ระบบการศึกษาไทย ทำไมถึงเป็นแบบนี้...?


ปุจฉา...?

อืม..............การศึกษาไทย

 

ทำให้นึกย้อนไปถึง อาจารย์ที่เคยสอนหนังสือตั้งแต่สมัยประถม

แต่ละท่านทุ่มเท แรงกาย แรงใจ

สอนสั่งเด็กอย่างเต็มความสามารถ

ไม่ได้สนเงินตรา ไม่มีการสอนพิเศษ

มีกิจกรรมให้นักเรียนทำ อย่างไม่ขาดสาย

สอนการใช้ชีวิต

ปลูกผัก ปลูกข้าว เลี้ยงปลา เลี้ยงเห็ด

กวาดสนาม เก็บขยะ

 

โอ้ สิ่งเหล่านี้ ครูปลูกฝังมาเเต่เด็ก

เป็นความงดงามของการใช้ชีวิตในวงการ การศึกษา

 

แต่ตอนนี้ หันกลับไปมอง โรงเรียนเดิมที่เคยเรียน

แล้วหลานชายตั้งไป เรียน

ทุกอย่างเปลี่ยนไป หลานชายวัย 7 ขวบ

แบกกระเป๋า เป้ ใบใหญ่ไป โรงเรียน

เสาร์ อาทิตย์ ไป เรียนพิเศษ

 

นาข้าวเดิม หลายแปลง ถูกถม แปลสภาพเป็น อาคารเรียนใหม่

น่ามันคือ สัญญาณของอะไรหนอ

เด็ก เจ็ดแปดขวบ ตั้งไปเรียนพิเศษ

 

การศึกษาที่ถูกวางไว้ในระบบนี้เกิดอะไรขึ้น

(ที่มาจากบันทึก หลากเรื่อง หลายราว ๑ : การศึกษาไทย...)


 

วิสัชนา...

ถ้าอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นก็ขอให้ "เสียสละ" เวลาย้อนกลับไป "พิจารณา" ตนเอง
เพราะตนเองนี้เป็น "ผลผลิต" จากระบบการศึกษาที่เปลี่ยนไปเป็นอย่างนั้น

ทำไมหนอ เราถึงต้องเรียน...?
ทำไมหนอ เราเรียนจบชั้นนี้แล้ว ทำไมต้องเรียนต่อชั้นนั้น...?
เรียนไปแล้วได้อะไร เพื่อน ๆ ที่เราไม่ได้เรียนเขาเป็นอย่างไร...?

มีโจทย์ มีคำถามมากมายที่ให้คิด
เริ่มต้นคิดจากตัวเรา เริ่มต้นคิดจาก "ความรู้ที่ฝังลึก" อยู่ในตัวของเรา
เพราะสิ่งที่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงกับ "ตัวเรา"
เราใช้ตัวเราแลกมาซึ่งความรู้นี้
เราใช้ใจเราแลกมาซึ่ง "กระดาษ" ซึ่งสมมติเรียกว่า "ปริญญา" ต่าง ๆ เหล่านี้
ลองพิจารณา ให้รอบคอบ ถ้วนถี่ดูสักที
แต่ถ้าคิดทั้งทีให้คิดดัง ๆ

คิดอยู่ ก็ขอให้มือพิมพ์ตามไปด้วย
คิดมันลงในบล็อกนี่แหละ คิดไปเรื่อย
ตั้งคำถาม ทำไม ทำไม และทำไม..."
คิดอย่างไร ตอบอย่างไรก็พิมพ์ออกมาอย่างนั้น
พิมพ์ให้หัวสมองกับมือในสัมพันธ์กัน แล้วคำตอบนั้นจะสว่างด้วยตนเอง...

 

หมายเลขบันทึก: 302664เขียนเมื่อ 2 ตุลาคม 2009 13:08 น. ()แก้ไขเมื่อ 6 กันยายน 2013 21:39 น. ()สัญญาอนุญาต: ไม่สงวนสิทธิ์ใดๆจำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (7)

เพราะปัจจุบันมีการแข่งขันสูง คนส่วนใหญ่คิดถึงตัวเองมากขึ้น ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์มากกว่าความถูกต้อง สังคมจึงเปลี่ยนแปลงไป หากยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงของพ่อหลวง คนเราจะรู้จักการแบ่งปันและทุกคนจะอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างสงบสุข

ต่างคนต่างวัย ระบบการศึกษาก็เปลี่ยนไปตามยุคสมัย สมัยก่อนมีที่เรียนน้อย ศูนย์การศึกษาส่วนใหญ่เลยเป็นวัด และสมัยต่อมามีการพัฒนาเพิ่มจำนวนโรงเรียนหรือศูนย์การศึกษามากขึ้น พวกเราก็ได้เรียนกันอย่างทั่วถึงและใกล้ขึ้น พอมาถึงสมัยปัจจุบันโรงเรียนที่ดีดีที่มีคุณภาพหายาก โดยเฉพาะต่างจังหวัด แต่ล่ะอำเภอจะมีโรงเรียนที่ดีดีที่มีคุณภาพ ที่ประชาชนคิดว่าดี คุ้มค่าแก่การส่งลูกไปเรียน เหลืออยู่ไม่กี่โรงเรียน บางคนก็ดิ้นรน เพื่อส่งให้ลูกตัวเองได้เรียนโรงเรียนดีดี แต่ไกลจากบ้านตัวเองมาก เพื่ออะไร ในเมื่อมีอีกโรงเรียนที่ใกล้กว่า ทำไมระบบการศึกษาดีดีถึงไม่ครอบคลุม ทำให้โรงเรียนทุกโรงเรียนมีประสิทธิภาพและคุณภาพเท่ากัน ทำไมต้องทำให้ประชาชนคิดว่า โรงเรียนในเมืองต้องดีกว่า โรงเรียนที่อยู่ในชนบทเพราะอะไรกัน ทุกวันวันนี้โรงเรียนในชนบทต่างจังหวัด บางโรงเรียนก็ต้องโดนยุบเพราะไม่มีนักเรียน บางโรงเรียนก็มีแค่ สิบ ยี่สิบคนโรงเรียนประถม ส่วนมัธยมในตอนนี้เท่าที่เห็นมาแถวบ้านผม เหลือนักเรียนอยู่ สองร้อยกว่าๆ และมีแนวโน้มว่าจะลดลงทุกวัน และนักเรียนบางคนก็โดนโรงเรียนในเมืองไล่ออก แล้วหาที่เรียนไม่ได้ก็เลยจำใจมาเรียนที่โรงเรียนในชนบทแทน เพราะอย่างนี้ใช่มั้ย เด็กนักเรียนที่ไปเรียนในเมือง ต้องดิ้นรนแข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตาย เพื่อให้ได้มาซึ่งที่เรียนดีดี

เข้ามาน้อมรับโอกาสเจ้าค่ะ

 

เมื่อก่อนตอนที่เข้าโรงเรียน

เพราะพ่อแม่ ท่านอยากให้รู้หนังสือ จะได้ไม่โง่

ไปรู้จักเพื่อน จะได้ไม่เหงา

ไปเรียนจากครูเพื่อให้รู้ว่านอกจาก พ่อ แม่แล้ว ก็มีผู้อื่น

ที่พร้อมจะสั่งสอนให้เป็นคนดีได้เช่นกัน

 

เจ้าที่พ่อ แม่ ยอมรับว่า หนูไม่รู้ (หนูโง่นั่นเอง)

พอไปโรงเรียนประถม ครูสอนทำนา

แหมตอนนั้น ไม่มีงง ไม่มีสงสัย ครูสอนว่า ทำนาทำแบบนี้

ดำนา ดำแยยนี้ เกี่ยวข้าว เกี่ยวแบบนี้

แล้วช่วงว่างจากทำนาก็ปลูกผักสวนครัว

 

ท่านก็สอนทำแปลงผัก โอ้ ก็ไม่สงสัยอีกนั่นแหละเจ้าค่ะ

เพราะเป็นเรื่องที่ยังไม่รู้

  ทำตอนแรก แปลงผักก็เบี้ยว ๆ ผักก็เหลือง ๆ

แต่พอนาน ๆ ไป ครูแนะนำว่า ลองเอาขี้วัว ขี้ควาย

มาใส่ อะ มันก็งามขึ้น ผักที่ได้ ก็เอามาทำอาหารกลางวัน

ชีวิตตอนประถมมันสนุกมาก ๆ เจ้าค่ะ

 

ช่วงเทศกาลกีฬา

ก็ซ้อมกีฬา วิ่งปลุกเพื่อนตั้งแต่ตีสี่

มาวิ่งรอบหมู่บ้านและโรงเรียน

ซ้อมเอาจริงเอาจัง

ซะจนได้ชัยชนะ

ตอนนั้นก็ไม่คิดรู้แต่ว่าต้องซ้อม ๆ

ต้องพาเพื่อน ๆ ซ้อม

ใครไม่ซ้อม แต่เราก็จะซ้อม

ซ้อมแล้วเราแข็งเรา ซ้อมแล้วเราพร้อม

สำหรับการเเข่งขัน

เคยแข่งแพ้แล้วร้องไห้

คุณครูก็สอนว่า เราต้องหัดมีน้ำใจนักกีฬา

ปีนี้แพ้ ปีหน้าเอาใหม่

การแข่งขัน มีตลอด แพ้ครั้งเดียวเอามาเป็นบทเรียน

อย่าท้อ ตอนนั้นกำลังใจมันมา อย่างหนักแน่น

ปีถัดมา ตั้งใจซ้อม ศึกษาเทคนิค เรียนรู้คู่ต่อสู้

ฝึกแก้เกม ฝึกฝนท่าไม้ตาย

จนได้ชัยชนะ

กีฬาสอนคนได้จริง ๆ

โดยเฉพาะคนที่ยอมรับว่า โง่

และยอมรับความพ่ายแพ้

แล้วลุกขึ้นมาปรับปรุงตนเอง

 

ว่างจากกิจกรรมเหล่านี้ ก็มีเล่นดนตรี

พอมาร่วมวงดนตรี ก็สนุกอีกแบบ

ที่หัดเล่น เพราะว่า มันเล่นไม่เป็น

จึงมาฝึกฝน จนได้ไปแสดงในงานต่าง ๆ

 

ทำให้เป็นเด็กที่กล้าแสดงออก

มีงานที่ไหน ก็จับไมค์กันไปตามเรื่องตามราว

 

ตอนนั้นคาราโอเกะ ไม่รู้จักค่ะ

รู้แต่ว่า ร้องเป็นแต่บนเวที

และกับวงดนตรีโรงเรียน

 

พอมามัธยม คราวนี้ ย้ายมาเรียนห่างเพื่อนมาก

เหมือนเปลี่ยนสังคม ดนตรีก็เลิกไป

เล่นกีฬาอย่างเดียว

กะ เอาดีทางกีฬาเลยชีวิตนี้

แบบว่า เรียนไม่มา กีฬาไม่ขาด

การเรียนตกต่ำ แทบจะติด ศูนย์

แต่กีฬานี้โดดเด่น ระดับจังหวัด

เพราะถือดีว่า แค่เก่งกีฬาอย่างเดียวก็พอ

 

วันหนึ่ง แขนเกิดอุบัติเหตุ

ด้วยความถือดี เล่นกีฬาแบบไม่วอม

ตบลูกวอลเล่ย์บอลเต็มแรง หัวไหลหลุด

 

หลังจากวันนั้น จากเดิมที่ตบได้เต็มแรง

เล่นได้ดี เป็นหัวหน้าทีม นำลูกทีมได้

เป็นศูนย์รวมของทีม เพราะความเชื่อมั่นและทุ่มเท

กลายเป็นเล่นไม่ได้ ไม่กล้าตบเพราะการบาดเจ็บ

ทนตบ ทุกครั้งก็มีการบาดเจ็บจนเพื่อนร่วมทีมเป็นกังวล

 

ปรับใหม่ หัดตบด้านซ้ายข้างที่ไม่ถนัด

แต่ด้วยความที่เป็นข้างที่ไม่ถนัด ก็เพียงเล่นได้บ้าง

แต่ก็ไม่เด็ดขาด

ตลอดการพัฒนาตนเอง โค๊ท ท่านเมตตาให้โอกาส

ดูแล เอาใจใส่ เห็นความตั้งใจเรา ท่านก็ไม่หยุดหย่อน

 

เพราะเอาดีทางกีฬาไม่ได้

ตัดใจหันหลังให้กีฬา หันมาเอาดีเรื่องเรียน

อดทนตั้งใจ ฝึกฝนพากเพียร

เพราะไม่ใช่เด็กเก่ง ที่ผ่านมาไม่เคยตั้งใจเรียน

มันเหนื่อยมาก ๆ กว่าที่จะอดทน พัฒนาตนเองขึ้นมา

 

แต่แล้วมหัศจรรย์ความอดทนก็ปรากฏ

ด้วยคำแนะนำและการประคับประคองของครูทั้งด้านกีฬา

และด้านการเรียน เกรดเฉลี่ยที่เป็นผล ที่ชี้วัด ความอดทนอย่างหยาบ

ก็ปรากฏ จนประจักษ์

พอมองย้อนไป เกรดเฉลี่ยตอนมัธยม นั้นเหมือนคลื่น จากเดิมที่ต่ำจนจมดิ่ง

แล้วพุ่งตัวขึ้นสูงอย่างรวดเร็วจนน่าแปลกใจ

เพราะอะไรหน่ะเหรอเจ้าค่ะ

ตอนนั้น ยอมรับว่าตนเอง ไม่รู้ และให้ความสำคัญกับการเรียนน้อยกว่ากีฬา

 

แต่พอเปิดใจ ยอมรับว่า เรายังไม่ลงฝึกฝนตนเอง

ในการเรียนเลยนะ เรายังไม่ลอง แล้วจะรู้ได้ไง

อืม.....พอลองแล้ว ความพากเพียรอย่างอดทน

ก็ส่งผล ให้มีสิทธิ์ สอบผ่าน ในคณะดี ๆ

มีโอกาสในการเลือกเรียน สาขา ที่ต้องใช้คะแนนมากพอสมควร

 

พอเข้าเรียนระดับมหาวิทยาลัย

สังคมมหาวิทยาลัย ทำให้เด็กบ้านนอกคนหนึ่ง

ที่พึ่งหัด ออกจากบ้าน เข้าสู่สังคมเมืองใหญ่อย่างอิสระ

ง่ายมาก ที่จะหลงระเริงในภาพมายา ที่ไม่คุ้นเคย

การเรียน ก็ไม่โดดเด่น เพราะโดยธรรมชาติ

ไม่ใช่คนฉลาด ที่ได้มาทั้งหมดทั้งสิ้น

ความความขยัน พอ ความขยันน้อยลง

ผลที่ปรากฏ ก็คือ การเล่าเรียนแค่ ลุ่ม ๆ ดอน ๆ

 

หลงระเริงกับกิจกรรม มากมายในมหาวิทยาลัย

หลงลืม ทางบ้าน ที่คอยให้การสนับสนุน

 

จนใกล้จะจบการศึกษา

มีท่านอาจารย์ที่เมตตา มาให้โอกาส

ในการเรียนรู้ในช่วงปิดภาคเรียน

เป็นเหมือนเเสงสว่าง ในความมืด

จากเดิมที่ หลงไปท่างโน้นที่หลงไปทางนี้ที

สะเปะ สะปะ มืดบอด กับสังคม มายา

 

ท่านสองทางมา ให้ฝึกฝนตนเอง

ให้มีโอกาสใช้เครื่องมือ

ท่านอดทน สั่งสอนศิษย์ผู้โง่ ขอย้ำว่าโง่มาก ๆ

 

เพราะวิชาเรียนก็ ไม่ค่อยใส่ใจ

ถามอะไรก็ตอบไม่ได้ มีอย่างเดียว

ที่ท่านอาจารย์บอกว่า ข้าพเจ้ามีคือ ความอดทน

 

ตลอดระยะเวลาที่ท่านอดทนสั่งสอนศิษย์ผู้โง่อย่างข้าพเจ้า

หันมองกลับไปแล้ว ถ้าไม่ได้ท่าน ดึงรั้งออกมาจากความโง่

ชีวิตนี้ คงย่ำแย่ มืดบอดเป็นเพียง บัณฑิตโง่ ๆ คนหนึ่ง

ที่จบไปตามเกณฑ์โลก ๆ ทั่ว ๆไป

หาประโยชน์อะไรไม่ได้ หรืออาจจะเป็นเด็กโง่ ๆ

ที่ไม่รู้จะเรียนจบการศึกษารึเปล่าก็ยังไม่รู้

 

ด้วยแนวทางที่ท่านอาจาย์วางไว้ให้

ท่านมองการไกลขนาดให้ศึกษาในระดับที่สูงขึ้น

แม้ท่านจะเหนื่อยยากเพียงใด ท่านก็เคี่ยวเข็น

สอนทั้งเรื่องวิชาการ

ทั้งเรื่องการดำเนินชีวิต

ขอขอบพระคุณ ท่านอาจารย์ที่สั่งสอน

วิชาความรู้ บ่มเพาะความสามารถ

ให้นำมาใช้ในการประกอบอาชีพการงานในปัจจุบัน

ใบเบิกทางที่ ท่านอาจารย์ให้มา

ช่วยเปิดโอกาส ให้ศิษย์มากมาย

ศิษย์ขอน้อมบูชาคุณความดีและความอดทนทั้งหมดทั้งมวลนี้

ด้วยใจที่นอบน้อมบูชา

หากชีวิตนี้ ไม่มีท่าน

ข้าพเจ้าบอกได้เต็มปากเลยว่า

ไม่มีข้าพเจ้าที่ยืนทำงานอยู่ตรงนี้เป็นแน่แท้เจ้าคะ

 

สำหรับพระคุณครู ทุกท่านที่อดทนสั่งสอน

ให้ศิษย์ผู้นี้ มีโอกาสได้เรียนรู้ทุกบททุกบาทในชีวิต

ศิษย์มอบคุณความดีในการสร้างศิษย์นี้แด่ครู

 

คุณความดีทั้งหมดที่ข้าพเจ้าได้ทำมาขอน้อมบูชาแด่ครูทุกผู้ทุกคนเจ้าค่ะ

 

การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครั้งนี้ดีมาก ไม่รู้ว่านำไปเป็นบันทึกหรือยัง ถ้ายังก็ควรจะรีบไปขึ้นเป็น "บันทึก" ไว้นะ

สิ่งดี ๆ อย่างนี้จะได้ "กว้างขวาง" ขึ้น คนจะได้อ่านกันมากขึ้น...

มีอะไรดี ๆ ก็ "เสียสละ" เวลา "นำเสนอ" หน่อย

สื่อเดี๋ยวนี้มีแต่อะไรแปลก ๆ "เลว ๆ" มีอะไรดี ๆ ก็ให้ช่วยกัน "นำเสนอ..."

ถึงแม้นว่าเราจะเป็น "คนส่วนน้อย" ตามระบอบประชาธิปไตย

คนส่วนใหญ่เขาบริโภคสื่อเลว แต่เราต้องรู้จักบริโภค "สื่อดี..."

บริโภคอย่างเดียวระวังท้องจะแตกนะ ต้องหัด "ย่อย" แล้วยักย้าย ถ่ายเทกลับคืนไปสู่สังคมบ้าง

สังคมนี้กำลังขาดแคลน "ผู้ให้" นะ

เอ้า... ให้มาก ๆ ให้บ่อย ๆ ถ้าไม่มีอะไรจะให้ก็ "ยิ้ม" ไปเรื่อย ยิ้มให้ใครต่อใครที่อยู่รอบ ๆ ข้างนะ...

กราบขอบพระคุณที่ท่านสุญญตาชี้แนะ

หนูนำขึ้นเป็นบันทึกแล้วเจ้าค่ะ

ตรงนี้เจ้าค่ะ

http://gotoknow.org/blog/kruforme

ใช้ชื่อว่า ผลผลิตจากการศึกษา น้อมนำมาบูชาพระคุณครู

 

แลกเปลี่ยนเรียนรู้จากสิ่งที่เราเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้

แต่น้อมมา ตีแผ่เป็นบทเรียน ให้กับตนเองและผู้อื่น

กราบขอบพระคุณที่ ท่านชี้ทางเจ้าค่ะ

แวะเข้ามาอ่านคะ

ขอบคุณเรื่องราวของทุกๆท่านคะ

อาชีพครูเมื่อได้ฟังแล้วรู้สึกเจ็บลึกๆ บ้างก็โทษนโยบายการศึกษา โทษสถาบัน โทษครู จึงได้พูดคุยและช่วยกันวิเคราะห์ถึงปัญหากับนักเรียนทั้งในระดับประถมและมัธยม ซึ่งสรูปได้ว่า อันดับ 1 เป็นที่ตัวนักเรียนเอง อันดับ 2 สื่อเทคโนโลยี อันดับ 3 สถาบัน อันดับ 4 นโยบายการศึกษา  อันดับ 5 ครู อันดับ 6 ครอบครัว เพราะอะไร เป็นเพราะตัวนักเรียนเอง นักเรียนยอมรู้ตัวเองอยู่แล้วว่ามีความตั้งใจ ใส่ใจกับการเรียนมากน้อยเพียงไร การใส่ใจในการทำงานที่ครูมอบหมายในแต่ละวิชา นักเรียนศึกษากลับไปอ่านทบทวนเพิ่มเติมไหมจากที่ครูให้ไปในแต่ละชั่วโมง คนไทยเฉลี่ยอ่านหนังสื่อแค่ 4 บรรทัด นักเรียนเรียนในชั่วโมงไม่สนใจเรียนเท่าที่ควร คุยๆๆ แอบเล่นโทรศัพท์ เด็กไทยส่วนมากเล่นโทรศัพท์มากกว่าอ่านหนังสื่อ บ้างก็โทษนโยบายสอนไม่ให้เด็กคิดวิเคราะห์ เด็กเรียนเยอะไป 8 กลุ่มสาระ วันๆเรียน 7-8 คาบต่อวัน นักเรียนกลับไปบ้านจะไปทำอะไร อ่านหนังสือ ทำการบ้านน้อยมาก วิชาอะไรบ้างที่ไม่ได้นำไปใช้บ้าง ทุกวิชาให้สอนให้มีความรู้นำทักษะชีวิตไปใช้ในชีวิตทั้งนั้น บ้างก็โทษสื่อเทคโนโลยี โดยเฉพาะแท็บเล็ต คนออกมาโจมตีเยอะ ผู้ใหญ่ที่ออกมาพูดคงจะไม่วิเคราะห์เท่าที่ควร แล้วเด็กไทยจะคิดวิเคราะห์ได้อย่างไร มันมีประโยชน์ในยุคโลกไซเบอร์ในยุคปัจจุบัน  คุณไม่รู้อะไรคุณสามารถเข้าไปค้นข้อมูลได้ แต่คุณไปใช้ในทางที่ไม่ถูกเพราะคุณยังไร้กฎระเบียบวินัยตนเอง ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ต้องมาโทษใครกันหรอก คนที่ไม่ได้เป็นครูไม่ได้ทำการสอนไม่ต้องออกมาพูดวิเคราะห์โทษโน่นโทษนี้ จงมาช่วยกันแก้ไข หากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาตระหนักถึงความสำคัญในบทบาทและหน้าที่และร่วมมือร่วมใจกันอย่างจริงจัง ทั้งนักเรียน ครู  พ่อแม่  ผู้ใหญ่คนในสังคมนั่นแหละทำให้การศึกษามันแย่ มาสอนให้เด็กไทยมีคุณธรรม จริยธรรม ความมีวินัย มีระเบียบ ถ้านักเรียนมีระเบียบวินัยทุกอย่างก็จะตามมาเอง เพราะสังคมไทยยังไร้ระเบียบวินัยมาก ไม่ว่าเราจะเรียนที่ไหน สถาบันเป็นอย่างไร ระบบเป็นแบบไหน แม้โรงเรียนหรือมหาลัยจะดังจะสูงเสียดฟ้า หรือจะต่ำและด้อยค่า ถ้าเด็กไทยไม่ตั้งใจ ไม่พยายาม ไม่ใส่ใจ ไม่เห็นคุณค่า...แม้ระบอบการศึกษาจะดีเลิศแค่ไหน ถ้านักเรียนไม่มีคุณภาพก็ไร้ซึ่งประโยชน์ค่ะ 

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี