เรียนไปทำไม ?


การเรียนในระดับต่างๆ มันน่าจะหมายถึงการแสวงหาทางออก หรือแสงสว่างให้กับชีวิตนั่นแหละ แต่จะวิเศษมาก หากการเรียนรู้ของใครสักคนนั้นสามารถข้ามพ้นความเป็น “ปัจเจก” ส่วนตัว ไปสู่การตอบโจทย์ “สังคม หรือสถาบัน”

 

 

วันเสาร์ที่ผ่านมา (๘ พฤษภาคม ๕๓) 

          ผมและน้องๆ ทั้งที่เป็นเจ้าหน้าที่และนิสิตร่วม ๑๐ ชีวิต มีโอกาสเดินทางไปมหาชีวาลัยอีสานอีกครั้ง 

          ไปครั้งนี้  รู้ล่วงหน้าบ้างแล้วว่าจะมีการจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันของเหล่าบรรดานิสิตปริญญาโทและปริญญาเอกกันที่นั่น  โดยครั้งนี้เราไม่ได้ตระเตรียมกิจกรรมใดๆ ไปเสริมแต่ง  เพราะเห็นว่ากระบวนการต่างๆ ดูจะขับเคลื่อนได้ชัดเจนอยู่แล้ว 
           การไปครั้งนี้จึงไปในฐานะสังเกตการณ์ล้วนๆ

          ก่อนการเดินทางหนึ่งวัน  ผมยกโทรศัพท์ไปถึงพ่อครูบาฯ  เพื่อสอบถามถึงกิจกรรมที่จะมีขึ้น  โดยหลักๆ คือการสอบถามเรื่องราวที่ผมและทีมงานจะได้ช่วยเหลือ หรือพอเป็นมือเป็นไม้ให้กับท่านในเรื่องใดได้บ้าง
          ที่สุดแล้ว ท่านก็ยังยืนยันว่า "ไม่มีอะไรมาก  อยากให้มากินข้าวเที่ยงด้วยกันเท่านั้นเอง"

          กระนั้นก็เถอะ  คุณสมปอง  มูลมณี  และคุณรุ่งโรจน์ แฉล้มไธสง ก็ไม่วายชวนน้องนิสิตติดสอยห้อยตามไปด้วยอยู่หลายคน  หลักๆ เป็นคณะกรรมการบริหารองค์กรนิสิต 

ก่อนการเดินทาง  เจ้าหน้าที่หนุ่มทั้งสอง  ยังถือโอกาสพ่วงหมอแคนที่เป็นนิสิตขึ้นรถไปด้วยคนหนึ่ง ส่วนหมอลำนั้นหาไม่ได้  เพราะอยู่ในช่วงปิดเทอม  ก็คิดกันบ้างเหมือนกันว่า  หากต้องเจอภาวะ “โยนไมค์”  ก็คงเห็นทีต้องเข็นคุณสมปองฯ  นั่นแหละเป็น “หมอลำจำเป็น”  นั่นคือสิ่งที่เรามองตาและรู้ใจกันไปโดยปริยาย

          และเมื่อไปถึง  สิ่งที่คาดการณ์ไว้ก็ไม่ผิดเพี้ยน  คุณสมปองฯ เลยจำต้องทำหน้าที่เป็นหมอลำจำเป็นวาดลวดลายไปพรางๆ  ส่วนหมอแคนนั้น ไม่ต้องห่วง เพราะถือว่าฝีไม้ลายมือนั้น จัดอยู่ในขั้น “ไม่ธรรมดา”

          ส่วนนิสิตที่เหลือนั้น  หลักๆ ก็มอบหมายให้ช่วยงานโยกเก้าอี้ จัดเก้าอี้บ้าง หรือไม่ก็เก็บจาน ล้างแก้วตามโอกาสที่เป็นไป  ซึ่งนั่นก็เป็นไปตามแนวคิดที่ผมพร่ำบ่นแบบติดตลกกับพวกเขาเสมอมาว่า “อยู่บ้านท่านอย่างนิ่งดูดาย...ปั้นวัวปั้นควายไล่ขวิดลุกท่านเล่น”

          และที่สำคัญที่สุดก็คือ  การฝากให้ทุกคนพยายามสังเกตการณ์ด้วยการฟังในสิ่งที่คนทั้งหลายได้พูดคุย เสวนา หรือแลกเปลี่ยนเรียนรู้  ส่วนการเที่ยวชมส่วนป่านั้น ให้ถือเป็นเรื่องรองลงไป

 

ช่วงหนึ่ง พ่อครูบาฯ  ได้ถามถึงสาเหตุของการเรียนปริญญาเอกจากนักศึกษา  โดยท่านหยิกหยอกว่า คำตอบของแต่ละคน  จะสามารถบอกได้เลยว่า “ใครจะจบช้า จบเร็ว หรือแม้แต่ไม่จบ”

          ครับ, ประเด็นนี้น่าสนใจมาก  ทั้งผมและนิสิต  หรืแม้แต่เจ้าหน้าที่จึงได้ตั้งสมาธิสดับฟังอย่างตั้งใจ  พร้อมกับการขบคิดถึงคำตอบของแต่ละคนไปพร้อมๆ กัน         

          ผมว่าคำตอบในประเด็นนี้  เป็นคำตอบที่สะท้อนตัวตนของผู้เรียน หรือสะท้อนอนาคตขององค์กรที่ท่านทั้งหลายสังกัดได้อย่างแจ่มชัด

          หลายต่อหลายคน ตอบในทำนองเดียวกันว่า  ...

-         เรียนเพื่อยกระดับตัวเองให้มีสถานะที่ดูดี ดูเด่นไปจากเดิม 

-         เรียนเพื่อเป็นเกียรติเป็นศรีแก่วงศ์ตระกูล

-         เรียนเพื่อให้เป็นที่เคารพและน่าเชื่อถือจากสังคม และคนรอบข้าง 

-         เรียนเพื่อเป็นเครื่องมือในการแข่งขันกับผู้คนในโลกแห่งการงาน

-         เรียนเพื่อเป็นต้นแบบของลูกๆ

-         เรียนเพื่อพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า “เราทำได้”

-         เรียนเพื่อให้เห็นโลกใหม่ๆ ที่กว้างไกลกว่าที่เป็นอยู่

-         เรียนเพื่อให้ได้ใบเบิกทางไปสู่สถานะที่ดีและมั่นคง 

-         เรียนเพื่อให้ได้ความรู้ และได้รู้ในสิ่งใหม่ๆ  ฯลฯ

 

นั่นคือ ภาพสะท้อนทางความคิดที่แต่ละท่านได้บอกเล่าออกมา  ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นในทำนองนั้นจริงๆ  จนบรรดาบล็อกเกอร์ หรืออาจารย์หลายท่านอดที่จะตั้งคำถามย้อนกลับไปไม่ได้ว่า  แท้ที่สุดแล้ว  ใบปริญญาบัตร ก็เป็นเสมือนแค่แผ่นกระดาษที่มีไว้เพื่อประดับยศในวันสิ้นลมหายใจ (กระนั้นหรือ)         

          ครับ, ผมว่าการสะท้อนคำถามกลับไปเช่นนั้น ชวนคิดอย่างบาดลึกเป็นที่สุด  มันคือการตั้งคำถามถึงเป้าหมายแห่งชีวิตของผู้เรียน  มันคือการสะท้อนถึงอนาคตของคนและอนาคตของสังคมที่ฝากไว้กับกระบวนการแห่ง “การศึกษา”

          สำหรับผมนั้น  ผมเชื่อและศรัทธาเสมอมาว่า การศึกษาคือกระบวนการแห่งการพัฒนาคนและสังคมโดยแท้จริง  ถึงแม้ระบบการศึกษาจะดูล้มลุกคลุกคลานมาอย่างแสนสาหัส  แต่ผมก็ไม่เคยเสื่อมศรัทธา และไม่เคยสิ้นหวังที่จะหันหลังให้กับการศึกษา  และเชื่อว่า...การเรียน หรือการศึกษาจะยกระดับชีวิตของคนและสังคมได้อย่างไม่ต้องสงสัย 

          แต่ทั้งปวงนั้น มันต้องขึ้นอยู่กับว่า  ผู้เรียนเข้าใจ “เป้าหมาย” แห่งการเรียนหรือการศึกษาของตัวเองแค่ไหน  เรียนเพื่ออะไร..นอกจากเรียนเพื่อตนเองแล้ว  สังคม หรือคนรอบข้างจะได้อะไรจากการร่ำเรียนของตัวเอง

          บางที  การเรียนในระดับต่างๆ  มันน่าจะหมายถึงการแสวงหาทางออก หรือแสงสว่างให้กับชีวิตนั่นแหละ  แต่จะวิเศษมาก  หากการเรียนรู้ของใครสักคนนั้นสามารถข้ามพ้นความเป็น “ปัจเจก”  ส่วนตัว ไปสู่การตอบโจทย์ “สังคม หรือสถาบัน”  ได้ด้วย  ตรงนี้ผมถือว่ามันคือ “เป้าหมาย”  ที่ยิ่งใหญ่และสำคัญเอามากๆ

          แน่นอนครับ  การพัฒนาสังคม ก็คงต้องเริ่มจากตัวเราก่อน 
          แต่สำหรับเป้าหมายของการศึกษานั้น  ผมว่า  เราควรต้องตอบให้ชัดว่า เราเรียนเพื่อตัวเราเท่านั้นจริงๆ หรือ...

          และเมื่อทั้งผมและทีมงานพาตัวเองขึ้นนั่งในรถตู้เพื่อเดินทางกลับมหาสารคาม  เราก็เปิดเวทีกันในรถแบบง่ายๆ ในคำถามเดียวกับที่พ่อได้เปิดประเด็น...
          คำถามเดียวกัน  แต่คำตอบก็มีทั้งเหมือนและต่าง
          หากแต่คำตอบของนิสิตนั้น  ดูเหมือนจะมีคำว่าเรียนให้รู้ความเป็นโลกและชีวิต...เรียนให้รู้ความเป็นมนุษย์และสังคม...เรียนเพื่อพัฒนาตน พัฒนาสังคม...

        ครับ, ฟังดูมีอุดมการณ์ อุดมคติมิใช่ย่อย 
        แต่ผมฟังแล้วก็อดรู้สึกไม่ได้ว่า  เหมือนตัวเองกำลังเดินเล่นอยู่ในสวนดอกไม้อันรื่นมรมย์ดี ๆ นั่นเอง

        

 

หมายเลขบันทึก: 357286เขียนเมื่อ 9 พฤษภาคม 2010 22:42 น. ()แก้ไขเมื่อ 6 กันยายน 2013 22:53 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกันจำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (17)

คำตอบของนิสิตอาจารย์แผ่นดิน

"ดูเหมือนจะมีคำว่าเรียนให้รู้ความเป็นโลกและชีวิต...เรียนให้รู้ความเป็นมนุษย์และสังคม...เรียนเพื่อพัฒนาตน พัฒนาสังคม...." คำนี้แหละที่พี่อยากให้น้องแตมลูกสาวรู้สึกก่อนที่จะเข้าเป็นนักศึกษา

สวัสดีค่ะคุณแผ่นดิน

ไม่ว่าคำตอบจะเป็นเช่นไร หากตอบโจทย์ตัวเองได้อย่างถ่องแท้ แม่นสิแน่กว่าแน่ นะคะ

เมื่อวานดูข่าว นิสิตมมส. นำลูกอิสาน เป็นแอนิเมชั่น อีกก้าวของสื่อสร้างสรรค์ นี่ก็คงเป็นอีกหนึ่งที่ยืนยันนะคะ

เป็นกำลังใจ ชื่นชมยินดี กับอีกหลายๆ ฝันค่ะ

ถ้าถามย้อนหลังไป เมื่อปี ๑๓ "เรียนไปทำไม" จะตอบว่า เพราะ "ชอบ" ครับ

มาเป็นพยาบาล

เพราะมุ่งมั่นตั้งแต่ยังเด็กๆว่า

อยากช่วยแม่ช่วยยายตอนไม่สบายค่ะ

ซึ่งตอนนี้ ก็ยังยืนยันคำเดิม

ว่าเรียนแล้วได้ทำบุญทุกวัน

สวัสดีค่ะ

  • อ่านบันทึกนี้แล้วจับใจในความคิดคำนึงอันลึกซึ้งของอาจารย์น้อง
  • เห็นด้วยมากๆ ที่คนเรียนในระดับนี้แล้ว  น่าจะก้าวพ้นจากความเป็นปัจเจกให้ได้
  • จึงค่อนข้างผิดหวังกับคำตอบเช่นกันค่ะ
  • ขอบคุณข้อคิดดีๆ ที่นำมาแบ่งปันค่ะ
  • สวัสดีค่ะ
  • เรียนครูเพื่อจะได้สอนหนังสือให้เด็กๆ
  •  อาชีพครูเป็นอาชีพหนึ่งที่ต้องใฝ่เรียนใฝ่รู้ตลอดเวลา

สวัสดีค่ะ

  • กว่าจะหาคำตอบได้ถูกต้องค้นพบและรู้จักตัวเองก่อนมั้งคะ
  • พี่คิมถึงบ้านตี ๓ ค่ะ อาบน้ำและไม่อยากนอนเพราะนอนเต็มอิ่มมาจากบนรถแล้ว
  • ค่ายฯ เปลี่ยนจากวันที่ ๔-๗ นะคะ

เรียนไปทำไม

     คำตอบก็คงแล้วแต่บริบทของแต่ละคนนะครับ

     เวลาเปลี่ยน   อายุเปลี่ยน   ประสบการณ์เปลี่ยน   คำตอบ็เปลี่ยนไปตามกาลเวลาครับ

     สำหรับผม เมื่อก่อนก็เรียนไปอย่างนั้นเองครับ  ตอนนี้  เริ่มมีคำตอบ

                            ขอบคุณครับ

เรียนเพื่อให้ตนเองรู้ก่อน

แล้วนำความรู้ช่วยเหลือสังคมต่อค่ะ

"เรียนเพื่อได้ความรู้" เป็นคำตอบเมื่อตอนที่ถูกอาจารย์ถามตอนสอบเข้าเรียน เพราะคิดอย่างนั้นว่า จบไม่จบ ไม่เป็นไร แต่คิดว่าคงได้ความรู้ ค่ะ

สวัสดีค่ะท่านอ. แผ่นดิน

แวะมาเยี่ยมก็โดนใจพอดีค่ะ กับคำถาม "เรียนไปทำไม"?

กำลังเรียนการพยาบาลเฉพาะทางเวชปฏิบัติ (การรักษาโรคเบื้องต้น) เพื่อรองรับระบบการพัฒนาสู่ รพ.สต. (โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล)  แม้จะเป็นเหล้าเก่าในขวดใหม่ก็ตาม (เหมือนถูกบังคับให้เรียนด้วยระบบเนาะ..อิ อิ เป็นรุ่นสุดท้ายค่ะ ..NP4..หุ หุ)

เมื่อได้มาเรียนแล้ว ก็เพื่อพัฒนาตัวเอง ให้ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ และทบทวนเรื่องเดิม แล้วนำไปพัฒนางาน พัฒนาระบบบริการสร้างสุขภาพประชาชนให้ดีขึ้นต่อไปตามสโลแกนสร้างนำซ่อม (ฝัน ๆ ไว้ก่อนอ่ะค่ะ..)

บางทีการเดินอยู่ในสวนดอกไม้อันรื่นรมย์ อาจดีกว่าอยู่ในดงหญ้าคาที่หาทางออกไม่ได้นะคะ..

แต่ในทุก ๆ ที่ ก็สามารถทำชีวิตให้มีความสุขได้มิใช่หรือ..!!???

ขอบคุณค่ะ...ที่ได้จุดประกายให้ตั้งใจอ่านหนังสือสอบในวันศุกร์..อิ อิ...^_^

พระธรรมเจดีย์ วัดโพธิสมภรณ์

 

 

รังสรรค์จากธรรมชาติโดยแท้ครับ..รื่นรมย์ในวาบความคิดและการคิดต่อไปครับ..

  • ดีใจที่ได้เจอตัวจริงเสียงจริงครับอาจารย์
  • เสียดาย แบตต์กล้องหมดพอดี ^^
  • ขอบคุณหนังสือดี ๆ กับน้ำใจงาม ๆ ที่มอบให้ครับ

ขอบคุณแง่คิดดีๆค่ะ...บันไดการเรียนรู้ไม่ใช่สูงสุดที่ปริญญาเอก...แต่คือการรู้จักประยุกต์ใช้ความรู้ให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างพอเพียงนะคะ..

                

สวัสดีค่ะ

อ่าน"เรียนไปทำไม" แล้วนึกถึงสมัยเรียน ท่านผศ.เพียร ละลอกแก้ว ถามคำถามนี้

นักศึกษาต่างก็สรรหาคำตอบให้ดูดี ให้เข้าตาอาจารย์ (ตอบแบบมีชาติมีตระกูล)

อาจารย์ก็หัยิ้มๆแล้วบอกว่า ไม่ถูกมั้ง (ลากเสียงยาว)

ผู้ชายมาเรียนหาภรรยา ส่วนผู้หญิงก็มาเรียนหาสามี (เราก็ขำไม่ออก)

สวัสดีครับ

  • ชีวิตครูจ่อยเกิดมาได้เจอปัญหาทั้งใจและกายตลอดมาชีวิตขาดความอบอุ่นมากๆ
  • แม่เสียตั้งแต่เด็กๆ มีปัญหากับแม่เลี้ยง ต้องไปเป็นเด็กวัดอยู่กับหลวงตา
  • ครูจ่อยค่อยๆเรียนรู้เพื่อหาคำตอบและหาทางออกให้กับชีวิตเมื่อเจอปัญหาเสมอมา
  • นี้คือเป้าหมายในการเรียนรู้ของครูจ่อยครับ
  • และทุกวันนี้ชีวิตครูจ่อยไม่เคยกลัวปัญหาอะไรเลย
  • คิดว่าวิชาเทคนิคการใช้ชีวิตครูจ่อยเรียนจบแล้ว
  • แต่คงมิบังอาจไปเทียบกับการศึกษาระดับใดๆทีคนทั่วๆไปเขาเล่าเรียนกัน
  • ขอบคุณสำหรับข้อคิดดีๆมีคุณค่า

คำตอบของนิสิต

มันสะท้อนอย่างบาดลึกในวงวิชาชีพ "สาธารณสุข" เช่นกันค่ะอาจารย์

ในองค์กรเอง คำตอบของคนส่วนใหญ่เหมือนจะทนอยู่เสียแล้ว มันสะท้อนอะไรหลายๆอย่าง มันไม่เหมือนเมื่อก่อนว่าเราเลือกอาชีพนี้เพราะเรารักและศรัทธาด้วยหัวใจ

แต่ถึงอย่างไร namsha ก็ยังรักและศรัทธาในอาชีพที่ทำอยู่ค่ะ

ขอให้อาจารย์มีความสุขนะคะ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี