ความเห็น 1025083

ลำยาว ประวัติเมืองกาฬสินธุ์

ออ้มกอดในสายลม
IP: xxx.123.226.217
เขียนเมื่อ 

เรื่องจริง

เรื่องที่ดิฉันจะได้เล่าให้กับท่านได้อ่านต่อไปนี้เป็นความจริงที่ดิฉันได้สัมผัสมาจากโรงพยาบาลกาฬสินธ์แห่งนี้และถือว่าเป็นความเจ็บซ้ำของดิฉันและครอบครัวมากคะ ก่อนที่จะได้ถ่ายทอดเรื่องนี้ดิฉันขอสารภาพว่าเคยคิดที่จะปล่อยให้เรื่องนี้จบลงไปกับความทรงจำที่เลวร้ายและคิดเสียว่าฝันไปคะแต่ด้วยสัญชาตญาณความเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีความ รัก ความเมตตา และความยุติธรรมในจิตใจ เหมือนกับทุกบนโลกใบนี้ ดิฉันจึงอดไม่ได้ที่จะเป็นห่วงเพื่อนมนุษย์ทุกคนที่จะต้องมารับชะตากรรมเหมือนกับคนในครอบครัวของดิฉัน และดิฉันจะมีคำถามขึ้นทุกครั้งเวลาที่คิดถึงเรื่องที่นี้ว่า “ ความเป็นธรรมในชีวิตของเราอยู่ไหน ความปรอดภัยของชีวิตคนจนๆ หาได้จากอะไร “

ท่านเคยคิดไหมคะว่า เราคนต่างจังหวัดที่เป็นคนทำไร่ ทำนา หาเช้า กินค่ำ และเสีย ภาษีเท่าเทียมกับคนมี เงินทุกบาททุกสตางค์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แล้วทำไมเรา ไม่ได้รับโอกาสเหมือนคนที่เขามีเงิน ?

เรื่องมีอยู่ว่าดิฉันเองเป็นประชากรที่จังหวัดกาฬสินธ์ค่ะ แต่ไม่ได้อยู่ในตัวเมืองนะคะ อยู่ใน อำเภอเล็กๆ ที่อยู่ห่างไกลจากตัวเมืองมากค่ะ ใช้เวลาในการเดินทางจากตัวอำเภอไปที่ตัวเมืองประมาณ 2 ชั่งโมงคะซึ่งก็ถือว่าไกลนะคะสำหรับผู้ที่ไม่มีรถยนต์ส่วนตัว ดิฉันได้มีโอกาสเข้าไปศึกษาต่อในตัวเมือง จังหวัดขอนแก่นค่ะ ตอนนั้นดิฉันศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งค่ ะ ซึ่งถ้าใครพอที่จะทราบเกี่ยวกับจังหวัดขอนแก่นก็พอที่จะเดาออกนะคะ ว่าจะเป็นที่ใดเพราะสถาบันการศึกษาของโรงเรียนเอกชนในขอนแก่นก็มีไม่กี่ที่ ที่เปิดสอนปริญญาตรีค่ะ ดิฉันมียายคนหนึ่งที่ดิฉันรักมาก และท่านก็รักดิฉันมากเช่นกันค่ะ ด้วยฐานะที่ยากจนดิฉันเห็นท่านลำบากมานาน ท่านเป็นคนใจดีมากและรักลูกหลานทุกคนคะเป็นคนอ่อนโยนมากในสายตาของดิฉัน ดิฉันมีตั้งใจไว้ว่าถ้าดิฉันเรียนจบดิฉันจะเป็นคนดูแลท่านเองจะส่งเงินให้ท่านใช้คะ ซึ่งดิฉันก็เป็นคนเดียวที่จะเป็นความหวังของทุกคนเพราะในตระกูลนั้นมีดิฉันเพียงคนเดียวที่ได้เป็นปริญญาตรี ซึ่งในตอนนั้นก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีที่สุดแล้วสำหรับครอบครัวที่มีฐานะยากจนอย่างพวกเรา และดูเหมือนว่ายายก็รู้สึกภูมิใจมากที่ดิฉันทำได้ เพราะเวลาที่มีคนถามว่าใคร หลานเหรอ ยายดิฉันก็จะตอบว่า หลานเรียนจะจบปริญญาแล้ว และก็ยิ้ม ยิ้มแล้วเห็นฟันดำค่ะ เพราะคนแก่ที่บ้านนอกเค้าจะเคี้ยวหมากกันค่ะฟันเลยดำ ลืมบอกค่ะยาย มีรูปร่างผอมมากคะแล้วก็ผมหงอกเป็นสีขาวทั้งหัวเลยคะสวยมากนะคะไม่มีเส้นดำเลยค่ะ ดิฉันยังเคยล้อยายเล่นเลยคะว่ายายให้ถอนผมดำให้มัย เพราะว่าคนอื่นเค้าให้ถอนผมขาว อิอิอิอิอิ มีวันหนึ่งก็เป็นวันที่ดิฉันได้รับโทรศัพท์จากทางบ้านว่ายายไม่สบายมีผืนคันตามตัว อย่างรุนแรง ตอนแรกดิฉันก็ไม่คิดว่าจะเป็นอะไรมากจึงคิดว่าเป็นภูมิแพ้หรือแพ้อากาศทั่วไป จึงบอกให้ไปหาหมอที่อนามัยเพื่อขอ คาลามายด์มาทาตัว เผื่อจะหาย ผ่านมาได้ 1 วันทางบ้านก็โทรมาว่ายายทานข้าวไม่ได้ และอาการหนักดิฉันจึงสงสัยว่ายายจะเป็นอาการแพ้ยายอะไรหรือเปล่า จึงบอกให้ทางบ้าน คือน้า ซึ่งเป็นลูกของยาย ซึ่งเขาก็มีครอบครัวกันแล้ว บอกว่าให้เลิกทานยา ที่แกท่านอยู่ทุกตัว เพราะปกติแล้วยายของดิฉันจะทานยากับโรงพยาบาลจิตเวช สาเหตุที่ต้องทานยาเพราะเรื่องมีอยู่ว่ายายมีเรื่องทะเลาะกับข้างบ้านเรื่องเขตแดนที่บ้านอย่างรุนแรงแล้วยายเป็นคนคิดมากจึงทำให้เกิดเครียดขึ้นมาแล้วมีผลทำให้เกิดอาการทางประสาท จึงต้องทานยา อาการก็หายดีขึ้นเรี่อยๆจนปกติค่ะ แต่ยายยังต้องทานยาคลายเครียด และยาวิตตามินอยู่ค่ะ แต่ยายก็ไม่เคยแพ้ยา ส่วนความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านก็ดีเหมือนเดิมแล้วคะยังพึ่งพาอาศัยกันเหมือนเดิมคะ ต่อนะคะอธิบายยาวเลย.... หลังจากที่บอกน้าห้ามยายทานยาทุกตัวแล้ว น้าดิฉันก็เล่าสาเหตุให้ฟังว่า ยายกินขนมจีนเข้าไป แล้วยายบ่นว่าเจ็บท้อง น้าเลยพายายไปหาหมอที่คลินิค หมอที่ชื่อขึ้นต้นด้วยธีร ลงท้ายด้วยสถานที่ชาวพุทธเคารพ ที่อำเภอสำเด็จ ใกล้ สี่แยกไฟแดง ไปทางแยกไปสกลนคร ผู้คนย่านนั้นรู้จักกันดี

หลังจากตรวจหมอบอกว่าผลคือ ลำไส้อักเสบ หลังจากนั้นหมอก็ฉีดยา 1 เข็ม และให้ยามาทาน จำนวน 3 ซอง 4 เวลาหลังอาการ หลังจากที่กลับมายายก็ทานยา แล้วก็เกิดรู้สึกว่ามีอาการคันแต่ยายก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะตัวยาก็ทานต่อไป 2 วัน จนวันที่สองอาการเริ่มมากขึ้นน้าจึงพาไปหาหมอที่โรงพยาบาลคำม่วง ซึ่งเป็นโรงพยาบาลคำม่วง ที่เป็นด่าน ปฐมพยาบาล คัดกรองเบื้องต้นก่อนนำส่งโรงพยาบาลกาฬสินธ์ เป็นโรงพยาบาลประจำอำเภอ อยู่ห่างอำเภอที่ดิฉันอยู่ ประมาณ 6-7 กิโลเมตรถนน เป็นหลุมเป็นบ่อกว่าจะถึงต่อคะ เมื่อไปถึงโรงพยาบาลคำม่วงดิฉันก็โทรไปสอบถามถึงอาการของยายว่าเป็นอะไรจากนางพยาบาลโดย ขอเบอร์โทรจาก 1133 ซึ่งก็ได้ผล พยาบาลบอกว่ายายสบายดีไม่เป็นอะไรมากลุก นั่ง ทานข้าวได้ตามปกติ ไม่ต้องห่วงเดี๋ยวก็ได้ออกจากโรงพยาบาล ดิฉันก็รู้สึกสบายใจขึ้น วันต่อมายายก็ได้กลับบ้านโดยหมอให้ยาทานและยาทา พร้อมบอกว่าถ้าอาการไม่ดีขึ้นให้กลับมาอีก อยู่บ้าน 1 วันต่อมาน้าดิฉันก็โทรมา บอกว่ายายไม่ดีขึ้น เมื่อรู้ว่าเป็นเหตุการณ์แบบนี้ดิฉันก็ชักไม่แน่ใจแล้วว่ายายจะเป็นโรคแพ้ยาแบบธรรมดาเสียแล้ว ดิฉันจึงเอะใจ และเช็คข้อมูลทางอินเตอร์เนต ผ่านเวป GOOGLE พิมพิ์คำว่า แพ้ยา

ก็พบข้อมูล ข้อคุณพระช่วยนี่คนแพ้ยาอาการหนักขนาดนี้เลยหรือ เพราะในภาพใน กรูเกิล แสดงภาพของผู้ที่เพ้ยา ที่มีอาการเปลื่อยตามร่างกายเหมือนคนโดนไฟไหม้ ปาก ตา คาง เยื่อที่เป็นที่อ่อนๆเปลื่อยหมดเลย

ทำไมน่ากลัวจังดิฉันได้แต่ภาวนาว่าขออย่าให้ยายเป็นหนักเหมือนในภาพด้วยเทอญ ด้วยความกังวลดิฉันก็หาข้อมูลจนละเอียดระหว่างนั้นแม่ก็กลับไปถึงบ้านแล้ว เพราะแม่ไปทำงานอยู่ต่างจังหวัด ดิฉันจึงโทร ถามแม่ว่ายายเป็นไงบ้าง (ตอนนั้นดิฉันยังไม่ได้กลับเพราะอาจารย์ออกแนวข้อสอบ พรุ่งนี้ถึงจะกลับได้ ) ต่อค่ะ แม่บอกว่ายายเป็นแผลไปทั้งตัว ทั้งตา ปาก รูทวาร ปากมดลูก และที่ไหนที่เป็นที่อ่อนๆ ดิฉันจึงถามไปว่า แผลเหมือนคนถูกไฟไหม้ใช่ไหม แม่ตอบว่าใช่ ในช่องปาก และลิ้นก็เปลื่อย จนทานอะไรไม่ได้เลย พอได้ยินดังนั้นดิฉันก็แน่ใจว่ายายเป็นโรค แพ้ยายรุนแรง หรือเรียกว่า สตีเว่นจอนสัน ซินโดม เหมือนที่เปิดเจอใน

อินเทอร์เนต พอเอาแนวข้อสอบเสร็จดิฉันก็รีบกลับบ้าน พอไปถึงบ้านก็เห็นยายนอนบนบ้านในสภาพที่ทรมานมาก คือเปลื่อยไปทั้งตัว ดิฉันเกือบน้ำตาไหลแต่ทนไว้เพราะไม่อยากให้ยายคิดว่าตนเป็นหนักกลัวท่านคิดมาก ดิฉันจึงไปปกราบยาย ยายเห็นดิฉันก็ดีใจมาก มีเพื่อนบ้านเล่าให้ฟังว่ายายน่าสงสารมากเวลาขึ้นบ้านหรือเวลาไปไหนต้องใช้ข้อศอกเดินคานเอาใช้มือไม่ได้เพราะมือก็เปลื่อย และเป็นหนักจนถึงขั้นนอนอยู่กับที่เพราะเดินก็ไม่ได้หนังเท้าเปลื่อย และพุพอง ลงน้ำหนักไม่ได้เพราะจะเจ็บมากเหมือนโดนน้ำร้อนลวก เราได้ปรึกษากันว่าพรุ่งนี้จะพายายไปหาหมอที่โรงพยาบาลคำม่วง และถามน้าว่า ยาที่หมอ ธีร......ได้ให้นั้นอยู่ที่ไหน น้าบอกว่าหมอที่โรงพยาบาลคำม่วงเอาไปยังไม่คืนให้ ดิฉันก็คิดว่าไม่เป็นไรเดี๋ยวพรุ่งนี้ไปหาหมอก็ขอยานั้นกับหมอเลยก็ได้

( เพราะยาที่กินจากคลินิกนี้จะง่ายต่อการรักษาอาการได้ถูกทาง และที่สำคัญใช้เป็นหลักฐานในการเอาผิด)

เย็นวันนั้นดิฉันได้ไปซื้อสำลีเพื่อมาเช็ดแผลให้ยายที่คลินิกแพทย์ประจำหมู่บ้าน แพทย์ถามว่าเอาไปทำไมดิฉันจึงตอบไปว่า เอาไปทำแผลให้ยาย ยายแพ้ยา จนเปลื่อยทั้งตัว แพทย์จึงให้คำปรึกษาว่า เอายาที่แพ้ไปให้หมอที่คลินิคที่เราไปรักษาให้เขาดูแล้วให้เขารับผิดชอบในการรักษาให้เพราะเขาทำให้เป็นแบบนี้พอวันรุ่งขึ้นดิฉันและครอบครัว จึงตัดสินใจพายายเหมารถยนต์ ใน ราคา 3000 บาท เพื่อพายายไปหาเหมอที่สำเด็จ พอไปถึงพบผู้ช่วยสองคน ซึ่งพูดไม่ไพเพราะเลย หน้าบึ้งตึง พอเราอุ้มยายลงมานอนที่เตียง ก็ถามว่า กินอะไรผิดมา เป็นแบบนี้ทำไม พึ่งมา พูดแบบมีอารมณ์ ดิฉันจึงตอบว่าแพ้ยาจากที่นี่แหละ ค่ะ ที่เพิ่งมาเพราะยังไม่ทราบอาการและไม่นึกว่าจะเป็นขนาดนี้ เขาจึงพูดว่านั่งอยู่นี่แหละรอหมอไปก่อน พอดิฉันเข้าไปข้างในก็พบสภาพคลินิคที่ใครเคยเข้าไปรักษาก็ต้องจินตนาการภาพออก มีเตียง เล็ก 4-5 เตียง ผู้ช่วยจะให้คนไข้ไปรอข้างในเหมือนเด็กรอ

ขนม ยืนในห้องตรวจที่มีห้องโถงห้องเดียวมี ห้องน้ำติดกัน คนไข้บางคนไม่มีที่นั่งก็ยืนรอหมอในห้องนั้นเลย ประมาณก็ 15-20 คน ในนั้นมีทั้งเด็ก และคนแก่ เครื่องมือทางการแพทย์ก็ไม่มี ภายในห้องก็สะอาด และมากมีเครื่องเอกเรย์เล็กๆ 1 เครื่อง น้าบอกว่า นี่แหละหมอใช้เอกซ์เรย์ให้ยายและบอกว่าเป็น ลำไส้เอกเสบ เครื่องขนาดจอคอมประมาณ 14 นิ้ว ตั้งอยู่ในนั้นมีเครื่องมือเครื่องเดียวที่ดูดีที่สุดนั้นคะ หมอมาถึงก็จับคนไข้ฉีดยา 2-3 คน น่าแปลกมากที่หมอจับคนไข้ฉีดยาทั้งที่ไม่ได้สอบถามอาการอะไรเลย ฉีดยาเสร็จก็ไล่ออกไปข้างนอกบอกให้ไปรับยาข้างนอก แล้วหมอรู้ได้ไงว่าคนไข้เป็นโรคอะไร แปลกมาก จับฉีดยาอย่างเดียว ยาย ดิฉันตรวจเป็น

คนที่ 3 พอหมอเห็นสภาพของยายหมอก็ตกใจเพราะดูอาการออกคะและไม่พูดอะไร แล้วหมอก็ถามว่าทำไมพึ่งมา ดิฉันตอบว่ายังไม่ทราบอาการ ได้ไปหาหมอที่คำม่วงแล้วหมอบอกว่าให้กลับมาดูอาการที่บ้าน หมอธีร.....พูดว่า ไม่เป็นไรมากและฉี ดยาให้ยาย หมอพูดต่อว่าคงแพ้ยาที่ฉีด ไม่ใช่ยาทาน หนูเลยแกล้งถามว่ายายจะหาย

ไหม หมอบอกว่าหายถ้ารักษากับหมอเป็นระยะ มาฉีดยากับหมอทุกวันวันละ 1 เข็ม (คิดดูคะ เหมารถวันละ3000 บาท ระยะทางเป็นเกือบร้อยกิโลเพื่อที่จะมาฉีดยาเข็มเดียวทุกวัน) ดิฉันจึงพูดว่าไม่ได้เหรอกคะคุณหมอเพราะเราเหมารถมาวันละ 3000 เราไม่มีเงินขนาดนั้น หมอบอกว่าถ้าคุณอยากหายก็ต้องมา ดิฉันจึงพูดว่าคุณหมอช่วยทำเรื่องส่งตัวยายไปรักษาที่โรงพยาบาลกาฬสินธ์ได้ไหมคะ (เพราะหมอทำงานประจำที่โรคพยาบาลกาฬสินธ์ )คุณหมอตอบว่าไม่ได้ ให้กลับไปรักษาตัวอยู่ที่บ้านแล้วค่อยมาฉีดยากับหมอ วันละเข็ม

ดิฉันจึงพูดต่อว่า คุณหมอคะถ้ากลับไปบ้านดิฉันกลัวว่าจะเป็นแผลติดเชื้อคุณหมอช่วยให้ยาทาหรือบอกวิธีการล้างแผล ไม่ให้ติดเชื้อไหมคะ เพราะหนูเป็นห่วงที่ตาคะกลัวจะติดเชื้อแล้วตาบอด หมอบอกว่าไม่ได้ เวลาล้างก็เอาน้ำเปล่าล้างธรรมมาก็ได้ ดิฉันจึงถามไปว่าจะล้างได้ไงคะจะไม่ติดเชื้อหรือ หมอบอกว่าไม่ หมอก็เงียบ ผู้ช่วยคนหนึ่งรูปร่างท้วมหน่อยจึงบอกว่า คุณหมอบอกว่าจะดูให้ได้ยินไหมโดยการพูดตะคอกใส่ดิฉัน พร้อมทำหน้าบึ้งตึง ดิฉันเห็นความไม่รับผิดชอบในจรรยาบรรณของหมอจึงพูดกลับไปว่า คุณหมอคะ

โรคนี้มันคือโรค สตีเว่นจอนสัน หรือโรคแพ้ยารุนแรง ผิวหนังไหม้พุพองเหมือนไฟไหม้ จะเปลื่อยลามกัดกินเนื้อเยื่อเป็นโรคที่หมอทุกคนไม่อยากเจอ ตา ถ้ารักษาไม่ทันตาอาจจะบอดได้ และจะไปทำลายอวัยวะภายใน และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้คุณหมอจะไม่ช่วยอะไรเลยหรือ เมื่อหมอได้ยินดิฉันพูดที่ดูเหมือนว่าจะรู้กี่ยวกับโรคนี้ว่ามีสาเหตุจากอะไร ท่าทางก็เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะตอนดิฉันพูดนั้นดิฉันพูดให้ทุกคนในนั้นได้ยินหมดและเขาก็รอรับการรักษาอยู่ ท่าทีของหมอเริ่มอ่อนลง หลังจากที่ไม่ให้ข้อมูลอะไรเลยไม่บอกไม่พูดไม่รับ ก่อนจะกับด้วยการทะเลาะท่านก็เล่นบทคนดีด้วยการบอกให้ผู้ช่วยเรียกดิฉันไปคุย แบบเป็นส่วนตัวที่โต๊ะ ทำงานคงกลัวว่าดิฉันจะเอาเรื่อง แต่ข้อมูลที่ได้ไม่มีอะไรที่เป็นประโยชน์การรักษาเลย ที่แย่ไปกว่านั้นผู้ช่วยได้จัดยาให้ผิด เพราะหมอสั่งยาแค่ 3 ชุด แต่ผู้ช่วยจัดให้ 4 โดยระหว่างนั้นคุณหมอก็ได้ตรวจดูยาที่ผู้ช่วยเตรียมไว้ให้ในมือของดิฉัน และบอกผู้ช่วยว่าไม่ใช่อันนี้ชองนี้ไม่ใช่และดิฉันดูยาในถุงมี 4 ซอง หม อให้จ่ายยาแค่ 3 ซอง พระเจ้าช่วยแพ้ยาขนาดนี้ยังให้ยาผิดอีกหรือ เราก็ไม่กล้าที่จะให้ยายทานยาที่หมอธีร....ให้มาหรอกคะ เพราะในระหว่างที่รอการรักษาของหมอฉันมองเห็นผู้ช่วยสองคนตักยา เหมือนตักขนมขาย ไม่ใส่ถุงมือ ตกพื้นแล้วก็หยิบใส่ซองเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

หลังจากนั้นผู้ช่วยของหมอทั้ง 2 คน ท่าทีก็อ่อนลง จากแข็งกระด้างพูดดูถูกเรา คงดูจาการแต่งตัวและคิดว่าไม่มีความรู้ เรื่องพวกนี้ เห็นว่าเป็นบ้านนอกแล้วจะมาทำร้ายกัน คิดว่าเป็นตาศรี ตาสา แล้วไม่ให้การดูแลทที่ได้มาตรฐานเพราะไม่มีการศึกษา และไม่มีเงินตรา แต่คุณคิดไหมว่าเงินของพวกชาวนา นี่กว่าจะได้มามันยากลำบากแค่ไหน เขาต้องทำงานหนัก หลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน ตากแดด เก็บออมกว่าจะได้มา และเขาใช้สอยอย่างประหยัดขนาดไหน และก่อนที่เขาจะเดินทางมาเพื่อที่จะรับการรักษา กับคุณมันลำบากขนาดไหน บางคนถึงขนาดหยิบยืมเงินมาเพื่อรับการรักษา ต่างกับคุณที่ขับรถคันหรูราคาแพง รักษาแล้วเรียกกี่บาทก็ได้เพราะคุณมีความรู้ แต่คุณลืมแล้วหรือว่าความรู้ควบคู่กับจรรยาบรรณเสมอ หรือเพราะคิดว่า เราไม่มีความรู้แล้วตอบแทนเราอย่างนี้คุณคิดว่าคุณทำถูกแล้วหรือ

ชีวิตคนจน บ้านนอกไม่มีค่าพอที่จะทำให้คุณกล้าที่จะยอมรับผิดเลยหรือไร จรรยาบรรณอยู่ที่ไหนท่องจนขึ้นใจเพื่อที่จะผ่านประเมินการศึกษา แต่คุณลืมท่องจนขึ้นใจก่อนที่จะรักษาเพื่อให้ผ่านการประเมินของคนไข้ และคุณก็ ใช้จรรยาบรรณทำลายคนไร้เงินตรา และการศึกษา.................(อยากพวกเรา)

...............ชีวิตคนคนหนึ่งแขวนอยู่บนเส้นบางๆ ควรแล้วหรือที่จะให้คนที่ไม่ได้มีความรู้ในด้านยา เลยมาช่วยในการชีวิตคน แล้วเราคนจนจะไม่ต้องการความมั่นคงและปรอดภัยเหมือนเช่นคุณรักชีวิตตัวเองงั้นหรือ (คุณหมอ ธีร......และผู้ช่วย)

ยังไม่จบค่ะมีอีกยาวค่ะ แล้วคุณจะได้อะไรมากกว่านี้เยอะรับรองคะ ติดตามตอน 2 เร็วๆนี้