ขอนไม้กับเรือ : สมุทรโฆษคำฉันท์


ผู้เขียนเชื่อว่าสักวันท่านต้องถึงฝั่งมหานที หมดทุกข์หมดโศกได้ในไม่ช้า เพราะความอดทน และเพราะความวิริยอุตสาหะของตัวท่านเอง

http://www.youtube.com/watch?v=u8mJcxni-AM

เพลง / Title เนื้อเพลง: ขอนไม้กับเรือ
ศิลปิน / Artist : บ่าววี
อัลบั้ม / Album : บ่าววี 2


โดดเดี่ยวเดียวดายในท้องเล
ลมพัดลมเพลอยมาไกล เป็นแค่ขอนไม้ไม่มีทิศทาง
ประคองตัวเองไปเหงาเหงา กลางคืนเหน็บหนาวจนใจจะพัง
ไม่เหลือความหวังอะไรเลย

วันหนึ่งน้องสาวลอยคอมา มือเจ้าไขว่คว้าขอนไม้เอาไว้
เพียงหวังในใจ พยุงให้รอย
อยากส่งให้เธอไปถึงฝั่ง พื้นดินทางนั้นยังรอคอย
แรงเหลืออยู่น้อยจะไปอย่างไร

* หากมีเรือสักลำแล่นมา ก็ขอให้เธออย่าช้าขึ้นเรือนั้นไป

** เปรียบกับพี่เป็นแค่ขอนไม้
ต่อให้รักเจ้ามากพียงไหน ผุพังไป พึ่งพาก็ได้ไม่นาน
เปรียบกับพี่เป็นแค่ขอนไม้
เกาะลอยคอให้เพียงข้ามวัน แต่ฝั่งฝัน ขอเพียงให้เรือพาเจ้าไป

โดดเดี่ยวเดียวดายในท้องเล ลมพัดลมเพไปตามกระแส
ขอนไม้อ่อนแอจะไปไหนไกล
พี่อยากให้จมไปด้วยกัน ไม่ยอมให้ฝันเจ้าต้องสลาย
เมื่อพี่จมหายให้เจ้ายังมีหวัง

(ซ้ำ *, **, **)


วิเคราะห์เพลงขอนไม้กับเรือ ขอนไม้และเรือในเพลง เป็นสัญลักษณ์ (SYMBOL) ในเชิงวรรณศิลป์ ผู้เขียนลองถอดสัญลักษณ์ตามทรรศนะของผู้เขียนเองได้ความว่า

ขอนไม้ เป็นสัญลักษณ์ของ ชายหนุ่มจนๆ
เรือ เป็นสัญลักษณ์ของ ผู้ชายที่มีเงิน
พื้นดิน เป็นสัญลักษณ์ของ ปลายทางคือความสุข
ถึงฝั่ง เป็นสัญลักษณ์ของ ความ Happy ending การพ้นจากห้วงความทุกข์
ลอยคอ เป็นสัญลักษณ์ของ อาการคนที่กำลังทุกข์ใจ (ใจเคว้งคว้าง)
ท้องเล/ท้องทะเลเป็นสัญลักษณ์ของ ปัญหาชีวิต

เมื่อถอดสัญลักษณ์ ออกมาแล้วก็จะได้เนื้อหาที่แท้จริงของเพลง มีความว่า

ผู้ชายคนหนึ่ง อยู่โดดเดี่ยวเดียวดายเผชิญกับอุปสรรคและความลำบากในชีวิตอยู่กับความหงอยเหงาเปล่าเปลี่ยว กลางคืนเหน็บหนาวจนใจจะพังภิณท์ ไร้ซึ่งความหวัง

วันหนึ่งก็มีหญิงสาวผู้หนึ่ง เดินเข้ามาในชีวิตของชายหนุ่มธรรมดาๆ ผู้นี้ เธอกำลังไขว่คว้าหาที่พึ่งพิงทางใจ ชายหนุ่มรู้ดีว่าการช่วยเหลือหญิงสาวเป็นเรื่องลำบาก สำหรับเขา แต่การเพิกเฉยก็เป็นความใจดำอย่างหนึ่งมิใช่หรือ แม้จะมีข้อจำกัดในหลายๆเรื่อง ก็ควรจะช่วยเหลือหญิงสาวผู้เปี่ยมไปด้วยความเปลี่ยวเหงา

แต่ถ้าวันใดมีผู้ชายที่พร้อมจะอยู่กับเธอ คอยดูแลเธอ เธอก็ควรไปทิ้งชายหนุ่มธรรมดาๆ ผู้นี้ไปเสีย เพราะชีวิตของชายหนุ่มธรรมดาผู้นี้นั้นก็เหมือนกับขอนไม้ที่ยังไม่ได้ขึ้นรูปเป็นเรือ หากเธอเลือกจะเดินทางโดยขอนไม้ คงไม่สะดวกสบายเท่าเดินทางโดยเรือ มิใช่หรือ

ชายหนุ่มธรรมดาๆ ผู้นี้นั้น ก็จะอยู่อย่างโดดเดี่ยวเดียวดายต่อไปเหมือนเช่นแต่ก่อน และขอจมหายไปจากความทรงจำของเธอ เหมือนขอนไม้ที่เมื่อผุแล้วก็จะ ทิ้งตัวจมดิ่งลงสู่ใต้ทะเลแห่งความทรงจำ
เศร้า และน้ำเน่าจัง

ฟังเพลง ขอนไม้กับเรือ แล้วทำให้นึกถึง สมุทรโฆษคำฉันท์ วรรณคดียุคอยุธยา ที่เนื้อหาพัวพันอยู่กับห้วง โอฆสงสาร เช่นเดียวกัน

สมุทรโฆษคำฉันท์ เป็นวรรณคดีที่ใช้ระยะเวลาการแต่งยาวนาน เริ่มจากสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนกลางจนกระทั่งถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น

 

ผู้แต่งท่านแรก คือ พระมหาราชครูได้นำเอานิทานชาดกเรื่องสมุทรโฆษจากปัญญาสชาดกมาแต่งเป็นคำฉันท์ เพื่อใช้เล่นหนังใหญ่ในงานเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนารายณ์มหาราชครบ ๒๕ พรรษา แต่แต่งไม่ทันจบก็ถึงแก่อนิจกรรมเสียก่อน

 

ต่อมาสมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงเสียดายที่จะปล่อยเรื่องให้ทิ้งค้างไว้ จึงทรงพระราชนิพนธ์เรื่องต่อ แต่ทรงแต่งยังมิทันจบก็เสด็จสวรรคต

 

ครั้นถึงสมัยรัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส จึงทรงแต่งต่อจนจบบริบูรณ์ “โดยมุมานหฤทัย อดสูดูกษัย กวีฤๅแล้งแหล่งสยาม

เรื่องย่อ
ในชาติก่อนพระสมุทรโฆษได้เป็นกษัตริย์ พระนางพินทุมดีได้เป็นพระมเหสีพากันเสด็จลงสรงน้ำในแม่น้ำในฤดูร้อน ครั้นเห็นสามเณรรูปหนึ่งพายเรือเล็กเลียบมาตามริมฝั่ง กษัตริย์ทั้งสองใคร่จะล้อสามเณรเล่นก็เอาพระหัตถ์กระแทกน้ำให้เป็นคลื่นไปยังเรือสามเณรน้อยนั้นจนเรือล่มลง ทำให้พ่อสามเณรน้อยลอยคอร้องให้อยู่ในน้ำ

ฝ่ายกษัตริย์ทั้งสองเห็นดังนั้นก็สงสาร จึงพาพ่อสามเณรนั้นขึ้นพักบนบกแล้วกู้เรือให้ บาปที่สองกษัตริย์ทำด้วยความคะนองนั้น บันดาลให้ทั้งสองพระองค์ต้องว่ายน้ำตรากตรำอยู่ในทะเลถึง 500 ชาติ

พระสมุทรโฆษทรงมีพระชายาพระนามว่า นางสุรสุดา (เมียคนที่ 1) แต่พอได้ยินกิตติศัพท์ของนางพินทุมดี ก็เลยหาอุบายหลอกเมียว่าจะไป ประพาสป่า


ตัวอย่าง - สำนวนของพระมหาราชครู
ตอนพราหมณ์ยอโฉมนางพินทุมดีให้พระสมุทรโฆษฟัง (วสันตดิลกฉันท์ 14)

เจ้านั้นมีโฉมคือจะประโลม ทั้งแหล่งหล้าและฟ้าดิน
ทรงนาม(ะ)กร บวร(ะ)พิน- ทุม(ะ)ดี อันโฉมเฉลา
เสาวภาคย(ะ)พาล(ะ)พนิดา คือสุธา มาโกศเกลา
เนื้อเกลี้ยงสมบูรณ์บวร(ะ)เยา- ว(ะ)อย่าว่าจะมีสอง
เกศาระรวยระทดระทวย ประเหลฺ หางยุระทอง
ไรเกศ พะพราย รัศมิรอง คือโรมอัษฎ(ะ)กามา
พักตรา กฤดิ อันบริสุท- ธิพบูและโสภา
ดุจจันทร(ะ)โสฬส(ะ)กลา และนะแน่งนะนวลอนงค์

พระสมุทรโฆษได้ลาพระบิดามารดาไปประพาสป่า เพื่อคล้องช้างขณะที่พระสมุทรโฆษประทับใต้ต้นโพธิ์แล้วบรรทมหลับไป เทพารักษ์ทรงพระเมตตาอุ้มไปสม(สู่)กับพินทุมดี (เมียคนที่ 2) จวนสว่างจึงพากลับไปยังที่เดิม ทั้งสองพระองค์ทรงครวญถึงกัน

ลำดับต่อมาท้าวสีหนรคุปต์พระราชบิดานางพินทุมดี ทรงประกาศพิธีสยุมพร พระสมุทรโฆษจึงเสด็จมายังเมืองรมยบุรี พระสมุทรโฆษทรงประลองศรมีชัยในการสยุมพร ได้อภิเษกกับนางพินทุมดี

วันหนึ่ง พระสมุทรโฆษประพาสอุทยาน ได้ช่วยเหลือ รณาภิมุข (วิทยาธร) จึงได้พระขรรค์ วิเศษเป็นการตอบแทน พระสมุทรโฆษใช้พระขรรค์พานางพินทุมดีเหาะไปประพาสป่าหิมพานต์ แต่ถูกพิทยาธรลักพระขรรค์ไป ทั้งสองพระองค์จึงเดินเท้ากลางป่า และต้อง อาศัยเกาะขอนไม้งิ้วที่มีหนามแหลม เพื่อข้ามทะเล แต่เมื่อมีพายุใหญ่พัดมา ทำให้ขอนงิ้วขาดเป็นสองท่อน พระสมุทรโฆษและนางพินทุมดีจึงต้องพลัดพรากจากกันกลางทะเล

สัททุลวิกกีฬิตฉันท์ 19 

ปางปิ่นธเรศประเวศในถิ่นสินธุพิศาล เสวยโทนัสดาล ดล
ฟองฟัดซัดสู่มุทรทำรุดพิริยพล พ่างเพียงจะวายชนม์ ชิวาตม์
เหลือทนเหลือทุกข(ะ)เหลือจะถอน อสปะสาส เหลือถวิลเวษอนาถ นิจ

อินทรวิเชียรฉันทร์ 11

นับในตำบลเบญ- จมหาทีธาร
ใหญ่โยชน์วิการประมาณ ระเมียรหมายสุดสายตา
เหลือล้ำกำลังชน จะว่ายพ้นเถลิงถลา
ไหลเชี่ยวดูเกรียวชลา แลคร่ำคลื่นคระครื้นโครม

เมื่อพระสมุทรโฆษเกาะขอนงิ้วทนลำบากอยู่ในทะเลมาได้ 7 วัน ก็พบนางเทพธิดามีนามหนึ่งว่า นางมณีเมขลา ผู้มีหน้าที่รักษาท้องทะเล กลับมาจากที่ประชุมเทวดามาตรวจท้องทะเลตามหน้าที่ของตน ได้เห็นพระสมุทรโฆษว่ายน้ำอยู่ดังนั้น ก็รีบไปเฝ้าพระอินทร์ผู้เป็นเจ้าแห่งเทวดาทั้งหลาย แล้วทูลความให้ทรงทราบฝ่ายพระอินทร์ได้ทรงฟังก็ร้อนพระทัย ทรงติเตียนนางมณีเมขลาว่าไม่เอาใจใส่ในหน้าที่ตน ทิ้งให้ผู้มีคุณความดีได้ความลำบากถึงปานนั้น และตรัสว่าควรที่นางเมขลาจะรีบไปช่วยให้พ้นอันตรายทันท่วงที

นางมณีเมขลาจึงกลาบทูลว่า ทั้งนี้เป็นด้วยวิทยาธรตนหนึ่งมาลักพระขรรค์ของพระสมุทรโฆษไปเสีย ทำให้พระองค์เหาะไปในอากาศไม่ได้ จึงได้รับทุกข์ภัยเห็นปานนี้ แล้วก็ทูลเรื่องราวให้พระอินทร์ทรงทราบทุกประการ

เมื่อพระอินทร์ได้ทรงฟัง ก็ทรงพระพิโรธวิทยาธรนั้นพลันทรงถือตะบองเพชร สำแดงฤทธิ์เหาะไปลอยอยู่เหนือศรีษะวิทยาธรนั้น พลางตรัสว่า "ดูก่อนวิทยาธรผู้เป็นโจร เหตุไฉนเจ้าจึงไปลักพระขรรค์ของพระสมุทรโฆษผู้ประกอบด้วยคุณความดีให้เธอต้องทุกข์ลำบากอยู่ในทะเลเห็นปานนั้น ถ้าเจ้าไม่นำพระขรรค์ไปคืนให้เธอโดยเร็วแล้ว เราจะตีศรีษะเจ้าให้แตกเป็น 7 เสี่ยงบัดนี้"

วิทยาธรนั้นได้ฟังก็มีความกลัวเป็นกำลัง รีบนำเอาพระขรรค์ไปคืนให้แก่พระสมุทรโฆษซึ่งกำลังว่ายน้ำอยู้ท้องทะเลนั้นโดยเร็ว เมื่อพระอินทร์เห็นวิทยาธรทำตามที่พระองค์ตรัสเรียบร้อยแล้ว ก็ทรงยกโทษให้แก่วิทยาธรนั้น แล้วก็กลับคืนวิมาน

ฝ่ายนางพินทุมดี ถูกคลื่นซัดเข้าฝั่ง เมื่อรอดชีวิตได้ปลอมตัวเป็นพราหมณ์หนุ่มอาศัยอยู่ ณ อาศรมกลางป่า เมืองมัทราษฎร์

ฝ่ายพระสมุทรโฆษ ได้พระขรรค์คืนแล้ว ก็ทรงเหาะขึ้นจากทะเลไปลงที่เมืองมัทราษฎร์ ด้วยดำริว่าจะพักผ่อนหาอาหาร แล้วจะเที่ยวสืบหาพระเทวี เผื่อว่าพระนางจะเที่ยวเซซังมาอยู่ในเมืองนี้บ้าง จึงทรงเปลื่องเครื่องประดับออกห่อผ้าซ่อนไว้ในที่แห่งหนึ่งแล้วทรงแต่งกายแปลงเป็นพราหมณ์ เสด็จเขาไปถามหาที่พักในเมืองนั้น ชาวเมืองทั้งหลายก็บอกให้พระองค์ไปพักในศาลาที่พระนางพินทุมดีสร้างไว้ เมื่อเสด็จไปถึงศาลานั้น ก็มีคนต้อนรับให้น้ำท่าอาหารอย่างบริบูรณ์

ครั้นพระองค์ได้เสวยอาหารอิ่มหนำแล้ว ก็พิจารณาดูรูปภาพตามฝาภายในศาลานั้น เห็นเป็นเรื่องเหมือนกับความหลังของพระองค์กับพระทวี ก็ทรงกันแสงโศกเศร้า

ครั้นคลายโศกแล้วก็ทรงพระสรวล ฝ่ายคนเฝ้าศาลาเห็นแปลกประหลาด จึงรีบไปเล่าให้พระเทวีฟัง เมื่อพระเทวีได้ทราบก็รีบออกมา ครั้นเห็นพระสามีก็มีความปีติยินดีเป็นล้นพ้น ตรงเข้าสวมกอดพระสามีพลางรำพันว่า "พี่ที่รักของน้อง ตั้งแต่น้องพลัดพรากจากพี่มาหาสุขมิได้เลย มีแต่เศร้าโศกอาลัยถึงพี่แทบว่าจะดำรงชีวิตไว้ไม่ได้ด้วยผลศีลผลทานของน้องบันดาลให้พบพี่ที่รักทันตาทีเดียว น้องหมดทุกข์หมดโศกแล้ว เชิญพี่ขึ้นไปบนเรือนเถิด"

สัททุลวิกกีฬิตฉันท์ 19 

เสร็จสองขัติยาขมาสุภาษิต(ะ)บรรหาร ต่างตระกองกนธ์ประสาน พิลาป
ชลเนตรธิเบศร์ถะถั่งพรั่งพักตรฺ(ะ)อร(ะ)อาบ นัยนา นุ ผุดทราบ พระทรวง

สมุทรโฆษคำฉันท์ นั้น กวีได้เน้นความหวั่นไหวทางอารมณ์ ของพระสมุทรโฆษและนางพินทุมดี เมื่อต้องสูญเสียอาวุธวิเศษคือพระขรรค์ เหลือเพียงมือที่ว่างเปล่าและพละกำลังทางร่างกายและจิตใจเท่านั้น ที่จะช่วยให้มุ่งหน้าต่อไปได้ และเมื่อต้องการข้ามทะเล ทั้งสองพระองค์ก็ยังทรงได้รับทุกขเวทนา จากขอนไม้งิ้วอันมีหนามแหลมคมทว่าก็จำใจที่จะต้องเกาะขอนไม้งิ้วนี้เพื่อข้ามห้วงมหานทีสีทันดร

อุปมาได้ดั่งชีวิตมนุษย์ในปัจจุบันที่บางคนไร้ซึ่งฐานันดรศักดิ์ และทรัพย์ศฤงคาร ต้องทนทุกข์กับงานที่มีภาระหนักอึ้ง ต้องอกหักจากความรัก หรืออยู่ร่วมกับคนที่ตนเองไม่ได้รัก (เกาะขอนไม้งิ้ว) ฯลฯ ก็ย่อมนำมาซึ่งทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัสเช่นเดียวกันกับพระสมุทรโฆษและนางพินทุมดี

ทว่าแม้นจะมีความหวั่นไหว กลางห้วง โอฆสงสาร แต่พระสมุทรโฆษก็ได้ปลุกความแข็งแกร่งในจิตใจของพระองค์ เพื่อขจัดความหวั่นไหวให้หมดสิ้นไป ด้วยสองมือที่ว่างเปล่าไร้สิ้นซึ่งพระขรรค์วิเศษ พระองค์ได้ผจญกับ ทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัส ท่ามกลางพายุใหญ่ที่ครึกโครมปั่นป่วน พระองค์สามารถพยุงพระชนม์ให้รอดพ้นภยันตรายใหญ่หลวงนี้ได้ ก็ด้วยความวิริยะกล้าหาญ

ไฉนคนในยุคปัจจุบัน บ้างก็มีพระขรรค์วิเศษอยู่กับมือ (ฐานันดรศักดิ์ และทรัพย์ศฤงคาร) แต่กลับนำมาใช้เฉือดเฉือนทำร้ายทำลายตนเอง ทำร้ายผู้อื่น 

คนบางคน เป็นผู้ไม่มีพระขรรค์วิเศษ แต่กลับเฝ้ารำพึงรำพัน อยากได้พระขรรค์วิเศษ ไม่ยอมใช้ความวิริยอุตสาหะของตนเอง แหวกว่ายฝ่าคลื่นลมกลางทะเลหลวง


คนบางคน เป็นผู้ไม่มีพระขรรค์วิเศษ แต่ถ้ามีความวิริยอุตสาหะ ว่ายฝ่าคลื่นลมกลางทะเลหลวง แม้นต้องทนทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัส ต้องจำทนเกาะขอนไม้งิ้ว (อกหักจากความรัก หรืออยู่ร่วมกับคนที่ตนเองไม่ได้รัก ฯลฯ ได้รับความทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัสก็ดี

ผู้เขียนเชื่อว่าสักวันท่านต้องถึงฝั่งมหานที หมดทุกข์หมดโศกได้ในไม่ช้า เพราะความอดทน และเพราะความวิริยอุตสาหะของตัวท่านเอง

หมายเลขบันทึก: 169228เขียนเมื่อ 5 มีนาคม 2008 18:05 น. ()แก้ไขเมื่อ 23 มิถุนายน 2012 14:40 น. ()สัญญาอนุญาต: จำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (11)

P

กวินทรากร

 

  • อปฺปกา เต มนุสฺเสสุ    เย ชนา ปารคามิโน
  • อถายํ อิตรา ปชา        ตีรเมวานุธาวติ
  • อันว่าในมนุษย์ทั้งหลายหนา ชนทั้งหลายเหล่าใด เป็นผู้มีอันถึงซึ่งฝั่งเป็นปกติฯ อันว่าชนทั้งหลายเหล่านั้น เป็นผู้มีปริมาณน้อยฯ ครั้นเมื่อความเป็นอย่างนั้น มีอยู่ฯ อันว่าหมู่สัตว์ นอกนี้ ย่อมแล่นไปตาม ซึงฝั่งนั่นเทียว ฯ

เจริญพร

 

  • นมัสการครับพระอาจารย์
  • ทราบซึ้งในรสพระธรรมครับ

สวัสดีค่ะ

เข้าใจเรียกน้ำย่อยนะคะ....ชอบบทสรุปมาก

ไฉนคนในยุคปัจจุบัน บ้างก็มีพระขรรค์วิเศษอยู่กับมือ (ฐานันดรศักดิ์ และทรัพย์ศฤงคาร) แต่กลับนำมาใช้เฉือดเฉือนทำร้ายทำลายตนเอง ทำร้ายผู้อื่น 

คนบางคน เป็นผู้ไม่มีพระขรรค์วิเศษ แต่กลับเฝ้ารำพึงรำพัน อยากได้พระขรรค์วิเศษ ไม่ยอมใช้ความวิริยอุตสาหะของตนเอง แหวกว่ายฝ่าคลื่นลมกลางทะเลหลวง


คนบางคน เป็นผู้ไม่มีพระขรรค์วิเศษ แต่ถ้ามีความวิริยอุตสาหะ ว่ายฝ่าคลื่นลมกลางทะเลหลวง แม้นต้องทนทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัส ต้องจำทนเกาะขอนไม้งิ้ว (อกหักจากความรัก หรืออยู่ร่วมกับคนที่ตนเองไม่ได้รัก ฯลฯ ได้รับความทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัสก็ดี

ผู้เขียนเชื่อว่าสักวันท่านต้องถึงฝั่งมหาหานที หมดทุกข์หมดโศกได้ในไม่ช้า เพราะความอดทน และเพราะความวิริยอุตสาหะของตัวท่านเอง

  • ขอบคุณพี่อาจารย์ พรรณา ครับ
  • อืมมหาหานที แก้คำผิดซะเลย ขอบคุณครับ
  • เขียนเตือนสติตัวเอง ทั้งนั้นล่ะครับ 555 

สวัสดีค่ะ

- อ่านแล้วเตือนตนเองด้วยบันทึก...เป็นวิธีการที่ยอดเยี่ยม...เป็นหลักฐานยัน..และเผยแพร่ความคิด

 

 

 

ขอบคุณครับคุณพี่อาจารย์พรรณา

สวัสดีครับ

  • เพลง แค่ 1 เพลง
  • ยอดขายทะลุล้าน
  • เยี่ยมมากๆ
  • คนแต่งสุดยอด
  • ชื่นชมด้วยใจจริงครับ

 

  • ผมก็ว่าอย่างนั้นล่ะครับอาจารย์
  • สวัสดีค่ะน้อง  คนคอนหวัน ..เพื่อบ้านเรา..สปร.แค่นี้เอง
  • บันทึกดูน่าจะเป็นศิลปินเนาะ แต่ดูประวัติแล้วดูเข้มจังเลย
  • ดีค่ะ น่าสนใจขอตามอ่านเรื่องเล่าต่อไปนะจ้ะ

สวัสดีครับ ศศิชล ตอบช้าไปหน่อยนะครับพอดีไม่ค่อยได้เชคเมล gmial.com ยินดีที่ได้รู้จักครับ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี