ของฝากจาก HA National Forum


ของฝากจาก 9th HA National Forum

            ปีนี้ผมถูกเชิญไปเป็นวิทยากรในงานประชุม HA National Forum ครับ เล่นเอางงว่าผมไปข้องเกี่ยวกับเรื่องแบบนี้ได้อย่างไร ยาขมชัดๆ อะไรก็ไม่รู้ HA TQC TQA 5S โอย หัวจะระเบิด แต่ทางกรมอนามัยซึ่งเป็นคนโทรมาหาบอกว่า จะให้ผมขึ้นเวทีพูดเรื่องเกี่ยวกับการทำแท้ง ในฐานะคนที่มีจุดเปลี่ยนแบบผม ก็เลยรับปากไปก่อน แล้วมานั่งงงอีกรอบว่ามันเกี่ยวกับ HA ยังไง แล้วจะพูดเรื่องอะไรที่มันเป็นงานด้านการพัฒนาคุณภาพ ฮ่า ฮ่า

            กระทั่งวันศุกร์ที่ 29 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ก็มีคนจากสถาบันพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาล (พรพ.) ติดต่อมาหาผมเพื่อแจ้งเรื่องอย่างเป็นทางการและถามว่า ตกลงผมจะไปเป็นวิทยากรได้หรือไม่ เพราะยังไม่เห็นใบตอบรับจากผม ก็บอกไปว่า ยังไม่เคยเห็นหน้าตาแบบตอบรับเลย สงสัยคงเป็นเพราะว่าช่วงนั้นผมอยู่เชียงรายกระมัง ก็เลยตอบรับทางโทรศัพท์ไปเลย อีกอย่างหนึ่งก็คือ เขาขอบทความและสไลด์ที่จะเอาขึ้นเวทีด้วย จึงต่อรองไปว่า ไม่เคยทราบเรื่องแต่จะรีบทำให้ ขอเวลา 3 วัน

            จนกระทั่งวันจันทร์นั่นแหละผมจึงเห็นจดหมายเชิญอยู่บนโต๊ะ เปิด CD ที่เขาแนบมาด้วย อ่านพอได้ใจความก็ทราบว่า ปีนี้เขาจัดเป็นครั้งที่ 9 โดยใช้หัวเรื่องของงานว่า องค์กรที่มีชีวิต การบรรยายแบ่งเป็นหลายห้อง ห้องที่ผมจะต้องพูดอยู่ในหัวข้อหลักของ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ในข้อความที่แนบมาเขาบอกว่า อยากให้เราเหล่าวิทยากรพูดเรื่องราวที่ทำให้เกิดแรงบันดาลใจในการทำงาน โดยอาจจะนำเสนอโดยใช้กรณีศึกษาผู้ป่วยก็ได้ ผมจึงเข้าใจ แต่ยังไม่เกิดวุฒิปัญญา ต้องรอจนครบ 3 วันจึงแจ่มแจ้ง รีบนั่งเขียนบทความ ซึ่งหลักๆก็รวบรวมความคิดจาก 3 บทความหลักที่เคยเขียนไปแล้วและนั่งทำสไลด์ส่งไปให้เช้าวันศุกร์ที่ 7 กุมภาพันธ์

            ทางพรพ.จัดให้ผมนอนพักที่โรงแรม TK Palace ซึ่งอยู่ใกล้กับเมืองทองธานีสถานที่จัดงาน ก็นับว่าสะดวกที่เดินทาง ผมโทรศัพท์เรียกเจ เพื่อนซี้ที่เรียนจบมารุ่นเดียวกันให้ไปรับที่สนามบิน แล้วเราก็ไปกินมื้อดึกกันก่อนที่จะไปส่งผมเข้าโรงแรม ซึ่งห้องที่ผมได้นั้นตลกดีครับ ลูกบิดประตูทางเข้ามันเสีย กำลังรอช่างมาซ่อม เขาถามผมว่ารอได้ไหม น่าจะเข้าห้องได้ราวๆ 5 ทุ่มเศษๆ ผมไม่ OK บอกไปว่า ไม่เป็นไร ขอเข้าห้องก่อนเพราะมีงานต้องทำ แล้วใครจะมาซ่อมก็ซ่อมไปสิ นั่งทบทวนสไลด์ที่เตรียมจะพูดจนเกือบเสร็จในห้องพักที่มีรูโบ๋ที่ประตู จน 5 ทุ่มครึ่งก็มีช่างมาทำลูกบิดดังก๊อกๆแก๊กๆ ไม่นานก็เสร็จ ผมก็เสร็จเหมือนกันจึงปิดไฟนอน เพราะต้องตื่นเช้า ทางโรงแรมเขาบริการรถไปส่งที่เมืองทองธานีตอน 7 โมงตรงเป๊ะ

            ผมได้เจออ.สกลและพี่เพ็นนีที่โรงแรมในเช้าวันรุ่งขึ้น อ.สกลต้องมาจัด World Café ในงานนี้ด้วย เรานั่งรถไปพร้อมกัน ซึ่งเป็นผลดีต่อผมมาก เพราะว่าสถานที่ใหญ่โตโอ่โถงแบบนี้ทำเอาผมงง เดินแทบไม่ถูก ก็อาศัยท่านสกลนี่แหละที่พาไปยังห้องพักวิทยากร ทราบมาว่างานครั้งนี้มีคนลงทะเบียนราว 7,800 คน โอ้โฮ .....

            นั่งในห้องพักนี่ได้มีโอกาสพบคนหลายคนเชียวครับ เจออาจารย์หน่อย หมอเด็กจากเชียงรายที่รักด้วยอีกท่านหนึ่ง (อันที่จริงก็ได้เจอกันตั้งแต่ที่โรงแรมแล้ว) เจอหมอรุ่นน้องที่มาทำงานสายคุณภาพอยู่ที่ BNH เจอพี่ต่อที่กำลังเป็นผู้บริหารโรงพยาบาลสมิติเวช และอีกหลายคนที่ไม่เคยรู้จัก

            ช่วงเวลาของผมเริ่มตั้งแต่ 8 โมงครึ่ง เรามาพูดกันในหัวข้อ ท้องไม่พร้อม ดูแลอย่างไร:มุมมองด้านสังคมและกฎหมาย ซึ่งพูดโดยอ.กฤตยาและอ.ทวีเกียรติที่ผมคุ้นเคยดี โดยมีอ.นันทาเป็นผู้ดำเนินรายการให้ อ.นันทาเริ่มด้วยการเปิดวิดีโอของโฆษณาบริษัทไทยประกันชีวิต เรื่องของครอบครัวที่พ่อเล่าถึงสัญญาที่ให้ต่อลูกสาวเมื่อครั้งที่เขาเกิดมาว่าจะเลี้ยงดูอย่างดี แล้วดำเนินเรื่องที่ลูกเติบโต เข้าโรงเรียน แล้ว..ท้อง.. เธอถูกตบหน้า 1 ครั้ง แล้วพ่อก็กอด พ่อรักลูกมากแค่ไหน พ่อก็จะรักลูกของลูกด้วยเหมือนกัน เล่นเอาต่อมน้ำตาผมแตกซ่าน ทุกทีเชียวกับไอ้โฆษณาตัวนี้ (ของใช้คำไม่สุภาพหน่อย) มันสะเทือนใจได้อารมณ์จริงๆ แอบหันไปดูก็เห็นคนเช็ดน้ำตาอีกหลายคน

            ใช้เวลาไป 1 ชั่วโมงครึ่งก็หมดเวลาช่วงแรก ผมออกไปห้องน้ำเพื่อเตรียมขึ้นเวที จึงได้เจอเพื่อนๆ อาจารย์และเจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลของผมเดินกันให้ขวักไขว่ จึงได้เดินไปถ่ายรูปด้วยกัน ผมทราบมาว่างานนี้โรงพยาบาลผมลงทุนมาก เรียกว่าขนคนมาฟังราวกว่า 60 ชีวิตเลยเชียว

            รอบของผมเริ่มเวลา 10 โมงครึ่ง ผมพูดร่วมกับอ.ประทักษ์และอ.รณชัย จิตแพทย์จากรามาธิบดี ชื่อเรื่องก็คือ ท้องไม่พร้อม ดูแลอย่างไร : มุมมองด้านกายและจิต ผมพูดเป็นคนสุดท้าย โดยเอาเรื่องที่อาจารย์ทั้งสองท่านมาสรุปใจความให้เห็นถึงการปฏิบัติจริงของผม ผมเริ่มโดยเราเรื่องของเด็กคนหนึ่งที่ได้เคยดูแลมาเล่าให้ฟัง โดยเปลี่ยนชื่อของเธอเป็น หนิง

 

เรื่องของหนิง

            หนิง (นามสมมติ) อายุ 16 ปี เธอและแม่มาที่คลินิกนรีเวชเพื่อมาขอให้เราช่วยยุติการตั้งครรภ์ เนื่องจากว่าเธอถูกข่มขืนเมื่อ 5 เดือนก่อน จากการตรวจร่างกายพอจะคาดประมาณได้ว่าขณะนี้อายุครรภ์ราวๆ 20 สัปดาห์ หมอก้าแพทย์ประจำบ้านได้มาปรึกษาอาจารย์แพทย์ด้วยเรื่องดังกล่าว แต่เมื่ออาจารย์ได้ดูแล้วจึงบอกว่า ให้เธอไปฝากครรภ์ อย่างนี้น่าจะเข้าข่ายแม่พาลูกไปขายตัว ว่าดังนั้นลูกศิษย์ของผมคนดังกล่าวจึงโทรศัพท์มาปรึกษาผมทันที ก็เลยรีบไปพบที่คลินิกนรีเวช (อีกห้องหนึ่ง) ก็ได้พบกับหนิงและแม่ ทั้งคู่นั่งร้องไห้ต่อหน้าผม โดยไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลงมาก ก็จัดแจงให้นอนโรงพยาบาลแล้วเรียก พี่กุญหัวหน้างานสิทธิประโยชน์ของโรงพยาบาลให้มารีบดูโดยด่วน เพื่อให้การช่วยเหลือทางด้านสังคม ผมจึงได้ทราบเรื่องราวเพิ่มเติม

            พ่อทิ้งหนิงไปตั้งแต่หนิงอายุได้ 18 วัน แม่เลี้ยงเธอมาโดยลำพังจนวันหนึ่งได้พบกับพ่อใหม่ พ่อคนนี้มีครอบครัวแล้วและเลิกกับบ้านเก่าโดยที่ไม่ได้จดทะเบียนหย่า พ่อรักหนิงเหมือนลูกแท้ๆ และมีลูกกับแม่อีกคนหนึ่งเป็นน้องผู้ชาย ทั้ง 4 คนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขตามอัตภาพ จนวันหนึ่งพ่อเลี้ยงประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้อีกต่อไป แต่ทั้ง 3 แม่ลูกก็ดูแลพ่ออย่างดี จนวันหนึ่งครอบครัวเก่าของพ่อเลี้ยงก็มาที่บ้านโดยบอกว่าจะพาพ่อไปเลี้ยงดูเอง และไล่ทั้ง 3 คนออกจากบ้าน

            แม่จัดการจับปลาในบ่อที่เลี้ยงไว้ในบ้านออกมาขายได้เงินราว 30,000 บาท เอาไปลงทุนขายก๋วยเตี๋ยว และก็ขาดทุน ไปขายขนมทองม้วนก็ขาดทุน เงินก็หมดลงไปเรื่อยๆจนวันหนึ่งหลานสาวของแม่ที่อยู่ในอำเภอหาดใหญ่ได้โทรศัพท์มาหาแม่ เพื่อให้ลงไปช่วยทำงานที่ร้านอาหาร ทั้ง 3 ชีวิตก็ต้องรอนแรมอีกครั้ง ลงใต้คราวนี้ด้วยความหวังว่าจะมีเงินใช้

            แต่ชีวิตมันไม่เป็นเช่นนั้นเพราะว่ารายได้ที่ได้มานั้น ทำให้หนิงต้องลาออกจากโรงเรียนสายอาชีพที่เรียนอยู่ เพื่อเปิดโอกาสให้น้องได้เข้าเรียนชั้นป.1 เธอต้องไปทำงานที่ร้านถ่ายรูปตอนกลางวันและไปช่วยแม่ที่ร้านอาหารตอนกลางคืน เสริฟอาหารบ้าง เปิดเพลงให้ลูกค้าบ้าง จนวันหนึ่ง น้าสาวก็ใช้ให้ไปส่งแขกต่างชาติที่โรงแรม และเธอก็ถูกขืนใจ

            ผลตอบแทนจากการถูกทำร้ายก็คือ แม่ทะเลาะกับน้าและถูกไล่ออก จะไปแจ้งความก็ถูกขู่เอาไว้ ทั้ง 3 คนก็เลยเคว้งคว้างอีกรอบ โชคยังเข้าข้างอยู่บ้างที่แม่สามารถหางานทำเป็นแม่บ้านได้ที่อพาร์ตเมนแห่งหนึ่ง เขาให้ทำงานแลกที่นอน รายได้ 150 บาทต่อวัน

            3 เดือนต่อมา หนิงเริ่มรู้สึกผิดปกติไป เธอมีอาการคลื่นไส้อาเจียน เหมือนหนังไทยไม่มีผิด เธอตั้งท้องขึ้นมานั่นเอง กว่าที่จะได้บอกแม่ก็อายุครรภ์ย่างเข้าเดือนที่ 5 แล้ว หนิงมีความเครียดสูงมาก เคยคิดที่จะฆ่าตัวตายด้วยซ้ำ

            พี่กุญยังเล่าให้ผมฟังอีกว่า หนิงเคยอยากเจอพ่อจริงๆที่ทิ้งเธอไปอย่างมาก แต่พูดเรื่องนี้ทีไรกับแม่ แม่ร้องไห้ทุกครั้ง เคยอยากจะไปออกรายการทีวีเพื่อตามหาพ่อ แม่ก็ร้องไห้ทุกครั้งที่พูดเรื่องนี้ จนเธอต้องหยุดความคิดนั้นเสียเพราะไม่อยากให้แม่เสียใจ พี่กุญถามว่า แล้วตอนนี้(ตอนที่กำลังจะถูกหมอทำแท้งให้) อยากพบพ่อไหม อยากแทบขาดใจค่ะ คือคำตอบของหนิง

            เรายุติการตั้งครรภ์ของเธอด้วยยาเหน็บช่องคลอด เพียงวันเดียวก็สำเร็จโดยไม่มีภาวะแทรกซ้อน ทางหน่วยงานสิทธิประโยชน์ของโรงพยาบาลก็หางานชั่วคราวให้ทำหนิงเพื่อเพิ่มรายได้ให้ครอบครัว และเก็บไว้เพื่อเรียนหนังสือ

            ผมเคยถามพี่กุญว่า เป็นไปได้ไหมที่เราทั้งคู่ถูกหลอก เขาอาจจะขายตัวจริงๆก็ได้ พี่กุญจึงสอนผมว่า เวลาที่เราจะช่วยเหลือใครนั้น อย่าไปคิดเลยว่าเขาจะโกหกเราหรือไม่ เราช่วยเขาด้วยใจบริสุทธิ์แบบนี้ ความสุขใจก็เกิดที่เราเอง

            ผมจบการเล่าเรื่องนี้ด้วยอารมณ์ร่วมส่วนตัวจริงๆ เพราะว่าสามารถนึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้นได้อย่างแม่นยำ หมอก้าลูกศิษย์ผมและพี่กุญก็มานั่งฟังอยู่ในห้องประชุมวันนี้ด้วย ผมยังได้เล่าเรื่องราวชีวิตของผมในขณะที่เรียนต่อเพื่อเป็นสูติแพทย์ดังที่เคยเล่าในบันทึกก่อนๆ และสาเหตุที่ทำให้ตัวเองดูแลคนที่มาขอทำแท้งแบบเลวร้าย เพราะถูกหล่อหลอมให้ดูแลคนไข้แบบนั้น จนกระทั่งได้เข้าร่วมประชุมกับกรมอนามัยในเรื่องนี้และได้ใช้เวลาร่วมปีในการปรับเปลี่ยนทัศนคติ และการดูแลคนไข้กลุ่มนี้อย่างเข้าใจและเห็นใจในที่สุด จนนำไปสู่การพยายามเปลี่ยนแปลงความคิดของผู้ร่วมงานในองค์กร การเรียนการสอนนักศึกษาแพทย์ แพทย์ใช้ทุนและแพทย์ประจำบ้าน เชื่อไหมว่าตอนนี้บรรยากาศที่ที่ทำงานผมในเรื่องนี้ดีขึ้นมาก อาจารย์หลายคนทั้งในและนอกภาควิชาต่างก็นึกถึงผม อันนี้อย่าเพิ่งเข้าใจว่าผมเป็นมือทำแท้งเชียวนะครับ เพราะว่าเอาเข้าจริงๆแล้วผมเป็นมือให้คำปรึกษาต่างหาก คนที่ทำส่วนมากจะเป็นลูกศิษย์ครับ เขาอาสาครับ นั่นเป็นเพราะความเข้าใจนั่นเอง ผมก็รู้สึกดีนะครับ ดีที่คนมาปรึกษาเรื่องนี้ (ผมหมายถึงหมอคนอื่นๆเขามาปรึกษาให้ผมทำแท้งคนไข้ของเขา) นั่นหมายความว่า หมอท่านอื่นๆเขารู้สึกว่าผู้หญิงที่มีปัญหานั้นเขาควรมีทางออก

            ผมหันไปบอกอาจารย์นันทา ท่านผู้ดำเนินรายการว่า ผมเคยพูดกับภรรยาว่า ขอบคุณที่เข้าใจว่าผมกำลังทำอะไรลงไป หวังว่าความดีที่ผมได้ทำลงไปนั้นคงส่งผลถึงลูกเรานะแม่ ผมไม่ได้หมายความว่า ในอนาคตจะมีคนทำแท้งให้ลูกสาวผมหรอกนะครับ แต่ผมหวังว่า เธอทั้ง 2 คนคงรอดปลอดภัยจากเรื่องเหล่านี้ต่างหากเล่า เล่นเอาฮากันไปทั้งห้อง (หลังจากที่ผมนำให้ความรู้สึกเขาร่วมดิ่งลงไปกับหนิง)

 

ปล. จะเห็นว่า ผมมองงานที่ผมทำนี้ เป็นการทำบุญนะครับ นั่นอาจจะเป็นมุมมองที่ผมเลือกมอง เลือกที่จะมีความสุขในการทำงาน อย่าว่ากันเลยนะครับ

หมายเลขบันทึก: 171206เขียนเมื่อ 16 มีนาคม 2008 22:39 น. ()แก้ไขเมื่อ 21 มิถุนายน 2012 10:38 น. ()สัญญาอนุญาต: จำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (21)

นี่เป็นบทคัดย่อที่ผมส่งไปครับ แต่เขาลงหนังสือให้ไม่ทัน น่าเสียดายจริงๆ เลยเอามาลงในนี้ดีกว่า เนื้อหาก็คล้ายๆกับที่เคยเขียนไปนั่นแหละครับ

การดูแลสตรีแท้งบุตร : บทเรียนจากชีวิตของอาจารย์แพทย์คนหนึ่ง

นายแพทย์ธนพันธ์ ชูบุญ

ภาควิชาสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา

คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

 

                มันเป็นบาป มันเป็นการทำลายชีวิต สิ่งมีชีวิตในท้องมีสิทธิ์ที่จะเกิดมาดูโลก เราอย่าไปกำหนดชีวิตใครว่าจะอยู่หรือจะเอาออก ผมเกลียดการทำแท้ง นานาทัศนะดังกล่าว คือความเป็นปกติของแพทย์ส่วนหนึ่ง หรืออาจจะเป็นส่วนใหญ่ในสังคมไทยนี้ก็ได้ ตราบเท่าที่สังคมยังใช้อารมณ์ของตัวเองเป็นที่ตั้งในการตัดสินใจอันใดอันหนึ่งที่มีความล่อแหลมทางจริยธรรมอย่างเช่นเรื่อง ทำแท้ง

                ทัศนคติของหมอนั้นมีผลอย่างยิ่งต่อการให้บริการสตรีที่มีปัญหาเรื่องการแท้ง ในแต่ละเดือนแต่ละปี หมอสูติแทบทุกคนคงได้พบเจอกับหญิงกลุ่มหนึ่งที่มาขอให้ช่วยทำแท้งให้ การบริการหญิงเหล่านั้นเป็นไปในทิศทางใดย่อมขึ้นตรงกับทัศนคติของหมอที่เธอมาพบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ บางคนอาจจะถูกด่ากลับออกมาจนแทบตั้งตัวไม่ทัน ในขณะที่บางคน (ที่เข้าถูกห้อง) จะออกมาพร้อมกับความเข้าใจในชีวิตที่ดีขึ้น ผมน่าจะเป็นหนึ่งในตัวอย่างของความเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่เกี่ยวเนื่องกับการดูแลสตรีแท้งบุตร สิ่งที่ท่านจะได้อ่านต่อไปนี้ คือชีวิตของผู้ให้บริการทางสาธารณสุขคนหนึ่ง ที่เป็นทั้งหมอ อาจารย์ของหมอ พ่อของลูกสาว และคนที่เคยมองผู้หญิงกลุ่มหนึ่งที่มาขอรับบริการยุติการตั้งครรภ์ว่าเป็นคนไม่ดี จนวันนี้กลับกลายเป็นหนึ่งในคนที่ทำแท้งเป็น สอนคนอื่นให้ทำแท้งเป็น และที่สำคัญสอนให้ลูกศิษย์มองหญิงที่มีปัญหาเหล่านั้นอย่างเข้าใจ

                เมื่อครั้งที่เป็นนักศึกษาแพทย์อยู่นั้น จำได้ว่าผมมีความสุขที่สุดเมื่อได้มาหมุนเวียนอยู่ในกองสูติฯ ได้ตรวจภายใน ได้เฝ้าและทำคลอด รู้สึกว่ามันถูกจริตกับผมไปเสียทุกอย่าง ผมรอที่จะทำคลอดเป็นคนสุดท้ายของชั้นปี ก่อนที่จะวิ่งไปส่งเพื่อนๆที่สถานีรถไฟตอนปิดเทอม และในวันนั้นผมก็ทำคลอดทารกที่ไม่มีกะโหลกออกมา และเขาก็เป็นคนเดียวกับที่ผมเคยตรวจครรภ์เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนหน้านั้นด้วยโดยคิดว่าเขาตั้งครรภ์ปกติ เย็นวันนั้นผมจึงตั้งสินใจได้ทันที ว่าจะเรียนต่อในสาขานี้แหละ

                ความตั้งใจที่จะเป็นสูตินรีแพทย์ที่ดีของผมนั้นมีแรงบันดาลใจมาจากแบบอย่างที่ดีของอาจารย์แพทย์ที่สอนผมมา ผู้เป็นต้นแบบนั้นมีความสำคัญมากต่อการดำเนินชีวิตของเรา สิ่งที่ท่านสอนหรือปฏิบัติให้ดูนั้นจะเป็นเสมือนหนึ่งพิมพ์ต้นแบบที่ผลิตความเป็นเราออกมาเลย ผมเองก็เป็นเช่นนั้น ผมได้รับการสอนสั่งมาว่า การทำแท้งนั้นเป็นสิ่งที่สูติแพทย์ที่ดีควรเลี่ยง ถูกสั่งสอนมาว่า การทำแท้งนั้นพึงกระทำได้ในขอบเขตที่กฎหมายกำหนด นั่นคือ การตั้งครรภ์ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพมารดา และอีกกรณีหนึ่งก็คือการตั้งครรภ์ที่เกิดจากการถูกข่มขืนกระทำชำเรา ยกเว้นให้กรณีหนึ่งก็คือ การตั้งครรภ์ที่เราพิสูจน์ได้ว่าทารกในครรภ์มีความผิดปกติอย่างรุนแรง เราสามารถทำได้ทั้งๆที่ผิดกฎหมาย แต่นั่นคือ “norm of practice” นอกเหนือจากนี้แล้วพึงเลี่ยง

                สนทนาประสาครูศิษย์ครั้งหนึ่งที่เป็นปฐมบทของแนวคิดผม

ถ้าเราทราบว่า อย่างไรเสียเขาก็ไปทำแท้งอยู่ดี แล้วอย่างนี้ทำไมไม่แนะนำให้ไปหาคนที่เราทราบว่าให้บริการทำแท้ง และทำได้อย่างดีทำเสียละผมถาม

การที่เราไปยืมมือคนอื่นมาทำแท้งให้ มันก็เป็นการทำแท้งนั่นแหละ อาจารย์ที่เคารพตอบ

ถ้าอย่างนั้นเขาก็ไปทำแท้งเถื่อน แล้วมาหาเราเพื่อรักษาอาการติดเชื้ออย่างรุนแรง อย่างนี้ไม่ยิ่งแย่ไปใหญ่หรือผมแย้ง

เราไม่มีสิทธิ์ไปตัดสินใจให้เขาไปเสียทุกเรื่อง นั่นก็เป็นผลจากการกระทำของเขาเอง เขาไปทำแท้งเถื่อน ติดเชื้อ ก็เป็นกรรมของเขาเอง เราไม่ต้องเข้าไปอยู่ในวงจรหรือบ่วงกรรมของเขาหรอก อาจารย์แนะนำ

แล้วจะให้ผมทำตัวอย่างไรดีครับ

วางเฉย คือคำตอบสุดท้าย

                นี่แทบจะเป็นวาทะแห่งชีวิต ที่ส่งผลให้ผมนำไปเป็นแบบอย่าง นี่คงเป็นทางเดินของสูติแพทย์ที่ดีกระมัง เพราะตั้งแต่จบออกมาผมก็ไม่ทำแท้งในกรณีที่มีความจำเป็นทางด้านเศรษฐานะหรือทางด้านสังคมเลย ไม่แม้กระทั่งจะแนะนำให้ไปที่อื่นที่คิดว่าทำได้ดี ไม่แม้กระทั่งจะให้คำแนะนำด้านอื่นๆที่มีความจำเป็น เช่น การคุมกำเนิด ผลเสียจากการทำแท้งเถื่อน เป็นต้น หลายครั้งที่มีแม่คนหนึ่งพาลูกสาวมาที่ห้องตรวจของผมเพื่อขอรับบริการยุติการตั้งครรภ์ ผมก็จะไม่ใยดี ไม่สนใจที่จะดูต่อ แถมด้วยความรู้สึกเสียอารมณ์และแสดงให้เห็นเป็นของแถมกลับไปด้วย คนไข้ที่มาห้องฉุกเฉินด้วยเรื่องปัญหาจากการไปทำแท้งมาก็จะได้รับบริการอย่างไม่เป็นมิตร เราประทุษร้ายเขาด้วยวาจาและท่าที แม้การซักประวัติก็ยังก่อให้เกิดความบอบช้ำทางใจมากขึ้น เรียกว่า เจ็บทั้งกาย เจ็บทั้งใจ นี่ผมทำอะไรลงไป!

                จนวันหนึ่ง วันที่ได้มีโอกาสเดินออกจากภาควิชาบ้าง ผมได้ไปร่วมประชุมเรื่อง การดูแลสตรีแท้งบุตร ซึ่งจัดโดยกองอนามัยการเจริญพันธุ์ กรมอนามัย ร่วมกับราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย ได้มีโอกาสเจอผู้คนอีกมากมายที่มิใช่หมอ ท่านเหล่านั้นเป็นนักวิจัย เป็นนักขับเคลื่อนทางสังคม นักกฎหมาย รวมทั้งเจออาจารย์แพทย์จากอีกหลายๆที่มาประชุมร่วมกัน ผมจึงได้เริ่มมองออกนอกตัวเองบ้าง หัดมองในมุมของคนที่ท้องเอง คนที่ท้องแล้วมีความไม่พร้อมด้วยประการทั้งปวง คนที่มีปัญหาแบบที่เราไม่เคยเจอเอง ผมก็เริ่มพบว่า คนคนหนึ่งที่มีปัญหานั้น มันไม่ได้มีเฉพาะปัญหาทางการแพทย์เพียงอย่างเดียว แต่ปัญหาทางด้านสังคม ปัญหาทางจิตวิญญาณก็มีไม่น้อยไปกว่าปัญหาทางกายเลย

ไม่มีใครที่ต้องการท้องเพื่อที่จะไปทำแท้ง

 

มีใครเกิดมาแล้ว ไม่เคยทำผิดพลาดไปบ้าง

 

เขาคิดแล้วคิดอีก กว่าที่จะได้ข้อสรุปว่าต้องทำแท้ง

ปัญหานี้พ่อแม่ก็รู้ไม่ได้ เพราะท่านมีลูกคนเดียว ก็คือคนที่มีปัญหานี้

แล้วลูกอีก 3 คนจะอยู่อย่างไร เงินที่มีอยู่นี้ก็แทบไม่พอจะยาไส้อยู่แล้ว

แฟนไม่ยอมให้คุมกำเนิด ไม่ให้ทำหมัน ไม่ยอมใส่ถุงยาง แล้วจะให้ทำอย่างไร

    

            เหล่านี้ล้วนพรั่งพรูออกมาให้เข้าสมองกบอย่างผม แต่ก็ยังไม่รู้สึกแตกฉานไปสักเท่าไหร่ ผมก็เพียงแต่พยายามครุ่นคิดไปเรื่อยๆ จนวันหนึ่งจึงได้พบกับคนไข้ของเพื่อนอาจารย์แพทย์ด้วยกัน เธอคนนั้นไปทำแท้งเถื่อนมา คืนนั้นมีไข้สูงมากแต่เนื้อตัวซีดเซียว ระดับความดันโลหิตต่ำจนแทบจะวัดไม่ได้ การติดเชื้อรุนแรงจนทีมแพทย์รู้สึกได้ เธอได้รับการขูดมดลูกในคืนนั้นเพื่อเอาสิ่งติดเชื้อออกมาจากโพรงมดลูก แต่นั่นก็ยังไม่ทำให้อาการไตวายของเธอดีขึ้น ตลอดทั้งคืนเธอแทบไม่มีปัสสาวะไหลออกมาเลย แถมยังเริ่มมีอาการตัวเหลืองตาเหลืองเพิ่มขึ้นมาอีก นี่คืออาการตับวายที่ตามมาจากการติดเชื้อ หนึ่งวันผ่านไปก็ยังไม่มีทีท่าที่จะดีขึ้น ผลการตรวจเพิ่มเติมพบว่า น่าจะมีการติดเชื้อโดยเชื้อที่ทำให้เกิดแก๊สในโพรงมดลูก ทีมรักษาจึงพาไปเข้าห้องผ่าตัดอีกรอบเพื่อตัดมดลูกออก สิ่งที่พบเห็นก็คือ มดลูกสีคล้ำ สภาพเน่าและลามไปยังรังไข่ทั้ง 2 ข้าง รวมทั้งมัดกล้ามเนื้อสันในด้านขวาที่อยู่ใกล้เคียงกัน การรักษาก็คือ ตัดมดลูกและรังไข่ในผู้หญิงอายุ 20 ปีต้นๆ มัดกล้ามเนื้อสันในนั้นก็พลอยถูกลอกตัดออกไปด้วย กระบวนการทำลายยังไม่จบเพียงเท่านี้ เพราะเธอไม่มีอาการดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย บ่ายวันนั้นเราเริ่มเห็นตุ่มน้ำพองบริเวณต้นขาขวา นั่นคงเป็นการติดเชื้อแบบเดียวกับในโพรงมดลูกนั่นเอง ถึงตรงนี้เราแทบถอดใจ เพราะการรักษาคงเป็นการตัดขาข้างนั้นทิ้งไปเสีย แต่คิดกันอย่างไรก็ไม่ทราบ เราเลือกที่จะไม่ตัด แต่กรีดต้นขาด้านนั้นเพื่อให้มันได้สัมผัสอากาศ ลอกเอากล้ามเนื้ออีกมัดที่ติดเชื้อออกไป แล้วภาวนา เธอรอด! รอดแต่พิการ ขาเป๋และกินฮอร์โมนไปอีกนาน

                บทเรียนนี้คุ้มค่า เพราะได้มีโอกาสมานั่งตรึกตรองว่า ถ้าเขาไม่ท้องก็คงไม่เกิดเหตุการณ์นี้ ถ้าเขารู้จักวิธีการคุมกำเนิดและใช้มันก็คงไม่ท้อง เขาท้องเมื่อไม่พร้อมจึงต้องไปทำแท้ง ถ้ามีคนทำแท้งให้อย่างดีก็คงไม่ต้องบาดเจ็บปางตายเช่นนี้ แล้วถ้าเธอตายไป พ่อแม่จะเป็นอย่างไร ถ้าเขามีลูกอยู่ที่บ้านแล้วใครจะดูแลต่อ แล้วตอนนี้ก็กลายเป็นคนพิการแบบนี้จะไปทำงานที่ไหนได้อีกบ้าง

                  เมื่อคิดได้ มันก็เกิดความเสียใจ เสียใจในสิ่งที่เคยทำไป คนไข้ที่เราปฏิเสธเขาไปอย่างไม่ใยดีเขาจะไปเกิดปัญหาอะไรขึ้นบ้างก็ไม่รู้ เมื่อตั้งสติได้ก็เลยบอกตัวเองว่า ต่อไปนี้จะเริ่มต้นใหม่ แล้วจะเริ่มอย่างไรดี ก็เริ่มที่ตัวเองนั่นแหละ จากนั้นก็ค่อยๆแทรกซึมแนวคิดไปยังเพื่อนๆที่เป็นอาจารย์ด้วยกัน เสวนาเรื่องนี้กัน จัดช่วงเวลาจริยธรรมสาธกว่าด้วยเรื่องแท้ง เริ่มสอนให้เพื่อนอาจารย์และลูกศิษย์ทราบว่า มาตรา 305 นั้นมีมากกว่าการท้องจากการถูกข่มขืน แนะนำเรื่อง ข้อบังคับแพทยสภาว่าหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับการยุติการตั้งครรภ์ทางการแพทย์ฯ ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา จนปัจจุบันเรามีความเข้าใจกันมากขึ้น ทัศนคติของบรรดาลูกศิษย์ที่เป็นแพทย์ใช้ทุน แพทย์ประจำบ้านเป็นไปในแนวทางที่เห็นใจผู้มาขอรับบริการ นักศึกษาแพทย์ก็ได้อานิสงค์จากการเปลี่ยนแปลงด้านการเรียนการสอน จริยธรรมสาธกยังคงเป็นเครื่องมือที่ใช้เป็นประจำในด้านการเรียนการสอน การดูแลคนไข้ที่มีปัญหาเรื่องนี้ก็เป็นแบบอย่างให้พวกลูกศิษย์ได้เห็น สอนให้คิด สอนให้มองด้านอื่นที่นอกเหนือไปจากด้านการแพทย์

ผลจากความพยายามก็เริ่มเป็นผลเมื่อเวลาผ่านไปร่วมปี ทุกวันนี้สามารถพูดได้ว่าเราให้บริการได้อย่างมีองค์รวม เชื่อไหมว่า ท้ายที่สุดแล้วผมเองก็ยังมิใช่คนที่ให้บริการทำแท้งไปเสียทุกครั้ง เพราะเมื่อใดที่มีคนมาขอรับบริการ เหล่าบรรดาลูกศิษย์ก็จะอาสามาทำแทนอาจารย์เองก็หลายครั้ง

จริงอยู่ที่ว่า การทำแท้งเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ต้นเหตุมันคือการมีเพศสัมพันธ์ แต่การแก้ไขที่ต้นเหตุนั้นบางทีมันก็ยากเสียเหลือเกิน ยากพอๆกับการห้ามเด็กสมัยนี้ไม่ให้ไปเรียนพิเศษนั่นแหละ ตราบเท่าที่ระบบการศึกษาของเรายังไม่เอื้อให้กับการป้องกัน ตราบเท่าที่ยังมีคนออกมาร้องแย๊วๆบอกว่า การสอนเรื่องนี้จะเป็นการชี้โพรงให้กระรอก แต่ในฐานะของแพทย์คนหนึ่ง ผมต้องป้องกันไม่ให้ผู้หญิงต้องเกิดการสูญเสียสุขภาพไปกับการสิ่งที่เราป้องกันได้ การป้องกันการแท้งที่ไม่ปลอดภัย คือการให้บริการอย่างรอบด้าน การให้คำแนะนำปรึกษา การชี้นำทางเลือก รวมถึงท้ายที่สุดก็คือการทำแท้งนั่นเอง คนไข้ที่ผ่านมาในระบบบริการของผมและทีมต้องได้รับการดูแลอย่างดีที่สุดครับ

 

สวัสดีค่ะอาจารย์

  • ไม่ทราบว่า อาจารย์ร่วมเป็นวิทยากรด้วย ไม่งั้นได้ไปแอบฟังแล้วละค่ะ
  • :-))

วัสดีครับพี่แดง P

พี่ไปด้วยเหรอ เสียดายจังที่ไม่มีโอกาสได้เจอ

แต่นั่นแหละ รีบไปรีบกลับ เพราะมีคนไข้รอตรวจวันศุกร์เพียบเลยครับพี่

สวัสดีครับหมอ

รอบนี้ ไม่รู้สิ คราวนี้ผมเห็นไม่เหมือนคุณหมอแล้วครับ ผมว่า 5 เดือนในท้อง เด็กนั้นมีชีวิตแล้วครับ

เป็นไปได้มัยที่ต่อไป รัฐน่าจะมีหน่วยงานสำหรับการดูแลเด็กที่พ่อแม่ไม่พร้อมเลี้ยง

ว่าที่คุณแม่ทนทรมานอยู่ไม่ถึงเก้าเดือน (เพราะบางคนเพิ่งรู้ว่าท้องมีหลายเดือนผ่านไป) จากนั้นหมออาจทำคลอดแล้วไม่ต้องให้ทั้งคู่เจอหน้ากันเลยก็ได้ ส่งไปหน่วยงานที่รับเลี้ยงเลย

  • ไม่ได้ไปหรอกค่ะ พอดีที่ทำงานมีงาน เขาห้ามออกนอกพื้นที่
  • แต่หากรู้ก็จะตามไปเชียร์ไงคะ เพราะตอนแรกว่าจะตามไปเชียร์ทีมเบาหวานอุดรอ่ะค่ะ

 

สวัสดีครับอาจารย์จารุวัจน์ P

เมื่อวันศุกร์เจอคุณเอก เขาบอกว่าเจออาจารย์ด้วย

เรื่องเด็กในท้องอายุ 5 เดือนนั้น กฎหมายยังให้ทำได้ หากการตั้งครรภ์นั้นเกิดจากการถูกข่มขืนกระทำชำเรา

พูดยากจริงๆครับ เพราะถ้าผมไม่ทำ เขาก็ไปทำที่อื่นแน่ๆ

จริงๆแล้ว ทางเลือกของการท้องต่อนั้น ผมชอบที่สุด อาจารย์รู้ไหม ว่าหลายครั้งที่พวกผมทำแท้ง น้ำตาเหมือนกันนะครับอาจารย์

แต่เรามีกลไกในการจัดการตัวเอง ไม่ให้จมอยู่กับเรื่องพวกนั้นมากเกินไป

รัฐบาลมีหน่วยงานช่วยเหลือครับ แต่อาจารย์ลองไปเที่ยวที่บ้านเด็กเล็กดูสิ

หลายคนที่มาผม เขาก็จบลงที่ท้องต่อนะครับ อาจารย์ทราบไหม เคยมีคนมาหาผมที่คลินิกนอกเวลา แล้วขอบคุณที่ผมแนะนำให้เขาท้องต่อ ตอนนี้ลูกโตแล้วด้วย (น้ำตาผมซึมเลย)

ขอบคุณอาจารย์นะครับที่ให้ข้อคิด ลูกอาจารย์คงโชคดี ลูกผมก็โชคดีครับ ที่เราสามารถดูแลเขาให้ดีได้ ผมก็คุยกับเมียนะครับ ว่าถ้าลูกเราท้องแบบนี้ เราเลี้ยงได้ครับ (ก๊อก ๆๆๆๆ)

สวัสดีครับอาจารย์

มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับการทำแท้งมากมายเลยครับ  ในชีวิตแพทย์ผม4 ปีกว่าๆ

ตอนที่เรียนสูติปีห้า ที่ลำปางและที่มช  ตอนอยู่เวรต้องพบเควทำแท้งเกือบทุกๆวัน

เป็นวัยรุ่น  มาด้วยเดิมๆครับ เหน็บยา  แล้วพี่ๆก็ currete

  ได้คามคิดความรู้สึกมากมายครับตอนนั้น  เป็นการตั้งคำถามกับตนเอง  กับผู้คนและกับสังคม

   มีเคสที่อยู่ในความทรงจำที่สุดตอนเรียนหนึ่งรายคือ ติดเชื้อจากการทำ  และไปทำมาทั้งหมด7 ครั้งแต่ไม่ออก  ดูแลอยู่นาน..ได้คุยได้เห็นชีวิตหลายแง่มุมครับ...

 

จบมาก็พบบ่อยมากๆครับ

 แม่ พี่ หรือเด็กเองมาขอคำแนะนำ  ปรึกษา น่าจะเดือนละรายสองรายได้ครับ....

 การรับฟังโดยไม่ตัดสิน  การให้คำแนะนำที่เป็นกลาง เน้นข้อมูลที่ครบทุกด้าน  และให้เขาเองและครอบครัวช่วยตัดสิน และให้แง่มุมหรือมิติทางศีลธรรม...

ทุกครั้งที่ผมได้พบ  ผมได้เรียนรู้เสมอๆครับ

กรณีวานนนี้

อายุ 22 ปี ผู้ชายมีครอบครัวอยู่แล้ว

น้องเขาเหน็บสองรอบไม่สำเร็จ

น้าสาวพามาเพื่อปรึกษา

ญาติทุกคนอยากให้ท้องต่อ  แต่น้องท่านนี้ไม่อยากท้อง  เพราะไม่แน่ใจว่าเด็กจะสมบูรณ์

 ก็ให้คำแนะนำไป  ให้เวลา...ครับ

 สุดท้ายก็ให้เขาใจเย็นๆ  ยังมีเวลาที่จะไตร่ตรอง เพราะเพิ่ง 8 สป

 

 แต่ดูๆแล้วก็น่าลุ้นให้ท้องต่อครับ  เพราะว่าพ่อแม่ยินดีดูแลช่วย(พ่อแม่50 ต้นๆ)  ครอบครัวก็ไม่ลำบากมาก  (ลุ้นในใจนะครับ)

 

  คงต้องได้เรียนรู้จากอาจารย์อีกมากครับ..

มีกรณีหนึ่งเป็นลูกหลงครับ ครอบครัวฐานะดี

ผมดูแล้วแนะนำตั้งครรภ์ต่อครับ

เขาก็ดูเงียบๆ  แบบว่ารายนี้หนุนไปทางตั้งครรภ์ต่อแบบออกหน้าออกตาเล็กน้อย  เพราะว่ารู้จักกันพอสมควร  และคิดว่าเขาน่าจะดูและได้

  แต่พอเจอกันอีกสองสัปดาห์เขาไปทำมาแล้วครับ..เฮ้อ..เศร้า...

 

  แต่วันนี้มาเข้าใจเหตุผลจากน้าสาวที่พาน้องมานะครับ

เขาบอกว่าเพราะว่าชาวบ้านคงจะอาย  เพราะอายุมากแล้ว  ไม่ใช่ลำบากหรือไม่อยากเลี้ยง  ฟังแล้วก็..นานาจิตตังนะครับ

 

  เท่าๆที่สังเกตุก็พบว่าสถิติครึ่งๆนะครับ  หลังให้คำปรึกษา..

มาชื่นชมอาจารย์ค่ะ

เขียนได้ดี เพราะอาจารย์ทำดีค่ะ

แต่ระหว่าง Curett อย่าลืมอุทิศบุญให้เด็กที่ไม่ได้เกิดด้วยนะคะ

เพราะเขาจะได้ไปผุดไปเกิด ผลบุญที่เราทำ หรือเทวดาจะได้คุ้มครองไม่ให้กลับมาทำร้ายคนในครอบครัวเราค่ะ

อ่านวิธีอุทิศบุญที่นี่ค่ะ

คุณหมอสุพัฒน์ครับ P

ทุกสิ่งที่เข้ามาในชีวิตนั้นเป็นบทเรียนเสมอครับ อยู่ที่ว่าเราจะนำเอามาคิดหรือไม่ก็เท่านั้น

คนแต่ละคนจะมีเหตุผลที่แตกต่างกันไป เราลองนั่งฟังและเคารพความคิดของเขาก็ดีแล้วครับ ดีมากด้วย แม้ท้ายที่สุดแล้วเราอาจจะไม่ได้ช่วยอะไรเลย

บางคนเรารู้สึกว่า น่าจะเลี้ยงต่อ แต่คนที่เขาท้องเขาอาจจะไม่คิดอย่างนั้นก็ได้ ถ้าเป็นลูกเราเราเลี้ยง แต่นั่นแหละ มันยังไม่ได้เกิดเหตุการแบบที่เราสมมติเลย อะไรทำนองนี้

 

คุณอุบลครับ P

ผมไม่ได้ตักบาตร กรวดน้ำมานานแล้ว เพราะตื่นไม่ไหว ฮา

คิดเสมอว่า ตอนนี้เราทำดี เรามีเจตนาดี เรากำลังช่วยคนคนหนึ่ง อันนี้ช่วยผมได้มากเลย

ขอบคุณมากครับคุณหมอที่ได้เล่าเรื่องราวจากประสบการณ์จริงๆเกี่ยวกับเรื่องทำแท้ง ทั้งๆที่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สังคมไทยยอมรับยากมากๆ แต่โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่า นานาจิตตัง แต่ละคนก็มีความจำเป็น สภาพแวดล้อม และความคิดที่แตกต่างกัน แต่สิ่งที่หมอสามารถทำได้คือ ช่วยไม่ให้เค้าต้องเผชิญกับขั้นตอนที่ผิดๆซึ่งอาจจะนำไปสู่เหตุการณ์ตามที่คุณหมอเล่ามาได้ ผมคิดว่าคุณหมอไม่ผิดหรอกครับ แต่ถ้าจะให้ดียิ่งขึ้นน่าจะแนะนำให้เค้าคุมกำเนิดแบบถาวรไปเลยในรายที่มีโอกาสกลับมากระทำอีกรอบสอง หรือใส่ห่วงให้เค้าซะถ้าเค้ามีความคิดว่าอยากจะมีบุตรเมื่อพร้อม

ส่วนกรณีเด็กพิการนั้นผมมีความคิดว่าทำแท้งคือคำตอบที่ถูกต้องที่สุดครับ เพราะถ้าเค้าเกิดมาดูโลกเส็งเคร็งใบนี้ มันจะเหมือนกับว่าให้เค้ามาชดใช้กรรมไปอีกตลอดอายุเค้า และไม่เพียงแต่ตัวเค้าเอง พ่อ แม่ คนใกล้ชิดทุกคน ก็ต้องชดใช้กรรมไปด้วยครับ

หัวข้อแบบนี้เขียนแล้วเครียดครับ

อาจารย์ แป๊ะ ที่รัก

เคยคิด จะเรียน หมอสูติ นานมาแล้วค่ะ

แต่พอนีกถึงการทำแท้งทีไร ขอสารภาพว่าดีใจ ที่ไม่ได้ เรียน

เป็นการหลบเลี่ยงปัญหา ทีสังคม และมนุษย์ ยังแก้ไม่ตก

หลบไป

แบบ ไม่กล้า ไม่แน่จริง

อ่านบทความทั้งในบล็อก และในความเห็นที่เพิ่มเติม ของอาจารย์แล้ว

ต้องบอกว่า อาจารย์ แป๊ะ นายแน่มาก (อีกครั้ง หลังจากคิดในใจเวลาอ่านบล็อกมาหลายครั้ง)

ไม่ได้ไปฟัง ที่ห้องขณะ อาจารย์ นำเสนอ เวลาเตรียมการและนัดทีมในห้องที่รับเป็นผู้ดำเนินรายการอยู่ ซ้อนกันพอดี

แต่ได้อ่านจากที่สรุปไว้ ก็เข้าใจ ดีเลย

สวัสดีครับอาจารย์หน่อย

ผมไม่แน่เท่าไหร่หรอกครับ แต่คิดเสมอว่า มีคนอย่างผมไว้บ้างก็ดีครับ อย่างน้อยก็เป็นทางออกให้เพื่อนๆแพทย์คนอื่นๆ

ปล. ผมเองก็เสียใจทุกครั้งที่ต้องทำแท้งนะครับอาจารย์ แต่ก็คิดเสมอว่าทำบุญ

เรื่องอย่างนี้ต้องมีคน support จิตใจให้ด้วยครับ โชคดีที่จิ๋มเข้าใจมากๆ

อย่างตอนนี้ก็มีเด็กเจ้าปัญหาอีก 1 ราย เหนื่อยใจเหลือเกิน

ป.แพ่ง มาตราอะไรจำบ่ได้ (พันกว่ามาตรา จำบ่ได้)แต่อยู่บรรพต้นๆ ท่านบอกว่า

สภาพของบุคคลเริ่มต้นเมื่อคลอด แล้วอยู่รอดเป็นทารก สิ้นสุดเมื่อตาย ครับผม

ครับคุณกวินทรากร

มีเรื่องตลก (ไม่ออก) เล่าให้ฟังว่า

หญิงหนึ่ง กำลังเบ่งลูก เมื่อหัวทารกออกมา เธอก็หักคอลูก แล้วก็คลอดออกมา ร้องแอ๊กหนึ่ง ลูกตาย

คำถามคือ เธอทำผิดหรือไม่

ประเด็นก็คือ

เธอพยายามทำให้เด็กในครรภ์ตาย แต่ไม่ตาย เพราะออกมาแล้วร้องแอ๊กหนึ่ง ดังนั้นไม่มีความผิดฐานทำให้แท้งลูก

เธอไม่ได้ฆ่าลูกตาย เพราะเหตุการณ์เกิดขึ้นมา ตอนที่เด็กคนนี้ยังไม่มีสภาพเป็นบุคคล เนื่องจากยังออกมาไม่ครบทั้งตัว (แม่หักคอตอนที่ตัวเด็กยังไม่พ้นช่องคลอด) ดังนั้น หญิงนี้ไม่มีความผิดฐานฆ่าคนตาย

ว่ากันว่า สอบครั้งนั้น มีคนผ่านเป็นเนติบัณฑิตไม่ถึงครึ่ง

ตลกไม่ออกนะครับ

คดีนี้เกิดขึ้นจริงที่แคนาดา มีหญิงเอาปืนลมยิงเข้าช่องคลอด เพื่อให้ถูกศีรษะทารก ซึ่งถูกจริงและบาดเจ็บด้วย ศาลสั่งยกฟ้อง เพราะว่าคล้ายกับประเด็นข้างบนครับ

อ่านกรณีตัวอย่างข้างบนซึ่งอ้างอิงกับข้อกฏหมายแล้ว นึกภาพตามไปด้วย แทบจะบ้าเลย อ.แป๊ะ อะไรมันจะโหดขนาดนั้น ถ้ากฏหมายไม่ไปปิดกั้นเค้ามากเกินไป หมายความว่า สิทธิในการเลือกที่จะอยู่หรือตาย ของผู้ป่วย และรวมถึงของทารกในครรภ์ (ซึ่งในกรณีนี้น่าจะหมายถึงแม่ของทารกในครรภ์) เพราะไม่มีใครเข้าใจสภาวะของผู้ที่ได้รับผลมากกว่าตัวเค้าเองหรอกครับ ดังนั้นถ้ากฏหมายเปิดกว้างแล้ว ก็คงไม่น่าจะเกิดเคสแบบแปลกๆ และโหดๆ หน่ะครับ

นั่นน่ะสิครับคุณหนึ่ง

เราคงไม่เข้าใจใครไปได้หรอก หากว่ามันไม่ได้เกิดกับตัวเราเอง

ส่วนเรื่องหักคอทารกนี่ เป็นการยกตัวอย่างของนักกฎหมายนะครับ เขาออกข้อสอบเรื่องการตีความกฎหมายครับ

เว้นแต่เรื่องของสาวชาวแคนาดา นี่ของจริงครับ

เฮ้อ ไม่รู้ทำไมอ่านเสร็จแล้วน้ำตาจะไหล ,,, รู้สึกโชคดีที่เราได้เกิดมาเป็นตัวเป็นตนได้ครบ (32 แม้จะตัวสั้นไปเล็กน้อย)

น่าเห็นใจหมอสูตินะพี่แป๊ะ ต้องเจอปัญหานี้รับเหมาอยู่แต่ผู้เดียวเลย

แต่นั่นแหล่ะ

เป็นที่พึ่งของคนอย่างมากเลยนะพี่

เรื่องเห็นด้วยกับไม่เห็นด้วยน่ะ เถียงกันจนโลกแตกก็ไม่หมดประเด็นนิ

มาคิดๆดู ถ้ารัฐมีหน่วยงานที่รับอุปการะเด็กที่พ่อแม่สภาพไม่พร้อมจะเลี้ยงดู (อย่างกรณีเคสของ"หนิง")เด็กที่จะโตมาคงจะว้าเหว่น่าดู ไม่มีญาติพี่น้อง เรามาได้ไงเนี่ย อะไรประมาณเนี้ยะ ยกเว้นโชคดีเป็นออทิสติก ไม่มีความรู้สึกอะไร (แถมอาจได้เป็นนางเอกช้อคโกแลต)

คิดถึงโฆษณาไทยประกันชีวิตที่มีครูคนหนึ่งเสียสละรับเลี้ยงเด็กเป็นร้อยๆด้วยความรัก ดูทีไรน้ำตาคลอทุกที ไม่ใช่แม่แต่สามารถเลี้ยงได้

จำได้ตอนเป็น นศพ.ปี 6 เคยไป elective ที่นิติเวชศิริราช มีอาจารย์อาวุโสท่านนึง ต้องขออภัยอย่างสูงที่เล้งจำชื่อท่านไม่ได้ ท่านสอนวิชานิติเวชในขณะที่ท่านสุขภาพไม่สู้ดีนัก ต้องใช้ oxygen canula ดมไปสอนไป หยุดหายใจเหนื่อยเป็นพักๆ ท่านจบท้ายบทเรียนด้วยธรรมะ และขอสํญญาจาก นศพ.ที่นั่งเรียนโต๊ะกลมอยู่ตรงนั้นว่า ท่านขออะไรอย่างหนึ่งได้ไหม เมื่อหมอจบไปอย่าทำแท้งนะ ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไร รู้สึกแต่สงสารอาจารย์

มาคิดถึงตอนนี้ ถ้าเป็นเราต้องเป็นหมอสูติต้องตัดสินใจเรื่องนี้ มันขึ้นกับเจตนาของเรานะว่าทำเพื่ออะไร การค้า หรือ เมตตา

เป็นกำลังใจให้พี่แป๊ะนะคะ

ปล. พี่อุบลคะ ขอบคุณมากสำหรับบทแผ่ส่วนบุญกุศลที่มาเผยแพร่ค่ะ ตั้งใจว่าจะเอาไปให้เพื่อนที่เป็นหมอ I.D.คนแรกเลย (ฮา)

หนูเล้ง

พวกเรามักถูกสอนให้เชื่อโดยที่ไม่ได้ไตร่ตรอง แม้ว่าเราเป็นชาวพุทธก็เถอะ

คำว่าอย่าทำแท้ง โดยไม่มีบริบทให้เนี่ย เจ็บอกที่สุดครับน้อง มันทำให้เราๆที่เป็นเด็กๆคล้อยตามโดยไม่ต้องคิดเรื่องอื่นเลย

"บาป" พี่ก็รู้สึกว่าเป็นบาป แต่ถ้าเราสร้างเหตุการณ์สมมติมากๆ เหตุการณ์ที่อาจจะเกิด ถ้า...อย่างนั้น อย่างนี้ ใครได้ ใครเสีย เสียแล้วกระทบใคร อะไรทำนองนี้ พี่คิดว่าเป็น reasonal thinking คิดอย่างมีเหตุผล ได้ด้วยตัวเอง บนพื้นฐานที่มีเหตุผลหลายด้านมาประกอบกัน อันนี้แหละสำคัญที่สุด ที่คุณครูเราสมัยก่อนไม่ค่อยได้สอนเรา

อ่านเรื่องนี้แล้วน้ำตาจะไหล แต่เล้งเชื่อไหม เรื่องจริงน่าไหลกว่านี้อีก

พี่ครับ ผมขอ guide line การใช้ cytotec หน่อยครับ PPH และ SL for induction of labour ขอบคุณครับ (ทางเภสัชขอข้อมูลเพื่อนำยาเข้าครับ)

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี