุ่มครึ่งจึงทำการฉาย

ภาพยนตร์ที่นำมาฉายนั้น จะมี 2 เรื่อง เรื่องแรกจะเป็นหนังที่ได้รับความนิยม ส่วนเรื่องที่สองจะเป็นหนังประกอบ หรืออาจจะเป็นหนังที่ได้รับความนิยมทั้งคู่ แต่บางครั้งก็โชคไม่ค่อยดี คือไปเจอหนังฟอร์มไม่ดีทั้งคู่ จะไปโทษ แอ๊ด เทวดา ก็ไม่ได้ เนื่องจากไปเจอสายหนังที่บีบบังคับ ทำให้เขาต้องจำใจเลือก อีกอย่างหนึ่งในช่วงที่มีการประชาสัมพันธ์ด้วยรถโฆษณา หรือป้ายโฆษณาที่ติดตามบ้านเรือนนั้น จะไม่ได้บอกว่า คืนนี้จะฉายเรื่องอะไร ต้องไปลุ้นกันเองตอนเข้าไปดู เพราะจะมีโฆษกประกาศที่หน้างาน และที่รถฉาย บางทีก็ต้องไปถามคนฉายนั่นแหละ

นอกเหนือจากการฉายภาพยนตร์ไปทั่วประเทศแล้ว ตามงานใหญ่ ๆ ของจังหวัดพิษณุโลก แอ๊ด เทวดา ก็เคยนำภาพยนตร์จอผ่าโลกไปฉายให้ชมกันฟรี ๆ มีอยู่ครั้งหนึ่งได้มีการฉายภาพยนตร์ในงานประจำปีวัดใหญ่ พิษณุโลก โดยที่ตั้งเครื่องฉายอยู่ที่ศาลาริมแม่น้ำน่าน ส่วนจอภาพยนตร์ตั้งอยู่อีกฝั่งหนึ่ง เรียกว่า “ฉายภาพยนตร์ข้ามแม่น้ำ”

ในช่วงที่ แอ๊ด เทวดา ได้รับความนิยมอยู่นั้น ทำให้ภาพยนตร์กลางแปลงบางแห่งพยายามที่จะเลียนแบบ แต่ก็ไม่สามารถเทียบเคียงได้ เพราะต้องลงทุนสูง ประกอบกับเป็นช่วงที่วิดีโอเข้ามา ทำให้หนังกลางแปลงได้รับผลกระทบพอสมควร

ผมมีโอกาสได้เข้าไปชมภาพยนตร์กลางแปลงของ แอ๊ด เทวดา 2 ครั้ง โดยใช้สนามโรงเรียนหนองบัว (เทพวิทยาคม) [ชื่อในตอนนั้น] เป็นสถานที่ฉาย ครั้งแรกเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2532 ครั้งนั้นเป็นช่วงที่ผมย้ายเข้ามาอยู่หนองบัวได้ประมาณ 2 สัปดาห์ ส่วนครั้งสุดท้ายผมจำวันที่ไม่ได้ แต่จำปีที่เข้ามาฉาย นั่นคือ พ.ศ. 2534 และนั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่ผมเห็นหนังกลางแปลงของ แอ๊ด เทวดา ก่อนที่จะมาทราบข่าวในภายหลังจากนั้นในปีต่อมา ซึ่งเป็นข่าวที่ไม่ค่อยดีนัก นั่นคือ ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมในข้อหาจ้างวานฆ่า ซึ่งหลังจากนั้นอีกหลายปี ก็เป็นอิสรภาพ และเป็นการปิดตำนานอย่างถาวร เมื่อ แอ๊ด เทวดา ได้ยุติกิจการให้ความบันเทิงอย่าง ดนตรี, ลิเก และภาพยนตร์จอผ่าโลก ทั้งหมด เหลือเพียงสถานีวิทยุ และหันมาทำกิจการเกี่ยวกับเคมีเกษตรจนถึงปัจจุบัน

ครั้งแรกของการดูหนังจอผ่าโลก เกิดขึ้นหลังจากที่ครอบครัวผมย้ายมาอยู่ได้ 2 - 3 วัน ก็รู้สึกตื่นเต้นทันทีที่ได้เห็นแผ่นโฆษณาการฉายภาพยนตร์กลางแปลงของ แอ๊ด เทวดา เพราะเคยได้ยินชื่อนี้มานาน แต่ไม่เคยเห็นสักที ครั้งนี้บริษัท ลีเวอร์ เป็นสปอนเซอร์ โดยในตอนนั้นได้มีกล่องยาสีฟันใกล้ชิดขนาดใหญ่ 1 กล่องเหลืออยู่พอดี ก็เลยนำไปแลกบัตรเข้าชมที่รถโฆษณา

เมื่อวันนั้นมาถึง ผมเดินออกจากบ้าน เวลาทุ่มครึ่ง [ตอนนั้นยังบ้านอยู่ที่บริเวณถนนที่จะมีรถเมล์สายท่าตะโก (ตอนนั้นยังเป็นรถเมล์ ไม่ใช่รถสองแถวเหมือนทุกวันนี้) ซึ่งเมื่อถึงบริเวณทางแยกของถนน 1119 ก็จะตรงเข้ามาผ่านเกาะลอย (เฉี่ยว ๆ) แล้วเลี้ยวซ้ายบริเวณสระวัดหนองกลับ ซึ่งจะตรงเข้ามาผ่านบ้านผม แล้วเลี้ยวขวาเข้าศูนย์การค้าธารบัวสวรรค์] เพื่อไปที่โรงเรียนหนองบัว (เทพวิทยาคม) จากนั้นก็ยื่นบัตรที่ทางเข้า จากนั้นก็เข้าไปเลือกหาที่ชมได้เลย (แน่นอนต้องมีเสื่อหรือไม่ก็กระดาษหนังสือพิมพ์รองนั่ง) แต่สำหรับผมใช้รองเท้าที่สวมนี่แหละเป็นที่รองนั่งแทน แม้จะเมื่อยเพราะต้องนั่งชันเข่าเป็นเวลานานก็ตาม ช่วงที่ไปถึงก็ได้แต่ฟังเพลงสตริงที่ฮิตกันในตอนนั้น

2 ทุ่มครึ่งก็เริ่มทำการฉายภาพยนตร์ตัวอย่าง และภาพยนตร์โฆษณาของบริษัท ลีเวอร์ บราเดอร์ส เช่น บรีส, ใกล้ชิด และอื่น ๆ อีก 2 - 3 ชิ้น ก่อนที่จะปิดท้ายด้วยเพลงสรรเสริญพระบารมี ก่อนที่จะเริ่มด้วยภาพยนตร์เรื่องยาว 2 เรื่องฉายต่อเนื่องกันไป กว่าจะจบก็ประมาณ ตีหนึ่งของวันใหม่ คืนนั้นฉายภาพยนตร์ไทยเรื่อง “กลกามแห่งความรัก” ควบกับหนังจีน เกรดบี แต่ผมดูได้แค่เรื่องแรกเรื่องเดียว ส่วนเรื่องที่สองดูไปได้ประมาณ 2 ม้วนผมก็กลับบ้าน พร้อม ๆ กับทางทีมงานก็รื้อรั้วออกพอดี

ส่วนครั้งที่สองนั้น บริษัท ไทยน้ำทิพย์ เป็นสปอนเซอร์ ผมก็เอาฝาเครื่องดื่มซึ่งเป็นขวดใหญ่ขนาด 1.25 ลิตร 3 ฝา ไปแลกบัตรที่รถโฆษณาเหมือนเช่นเคย พอถึงวันฉายจริงก็เดินไปเหมือนเช่นเคย 2 ทุ่มครึ่งเริ่มฉายหนังตัวอย่าง และภาพยนตร์โฆษณาของบริษัท ไทยน้ำทิพย์ ซึ่งมีประมาณ 7 - 8 ชิ้น บางตัวเป็นเวอร์ชั่นจากต่างประเทศ และปิดท้ายด้วยเพลงสรรเสริญพระบารมีชุดเดิม แต่หนังที่ฉายนั้นปรากฏว่าเป็นหนังจีนเกรดบีทั้งคู่ เลยทนดูไปได้ประมาณ 3 ม้วนเลยเดินกลับบ้านซะงั้น และนั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้เห็นการฉายภาพยนตร์ของ แอ๊ด เทวดา ใน อ. หนองบัว

สำหรับชุดเพลงสรรเสริญ ฯ ที่ แอ๊ด เทวดา ฉายในตอนนั้น ผมได้พบเจอโดยบังเอิญ ที่ร้านขายอุปกรณ์การฉายภาพยนตร์ที่กรุงเทพ ฯ แถวหลังเฉลิมกรุง เมื่อปี พ.ศ. 2550 โดยซื้อมาในราคาไม่แพง เพื่อเก็บอนุรักษ์ไว้ ฟิล์มชุดนี้ไม่ใช้ฟิล์มที่เคยฉายมาแล้ว เป็นฟิล์มที่พิมพ์ขึ้นใหม่ จากการสอบถามคนขายฟิล์ม จึงทราบว่ายังมีหลายแบบที่ผลิตออกมา แต่ต้องสั่งพิมพ์เป็นการเฉพาะตามที่ต้องการ เนื่องจากแล็บล้างและพิมพ์ฟิล์ม (สำหรับหนังเกรดบีในอดีต) ในขณะนั้นได้เลิกไป โดยเจ้าของแล็บได้เก็บต้นฉบับฟิล์มเพลงสรรเสริญ ฯ ไว้ แล้วมาขายต่อให้ร้านที่ขายฟิล์มดังกล่าวนี้ เพื่อสั่งพิมพ์ออกมาได้อีกเป็นจำนวนหลาย ๆ ชุดครับ

* เกี่ยวกับเครื่องเสียงกลางแจ้งนี้ ผมไม่ค่อยสันทัดเรื่องนี้สักเท่าไหร่ พอจะรู้ก็งู ๆ ปลา ๆ

โดยปกติแล้วเครื่องเสียงสำหรับงานกลางแจ้งที่มีคุณภาพ จะเป็นของที่ผลิตจากเมืองนอก ราคาแพงเกินกว่าที่จะเป็นเจ้าของได้ และด้วยความที่คนไทยนั้นชอบที่จะเลียนแบบผลิตภัณฑ์ของเขา เพื่อให้มีคุณภาพใกล้เคียงกัน แต่ราคาถูกลงมาเพื่อให้ผู้ประกอบการที่ต้องใช้ระบบขยายเสียงกลางแจ้ง เช่น เวทีคอนเสิร์ต หรือภาพยนตร์กลางแปลง สามารถเป็นเจ้าของได้ในราคาที่ไม่สูงจนเกินไป

ตามที่ อ. วิรัตน์ได้กล่าวไว้ว่า ระบบเครื่องเสียงเน้นแต่ความดัง แต่ไม่ไพเราะนั้น ก็มีส่วนถูกอยู่บ้าง ทั้งนี้จุดประสงค์ของผู้ออกแบบเพื่อต้องการให้เสียงนั้นได้ยินไปไกล โดยไม่เน้นความไพเราะของเสียง ไม่เหมือนเครื่องเสียงบ้านที่ต้องการความไพเราะ และจำกัดอยู่แค่การฟังเพลงภายในบ้านเท่านั้น อย่างไรก็ตามความไพเราะ หรือไม่ไพเราะ ไม่ได้อยู่ที่ยี่ห้อเครื่องหรือลำโพงเท่านั้น แต่อยู่ที่คนปรับแต่งเสียงด้วย (แถมแต่ละคน ก็ชอบไม่เหมือนกันอีก) ว่ากันว่าหนังกลางแปลงบางหน่วยต้องเปลี่ยนลำโพงบ้าง หรือเครื่องขยายชุดใหม่บ้าง เพราะแต่ละยี่ห้อก็ให้ความไพเราะที่ไม่เหมือนกันอีก พูดกันให้ง่าย ๆ คือ มันไม่แมทช์กันเท่านั้นเอง

เครื่องเสียงกลางแจ้งตามหนังกลางแปลงในบ้านเราจะมีอยู่ 2 กลุ่มครับ

กลุ่มแรกก็คือ กลุ่มที่ไม่ได้ประชันแข่งขันเครื่องเสียงกลางแจ้งกัน กลุ่มนี้ก็ประเภทไม่อยากลงทุนอะไรมากมาย มีเท่าที่มีครับ

กลุ่มสองก็คือ ประเภทแข่งขันกัน บางครั้งก็แข่งกันแบบเอาเป็นเอาตาย ครั้งนี้แพ้ ครั้งหน้าเอาคืน สุดท้ายกลายเป็นการหมดเงินหมดทองโดยไม่รู้ตัว แถมสุขภาพหูจะเสียตามมา ผมเคยมีโอกาสไปดู ลำโพงเรียงเป็นตับเลย จอหนังดูเล็กไปถนัดตา ผมไปเห็นและยืนฟังเพียงไม่เท่าไหร่ ผมกลับบ้านเลยครับ ใครจะไปยืนทนฟังอยู่ได้ กลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะอยู่ในภาคกลางตั้งแต่ชัยนาทลงมาครับ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี