ชมรมนักปั่นสัญจรครั้งที่ ๓ : โง่อย่างเดียวไม่พอต้อง “บ้า” ด้วย...


แต่ทว่าคราวนี้ “พลิกล็อค” เพราะเรากะว่าจะให้ “ชายหนุ่ม” เป็นผู้จัดการ แต่ทว่า “ใบไม้ร้องเพลง” นั้นกล้าหาญมาก เห็นท่ากวาดกระดูกของ “สหาย” แล้ว ดูท่าจะไม่ทันการณ์ ก็เลยขอโอกาสกระโดดเข้าไปใน “เตาเผาศพ” กันเลยทีเดียว...

 

วันนี้นับตั้งแต่เช้า (๘.๐๐ น.) “ชมรมนักปั่น” ก็ได้มีการขยับ เขยื้อนตัวกันอีกครั้ง
นับตั้งแต่ “ใบไม้ร้องเพลง” และสหาย “ชายหนุ่ม” ได้รับอาสาพาเราไป “ตรวจเลือด” ที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต ตามหลักสูตร AAR ของท่าน Ka-poom ซึ่งครั้งนี้ ท่าน Ka-poom ก็ได้เมตตาเป็นหัวเรี่ยว หัวแรงหลักในครั้งนี้ “สาธุ สาธุ สาธุ...”

แต่ทว่า... เหตุการณ์เด็ด ๆ มาเกิดขึ้นระหว่างการรอผลตรวจเลือด (ประมาณสองชั่วโมง) ที่เราทั้งสามคนตัดสินใจว่าจะกลับมาปักหลักรออยู่ที่วัดดีกว่าที่จะนั่ง “ปั้นจิ้ม ปั้นเจ๋อ” อยู่ที่โรงพยาบาล

นอกจากจะได้เลี้ยงอาหารทั้งหนึ่งหนุ่มและหนึ่งสาวไปคนละ “หนึ่งกาละมัง” แล้ว วันนี้ยังได้จัด “คอร์สพิเศษ” เพื่อ “รับน้องใหม่” ด้วยอย่างพิเศษ พิเศษ และ “พิเศษ...”

เราบอกกับสมาชิกใหม่ (มั๊ง) ว่าวันนี้โอกาสดีนะจะพาไป “ภาวนา”
ผู้หญิงเขาได้แต่ “ล้วงคอห่าน” กันนะ วันนี้เรามีโอกาสได้ทำงานพิเศษ

พอฝนหยุดตกเราก็ไม่รอช้า พากันไปที่ “เมรุฯ” กันเลย

วันนี้ กิจกรรม “ชมรมนักปั่นสัญจรครั้งที่ ๓” จึงภูมิใจนำเสนอ “สัปเหร่อสัญจร…”

 

อื่ม เราเล็งมานานแล้วว่าใครจะเป็นผู้โชคดีนะได้มาทำความสะอาด “เตาเผาศพ” ในครั้งนี้
แล้วเหมือนเป็น “ธรรมะจัดสรร” ให้ชมรมนักปั่นเขามาสัญจรเป็น “สัปเหร่อ” กัน...

แต่ทว่าคราวนี้ “พลิกล็อค” เพราะเรากะว่าจะให้ “ชายหนุ่ม” เป็นผู้จัดการ แต่ทว่า “ใบไม้ร้องเพลง” นั้นกล้าหาญมาก เห็นท่ากวาดกระดูกของ “สหาย” แล้ว ดูท่าจะไม่ทันการณ์ ก็เลยขอโอกาสกระโดดเข้าไปใน “เตาเผาศพ” กันเลยทีเดียว...

 

งานครั้งนี้มีผู้นั่งชมอยู่ภายนอกด้วยสองคน เป็นช่างที่เขาสนอก สนใจมาดู “ใบไม้ร้องเพลง” ผจญภัย ลุยเข้าไปเก็บ ไปกวาดกระดูกถึงใน “เตาเผาศพ…”

 

พอเก็บกระดูกข้างในจนเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ต้องตามมาเก็บทำความสะอาดด้านหลังเตากันอีก
ชายหนุ่ม “สมาชิกใหม่” (ล็อคคอเข้าเป็นสมาชิกเลยละกัน) ก็เลยได้ “ชมเชย” ชมรมนี้อย่างจริงใจว่า ชมรมนี้โง่อย่างเดียวไม่พอต้องบ้าด้วย...”

นี่แหละคือกิจกรรม โง่ ๆ บ้า ๆ ของสมาชิกนักปั่นหรรษา ที่พากันทำในกิจกรรม “ชมรมนักปั่นสัญจรครั้งที่ ๓...”

 

หมายเลขบันทึก: 305610เขียนเมื่อ 13 ตุลาคม 2009 19:02 น. ()แก้ไขเมื่อ 6 กันยายน 2013 21:42 น. ()สัญญาอนุญาต: ไม่สงวนสิทธิ์ใดๆจำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (11)

สาธุ...สาธุ...สาธุ...

ไม่รู้ว่าจะสาธุ...หรือจำขำ 555 ดีนะ...

นี่แหละลูกศิษย์เรา...มันบ้าได้ที่ทีเดียว...ใช้ได้ใช้ได้...

ครานี้...แบบทดสอบผ่าน ต้องกราบงามๆ ที่ท่านสุญญตา ที่เมตตาและให้โอกาส

ครานี้...ได้ส่งหน่วยกล้าตาย...เจ้าทีติ้วต้องถอดบทเรียนเรื่องนี้ออกมานะ...

ไม่งั้น...สอบตก...ฮา

สำหรับหนุ่มนาม...ว่า "น้อย" ใช้ได้กล้าหาญเหมือนกัน

เพียงเอ่ยบอกจากศิษย์ตัวดีว่าให้หาเพื่อนผู้ชายไปด้วย...พี่น้อยท่านนี้น้ำใจงามไม่อิดออด ไม่ถามรายละเอียด หากแต่อาสา...และพอกล้าโง่กล้าบ้าได้ ใช้ได้ใช้ได้...เนื้อจิตดียิ่งนัก ทันทีที่ได้กล่าวขอบพระคุณผ่านโทรศัพท์...ก็ไม่รอช้าชักชวนไปวังน้ำเขียวด้วย

ดีนะท่าน...เหมือนตะแกรงร่อนเลยนะ...ร่อนหาผู้ร่วมทาง...

  • เห็นชื่อเรื่องเรื่องแล้วขำจัง ...
  • แต่พออ่าน   อ่าน  และดู  ดู  รูปภาพ  รู้ซึ้งถึงน้ำใจคนชมรมนักปั่นหรรษาจัง..
  • อนุโมทนาบุญจ้า...

 

  • โง่ ๆ บ้า ๆ ชมรมนี้น่าคบเน๊าะ...
  • ภาพอย่างนี้ไม่เคยเห็นที่ไหน  ขอบคุณที่นำมาให้ดู

มันต้องอย่างนี้แหละชมรมนี้เขา "ไม่ธรรมดา" วัน ๆ หนึ่งก็หาเรื่องอะไรบ้า ๆ โง่ ๆ ทำกัน...

ยังบอกชายหนุ่มชื่อน้อยไปเลยนะว่า ชมรมนี้ไม่มีประชุมโรงแรมนะ มีแต่ "สัญจร" กันอย่างนี้แหละ

ตะแกรงที่ร่อนนี้ "ตาถี่" น่าดูเลยนะ จะไม่ยอม "ถ่างตา" อ้าให้ใครที่ไม่โง่และไม่บ้าเข้ามาง่าย ๆ

แต่ที่ "น้อย" เขาพูดว่า "โง่อย่างเดียวไม่พอต้องบ้าด้วย "อันนี้ไม่รู้ว่าเขาด่าหรือเขาชม ชมรมนี้นะ 555

แต่ถึงอย่างไรก็ถือบ้าเป็น Concept ใหม่ของชมรม

เมื่อก่อนมีคุณสมบัติข้อเดียว คือ "โง่"

สงสัยต้องนี้ต้องร่างคุณสมบัติเพิ่มอีกข้อหนึ่งว่าต้อง "บ้า" ด้วย

ดังนั้น ครั้งนี้ต้องยกเครดิตให้ "หนุ่มน้อย" ด้วยนะเนี่ย...

เพิ่งโทรคุยกับเจ้าลูกศิษย์...น่ะนะ

บอกไปว่า... "ไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือจะสาธุดี"... 555 แต่ก็ขอสาธุไปก่อน

น่านะ...โง่ๆ บ้าๆ...นี่ใช่เลย พอได้รู้ตัวว่าโง่และยังมีเลือดบ้าด้วยนี่ ใจมันเบิกบานนะท่าน

ใครเล่าจะโง่...มาทำมาเป็นอย่างทุกวันนี้ ใครๆ ก็อยากสบาย อยากมีความสุขกันทั้งนั้น จะมีใครเล่ามาแบบลูกโง่ลูกบ้าแบบเราหนอ...ไม่มีเนอะ หายาก

แต่เราได้โง่ได้บ้าลงใจแล้วนี่ เราถึงได้รู้ว่า "โลก"...นี่น่ะมันก็เป็นเช่นนั้นเอง

แต่ก็หาใช่ว่าเราจะปล่อยไปนะ...ยิ่งเห็นโลกมากเรายิ่งอยากทำอะไรแบบบ้าๆ โง่ๆ...อย่างที่เราทำนะ ... ใครเล่าจะลงใจมาทำเช่นเราได้นะ...

สวัสดีค่ะ

เป็นกิจกรรมที่ยอดเยี่ยมมากๆค่ะ

อนุโมทนาบุญค่า ^___^

ปล.โง่อย่างเดียวไม่พอจริงๆด้วยค่ะ ต้องบ้าด้วย อิอิอิ คอนเซ็ปนี้สุดยอดเลยค่ะ

สาธุ สาธุ สาธุเจ้าค่ะ

 

กราบขอบพระคุณท่านสุญญตาที่ให้โอกาส

คุณความดีนี้ของถวายเป็น พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆะบูชาเจ้าค่ะ

ขอมอบความดีทั้งหมดทั้งสิ้นแด่ พ่อ แม่ และครูบาอาจารย์ที่สอนสั่งทุกท่านเจ้าค่ะ

อยากจะบอกสั้น ๆ กระชับ ๆว่า ตอนทำไม่ได้คิดเจ้าค่ะ ฮ่า ๆ

รู้แต่ว่า ต้องทำ และเชื่อว่าทำได้ เจ้าค่ะ 

 

^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^

ขออนุญาตถอดบทเรียนนะเจ้าค่ะ

 

                วันนี้ได้โอกาสทำบุญใหญ่ จากการที่ได้รับโอกาสในการเป็นธุระให้ พี่ Ka-Poom ครูบาอาจารย์ของข้าพเจ้าแล้ว ช่วงเวลาว่าง จากการรอผล Lab  ท่านสุญญตาเมตตา ข้าพเจ้าและพี่น้อย ได้มีโอกาสทำความสะอาดเตาเผา

ก่อนทำข้าพเจ้าคาดหวังอะไรหรือไม่

                อืม ไม่เลยเจ้า ตั้งใจเพียงว่ามีสิ่งใดทดแทนพระคุณท่านได้ จะตั้งใจทำอย่างไม่รีรอ ตอนแรกท่านพาเดินมาที่เมรุ ก็ไม่ได้คิดว่าจะทำอะไร รู้แต่ว่าต้องทำ และเชื่อว่าทำได้ด้วยเจ้าค่ะ พอท่านสุญญตาเปิดกระจกด้านหน้า ก็ยังไม่ทราบอีกว่าอะไร เพราะเปิดกระจกออกมาก็เจอแผ่นหินอ่อน รู้สึกงง ๆ เอ ทำไมตรงนี้ต้องมีกระจก

แต่ไม่นาน หินอ่อน ค่อย ๆ เลื่อนตัวขึ้นด้านบน ก็พอจะเข้าใจว่าต้องทำเช่นใด

พี่น้อยคว้าอุปกรณ์เป็นเหล็กด้ามยาว ๆ ดังรูป ค่อย ๆ กวาด ดูแล้วพิจารณากันว่า แบบนี้ ท่าทางจะกวาดได้เพียงชิ้นส่วนใหญ่ ๆ พอมองเข้าไป เห็นกระดูกที่ยังเป็นรูปร่างชัดเจน

                หนูยังคงความโง่เจ้าค่ะ ไม่มีความคิดเจ้าค่ะ  

รู้เพียงว่าทำอย่างไร จึงจะสะอาด  เชื่อว่าทำได้ ทำยังไงก็ได้ ทำวิธีไหนก็ได้ ให้สะอาดพร้อมใช้งาน อุปกรณ์ถูกเลือกสรรตามเหมาะสม จึงปรึกษากัน ไสรุปได้ไม้กวาดดูสภาพแล้วถูกใช้งานมานาน แต่ก็ยังใช้การได้อยู่ กับลังกล่องนม UHT

                ข้าพเจ้าจึงขอโอกาสอาสาปีนเข้าไปเพื่อทำความสะอาด ค่อย ๆ ปัด ค่อย ๆ กวาด ทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

เห็นกระดูกขาว ๆ ก็ยังโง่เจ้าค่ะ เพราะมันก็เป็นกระดูก ไม่ได้คิดต่อ.........ใจสบาย ๆ เจ้าค่ะ

 

ได้ยินเสียงคนงานที่ท่านสุญญตาสนทนา ก็ได้รอยยิ้ม

เนื้อความประมาณว่าสนใจไหม สนใจเข้าไปบ้างไหม

แล้วมีเสียงตอบมาว่า “ไม่ค่ะ ขอเข้าที่เดียวเลย”

“.....................”

 

ตอนนั้นรู้แต่ว่าตั้งใจทำหน้าที่ อย่างเต็มที่ หลังจากกวาดกระดูกและเถ้าลงช่องได้เรียบร้อย

หันกลับมามอง เห็นชิ้นส่วนของไม้กวาดที่อายุมาก สละชิ้นส่วนกระจายอยู่พอสมควร

จึงค่อย ๆ กวาดอุปกรณ์ที่เสียสละตน เพื่อการทำความสะอาดนี้ลงไปรวมในช่องเถ้ากระดูก

สำรวจความเรียบร้อย จึงค่อย ๆ ไต่ลงมา  ใจมันเบา ๆ

 

                พอเสร็จจากด้านบน มาดูต่อที่หลังเตา ถาดรองด้านล่าง อืม ผลักถาดไม่สนิท อาจจะต้องโกยใหม่ แต่ก็ในพื้นที่ ๆ แคบลง ครานี้พี่น้อย สุภาพบุรุษผู้จิตใจงาม อาสา นั่งคุกเข่า ใช้กล่องกระดาษลัง กวดเถ้ากระดูกที่เหลือพร้อมกับรำพึงว่า “คนเราก็เท่านี้ ตายแล้วก็เป็นเถ้า” อืมเห็นภาพจริง ๆ เพราะในกะบะ เต็มไปด้วยชิ้นส่วนของกระดูกสีขาว เป็นชิ้น ๆ แทบจะแยกไม่ออกว่าส่วนไหนเป็นส่วนไหน พร้อม ๆ กับ ขี้เถ้าและชิ้นส่วนของไม้กวาดที่ร่วงหลุดออกจากด้ามตามอายุการใช้งาน หลังจากนั้น จึงค่อย ๆ ช่วยกัน เก็บเถ้าที่เหลือให้เรียบร้อย

 

            ได้เรียนรู้ว่า ตายแล้วก็เหลือแค่นี้  เก็บเองก็ไม่ได้ ต้องให้ผู้อื่นช่วยอีกที เหมือนได้ภาพประทับลงในใจ เพื่อระลึกถึงความตายได้ชัดขึ้นเจ้าค่ะ ซซึ้งใจพี่น้อย ๆ มาก ๆ ที่เมตตา และยัง มาช่วยทำภารกิจอันยิ่งใหญ่นี้

                กราบขอบพระคุณพระอาจารย์ ที่เมตตาให้โอกาส อันทรงคุณค่านี้

 

แต่หากหนูทำสิ่งใดไม่เหมาะ ไม่สมควร ขอใช้โอกาสนี้ในการกราบขอขมานะเจ้าค่ะ

ขอบพระคุณอีกครั้งที่ให้ทำบุญใหญ่ สุดยอด ๆ เจ้าค่ะ

งั้นขออนุญาต

ตอนที่ทำ ไม่รู้สึกกลัวเจ้าค่ะ แม้เพียงกลัวเลอะก็ไม่มี

มีสติทำ การเสียสละครั้งนี้ ใจโล่งโปร่งสบายเจ้าๆ

พอทำเสร็จแล้วก็เสร็จ ไม่ค้างไม่คา เป็นอิ่ม ๆ เจ้าค่ะ

 

ปกติหนูเป็นคนที่ทำอะไรแบบบ้า ๆ เจ้าค่ะ

เมื่อก่อนยิ่งกลัว ยิ่งวิ่งชน 

ตอนนั้นคิดว่าเป็นความกล้า แต่ครูท่านชี้แนะว่า บ้าบิ่นขาดสติ

มาลงใจจริง ๆ ก็วันนี้เจ้าค่ะ

เพราะวันนี้ ทำด้วยสติ ดูจะบ้าเหมือนกัน ฮ่า ๆ ๆ แต่มีสติเจ้าค่ะ

 

สาธุค่ะ 

ดีมาก ดีมาก

กำลังจะเข้ามาบอกให้มาเขียนไว้เป็นบันทึกสักหน่อย แต่ก็ไม่ทันเพราะท่าน "ปั่น" เร็วกว่า...

อย่างที่เรามานี้เขาเรียกว่า "โง่อย่างถูกที่ ถูกเวลา..."

เวลาที่สมควรโง่ก็โง่ เวลาที่เข้าไปในเตาเผาศพนั้นก็ต้องโง่อย่างนี้แหละ

เห็นไหมมีคนฉลาดนั่งดูข้างนอกอยู่สองคน (คนงานไง) เขาฉลาดอย่างไร...?

เขาฉลาดที่คิดโน่น คิดนี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "คิดกลัว" คิดกลัวกับสิ่งที่ไม่ได้มีอะไร ไม่ได้เป็นอะไรเลย...

ความคิดมันมาหลอกเราทั้งนั้น คนฉลาดมากก็คิดมาก คิดมากก็กลัวมากอยู่อย่างนั้น

ความคิดต่าง ๆ นั้นเป็นสิ่งปิดกั้นโอกาสในการกระทำของเราหลาย ๆ อย่าง

ก็เพราะว่าเรามัวแต่นั่งคิด คิด คิด คิด แล้วก็คิด

คิดได้ก็ทำ คิดไม่ได้ก็ไม่ทำ

คนโง่อย่างพวกเรานั้นต้องรู้ว่าสิ่งใดควรคิด สิ่งใดไม่ควรคิดอย่างนี้แหละถูกต้องแล้ว

การมีโอกาสทำความดีนั้น ไม่ต้องเสียเวลาคิด

ตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าชายหนุ่มชื่อน้อยนั้น กลับไปนั่งคิดเสียใจที่ "คิดนาน" ปล่อยให้ "ใบไม้ร้องเพลง" กระโดดเข้าไปใน "เตาเผาศพ" ก่อนหรือเปล่า...

นี่เองเขาเรียกว่า "เสียเวลาคิด" เสียโอกาสที่จะ "ทำความดี"

คนที่ไม่ได้คิดอะไร เขาจะทำอะไรเขาก็ "ทำไปเลย"

ส่วนคนคิดมากต้องคิดให้ดีก่อน

อย่างเช่นครั้งนี้มีคนเดียวที่มี "โอกาส" จะได้เข้าไป

คนไม่คิดเข้าก่อน คนที่คิดอยู่ คิดได้ก็เข้าไปไม่ทันแล้ว...

ยุคสมัยนี้จะเรียกได้ว่าเป็นยุคสมัยของ Econony of Speed... ก็ได้ คือ "ใครเร็ว ใครได้"

ใครทำอะไรเร็วกว่าคนนั้นมี "โอกาส" ก่อน...

คนคิดมาก คิดโน่น คิดนี่ อาจจะคิดดีแต่ "ช้า..."

ยุคสมัยก่อนเป็นยุคสมัยของ Economy of Scale ทำอะไรมาก ๆ เยอะ ๆ แล้วถูก แล้วดี แต่ยุคสมัย "จรวด" นี้ ไม่ทัน "กาล..."

สิ่งนี้นั้นเองคือข้อได้เปรียบของ "คนโง่" คือ จะคว้าโอกาสดี ๆ ได้ "เร็ว" กว่าคนฉลาดเพราะไม่ต้องเสียเวลา "คิด" มาก

คนฉลาดมากยิ่งมี "ข้อมูล" มาก

การมีข้อมูลมากนั้นทำให้การตัดสินใจนั้น "ช้า"

สื่อต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบการศึกษานั้นทำให้เรารู้มากแล้ว "คิดมาก"

แต่ระบบการศึกษานั้นไม่ได้ทำให้เราใช้ความรู้ที่มีมากนั้นมาทำให้ชีวิตนี้ "ดี" ขึ้นเลยในแง่ของ "โอกาส..."

โอกาสของคนเรียนมาก รู้มากนั้นมักสูญหายไปกับ "อัตตา" และ "ตัวตน"

หยิ่ง ผยอง ลำพองอยู่ว่าตนเองรู้มากกว่าคนอื่น พอคนอื่นพูดอะไร บอกอะไร ให้ทำอะไร ก็มัวแต่ "ยะโส" คิดว่า ฉันแน่ ฉันแน่ เรื่องอะไรฉันจะไปทำอย่างนั้น

การปฏิเสธเสียก่อนที่แม้นเพียงจะฟังข้อมูลต่าง ๆ ให้จบนั้นเป็นการเสียโอกาสของชีวิตอย่างใหญ่หลวง

ยิ่งเมืองนอก เมืองนา ยิ่งเป็นกันมากนะ

สัปดาห์ก่อนเจอโยมป้าที่ไปอยู่เมืองนอกเมืองนา จะทำอะไรแต่ละอย่างคิดมากน่าดู เหตุผลเยอะ ไม่เชื่อเรื่อง "นอกเหตุ เหนือผล"

ตอนนี้โยมป้าบินกลับเมืองนอกไปแล้ว วัดก็ไม่ได้ไป ไม่ได้เจอหลวงพ่อฯ ไม่ได้ทอดกฐิน ก็เพราะคิดมาก สังคมเมืองนอกเขาสอนให้ "สนุกสนาน" กลับมาเมืองไทยต้องไป "เยี่ยมญาติ" โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดการ "ทรัพย์สมบัติ"

โยมป้าก็เลยวุ่นวายแต่เรื่องของ "ทรัพยสมบัติ" ตามค่านิยมของเมืองนอกที่ได้รับมา

วุ่นวายติดต่อธุรกิจว่าบ้านหลังนี้ที่ไม่มีใครอยู่จะทำอย่างไร วางแผนโน่น วางแผนนี่ จะปรับปรุง จะหาลูกค้าเมืองนอกมาเช่าอย่างไร ทำไป ทำมา จะชวนไปวัด ไปไหนก็ "ไม่ว่าง" เอาไว้ "โอกาสหน้า..."

ตอนเจอกันครั้งสุดท้ายเราก็เลยบอกโยมป้าว่า โอกาสหน้าก็ว่ากันใหม่ "ชาติหน้า" เลยนะ

แต่นั่นก็เน๊อะ จะว่าท่านก็ไม่ถูก เพราะสังคมที่ท่านอยู่เขามี "ค่านิยม" ประพฤติ ปฏิบัติกันมาอย่างนั้นจนเป็น "ประชาธิปไตย"

ใคร ๆ ที่นั่นเขาก็ทำกันอย่างนี้ ถ้าเกิดจะไปทำอย่างอื่น ไม่ทำตามอย่างเขาก็เป็นคนแปลก "แปลกประหลาด"

การไปอยู่เมืองนอก เมืองนาก็มิใช่ว่าดีเสมอไปนะ

เพราะว่าถ้าหากเราไม่เข้มแข็งพอ เราก็จะไปซึมซับวัฒนธรรมเขาแล้วมา "ทับ" วัฒนธรรมเรา

แต่ถ้าเราเข้มแข็งดีแล้วในระดับหนึ่ง การไปได้รู้ ได้เห็น "สรรพสิ่ง" ในโลกใบนี้ ก็จะทำให้เราได้เห็นเหรียญทั้งสองด้าน

ต้องระวังให้ดี อย่าให้เหรียญด้านนอก มาทับเหรียญด้านใน รู้อะไรต่ออะไรจากภายนอกแล้วก็นำมาทับสิ่งดี ๆ ที่มีอยู่ภายใน คุณธรรมความดีงามที่สังคมไทยเคยมี เคยฝากไว้ตั้งแต่รุ่นปู่ ย่า ตา ยาย...

งานที่ทำเมื่อวานนี้มี "อานิสงส์" มากนะ

มรณสติกัมมัฏฐาน เป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับชีวิตที่ยังดำเนิน "ชีวิต" อยู่ในสังคม

ระลึกถึงความตายให้มาก ชีวิตนี้จะตั้งอยู่บนความ "ไม่ประมาท..."

แต่หนูประทับใจคำชื่นชมเมรุ

ของคุณฟ้า 2 ท่าน ที่เดินมาในตอนเช้าเจ้าค่ะ

ท่านเอ่ยด้วยความจริงใจว่า

 

"เรียบแต่หรู"

 

ฟังเผิน ๆ เหมือนชมเฟอร์นิเจอร์

แต่ท่านกำลังพูดถึงเมรุฯ เผาศพ สุดยอดจริง ๆ เจ้าค่ะ

ประทับใจ

มาเรียนรู้อย่างตั้งใจ

สาธุอนุโมทนาความดี ความกล้าหาญ ความคิดตัดสินใจเร็วจึงได้โอกาสที่มีคุณค่าต่อการดำเนินชีวิต

กราบขอบพระคุณค่ะ

 

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี