ค่าชดเชยตาม พรบ คุ้มครองแรงงาน

ชาตรี รุ่งศรีสุขจิต
Mon Jun 18 2007 16:25:23 GMT+0700 (ICT)
 แจ้งลบ
 
 แจ้งลบ

อาจารย์แหววครับ

ผมขอเรียนถามอาจารย์ตามข้อมูลที่ผมส่งแนบท้ายมาครับ ขอความกรุณาช่วยตอบเพื่อเป็นข้อมูลให้ผมด้วยครับ

 

หลักกฎหมายพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.. 2541 หมวดค่าชดเชยมาตรา ๑๑๘  ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างดังต่อไปนี้(๑)  ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบหนึ่งร้อยยี่สิบวัน แต่ไม่ครบหนึ่งปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสามสิบวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานสามสิบวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย(๒)  ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบหนึ่งปี แต่ไม่ครบสามปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายเก้าสิบวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานเก้าสิบวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย(๓)  ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบสามปี แต่ไม่ครบหกปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายหนึ่งร้อยแปดสิบวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานหนึ่งร้อยแปดสิบวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย(๔)  ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบหกปี แต่ไม่ครบสิบปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสองร้อยสี่สิบวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานสองร้อยสี่สิบวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย(๕)  ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบสิบปีขึ้นไป ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสามร้อยวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานสามร้อยวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วยการเลิกจ้างตามมาตรานี้ หมายความว่า การกระทำใดที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือเหตุอื่นใด และหมายความรวมถึงกรณีที่ลูกจ้างไม่ได้ทำงานและไม่ได้รับค่าจ้างเพราะเหตุที่นายจ้างไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่ลูกจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนและเลิกจ้างตามกำหนดระยะเวลานั้นการจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาตามวรรคสามจะกระทำได้สำหรับการจ้างงานในโครงการเฉพาะที่มิใช่งานปกติของธุรกิจหรือการค้าของนายจ้างซึ่งต้องมีระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของงานที่แน่นอนหรือในงานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราวที่มีกำหนดการสิ้นสุด หรือความสำเร็จของงาน หรือในงานที่เป็นไปตามฤดูกาลและได้จ้างในช่วงเวลาของฤดูกาลนั้น ซึ่งงานนั้นจะต้องแล้วเสร็จภายในเวลาไม่เกินสองปีโดยนายจ้างและลูกจ้างได้ทำสัญญาเป็นหนังสือไว้ตั้งแต่เมื่อเริ่มจ้างข้าพเจ้านายชาตรี รุ่งศรีสุขจิต ทำงานอยู่โครงการเสริมสร้างศักยภาพผู้ติดเชื้อเอดส์ในชุมชน เป็นโครงการหนึ่งซึ่งอยู่ภายใต้ หน่วยพัฒนาและบรรเทาทุกข์ มูลนิธิคริสตจักรเซเว่นเดย์แอดแวนตีสประเทศไทย รับผิดชอบงานด้านเสริมสร้างรายได้ให้กับหมู่บ้านเป้าหมาย 18 หมู่บ้านในพื้นที่อำเภอแม่ลาวและแม่สรวย ลักษณะและเนื้องานเป็นผู้ประสานงานและกระตุ้นให้กลุ่มเป้าหมายได้เกิดความตระหนักในการใช้ความสามารถ ทรัพยากรในชุมชนและทุนทางสังคมเพื่อให้มีรายได้แก่คนในชุมชน  ทั้งนี้ข้าพเจ้าได้เข้ามาทำงานในโครงการดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2548 จนถึงปัจจุบัน(14 มิถุนายน 2550 ขณะเขียนคำชี้แจงฉบับนี้)  และโครงการดังกล่าวมีกำหนดสุดสิ้นในวันที่ 30 สิงหาคม 2550 รวมระยะเวลาโครงการทั้งสิ้นแล้วคือ 24 เดือน ทั้งนี้ข้าพเจ้าได้ลงนามสัญญาจ้างงานฉบับปีที่ 2 กับมูลนิธิคริสตจักรเซเว่นเดย์แอดแวนตีสประเทศไทย  ผู้มีอำนาจกระทำการแทนโดยนายเกรก ยัง ตำแหน่งผู้อำนวยการ ลงวันที่ 18 ตุลาคม 2550 ซึ่งสัญญาจ้างงานฉบับนี้ยังมีผลบังคับใช้อยู่จนกระทั่งถึงขณะนี้ ตามบทบัญญัติแห่งมาตรา 118 (2) กำหนดให้นายจ้างต้องจ่ายเงินชดเชยแก่ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบหนึ่งปีแต่ไม่ครบสามปีให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายเก้าสิบวันวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานเก้าสิบวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย ซึ่งเมื่อมาพิจารณาดูระยะเวลาการทำงานของข้าพเจ้าแล้วจะมีระยะเวลาการทำงานติดต่อกันสองปีซึ่งปรับข้อเท็จจริงเข้าได้กับอนุมาตรานี้ เมื่อมาพิจารณาบทบัญญัติของกฎหมายคุ้มครองแรงงาน มาตรา 118 วรรคสามที่มูลนิธิฯ ได้ยกขึ้นปฎิเสธความรับผิดที่จะจ่ายค่าชดเชยแก่ข้าพเจ้าโดยอ้างว่ามีสัญญาจ้างงานที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนและเลิกจ้างตามกำหนดระยะเวลานั้น หากเรามาพิจารณาเฉพาะบทบัญญัติในมาตรา 118 วรรคสามก็ดูจะถูกต้องอยู่ เพราะสัญญาจ้างงานฉบับปีที่สองดังกล่าวมาข้างต้นนั้นก็ได้มีการระบุและกำหนดวันสิ้นอายุสัญญาจ้างงานไว้อย่างชัดแจ้งทีเดียว คือวันสิ้นสัญญาวันที่ 30 สิงหาคม 2550 แต่เมื่อมาพิจารณาบทบัญญัติแห่งกฎหมายในมาตรา 118 วรรคท้ายซึ่งขยายความในวรรคสามนั้นบัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่าการจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาตามวรรคสามจะกระทำได้สำหรับการจ้างงานในโครงการเฉพาะที่มิใช่งานปกติของธุรกิจหรือการค้าของนายจ้างซึ่งต้องมีระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของงานที่แน่นอนหรือในงานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราวที่มีกำหนดการสิ้นสุด หรือความสำเร็จของงาน หรือในงานที่เป็นไปตามฤดูกาลและได้จ้างในช่วงเวลาของฤดูกาลนั้น ซึ่งงานนั้นจะต้องแล้วเสร็จภายในเวลาไม่เกินสองปีโดยนายจ้างและลูกจ้างได้ทำสัญญาเป็นหนังสือไว้ตั้งแต่เมื่อเริ่มจ้างเมื่อมาพิจารณาดูถึงโครงการเสริมสร้างศักยภาพผู้ติดเชื้อเอดส์ในชุมชนแล้วสามารถอธิบายได้ว่าเป็นโครงการหนึ่งของมูลนิธิฯ ซึ่งเป็นงานปกติของมูลนิธิเกี่ยวกับพันธกิจการพัฒนาชุมชน มิใช่เป็นโครงการเฉพาะที่มิใช่เป็นงานปกติของมูลนิธิฯ   ทั้งนี้นอกเหนือจากโครงการเสริมสร้างศักยภาพฯ แล้วมูลนิธิฯ ยังคงมีการดำเนินงานที่เกี่ยวเนื่องกับโครงการพัฒนาอื่น ๆ อีกมากมายหลายโครงการ เช่นโครงการรักษ์เด็ก โครงการพัฒนาชุมชน ฯลฯ  ดังนั้นจึงนับได้ว่าโครงการเสริมสร้างศักยภาพฯ เป็นโครงการเฉพาะที่เป็นงานปกติของมูลนิธิฯ เพราะฉะนั้นการสิ้นสุดระยะเวลาโครงการเสริมสร้างศักยภาพฯ ไม่เข้าเงื่อนไขที่จะบังคับตามมาตรา 118 วรรคสามและสี่ ที่บัญญัติให้ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามบทบัญญัติมาตรา 118 วรรคหนึ่งแต่อย่างใด            และนอกเหนือจากเหตุผลดังกล่าวที่กล่าวมาข้างต้น             ข้าพเจ้าไม่เคยได้กระทำความผิดใด ๆ อันจะเป็นเหตุให้นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างกรณีตามมาตรา 119 (1), (2), (3), (4), (5) หรือ (6)ด้วยเหตุและผลตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.. 2541 มาตรา 118 (2) ประกอบมาตรา 119 มูลนิธิฯ ต้องจ่ายค่าชดเชยให้ข้าพเจ้า   

 

  

คำตอบ

Archanwell
Fri Oct 10 2008 00:58:26 GMT+0700 (ICT)

ขอด๋าว หรือตี๋ หรือเอกช่วยตอบได้ไหมคะ

อ.แหวว

สิรภัทร ลิ่มไพบูลย์
Thu Oct 09 2008 11:26:33 GMT+0700 (ICT)

อยากได้ความรู้เรื่องที่คุณชาตรี รุ่งศรีสุขจิตต์ ถามด้วยอย่างมากค่ะ

Mon Oct 13 2008 12:39:25 GMT+0700 (ICT)

ตอบข้อซักถามเรื่องการจ่ายค่าชดเชยตาม พรบ. คุ้มครองแรงงาน

จากข้อเท็จจริงสัญญาที่ทำระหว่างนายจ้าง (มูลนิธิ)กับลูกจ้าง (นายชาตรี) มีกำหนดระยะเวลา ๒๔ เดือน และกำหนดให้สิ้นสุดระยะเวลาการจ้างในวันที่ ๓๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ ซึ่งถือว่าเป็นสัญญาที่มีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอนซึ่งทำให้นายจ้างไม่ต้องจ่ายเงินชดเชยให้แก่ลูกจ้างตามมาตรา ๑๑๘ วรรค ๓

อย่างไรก็ดี มาตรา ๑๑๘ วรรคท้าย บัญญัติว่า “การจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาตามวรรคสาม จะกระทำได้สำหรับการจ้างงานในโครงการเฉพาะที่มิใช่งานปกติของลูกจ้างของธุรกิจหรือการค้าของนายจ้างซึ่งต้องมีระยะเวลาที่เริ่มต้นและสิ้นสุดของงานที่แน่นอน หรือในงานอันมีลักษณธเป็นครั้งคราวที่มีกำหนดการสิ้นสุดหรือความสำเร็จของงาน หรือในงานที่เป็นไปตามฤดูกาลและได้จ้างในช่วงเวลาของฤดูกาลนั้นซึ่งงานนั้นจะต้องแล้วเสร็จภายในเวลาไม่เกินสองปี โดยนายจ้างและลูกจ้างได้ทำสัญญาเป็นหนังสือไว้ตั้งแต่เมื่อเริ่มจ้าง”

ดังเช่นที่คุณชาตรีกล่าวอ้าง แม้ว่าสัญญาดังกล่าวมีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอนก็ตาม หากลักษณะของงานเป็นการปฏิบัติงานที่มีลักษณะที่เป็นปกติของธุรกิจหรือการค้าของนายจ้าง นายจ้างย่อมไม่สามารถที่จะปฏิเสธการจ่ายเงินชดเชยได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณชาตรี แสดงให้ศาลเห็นได้ว่ามีพนักงานคนอื่นที่ปฏิบัติงานเหมือนคุณแต่มีสถานะการจ้างแบบลูกจ้างประจำ เป็นต้น ซึ่งเจตนารมณ์ของวรรคนี้ เพื่อป้องกันมิให้นายจ้างเลี่ยงการจ่ายเงินชดเชยโดยการทำสัญญาที่มีกำหนดระยะเวลาสำหรับการจ้างงานที่มีลักษณะของงานที่เป็นงานประจำ

คำพิพากษาของศาลฎีกาที่สามารถอ้างได้ในกรณีนี้ ๔๑๑๖-๔๑๑๘/๒๕๔๕ ซึ่งในคดีนี้นายจ้างมีงานหลักคืองานผลิตต้นคริสต์มาสประดิษฐ์ นายจ้างให้ลูกจ้างทั้งสามทำงานในฝ่ายผลิตต้นคริสต์มาสในสายงานหลักของนายจ้าง และลักษณะงานที่ลูกจ้างทำไม่แตกต่างจากงานของลูกจ้างที่นายจ้างจ้างไว้ทำตลอดปี กระบวนการผลิตของนายจ้างมีต่อเนื่องกันไปตลอดทั้งปี และลักษณะของงานที่นายจ้างจ้างลูกจ้างนั้นเป็นงานที่มีต่อเนื่องเป็นไปโดยตลอด ดังนั้น นายจ้างจะให้ลูกจ้างทั้งสามหยุดงานเมื่อครบกำหนดตามสัญญาจ้าง ก็ไม่เป็นเหตุให้ลูกจ้างทั้งสามหมดสิทธิไม่ได้รับเงินค่าชดเชย

ดังนั้น ในกรณีนี้ หน้าที่ที่คุณชาตรีปฏิบัตินั้น คือการประสานงานและกระตุ้นให้กลุ่มเป้าหมายได้เกิดความตระหนักในการใช้ความสามารถ ทรัพยากรในชุมชนและทุนทางสังคมเพื่อให้มีรายได้แก่คนในชุมชน ซึ่งหากคุณชาตรีสามารถพิสูจน์ให้ศาลเห็นถึงลักษณะของงานว่าเป็นงานที่มีลักษณะประจำได้ คุณชาตรีย่อมมีสิทธิที่จะได้รับเงินค่าชดเชย

ข้อสังเกตของผู้ตอบคำถาม นายจ้าง(มูลนิธิ) จ้างคุณชาตรีทำงานในโครงการ หรือจ้างคุณชาตรีทำงานให้กับมูลนิธิ ซึ่งความแตกต่างของทั้งสองประเด็นนี้อยู่ที่ว่า หากจ้างเป็นลูกจ้างของโครงการและโครงการดังกล่าวเป็นโครงการที่มีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน เมื่อเสร็จสิ้นตามระยะเวลาที่กำหนดของการดำเนินการตามโครงการแล้ว สถานะการเป็นลูกจ้างของคุณชาตรีย่อมสิ้นสุดไปด้วย เนื่องจากลักษณะของการจ้างเพื่อจ้างมาปฏิบัติงานในโครงการซึ่งอยู่ภายใต้เงื่อนไขเรื่องมีระยะเวลาเริ่มต้น และสิ้นสุดของโครงการ กรณีนี้นายจ้างย่อมปฏิเสธที่จะจ่ายเงินชดเชยได้ แต่หากมูลนิธิจ้างคุณชาตรีเพื่อทำงานให้กับมูลนิธิ คุณชาตรีย่อมมีสิทธิที่จะได้รับเงินค่าชดเชยตามที่อธิบายมาข้างต้น

เอกสิทธิ์
Mon Oct 13 2008 12:44:12 GMT+0700 (ICT)

ตอบข้อซักถามเรื่องการจ่ายค่าชดเชยตาม พรบ. คุ้มครองแรงงาน

จากข้อเท็จจริงสัญญาที่ทำระหว่างนายจ้าง (มูลนิธิ)กับลูกจ้าง (นายชาตรี) มีกำหนดระยะเวลา ๒๔ เดือน และกำหนดให้สิ้นสุดระยะเวลาการจ้างในวันที่ ๓๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ ซึ่งถือว่าเป็นสัญญาที่มีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอนซึ่งทำให้นายจ้างไม่ต้องจ่ายเงินชดเชยให้แก่ลูกจ้างตามมาตรา ๑๑๘ วรรค ๓

อย่างไรก็ดี มาตรา ๑๑๘ วรรคท้าย บัญญัติว่า “การจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาตามวรรคสาม จะกระทำได้สำหรับการจ้างงานในโครงการเฉพาะที่มิใช่งานปกติของลูกจ้างของธุรกิจหรือการค้าของนายจ้างซึ่งต้องมีระยะเวลาที่เริ่มต้นและสิ้นสุดของงานที่แน่นอน หรือในงานอันมีลักษณธเป็นครั้งคราวที่มีกำหนดการสิ้นสุดหรือความสำเร็จของงาน หรือในงานที่เป็นไปตามฤดูกาลและได้จ้างในช่วงเวลาของฤดูกาลนั้นซึ่งงานนั้นจะต้องแล้วเสร็จภายในเวลาไม่เกินสองปี โดยนายจ้างและลูกจ้างได้ทำสัญญาเป็นหนังสือไว้ตั้งแต่เมื่อเริ่มจ้าง”

ดังเช่นที่คุณชาตรีกล่าวอ้าง แม้ว่าสัญญาดังกล่าวมีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอนก็ตาม หากลักษณะของงานเป็นการปฏิบัติงานที่มีลักษณะที่เป็นปกติของธุรกิจหรือการค้าของนายจ้าง นายจ้างย่อมไม่สามารถที่จะปฏิเสธการจ่ายเงินชดเชยได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณชาตรี แสดงให้ศาลเห็นได้ว่ามีพนักงานคนอื่นที่ปฏิบัติงานเหมือนคุณแต่มีสถานะการจ้างแบบลูกจ้างประจำ เป็นต้น ซึ่งเจตนารมณ์ของวรรคนี้ เพื่อป้องกันมิให้นายจ้างเลี่ยงการจ่ายเงินชดเชยโดยการทำสัญญาที่มีกำหนดระยะเวลาสำหรับการจ้างงานที่มีลักษณะของงานที่เป็นงานประจำ

คำพิพากษาของศาลฎีกาที่สามารถอ้างได้ในกรณีนี้ ๔๑๑๖-๔๑๑๘/๒๕๔๕ ซึ่งในคดีนี้นายจ้างมีงานหลักคืองานผลิตต้นคริสต์มาสประดิษฐ์ นายจ้างให้ลูกจ้างทั้งสามทำงานในฝ่ายผลิตต้นคริสต์มาสในสายงานหลักของนายจ้าง และลักษณะงานที่ลูกจ้างทำไม่แตกต่างจากงานของลูกจ้างที่นายจ้างจ้างไว้ทำตลอดปี กระบวนการผลิตของนายจ้างมีต่อเนื่องกันไปตลอดทั้งปี และลักษณะของงานที่นายจ้างจ้างลูกจ้างนั้นเป็นงานที่มีต่อเนื่องเป็นไปโดยตลอด ดังนั้น นายจ้างจะให้ลูกจ้างทั้งสามหยุดงานเมื่อครบกำหนดตามสัญญาจ้าง ก็ไม่เป็นเหตุให้ลูกจ้างทั้งสามหมดสิทธิไม่ได้รับเงินค่าชดเชย

ดังนั้น ในกรณีนี้ หน้าที่ที่คุณชาตรีปฏิบัตินั้น คือการประสานงานและกระตุ้นให้กลุ่มเป้าหมายได้เกิดความตระหนักในการใช้ความสามารถ ทรัพยากรในชุมชนและทุนทางสังคมเพื่อให้มีรายได้แก่คนในชุมชน ซึ่งหากคุณชาตรีสามารถพิสูจน์ให้ศาลเห็นถึงลักษณะของงานว่าเป็นงานที่มีลักษณะประจำได้ คุณชาตรีย่อมมีสิทธิที่จะได้รับเงินค่าชดเชย

ข้อสังเกตของผู้ตอบคำถาม นายจ้าง(มูลนิธิ) จ้างคุณชาตรีทำงานในโครงการ หรือจ้างคุณชาตรีทำงานให้กับมูลนิธิ ซึ่งความแตกต่างของทั้งสองประเด็นนี้อยู่ที่ว่า หากจ้างเป็นลูกจ้างของโครงการและโครงการดังกล่าวเป็นโครงการที่มีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน เมื่อเสร็จสิ้นตามระยะเวลาที่กำหนดของการดำเนินการตามโครงการแล้ว สถานะการเป็นลูกจ้างของคุณชาตรีย่อมสิ้นสุดไปด้วย เนื่องจากลักษณะของการจ้างเพื่อจ้างมาปฏิบัติงานในโครงการซึ่งอยู่ภายใต้เงื่อนไขเรื่องมีระยะเวลาเริ่มต้น และสิ้นสุดของโครงการ กรณีนี้นายจ้างย่อมปฏิเสธที่จะจ่ายเงินชดเชยได้ แต่หากมูลนิธิจ้างคุณชาตรีเพื่อทำงานให้กับมูลนิธิ คุณชาตรีย่อมมีสิทธิที่จะได้รับเงินค่าชดเชยตามที่อธิบายมาข้างต้น

Archanwell
Tue Oct 14 2008 10:30:57 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณเอกมากค่ะ

การตอบคำถามกฎหมายเป็นบุญกุศลค่ะ

แต่ที่อยากให้เอกทำอีกอย่าง ก็คือ การเรียนรู้ที่จะใช้ gotoknow นะคะ

อ.แหวว

อิทธิฟล
Thu Jan 15 2009 16:50:28 GMT+0700 (ICT)

ทำงานมา1ปีแต่สัญญาจ้างมีแค่6เดือนแรกอีก6เดือนไม่มีสัญญาแต่มีการบอกว่าสัญญาจ้างจะหมดในวันที่31ธ.ค2551ผมจึงขอไม่ต่อสัญญาผมจะได้เงินชดเชยหรือไม่

แนน
Wed Jul 07 2010 09:29:49 GMT+0700 (ICT)

นายจ้างเลื่อนค่าจ้างทุกเดือนแต่ล่าสุดเลื่อนอย่างไม่มีกำหนด อย่างนี้ไปฟ้องกรมแรงงานได้มั้ยค่ะ ถือว่าเขาบีบเราออกหรือว่าเลิกจ้างหรือยังค่ะ

หญิง
Fri Jul 01 2011 12:06:02 GMT+0700 (ICT)

อยากสอบถามเพิ่มเติมจากกรณีนี้ค่ะ มูลนิธิจดทะเบียนเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรทางเศรษฐกิจ ได้รับการยกเว้นมิให้ใช้บังคับพ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน 2541 ตามกฏกระทรวง 2541 ซึ่งรวมถึงหมวด 11 ค่าชดเชย ตั้งแต่มาตรา 118 ถึง 122 ดังนั้น ตามที่คุณเอกสิทธิ์ตอบมาก็ไม่สามารถเอาค่าชดเชยจากมูลนิธิได้แล้วใช่ไหมค่ะ

ลูกจ้าง
Tue Jul 19 2011 07:38:20 GMT+0700 (ICT)

ตามพ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฉบับใหม่ พ.ศ. 2551 กฎหมายแรงงาน

มาตรา ๔ พระราชบัญญัตินี้มิให้ใช้บังคับแก่

(๑) ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค และราชการส่วนท้องถิ่น

(๒) รัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์

นอกจากกรณีตามวรรคหนึ่ง จะออกกฎกระทรวงมิให้ใช้บังคับพระราชบัญญัตินี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนแก่นายจ้างประเภทหนึ่งประเภทใดก็ได้

ดังนั้น แสดงว่า มูลนิธิจดทะเบียนเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรทางเศรษฐกิจ จะไม่ได้รับการยกเว้นมิให้ใช้บังคับพ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน 2541 อีกต่อไป

ประเด็นนี้ เป็นประเด็นที่คนทั่วไปรู้น้อยมาก เพราะยังติดกับพรบ.2541 อยู่ ในขณะที่สถานะการณ์ปัจจุบัน มูลนิธิต่างๆเกิดขึ้นอย่างมากมายและทำให้ต้องมีการจ้างลูกจ้างในมูลนิธิเป็นจำนวนมาก ทำให้มูลนิธิที่ผู้บริหารขาดธรรมาภิบาลใช้ช่องทางนี้เอาเปรียบลูกจ้างมูลนิธิได้

แดง
Thu Jul 21 2011 10:14:59 GMT+0700 (ICT)

อยากทราบว่าถ้า ระยะเวลา ที่เราทำงาน เหลืออีก 17 วัน ครบหนึงปี นายจ้างที่เลิกจ้างต้องชอเชยให้ อย่างไร

และ ถ้าไม่ได้รับการชดเชยนายจ้าง เป็นผู้ฝ่าฝืนกฎหมายแรงงานไทยรึเปล่า ค่ะ ในกรณีนายจ้างเป็นชาวต่างชาติ

และอัตรตราโทษมีถึงแค่ใหน

  
 ใส่รูปหรือไฟล์