โรคตับแข็งและโรคไต

ตุ๊ก
Thu May 17 2007 17:40:48 GMT+0700 (ICT)
 แจ้งลบ
 
 แจ้งลบ

สวัสดีค่ะอาจารย์มีเรื่องด่วนที่จะปรึกษา  คือว่าพ่อของดิฉันเข้ารพ.ด้วยอาการอาเจียนและถ่ายเป็นเลือดออกทางปากและทวารอย่างมาก อาเจียนและถ่ายเป็นเลือดหลายครั้ง  ไปถึงรพ.วันแรก พยาบาลบอกว่าให้ทำใจ เพราะเลือดออกเยอะมาก ระดับเลือดมีน้อยต่ำกว่ามาตรฐานกว่าครึ่ง พยาบาลได้ให้เลือดอย่างต่อเนื่อง แต่พ่อก็อาเจียนและถ่ายเป็นเลือดอีก หมอได้พาไปส่องกล้องและได้ปิดแผล บอกว่ามี 3 แผล และได้บอกกับคนไข้ว่าเป็นเส้นเลือดขอด  พยาบาลบอกกับดิฉันว่าคนไข้เป็นโรคไตด้วย  เป็นตับแข็งและมีไวรัสซี  พ่ออยู่รพ. 10 วัน หมอให้กลับบ้านได้ พยาบาลบอกว่าระดับโรคไตได้ลดลงกว่าตอนมาวันแรก(ไม่ทราบว่าไตลดลงได้ยังไง) พ่อยังมีอาการเหนื่อยง่าย ท้องมาน และขาบวม ตอนนี้ดิฉันและพี่ก็ห่วงสุขภาพพ่อมาก มีแต่คนบอกว่าให้ทำใจเพราะโรคนี้อยู่ได้ไม่นาน  ดิฉันคิดว่าพ่อน่าจะหายได้ถึงจะไม่ปกติเหมือนเดิม แต่ขอให้อยู่กับลูกด้วยกันไปนานๆ พ่ออายุ 63 ปีค่ะ คือดิฉันยังไม่ได้พบคุณหมอซึ่งจะถามอาการของพ่ออย่างละเอียดว่าเป็นอย่างไรบ้างเพราะพ่อใช้บัตรทอง  เห็นพยาบาลบอกว่ายาของพ่อที่ใช้อยู่ตกขวดละหมื่น  ซึ่งช่วงแรกที่พ่ออยู่รพ.นั้นมีสายยางใส่เลือด ใส่น้ำเกลือ และยาอะไรอีกไม่ทราบทั้ง 2 แขนเลยค่ะ  รบกวนอาจารย์ช่วยวินิจฉัยว่าอาการของพ่อดิฉันสามารถรักษาได้หรือไม่  แต่ดิฉันอ่านข้อมูลของโรคตับแข็งทางเน็ต แล้วบอกว่าอาการของพ่อที่เป็นคือขั้นรุนแรงเพราะว่าถึงขั้นอาเจียนและถ่ายเป็นเลือดแล้ว  และเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้ง่าย  อยากขอคำแนะนำด้วยค่ะ ขอบพระคุณเป็นอย่างสูง

หน่อย
Thu Jan 26 2012 23:40:51 GMT+0700 (ICT)

เรียนคุณหมอ แม่หนูไม่สบายด้วยอาการลมออกหู ไปหาหมอคลีนิค หมอบอกให้ไปโรงพยาบาลในอำเภอ ต่อมาได้ส่งเข้าโรงพยาบาลจังหวัด หมอแจ้งว่าเป็นโรคตับแข็ง ตอนนี้อยู่ได้ สามเดือน แม่เริ่มมีอาการปวดหลัง และมีเหมือนเนี้อตรงสะโพกมันผุดขี้นมาเป็นก้อน ไปอนามัยเค้าบอกว่าไขมันแล้วกดลงแม่บอกเจ็บมากเสียวไปท้้งขา หนูเลยอยากถามคุณหมอว่าแม่หนูเป็นขั้นไหนแล้วค่ะ เพราะหมอที่โรงพยาบาลจังหวัดบอกไม่ต้องมาแล้วให้กินยาประทังไปถ้ายาหมดก็ให้เช้าไปรับยาที่โรงพยาบาลอำเภอเอาค่ะ

NnngPP
Wed Feb 08 2012 23:19:39 GMT+0700 (ICT)

ต้องการขายไตจริงๆๆ คับ ชวยหาคนมาจะดีมากเลยคับเดือนร้องมากจริงๆๆ

ปิยะ สมรศาสตร์
Sun Feb 12 2012 17:22:24 GMT+0700 (ICT)

..ขอนุญาตตอบแทนคุณหมอวัลลภ เช่นเคยนะครับสำหรับกระทู้ของคุณ หน่อย อาการของคุณแม่ดั่งที่หมอแจ้งว่าเป็นโรคตับแข็งนั้น ถ้าอยากทราบว่าอาการของตับผู้ป่วยอยู่ในขั้นใหนแล้วผมเห็นว่าควรพาผู้ป่วยมาที่โรงพยาบาลในจังหวัด เพื่อลองตรวจเช็คสภาพตับด้วย วิธี อัลตร้าซาวนด์ สักครั้งดูก่อนนะครับ หรือหมออาจให้เจาะเนื้อตับดูพยาธิสภาพของตับ น่าจะทราบว่า อาการของโรคตับแข็งอยู่ในขั้นใหนแล้ว

ปิยะ สมรศาสตร์
Sun Feb 12 2012 17:33:36 GMT+0700 (ICT)

กระทู้ของคุณ NnngPP ผมมีความเห็นว่า อวัยวะไต เค้าห้ามซื้อขายกันนะครับเพราะผิดกฎหมาย หากเดือดร้อนเรื่องเงินจริง และมีเหตุผลดีพอ จักมีองค์กรของหน่วยงานรัฐอยู่หลายองค์กรคอยให้ความช่วยเหลือเป็นกรณีพิเศษอยู่แล้วครับ ชีวิตคุณยังมีค่าอีกมากนัก การเสียไตไปข้างนึง อาจทำให้ไตอีกข้างนึงทำงานหนักเกินไปและติดเชื้อได้โดยง่ายสุ่มเสี่ยงต่อการเสียชีวิตและมีชีวิตที่ยืนยาวได้ดีอีกต่อไป

ณัฐสุดา ปัญญา
Fri Mar 02 2012 10:34:08 GMT+0700 (ICT)

อาการของโรคที่อาเจียนหลังทานอาหารไตเสื่อมจะแก้ได้อย่างไร

  

คำตอบ

นพ. วัลลภ พรเรืองวงศ์
Sun May 20 2007 04:30:23 GMT+0700 (ICT)

ขอขอบคุณ...

  • ฟังจากประวัติ + มีไวรัสตับอักเสบซี > น่าจะเป็นตับแข็ง + เส้นเลือดขอดในทางเดินอาหาร > ตกเลือด
  • นับว่า อาจารย์หมอ + อาจารย์พยาบาลที่ดูแลคุณพ่อเก่งมากๆ เพราะรักษาจนอาการทุเลาลงได้ (ทั้งๆ ที่อาการหนักมาก)... สาธุ สาธุ สาธุ

ตับแข็ง...

  • ตับแข็งเป็นโรคที่รักษาไม่หาย
  • เวลาตับทรุดลง > ไตมักจะทรุดลงตาม เนื่องจากปกติสารพิษส่วนใหญ่ในร่างกายต้องทำลายที่ตับ > ขับทางไต
  • เมื่อตับเสีย > ไตจะต้องทำงานหนักขึ้น > เลยทรุดตามไปด้วย
  • คนไข้บางคนตับวายก่อน ต่อมาไตจะวายตามได้

เรียนเสนอให้ปรึกษาอาจารย์หมอ หรือพยาบาลที่รักษา เพราะฟังดูอาจารย์ท่านให้การดูแลรักษาอย่างดีมาก

  • ถ้ามีโอกาส... ควรหาทางบริจาคเลือดให้คุณพ่อ เพราะจะได้ทำหน้าที่ของลูกอย่างดียิ่งทีเดียว
ขอบคุณค่ะอาจารย์
Mon May 21 2007 16:26:34 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณค่ะอาจารย์ที่กรุณาตอบ  ตอนนี้ดิฉันพยายามดูแลพ่อให้ดีที่สุด  อยากทราบคำแนะนำจากอาจารย์เรื่องอาหารของโรคตับแข็ง  อยากทราบว่าทานอะไรได้บ้างคะ

นพ. วัลลภ พรเรืองวงศ์
Mon May 21 2007 18:48:20 GMT+0700 (ICT)

ขอขอบคุณครับ...

  • ขออนุโมทนาในกุศลเจตนาที่ดูแลคุณพ่อดีครับ

ขอแนะนำให้อ่านจากเรื่องเดิมที่นี่...

คำแนะนำจากชมรมโรคตับแห่งประเทศไทยที่นี่

คำแนะนำจากกรมอนามัยที่นี่

คำแนะนำจากสถานมะเร็งวิทยาศิริราชที่นี่

คำแนะนำจากอาจารย์โรงพยาบาลกรุงเทพที่นี่

คำแนะนำจาก youryouthguide ที่นี่

ขอบคุณค่ะอาจารย์
Wed May 23 2007 17:15:41 GMT+0700 (ICT)
ขอบพระคุณอาจารย์เป็นอย่างสูงนะคะที่ให้คำแนะนำ  ขอให้อาจารย์และครอบครัวมีสุขภาพแข็งแรงตลอดกาลนานค่ะ
นพ. วัลลภ พรเรืองวงศ์
Tue May 29 2007 12:53:59 GMT+0700 (ICT)

ขออนุโมทนาที่ดูแลคุณพ่อดีครับ... สาธุ สาธุ สาธุ

รุ้งทิพย์ สุราฤทธิ์
Tue Oct 16 2007 09:43:29 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะอาจารย์

คุณพ่อของดิฉันเข้า รพ.ด้วยอาการท้องบวม เท้าบวม จุก แน่นท้อง ไม่ถ่าย ก็เลยอึดอัด เดินอุ้ยอ้าย ก่อนหน้านั้นประมาณ 2 อาทิตย์ ถ่ายออกเป็นสีดำ อ๊วกเป็นเลือด คุณหมอที่ทำการรักษาได้วินิจฉัยโรคว่าเป็นตับแข็ง ได้ให้ยาช่วยย่อย ยาขับปัสสาวะ มารับประทานดูก่อน ดูไปตามอาการ คุณหมอที่ทำการรักษาเป็นคุณหมอรักษาโรคทั่วไปค่ะ บอกให้ทำใจไว้ เพราะรักษาไม่หาย ตายแน่นอน คุณพ่อดิฉันใจไม่ดีเลยค่ะ หมดกำลังใจในการรักษา ส่วนดิฉันเองก็ท้อแท้เหมือนกันที่ได้ยินทำอะไรไม่ถูกเลยค่ะ รบกวนอาจารย์ช่วยวินิจฉัยว่าอาการของพ่อดิฉันสามารถรักษาได้หรือไม่ จะมีวิธีไหนที่ช่วยบรรเทาอาการจากหนักให้เป็นเบาบ้าง ขอบพระคุณเป็นอย่างสูง

คงขวัญ คีรี
Thu Dec 20 2007 18:44:03 GMT+0700 (ICT)

ตอนนี้ คุณพ่อของเราก็เป็นโรคนี้อยู่เช่นกันค่ะ ได้แต่ทำใจกับสภาพที่พ่อต้องประคองอาการไปเรื่อยๆ ได้แต่แอบร้องไห้เพราะสงสารท่าน ถ้าเป็นไปได้อยากจะย้อนเวลากลับไป เพื่อให้ท่านรักตัวเองเพื่อลูกๆบ้าง

Sun May 18 2008 16:25:18 GMT+0700 (ICT)

บำรุงตับ ไต และถุงน้ำดี อาติโช๊ค พืชอาหาร

Artichoke (ATISO) อาร์ติโช๊ค

อาร์ติโช๊ค (Cynara scolymus) เป็นพืชที่นิยมปลูกในต่างประเทศ เฉพาะภูเขาสูงมากกว่า 1,500 เมตร เท่านั้น ปี 2513 นักวิทยาศาสตร์ชาวยุโรป ได้ค้นพบสารไซนาริน ” มีคุณค่าทางอาหาร และยา นำมาบริโภคสด หรือปรุงอาหารได้ทุกส่วน หรือนำมาสกัดสารไซนาริน(Synarin) รับประทานเพื่อบำรุงรักษาสุขภาพได้ดี” ในยุคโบราณอาร์ติโช๊คเป็นอาหาร และยารักษาโรคของชาวอียิปต์ ชาวกรีก และชาวโรมัน และเป็นเมนูอาหารที่สำคัญในทุกงานเลี้ยงของกรุงโรม นอกจากจะเป็นอาหารเสริม แล้วยังมีสรรพคุณทางยา ดังนี้

1. ช่วยบำรุง กระตุ้นการทำงานของตับ ซึ่งตับเป็นอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย ทำหน้าที่ในการสกัดสารพิษ หรือสิ่งแปลกปลอมออกจากกระแสโลหิต สร้างน้ำดีและน้ำย่อย และเปลี่ยนแปลงหรือสร้างสารอาหาร ที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย

2. กระตุ้น การสร้างน้ำดีของตับ ทำให้มีประสิทธิภาพในการลดไขมัน (Chloresteral) ในเลือด ช่วยให้ระบบหลอดเลือดและหัวใจทำงานดี ป้องกันหลอดเลือดอุดตัน

3. เสริมสร้างการทำงานของถุงน้ำดี ช่วยสร้างน้ำดีป้องกันถุงน้ำดีอักเสบ ซึ่งมักเกิดจากการรับประทานอาหารที่มีไขมันมาก ทำให้ระบบการย่อยอาหารดี ลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ มีแก๊สในกระเพาะอาหารมาก

4. ช่วยป้องกันตับอักเสบ ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคดีซ่าน และโรคตับแข็ง (Cirrhosis) ในประเทศบราซิล อาร์ติโช๊ค เป็นยาสมุนไพรพื้นฐาน ที่ใช้รักษาอาการเจ็บป่วยของตับ และโรคอื่นหลายโรค ได้อย่างกว้างขวาง เช่น โรคโลหิตจาง เบาหวาน ไข้ รักษาบาดแผล และเกาส์

สนใจดูรายละเอียดเพิ่มเติม

www.artichoke.igetweb.com หรือ www.smethai.com/shop/gms

Tel: 081 627 1521, 02 888 9954 คุณวัลลภา

ทิพย์วารี
Wed Jul 16 2008 17:43:46 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะ คุณหมอ

คือว่า ย่าของหนูตอนนี้ท่านเป็นดรคตับแข็งค่ะ

หนูอยากทราบว่าโรคนี้เมื่อเป็นแล้วจะทำให้เป็นโรคแทรกซ้อนโรคอื่นได้อีกหรือเปล่าคะ

ถ้ามีโรคแทรกซ้อนไม่ทราบว่าเป็นโรคใดได้บ้าง

ตอนนี้พ่อของหนูเครียดมากเลยค่ะที่ย่าไม่สบาย

ยังไงรบกวนตอบคำถามด้วยนะคะ

ขอขอบพระคุณค่ะ

โซล่า
Thu Aug 14 2008 01:18:46 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีครับ คุณหมอ

ผมอายุ26ปีครับ เมื่อวันที่10พ.ค.51ที่ผ่านมาผมได้เข้าโรงพยาบาลครับ สาเหตุที่เกิดเพราะว่ากินเหล้าติดต่อกัน4วันครับเป็นเหล้าผสมโซดา ก็กินกัยแกล้มบ้างครับเล็กน้อย แต่ผมไม่ได้กินข้าวเลย วันที่9(วันนี้ไม่ได้กินเหล้าครับ)ในช่วงเวลาเย็นๆ ผมเริ่มมีอาการอ้วกเป็นเลือดประมาณ4-5ครั้งครับ ในใจคิดว่าวันรุ่งขึ้นคงจะหาย จนถึงเช้าวันที่10 เช้าก็ยังมีอาการอ้วกเป็นเลือดอยู่ ผมเลยตัดสินใจไปโรงพยาบาลด้วยตนเอง พยาบาลได้ทำการล้างท้องผมครับ ผมได้เห็นเลือดออกมาตามสายเยอะครับจนผมตกใจ พยาบาลล้างท้องผม3รอบ แล้วก็เสียบสายคาไว้2วันหมอสั่งงดน้ำและอาหารวันเพื่อดูอาการ หลังจากดูอาการได้2วันแล้วพยาบาลได้พาไปส่องกล้อง หมอสอดกล้องผ่านหลอดอาหารจนถึงกระเพาะอาหาร แล้วหมอบอกว่ากระเพาะอาหารอักเสบมาก และพบว่าเส้นเลือดในหลอดอาหารพองตัวแต่หมอส่องกล้องไม่ได้พูดอะไรมาก แล้วหมอผู้ดูแลผมก็บอกกับผมว่ากระเพาะอาหารอักเสบมาก และมีอาการตับแข็งเนื่องจากเส้นเลือดในหลอดอาหารพอง

ผมงงมากครับ เพราะปกติผมไม่ได้เป็นคนดื่มจัด และชอบกินเบียร์มากกว่า เส้นเลือดในหลอดอาหารพองเป็นเพราะผมอ้วกมากรึเปล่าครับ ทุกวันนี้กระเพาะหายดีแล้วครับ แต่ผมยังกังวลเรื่องตับและก็ยังงงๆอยู่ และสุขภาพผมทุกวันนี้ยังแข็งแรงดีไม่มีอาการอะไรเลยครับ ขอคำปรึกษาด้วยครับคุณหมอ ป.ล ที่กินเหล้าเพราะโดนแฟนทิ้ง ขอบคุณครับ

ดัวยความเคารพอย่างสูง

น้องเล็ก
Mon Oct 06 2008 08:43:17 GMT+0700 (ICT)

ตอนนี้พี่ชายของดิฉันเป็นโรคตับแข็งรักษามาเป็นปีแล้วอาการก็ดีขึ้น แต่ตอนนี้พี่ชายบอกว่ามีอาเจียรหมอนัดส่องกล้องสาเหตุเกิดจากอะไรคะ และพี่ชายเป็นเบาหวานด้วยค่ะ สงสารแม่ที่ต้องมานั่งห่วงพี่ชาย เมื่อวันก่อนโทรไปเสียงยังแจ่มใสอยู่เลยแต่หลังจากนั้น 2-3 วันโทรไปเสียงเหมือนเหนื่อย หมอเคยบอกว่าเกร็ดเลือดต่ำเป็นเพราะอะไรคะและต้องปฏิบัติตัวอย่าางไร

yacumi
Thu Oct 23 2008 22:11:28 GMT+0700 (ICT)

คุณพ่อเปงโรคตับแข็ง และไตด้วย อยากทราบข้อมูลการบริจาคตับว่ามีที่ไหนบ้าง

รบกวนทุกท่านที่ใจบุญแจ้งข้อมูลกับมาที่ th_tanya@hotmail.com

toon
Wed Nov 12 2008 17:49:42 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะ คือมีเรื่องปรึกษาตามนี้ค่ะ คือพี่ชายหนูอาเจียนออกมาเป็นเลือดปกติพี่เค้าดื่มเหล้าทุกวัน อาเจียน 1 ครั้งตอนเช้า ไปร.พ.หมอเอ็กซเรย์ปอดบอกว่าไม่เป็นอะไรให้รอดูอาการที่บ้าน กลับมาบ้านตอนดึกก็เป็นอีกแล้วมีเลือดกำเดาออกด้วย เช้ามาไปหาหมอ เขาก็ให้ยาแก้แพ้แก้น้ำมูกไหลมา พี่หนูก็กลับมาบ้านเพราะหมอบอกว่าไม่เป็นอะไร แต่พอกลับมาก็ยังเป็นอีกไหลออกทั้งปากและจมูก ไม่ทราบว่าพี่ชายหนูเป็นอะไรค่าเป็นห่วงเขามากเลย

ปิยะ สมรศาสตร์
Thu Nov 20 2008 00:45:18 GMT+0700 (ICT)

อาการเลือดออกจากเส้นเลือดขอดในหลอดอาหาร (Variceal Bleeding )เป็นโรคแทรกที่พบบ่อยในโรคตับแข็งจากสุรา

การวินิจฉัยโรค ทำได้โดยการทำ Panendoscopyเข้าไปดูตั้งแต่หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กส่วนต้น นอกจากนี้แล้ว อาจส่องกล้อง โดยการทำ Sigmoidoscopy แล้วให้การรักษาตามโรคที่พบ การมีเลือดออกจากเส้นเลือดขอดในหลอดอาหารเป็นสาเหตุหนึ่งของการเสียชีวิตในโรคตับแข็ง

ผู้ป่วยที่เป็นโรคตับแข็งจะมีโรคแทรกซ้อนขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะผู้ป่วยควรระวัง hepatic encephalopathy ผู้ป่วยมักมีตาเหลืองค่อนข้างมาก ท้องมาน และมักมีภาวะไตวายร่วมด้วย ผู้ป่วยควรระวังสารแอมโมเนียซึ่งพบมีระดับสูงในเลือดแดงของผู้ป่วย ซึ่งทำให้เกิดอาการทางสมองได้มากขึ้น การรับประทานอาหารโปรตีนมากๆ หรือการให้ เมธิโอนิน แก่ผู้ป่วย อาจเกิด impending coma ได้ง่าย

ปัจจัยชักนำที่ทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการทางสมอง

1.การตกเลือดในทางเดินอาหาร

2..ไข้

3. ไตวาย

4. รับประทานโปรตีนมากเกินไป

5. ท้องผูก

สุธินี
Wed Nov 26 2008 19:59:58 GMT+0700 (ICT)

พ่อมีอาการตับแข็งระยะสุดท้ายจาการดื่มเหล้าและไวรัสซี ตามที่คุณหมอบอก ตอนนี้มีอาการท้องบวมมากจนทรมาน แต่ยังไม่มีอาเจียนเป็นเลือด อยากทราบว่านอกจากการทานยาขับปัสสาวะเพื่อลดอาการท้องบวม สามารถรักษาโดยวิธีอื่นเพื่อลดอาการบวมของท้องนอกเหนือจากการทานยามั้ยคะ

ปิยะ สมรศาสตร์
Wed Nov 26 2008 20:36:15 GMT+0700 (ICT)

ขอตอบคุณสุธินี: อาการท้องมาน( Ascites )หรือท้องบวมของคุณพ่อคุณให้ปฎิบัติดังนี้1.ให้ผู้ป่วยหยุดดื่มเหล้าทันที 2.รับประทานอาหารที่มีโปรตันสูงเช่นถั่วเหลืองให้มากขึ้น 3.ดื่มน้ำอย่าให้เกินวันละ 1 ลิตร 4.ทานอาหารให้เค็มน้อยที่สุด

ผู้ป่วยท้องมานมักมีโรคแทรกคือ hepatorenal syndrome คือภาวะไตล้มเหลวเนื่องจากตับ และโรคแทรกซ้อนอีกโรคหนึ่งคือ ผนังหน้าท้องหรือสะดือแตกซึ่งเป็นอันตรายมาก นอกจากนี้อาจให้วิตามินบำรุงตับเสริม เช่น Legalon ขนาด 140 มก วันละ 3 ครั้งติดต่อกันอย่างน้อย 3 เดือน ผมขอเอาใจช่วยขอให้คุณพ่อคุณหายไวๆนะครับ

ปิยะ สมรศาสตร์
Fri Nov 28 2008 21:45:32 GMT+0700 (ICT)

ขอตอบคณทิพย์วารีและคุณน้องเล็กดังนี้ครับ: อาการเลือดออกจากเส้นเลือดขอดในหลอดอาหาร (Variceal Bleeding )เป็นโรคแทรกที่พบบ่อยในโรคตับแข็งจากสุรา

การวินิจฉัยโรค ทำได้โดยการทำ Panendoscopyเข้าไปดูตั้งแต่หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กส่วนต้น นอกจากนี้แล้ว อาจส่องกล้อง โดยการทำ Sigmoidoscopy แล้วให้การรักษาตามโรคที่พบ การมีเลือดออกจากเส้นเลือดขอดในหลอดอาหารเป็นสาเหตุหนึ่งของการเสียชีวิตในโรคตับแข็ง

ผู้ป่วยที่เป็นโรคตับแข็งจะมีโรคแทรกซ้อนขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะผู้ป่วยควรระวัง hepatic encephalopathy ผู้ป่วยมักมีตาเหลืองค่อนข้างมาก ท้องมาน และมักมีภาวะไตวายร่วมด้วย ผู้ป่วยควรระวังสารแอมโมเนียซึ่งพบมีระดับสูงในเลือดแดงของผู้ป่วย ซึ่งทำให้เกิดอาการทางสมองได้มากขึ้น การรับประทานอาหารโปรตีนมากๆ หรือการให้ เมธิโอนิน แก่ผู้ป่วย อาจเกิด impending coma ได้ง่าย

ปัจจัยชักนำที่ทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการทางสมอง

1.การตกเลือดในทางเดินอาหาร

2..ไข้

3. ไตวาย

4. รับประทานโปรตีนมากเกินไป

5. ท้องผูก

เหมย
Mon Jan 26 2009 16:16:00 GMT+0700 (ICT)

พ่อหนูเป็นโรคตับแข็ง มีอาการท้องบวม เท้าบวม หมอบอกว่าพ่อเป็นโรคตับแข็ง

แต่ก่อนหน้านั้นพ่อมีอาการของปอดอักเสบก่อนแล้ว หนูอยากทราบว่า พ่อจะอยู่กับหนูได้

อีกนานเท่าไหร่คะ

ขอบคุณค่ะ

ปิยะ สมรศาสตร์
Sat Feb 28 2009 21:52:57 GMT+0700 (ICT)

คุณเหมยครับ จากอาการที่เล่ามา ขอตอบคุณเหมยว่า ต้องดูที่สาเหตูของโรคตับแข็งของคุณพ่อคูณก่อนนะครับ ถ้าคุณพ่อดื่มสุราจัด ก็ต้องให้เลิกดื่มทันที่และตลอดไป ถ้าสาเหตุจากเชื้อไวรัสบีหรือซีก็ต้องรักษาตามอาการอาจจำเป็นต้องให้ยาInterFeronsชนิดฉีดควบคู่กันไป หรือถ้ามาจากสาเหตุโรควิลสัน ซึ่งทำให้เกิดการสะสมทองแดงในตับมากเกินไปก็ต้องรักษาโรคนี้ให้ทุเลาเสียก่อน อนึ่งหากอ้วนมากเกินไปก็ควรลดน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปรกติ มิฉนั้นจะเกิด fatty liverไขมันห่อตับทำให้ตับอักเสบจนเกิดตับแข็งได้ในที่สุด นอกจากนี้ในภาวะทุพโภชนาการก็จะทำให้ตับทรุดหนักลงไปอีก การดูแลเรื่องอาหารการกินก็เป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้ผู้ป่วยมีอายูยืนยาวนานออกไป โดยเฉพาะโปรตีนต้องจำกัดปริมาณไม่ให้มากเกินไป การเสริมอาหารด้วยวิตามินก็เป็นสิ่งจำเป็นอันขาดเสียมิได้เช่น วิตามินบี1 บี6 และบี 12 คนไข้โรคตับแข็งมักจะมีภูมิคุ้มกันต่ำลงและเกิดการติดเชื้อได้ง่ายโดยเฉพาะโรคปอดอักเสบ จึงควรระมัดระวังให้มาก หากคนไข้ปฎิบัติตามที่ผมได้ชี้แนะแล้ว ผมเข้าใจว่าน่ายืดอายุจองคุณพ่อไปได้อีกหลายปี ขอให้โชคดีนะครับ

ด้วยความปรารถนาดี

ปิยะ สมรศาสตร์

ach
Sat Apr 11 2009 07:46:20 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะ อาจารย์ค๊ะ มีเรื่องรบกวนถามเกี่ยวกับสุขภาพตนเองค่ะ คือมีอาการบวมที่ขา

( ลองกดหน้าแข้งดูบุ๋มเล็กน้อย )ก่อนนอนรู้สึกขาบวมตึง บางวันหากทานอาหารนอกบ้าน ตื่นเช้าขึ้นมาจะบวมที่หนังตาและใต้ตา ลองไปตรวจเลือดที่ศูนย์แลบ มีผลเลือดที่สูง คือ Globulin 3.7 , Protein 8.1 , Bilirubin 0.4 ผลตรวจอย่างอื่นปกติ ขอเรียนถามว่า จากผลแลบ + อาการที่เป็นอยู่ จะเป็นโรคตับหรือไตได้ไหมค๊ะ และต้องปฎิบัติตัวต่อไปอย่างไร ขณะนี้รู้สึกกังวลใจมาก ขอขอบพระคุณอาจารย์มา ณ ที่นี้ด้วย ขอคุณพระรักษาและคุ้มครองอาจารย์และครอบครัวให้มีสุขภาพที่แข็งแรงนะค๊ะ

นุชจรี
Thu May 21 2009 20:57:12 GMT+0700 (ICT)

พ่อหนูอายุ63ปี ป่วยมีอาการทองบวมและหลังเท้าบวมขาสองข้างไม่ค่อยมีแรงไปหาหมอคุณหมอบอกว่าเป็นโรคตับแล้วให้ยาวิตตามินและยาขับปัสวะมารับประทานแต่อาการก็ไม่ดีขึ้นหนูอยากทราบว่าอาการขาไม่มีแรงมันจะเกี่ยวกับที่เป็นโรคตับแข็งหรือเปล่าและมียาอะไรที่รับประทานแล้วอาการขาไม่มีแรงจะดีขึ้น คุณหมอช่วยตอบด้วยนะคะ

นุชจรี
Thu May 21 2009 21:01:00 GMT+0700 (ICT)

พ่อหนูอายุ63ปี ป่วยมีอาการทองบวมและหลังเท้าบวมขาสองข้างไม่ค่อยมีแรงไปหาหมอคุณหมอบอกว่าเป็นโรคตับแล้วให้ยาวิตตามินและยาขับปัสวะมารับประทานแต่อาการก็ไม่ดีขึ้นหนูอยากทราบว่าอาการขาไม่มีแรงมันจะเกี่ยวกับที่เป็นโรคตับแข็งหรือเปล่าและมียาอะไรที่รับประทานแล้วอาการขาไม่มีแรงจะดีขึ้น คุณหมอช่วยตอบด้วยนะคะ

ชนิตา
Fri May 29 2009 14:33:23 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะ คุณหมอ

พี่เขยหนูจากแรกเป็น ไวรัศซี ก็ทำการรักษามาตลอดป๊ แต่ตอนนี้มีอาการท้องมาน เนื้อตัวบวม ไม่สามารถ ขับถ่ายเองได้

หมอท่านว่าเป็น ตับแข็ง หนูอยากทราบว่าอาการ ขั้นที่พี่เขยเป็นอยู่ เรียกว่าขั้นรุนแรงหรือยัง

เพราะตอนนี้กำลังรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล

ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ

ใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ช่วยขับถ่าย

เพราะคูณหมอให้ยาแล้วแต่ยังขับถ่ายไม่ได้จึงต้องใช้อุปกรณ์ช่วย

อยากทราบว่าพวกหนูยังพอมีหวังที่จะรักษา หรือเพื่อให้บรรเทา

โรคนี้ได้มั้ยคะ พอมีทางรักษาให้อาการดีขึ้นกว่านี้มั้ยคะ

ขอบคูณค่ะ

ทราย
Tue Jun 09 2009 14:55:04 GMT+0700 (ICT)

พ่อเพื่อนหนูเป็นโรคตับแข็ง

ต้องรักษายังไงดีค่ะ

เห็นว่ารักษาไม่หาย

สงสารเพื่อนมากค่ะ

T_T
Tue Jun 09 2009 19:06:58 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะคุณหมอ

น้องชายฉัน อายุ 18 ปี เพิ่งรับการผ่าตัดกระเพาะอาหารทะลุ และได้รับข่าวร้ายเพิ่มอีกว่า เขาเป็นโรคตับแข็งระยะที่สองแล้ว เราตกใจกันมาก ไม่คิดว่าอายุเท่านี้จะเป็นได้ ฉันอยากรบกวนถามคุณหมอว่า

จะพอมีวิธีรักษาให้หายได้ไหม

ต้องใช้ค่ารักษาเท่าไหร่     และ

รักษาที่ไหนดี (ฉันอยู่จงเลยค่ะ)

ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ

เมือง เตชะเกิดกมล
Thu Jun 18 2009 14:32:02 GMT+0700 (ICT)

คุณปิยะ สมรศาสตร์ โทรหาพี่เมืองหน่อยครับ 081-6418595 มีงานให้ช่วยทำหน่อย

ปิยะ สมรศาสตร์
Sat Jun 20 2009 13:25:56 GMT+0700 (ICT)

ขออนุญาตตอบคุณ ach (กระทู้ 19 )ดังนี้นะครับ จากผลแล็บตามที่คุณแจ้งมานั้นผมมีความเห็นว่า ค่าของGlobulin 3.7 นั้นสูงไปหน่อยแต่ไม่น่าซีเรียสอะไร นอกนั้นค่าของผลแล็บอยู่ในเกณฑ์ปกติครับ อาการที่เล่ามาไม่อาจสรุปได้ว่าเป็นโรคตับหรือโรคไตหรือไม่ ผมขอชี้แนะว่าถ้าอยากทราบว่ามีปัญหาเกี่ยวกับตับหรือไม่ขั้นแรกคุณควรไปตรวจเลือดอีกครั้งเพื่อทำ Liver function test ดูก่อนนะครับได้ผลประการใดแล้วบอกกล่าวกันอีกที

ส่วนถ้าคุณอยากทราบว่าไตของเรามีปัญหาอะไรบ้างมั้ย ก็ขอให้เค้าตรวจหาค่าของBun และ Creatinine พร้อมตรวจปัสสวะสมบูรณ์แบบซะคราวเดียวกันไปเลยจะดีกว่า และถ้าจะให้เด่นชัดในการพยากรณ์โรคได้ดีคุณควร ทำอัลตราซาวด์ตับและไตในขั้นต่อไป จะดีที่ซู้ดนาครับ จะบอกห่าย ขอให้โชคดีครับ

ปิยะ สมรศาสตร์

love you dad
Sun Aug 02 2009 11:30:35 GMT+0700 (ICT)

ใครช่วยเเนะนำ รพ. ที่ เชียวชาญ ได้ไหมค่ะ ขอแค่ดีขึ้นกว่าเป็นอยู่ การเปลี่ยนตับทำได้ทุกคนไหมค่ะที่มีอาการ ตอบคำถามหน่อยเถอะค่ะ คืออยู่รพ. 4อาทิตย์แล้วไม่ดีก่อนมายังรู้สึกตัว แต่พอเข้ามารพ. แล้ว ไม่ดีขึ้นเลย ทำไมเเย่ด้วย หมอก้อไม่ส่งใบตรวจให้ย้ายรพ.เพราะว่ารพ.นี้เคยเป็นข่าวขโมยไตนะ เมื่อหลายปีก่อนนะ (เอกชน) เราเลยบอกว่า จะย้ายรพ สู้ค่าใช้จ่ายไม่ไหว จะย้ายไป ที่ใหม่ หมอเลยให้กลับบ้าน เลย แต่ ทางบ้านเราไม่ยอม จะอยู่ต่อ ขอใบส่งตัวก้อไม่ยอมเขียนให้ บอกว่าที่นี่รักษาได้ เพราะหมอเคยบอกว่า ใช้ประกันสังคม เกรดยาก้อได้เเค่นี้นะ เราบอกว่า ยานอก หรืออะไรก้อได้ที่ดี เรายินดีจ่ายเพิ่ม ถ้ามันดีขึ้นกว่านี้ และยังบอกว่า โรครับเหมือนมะเร็งระยะสุดท้าย ให้คนไข้ได้ยินอีก แต่เสียค่าใช้จ่าย ประมาณ วันละ 5000 จ่ายเอง นอกจากประกันสังคมนะ เราขอเเค่ดีขึ้น กว่าที่เป้นอยู่ พ่ออยากไปเที่ยวสิ่งคโปร เราอยากพาพ่อไป สักครั้ง ใครเเนะนำหน่อยควรทำอย่างไรดี

love you dad
Sun Aug 02 2009 11:43:38 GMT+0700 (ICT)

ที่รพ ปัจจุบัน ไม่เคยเช็ก อะไร เเต่มีผล อัลตราซาว์มาจากที่อื่นนะค่ะ รพ.เอกชนที่อื่น ที่รักษาก่อนหน้านี้ ทำไมเขาไม่ เขียนใบย้ายรพ.ค่ะ เขาบอกไม่นโยบายย้ายจากเอกชนไปรัฐบาล ต้องติดต่อเอง เราก้อยินดีติดต่อเอง เเต่ ต้องมีใบส่งตัวคนไข้ไม่สามารถ ออกจากรพ. ได้ คือมีคนเเนะนำให้ไปรพ รัฐบาล นี้นะค่ะ ช่วยเเนะนำด้วยเถอะค่ะ และทางรพ .ที่อื่น บอกว่า ยาที่กิน ที่รพ. นี้ ปัจจุบัน เขาเเนะนำว่ายาที่กินปัจจุบันเป้นยารุ่นเเรกที่นำเข้ามา ตอนนี้ดือยาเเล้ว และ คือตับเเข็งมาจาก ไวรัสตับอักเสบนะ ตัวเหลือง ตาเหลือง เบื่ออาหาร ท้องมานน้ำ ขาบวม เพลีย ไม่รู้สึกตัว ช่วยด้วยเถอะค่ะ

ด้วยความเคารพ

ปิยะ สมรศาสตร์
Fri Aug 07 2009 01:15:09 GMT+0700 (ICT)

ขอเสนอความเห็นคร้าบ กรณีที่ผู้ปวยประสงค์จะเปลี่ยนตับ ( Liver transplantation )จำเป็นต้องเตรียมตัวให้พร้อมก่อนนะครับ และมีข้อห้ามสำหรับผู้ป่วยที่ไม่อาจทำการเปลี่ยนตับได้ คือ เป็นโรคเอดส์ หรือเป็นมะเร็งตับที่กระจายไปนอกตับเสียแล้ว และกรณีคนไข้เสพสุราจนไม่ยอมหยุดดื่มสุราก็เปลี่ยนตับให้ไม่ได้นะครับ นอกนั้นไม่น่ามีข้อห้ามอะไรอีก อนึ่งประเทศไทยเราเริ่มมีการผ่าตับเปลี่ยนตับให้ผู้ป่วยเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ 2530 จนถึงปัจจุบันพบโอกาสรอดชีวิตของผู้ป่วยอยู่ในเกณฑ์สูงอย่างมีนัยสำคัญ และปัจจุบันอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนตับในปีที่ 1เท่ากับ 85% หรือสูงกว่า แต่ถ้าผู้ป่วยมี Child Turcotte Pugh Score เท่ากับ 7 โอกาสรอดชีวิตในปีที่ 1 จะสูงกว่า 90%แต่ถ้า

Child Turcotte Pugh Score สูงกว่านี้ โอกาสรอดชีวิตในปีที่ 1 ก็จะต่ำกว่านี้

ในปัจจุบันการผ่าตับเปลี่ยนตับ ได้รับการยอมรับว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุด ในการรักษาผู้ป่วยโรคตับและมีอัตราการรอดชีวิตสูงขึ้น

อย่างไรก็ดี ผู้ป่วยจำเป็นต้องรอผู้มีจิตศรัทธาที่มีภาวะสมองตายแล้วและประสงค์จะบริจาคตับให้แก่ผู้ป่วยอื่นต่อไป ในการนี้คงต้องตรวจสอบหรือเข้าคิวรอรับบริจาคจากสภากาชาดไทยเท่านั้นนะครับ ไม่มีการซื้อขายกันเพราะผิดกฎหมายนาครับ

สำหรับเจ้าของกระทู้ที่ 28-29 ( คุณ love you dad )ผมขอแนะให้คุณไปติดต่อที่โรงพยาบาลศิริราชแต่เนิ่นๆ และขอแนะนำ นายแพทย์ สมชัย ลิ้มศรีจำเริญ ท่านเป็นคุณหมอที่เชี่ยวชาญในเรื่องนี้มาก เป็นคุณหมอที่ดีและมีคุณธรรมช่วยเหลือสังคมมามากเลยครับ

ขอเอาใจช่วยให้คุณพ่อคุณหายไวๆนาครับ จะได้มีโอกาสไปท่องเที่ยวตามที่ตั้งใจไว้

ด้วยความห่วงใย

ปิยะ สมรศาสตร์

สุระชัย สารบุตร
Sat Aug 08 2009 20:01:40 GMT+0700 (ICT)

คุณหมอครับ

ตอนนี้ผมมีอาการขาบวมมากทั้งสองข้าง ไปตรวจที่ร.พสองแห่งผลตรวจไม่เหมือนกัน คือเป็นโรคตับแข็งกับโรตไต ผมอยากทราบว่าจะเป็นพร้อมกันได้หรือเปล่า แต่ผมไม่ได้ดื่มมา3-4ปีแล้วเพราะตรวจเจอไวรัชตับอักเสบบี จะต้องรักษาและดูแลตัวเองยังไงหาข้อมูลได้ที่ไหน ผมอายุ27ปีกำลังจะแต่งงานปลายปีนี้ตอนนี้ผมกับแฟนเครียดมาก รบกวนคุณหมอช่วยตอบด้วยนะครับ

ปิยะ สมรศาสตร์
Sun Aug 09 2009 01:04:24 GMT+0700 (ICT)

ขออนุญาตแสดงความคิดเห็นนะครับ ปัญหาคุณสุรชัยขอตอบดังนี้

1.คุณควรไปตรวจอัลตราซาวด์ตับและไตสักครั้งนะครับ หากผลออกมาว่าตับแข็งจริง อาการขาบวมทั้งสองข้างก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากโรคตับแข็ง ผู้ป่วยที่เป็นโรคตับแข็งมักจะมีปัญหาเกี่ยวกับโรคไตร่วมด้วยเสมอ เมื่อตับสูญเสียหน้าที่จะทำให้ไตทำงานหนักขึ้นบางรายถึงขั้นไตวาย

2.ผมขอแนะนำให้คุณระมัดระวังเรื่องอาหารและหลีกเลี่ยงยาที่ไม่จำเป็นเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอาหารประเภทโปรตีนควรได้รับจากพืชมากกว่าจากเนื้อสัตว์ และควรรับแต่พอเพียงหากมากไปจะทำให้ไตทำงานหนักขึ้น กลับเป็นผลเสียมากกว่า

3.ดื่มน้ำไม่เกินวันละ 1 ลิตร

4.รับประทานเค็มให้น้อยที่สุด เพราะเกลือทำให้เกิดอาการบวมน้ำ

5.ให้แคลอรี่ไม่ตำกว่า 2000 / วัน

6.เสริมวิตามินบี รวม และ Legalon ขนาด 140 มก วันละ 3 ครั้ง

7.ระวังอย่าให้เกิดโรคแทรกซ้อน หรือถ้ามี ให้รีบพบแพทย์ด่วน

8.ลองตรวจเลือดหาค่าการทำงานของตับ(liver function test )และไต (Bun and Creatinine )แล้วช่วยแจ้งผลให้ทราบหน่อย

9.ระมัดระวังยาต้านอักเสบ( N-SAIDs )เพราะจะทำให้ไตเสื่อมเร็วขึ้น

10.เมื่อตับแข็ง มันได้สูญเสียหน้าที่ไปแล้วก็ตามแต่มีตับดีบางส่วนยังคงทำหน้าที่ของมันต่อไป ดังนั้นคุณควรถนอมส่วนดีนี้ไว้โดยการปฏิบัติตามที่ได้แนะมาแล้วข้างต้นนะครับ

สุดท้ายนี้ขอให้คุณเอาใจใส่ระมัดระวังอย่าให้ไตต้องเสียหน้าที่ไปมากกว่านี้ โดยการปฏิบัติระมัดระวังเรื่องยาและโภชนาการดังกล่าวข้างต้นดุจกัน

ด้วยความห่วงใย

ปิยะ สมรศาสตร์

สว่าง
Mon Sep 14 2009 02:21:34 GMT+0700 (ICT)

อายุ 32 ปี เป็นไตวายเรื้อรัง มา 2 ปี กว่าแล้วค่ะ

ฟอกเลือด 2 ปี กว่า ตอนนี้ ฟอกอาทิตย์ละครั้งเพราะไม่มีเงินค่ะ

ไม่ได้ ประักันสังคม 500 ซะที

คำถาม อยากรบกวนถามคุณหมอ คือ

1. มีประจำเดือนบ่อยมาก มาเยอะ - น้อย เป็น ครั้งๆ เดือนนี้ มา 3 ครั้งแล้ว จะเป็นอันตรายมากไหมคะ

2. รู้สึก ขนลุก ซู่ ตลอดเวลา ห่มผ้า ปิดพัดลมก็ร้อน เอาออกก็หนาว ครั่นเนื้อครั่นตัว เป็นเพราะอะไรคะ

3. ถ้ารู้สึกอาการ 2 บ่อยๆ กินยาพาราได้ไหมคะ ตั้งแต่เป็นโรคนี้ก็ไม่กล้ากินพาราเลย

แม้จะปวดหัว หรือรู้สึกไม่สบาย เพราะคิดว่า หมอไม่ให้กิน

รบกวนตอบ ให้ทีนะคะ

และ ขอถามอีกหน่อย คือ ว่า ดิฉัน เป็นคนเชียงใหม่ เวลามีอาการแปลกๆ อยากทราบเหตุผลและวิธีแก้ไข

รักษาตัวค่ะ สอบถามพยาบาล หรือ หมอ ที่ฟอกเลือดก็บอกส่วนใหญ่ว่าอาการปกติ ของคนโรคนี้

อยากได้ สายตรง ถึงหมอ หรือ ใครที่สามารถช่วยเหลือได้เป็นไปได้ ไหมคะ

รบกวนแนะนำเบอร์โทร ใครก็ได้ ทีไม่อยากเป็นภาระให้ครอบครัวเป็นห่วงค่ะ

ด้วยความเคารพ

สว่าง

14/9/52

ปิยะ สมรศาสตร์
Tue Sep 15 2009 21:38:40 GMT+0700 (ICT)

ผมเข้าใจว่าข้อ 2 ของคุณสว่างน่าจะเป็นอาการข้างเคียงซะมากกกว่า แต่คงไม่มีผลกระทบการมีประจำเดือนมากหรือน้อยนะครับ อาการข้างเคียงของภาวะไตวายเรื้อรังน่าจะเป็นภาวะโลหิตจางในผู้ป่วยซะมากกว่า

ภาวะโลหิตจางเป็นอาการปกติที่เกิดขึ้นในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังโดยพบมากถึงร้อยละ 90ของผู้ป่วย

ภาวะนี้ ไม่ได้พบเพียงในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกไตเท่านั้น แต่ยังพบในผู้ป่วยระยะเริ่มแรกที่ยังไม่ถึงขั้นต้องฟอกไต ภาวะโลหิตจางในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังจะส่งผลระยะยาวต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด ทำให้เกิดความผิดปกติอีกด้วย

การรักษาภาวะโลหิตจางในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง

จากการที่มีการพัฒนา Recombinant human erythropoietin (rh-EPO) เป็นยารักษาทำให้ภาวะโลหิตจางของ ผู้ป่วยดีขึ้น รวมทั้งภาวะทางด้านร่างกาย กล้ามเนื้อและกระดูก และส่งผลให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ในปัจจุบัน การรักษาด้วย rh-EPO ร่วมกับการให้ธาตุเหล็กเสริมเป็นการรักษามาตรฐานในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่ได้รับการฟอกไต ส่วนการรักษาผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังในระยะแรกที่ยังไม่ต้องฟอกไตก็มีความสำคัญมากเช่นกันเพื่อป้องกันอาการเสื่อมของระบบหัวใจและหลอดเลือด

ขอให้หายไวๆนะครับ

ปิยะ สมรศาสตร์

นภาพร
Wed Sep 23 2009 11:42:44 GMT+0700 (ICT)

สามีดิฉันได้ไปตรวจที่ รพ.ศรีนครินทร์ จ.ขอนแก่น เพราะมีอาการเป็นจุดแดงที่บริเวณหน้าอก และไหล่ แต่อาการอื่น ๆ ที่จะบ่งชี้ว่าเป็นตับแข็งไม่มี และโดยปกติเป็นคนดื่มเหล้าเป็นประจำ ก็เลยไปตรวจตับ ผลเลือดปรากฎว่าปกติทุกอย่าง แต่อุลตร้าซาวด์คุณหมอบอกว่าตับโต แต่คุณหมอก็ยังไม่แน่ใจ ก็เลยให้ไปเอ๊กซเรย์คอมพิวเตอร์อีกครั้งหนึ่ง ในวันที่ 22 ตค.52 พร้อมให้ยาวิตามินบำรุงเลือด และกระตุ้นปลายประสาท มาอย่างละ 1 ห่อ อยากให้คุณหมอช่วยวินิจฉัยให้หน่อยค่ะ ว่าสามีดิฉันเข้าข่ายจะเป็นโรคตับแข็ง หรือมะเร็งตับหรือป่าวค่ะ ช่วยตอบให้ด่วนด้วยนะค่ะ เพราะร้อนใจมาก ลืมไปค่ะ สามีดิฉันอายุ เกือบ 40 ปี แล้วค่ะ

ปิยะ สมรศาสตร์
Wed Sep 23 2009 20:52:27 GMT+0700 (ICT)

หากจุดแดงที่หน้าอกและไหล่ของสามีคุณนภาพร เข้าลักษณะจุดแดงรูปแมงมุม ( spider naevi ) แล้วผมเข้าใจว่าน่าจะเป็นอาการของผู้ป่วยโรคตับแข็งนะครับ ลองสังเกตุที่ฝ่ามือของผู้ป่วยมักแดงกว่าปรกติ ( palmer erythema ) นอกจากนี้อาจพบอาการของตับโต ( hepatomegaly ) และม้ามโต ( splenomegaly ) ร่วมด้วย รวมทั้งตาเหลืองและผิวซีดกว่าปรกติ การตรวจตับด้วยเอ็กซ์เรย์คอมพิวเตอร์ จะช่วยวินิจฉัยโรคตับแข็งได้ดีขึ้น ผู้ป่วยโรคตับแข็งบางคนอาจพบว่าผลตรวจเลือด ( liver function tests ) อยู่ในระดับปรกติ หรือผิดปรกติเล็กน้อยเท่านั้น ผู้ป่วยโรคตับแข็งเมื่อปล่อยปละละเลยไปนานๆจะกลายเป็นมะเร็งตับไปในที่สุด ชนิด HCC-hepatocellular carcinoma ในกรณีที่สงสัยว่าผู้ป่วยจะเป็นมะเร็งตับร่วมด้วยหรือไม่ ควรส่งตรวจเลือดหาค่า อัลฟ่า fetoprotein ด้วยน่ะครับ จะทำให้การพยากรณ์โรคได้ดีขึ้น ขอเอาใจช่วยให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บไวๆน้าคร้าบ

Best Regards

ปิยะ สมรศาสตร์

นัท
Fri Sep 25 2009 08:20:16 GMT+0700 (ICT)

คุณพ่อมีอาการเท้าบวมค่ะ กดลงไปบริเวณหน้าแข้งแล้วยุบ

มีไข้ต่ำๆตอนกลางคืนบ่อยๆ ปัสสาวะและถ่ายเปนเลือด กลั้นถ่ายไม่ได้

พอไปตรวจดูแล้วคุณหมอบอกว่าเปนโรคตับอักเสบ ให้ทานยาบำรุงตับกับยาแก้อักเสบมา

รบกวนช่วยวินิจฉัยให้หน่อยค่ะว่าเปนแค่โรคตับอักเสบ หรืออาจเปนโรคอื่นได้

กังวลมากเลยค่ะ กลัวคุณพ่อจะเปนมะเร็งตับ หรือโรคไตเรื้อรัง

เนื่องจากคุณพ่อดื่มสุราเยอะมากติดต่อกันหลายปีแล้ว

รบกวนด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ

Fri Sep 25 2009 19:13:25 GMT+0700 (ICT)

ข้อมูลของคูณนัทไม่เพียงพอต่อการวินิจฉัยโรคตับและไตน่ะครับ ในกรณีที่สงสัยโรคดังกล่าวคุณควรส่งผู้ป่วยพบแพทย์อีกครั้งหนึ่ง เพื่อทำอัลตร้าซาวนด์ตับและไตดูด้วย นอกจากนี้การส่งตรวจเลือดทำ liver function tests รวมกับการหาค่าของ Bun and Creatinine รวมทั้งการตรวจหา อัลฟ่า fetoprotein ก็ยังเป็นสิ่งจำเป็นที่ละเลยเสียไม่ได้ ส่วนอาการเท้าบวมอาจเป็นสาเหตุของโรคไต หรือโรคตับก็ได้ ในกรณีผู้ป่วยหากถ่ายอุจจาระออกเป็นสีดำหรือเลือดดำสนิทควรให้สงสัยไว้ก่อนว่า มีอาการตกเลือดในกระเพาะอาหารอันมีสาเหตุมาจากโรคตับแข็ง เป็นปฐมเหตุ แต่อย่างไรก็ดีควรต้องอาศัยปัจจัยอื่นๆมาร่วมวิเคราะห์โรคด้วย อีกทั้งต้องขอความร่วมมือจากผู้ป่วยให้หยุดดื่มสุราโดยเร็วที่สุด มิฉะนั้นการพยากรณ์โรคอาจจะเลวลง

สวัสดีน่ะครับ

ปิยะ สมรศาสตร์

Kit
Wed Sep 30 2009 20:17:56 GMT+0700 (ICT)

แฟนผมเคยดื่มสุราหนัก(ทั้งวัน)ผมห้ามเท่าไรไม่ฟังจนในที่สุดตัวเหลือง ตาเหลือง ท้องมาน เท้าบวม มีจุดแดงที่หน้าอก หัวไหล่

มือสั่น เสียงพูดเบาลง ปัสสาวะสีเข้มจัด บางครั้งมีอาการท้องผูกผมอยากทราบว่าแฟนผมเป็นโรคอะไรมีโอกาสหายใหมไปรักษาแพทย์ก็นัดเดือนละครั้งซื้อเวลาไปเรื่อยๆหรือว่าหมอหมดทางรักษาแล้วผมกลุ้มใจมาก

ปิยะ สมรศาสตร์
Wed Sep 30 2009 23:16:33 GMT+0700 (ICT)

ให้ผู้ป่วยหยุดดื่มสุราโดยเด็ดขาดนะครับ หลังจากนั้นควรไปพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ ผมเข้าใจว่า แฟนคุณมีอาการของโรคตับแข็งอย่างน่าเป็นห่วง คงต้องระวังเรื่องทุพโภชนาการด้วยนะครับ โดยเฉพาะการควบคุมเรื่องโปรตีน อาหารเค็ม และการเสริมสร้างด้วยวิตามิน Essentiale ชนิดแค็ปซูล พร้อมด้วย Legalon ขนาด 70 มก วันละ 3 ครั้ง ทานติดต่ออย่างน้อย 1-2 ปี และควรไปพบแพทย์เพื่อทำ เอ็กซ์เรย์คอมพิวเตอร์ ที่ตับและไตด้วย เพื่อดูว่ามีมะเร็งตับร่วมด้วยหรือไม่ หากปล่อยให้โรคตับเลวลง จะทำให้เกิดปัญหาไตวายแก่ผู้ป่วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การได้อยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด จักทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสรอดชีวิตได้มากขึ้น หากไม่มีมะเร็งตับแทรกซ้อนแล้ว ลำพังเพียงแค่ประคับประคองผู้ป่วยโรคตับแข็ง ด้วยการเสริมสร้างวิตามินดังกล่าว พร้อมกับการมีโภชนาการที่ดี จักยืดอายุผู้ป่วยไปได้อีกนานหลายปีน่ะครับ

Best Regards

ปิยะ สมรศาสตร์

ปิยะ สมรศาสตร์
Wed Sep 30 2009 23:36:12 GMT+0700 (ICT)

ผมขอเพิ่มเติมในปัญหาผู้ป่วยโรคตับแข็ง กรณีตามปัญหาข้างต้น ผมขอแนะให้ผู้ป่วยทานน้ำมะขามเพื่อลด อาการท้องผูกด้วยนะครับ หรือให้สวนอุจจาระด้วยน้ำก็อก วันละ สองครั้ง เพื่อลด หรือขับ แอมโมเนียออกมา เนื่องจากผู้ป่วยโรคตับแข็ง มีผลให้แอมโมเนียถูกกำจัดออกจากร่างกายได้น้อย และหากพบว่าแอมโมเนียมีระดับสูงขึ้นในเลือดแดงของผู้ป่วยแล้ว ผู้ป่วยจะมีอาการทางสมอง (hepatic coma ) ซึ่งเป็นโรคแทรกซ้อนที่น่าเป็นห่วงมากขึ้น

ด้วยความห่วงใย

ปิยะ สมรศาสตร์

Sat Oct 03 2009 15:00:48 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณคุณหมอมากครับที่ให้ความเมตตาตอบคำถาม

Sat Oct 03 2009 15:07:22 GMT+0700 (ICT)

ผมขอถามต่ออีกนิดครับแฟนผมมีอาการไอมากเกี่ยวกับโรคตับแข็งหรือเปล่าครับ

ปิยะ สมรศาสตร์
Sat Oct 03 2009 18:19:02 GMT+0700 (ICT)

ไม่เกี่ยวกันนะคร้าบ อาการไอเกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจ ส่วนโรคตับแข็งอยู่ในส่วนของระบบทางเดินอาหาร คนละระบบกันครับ

ปิยะ สมรศาสตร์

จะเด็ด
Mon Oct 05 2009 14:53:04 GMT+0700 (ICT)

ทราบจากคุณหมอว่าเป็นโรคตับแข็ง มา หลายเดือนแล้ว แต่งานยังเยอะมากจึงนั่งทำงานบนเก้าอี้วันละกว่า 10 ชม.17 วัน ขณะนี้มีอาการขาบวมมากโดยเริ่มแต่วันที่ 4 ก.ย.52เป็นต้นมาไม่ยอมลด ได้ยาขับปัสสาวะแล้ว วันละ 1 เม็ด ก็ไม่ลดกลับบวมขึ้นเรื่อย ๆที่ท้องเกือบจะมานแล้ว เพราะรู้สึกอึดอัดมาก ช่วงเช้ามองที่กระจกพบสภาพตนเองเปลี่ยนไป มองเห็นคล้ายใยเส้นเลือดใหญ่ขึ้นโชว์ที่ผิวหน้าท้อง รบกวนสอบถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวผม มีวิธีแก้ไข/รักษาหรือไม่และควรปฎิบัติตัวอย่างไร ขอบพระคุณอย่างสูงครับ

ปิยะ สมรศาสตร์
Mon Oct 05 2009 19:36:19 GMT+0700 (ICT)

ผมขอคุณหมอวัลลภได้ประทานอนุญาตให้ผมได้ตอบปัญหาแทนเหมือนเดิมนะคร้าบ ขอขอบพระคุณครับ กรณีตามปัญหาของคุณจะเด็ดกระทู้ข้างต้นนี้ ผมมีความเห็นว่า อาการแทรกซ้อนของโรคตับแข็ง นอกจากคุณจะเริ่มมีอาการท้องมานแล้ว การทำหน้าที่ของไตคงจะเสียไปด้วย รีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจรับการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมและรับการรักษาที่ถูกต้องโดยด่วน มิฉะนั้นผลร้ายของโรคแทรกซ้อนจะตามมาอีกหลายโรค ในขั้นต้นนี้ควรให้แพทย์ทำการรักษาเพื่อลดอาการบวมน้ำไว้ก่อนเป็นปฐม และประการที่สำคัญควรต้องระมัดระวังเกี่ยวกับอาหารเค็ม อันต้องลดละให้มากที่สุด ควรรับประทานไข่ขาว 2-3 ฟองต่อวันเพื่อรักษาระดับโปรตีนในร่างกายให้เหมาะสม ส่วนข้อปฎิบัติสำหรับผู้ป่วยโรคตับแข็ง ผมขอแนะให้กลับไปอ่านกระทู้ข้างต้นซึ่งได้มีข้อชี้แนะให้ผู้ป่วยโรคนี้ได้ปฏิบัติอย่างถูกต้องอยู่แล้ว

Regards

ปิยะ สมรศาสตร์

alinkij
Wed Oct 07 2009 15:40:32 GMT+0700 (ICT)

เรียนคุณหมอ

คุณพ่อของหนูป่วยเป็นโรคตับ มีอาการดังนี้

alinkij
Wed Oct 07 2009 15:48:35 GMT+0700 (ICT)

เรียนคุณหมอ

คุณพ่อของหนูมีอาการป่วย คือ ก่อนหน้านี้ ปัสวะมีสีเหลือแดง หมอบอกว่าเป็นนิ่ว ในท่อปัสวะ

คุณหมอให้กินยาขับ ตอนฉี่ออกมามีก้อนแข็งๆ เท่าเม็ดถั่วเขียวหลุดออกมา ตอนนี้ก็เริ่มฉี่เป็นปกติแล้ว

แต่ว่าอาการที่น่า ส่งสัยคือ มีจุดสีแดงขึ้นตามตัวเหมือนกับผด แต่เป็นเม็ดใสๆสีแดง แล้วก็มีการปวดที่ท้องตรงบริเวณชายโครงด้าน

ขวา เท้าบวม กินข้าวไม่ค่อยได้ ไม่มีแรง น้ำหนักลด บางครั้งมีการเวียนศรีษะ ไม่ค่อยมีแรงบ่อยๆ แต่ที่เป็นประจำทุกวันตอนนี้คือ ปวดเจ็ดบริเวณชายโครงและท้องด้านขวา ไปตรวจเลือดแล้วหมอบอกว่าตับมีปัญหา ให้แค่ยาบำรุงตับมาอย่างเดียว

อาการอย่างนี้ใช่โรค ตับแข็งหรือเปล่าค่ะ หรือว่าจะเป็นถึงขั้นกับโรคมะเร็งตับหรือเปล่า แล้ววิธีการรักษาและดูแลร่างกายควรทำอย่างไรบ้างค่ะ รบกวนขอคำแนะนำจากคุณหมอด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ

ปิยะ สมรศาสตร์
Thu Oct 08 2009 00:35:20 GMT+0700 (ICT)

ในกรณีที่สงสัยว่าผู้ป่วยจะเป็นโรคตับแข็งหรือมะเร็งตับ และโรคไตหรือไม่ ควรส่งผู้ป่วยทำ CT-Scan ที่ตับและไต หลังจากนั้นควรเจาะเลือดผู้ป่วยเพื่อตรวจหาค่า อัลฟ่าfetoprotein และทำ liver function tests รวมทั้งการหาค่าของ Bun and Creatinine อีกทั้งการตรวจปัสสวะอย่างสมบูรณืแบบ ก็ยังเป็นสิ่งจำเป็นที่มิควรละเว้นเสียที่เดียว กรณีตามปัญหาผมเห็นว่า อาการคุณพ่อของน้องalinkij น่าจะเป็นโรคตับและโรคไต ในเวลาเดียวกันนะครับ คงต้องรอผลแล็ปและผลการตรวจต่างๆที่ได้แนะนำไป หลังจากนั้นค่อยมาพยากรณ์โรคกันอีกครั้ง ในระหว่างนี้ใคร่ขอแนะให้น้อง ช่วยกลับไปอ่านกระทู้ที่ 32 เพื่อให้น้องได้ปฏิบัติดูแลรักษาคุณพ่อ อย่างถูกต้องเสียก่อนนะครับ

ด้วยความปรารถนาดี

ปิยะ สมรศาสตร์

alinkij
Thu Oct 08 2009 12:30:30 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณค่ะ

หนูอ่านกระทู้ที่ 32 แล้ว แต่สงสัยว่า ที่หมอบอกว่าให้เสริมวิตามิน บี รวม และ Legalon ขนาด 140 มก. วันละ 3 ครั้งนั้น

ให้ซื้อจากร้านขายยามาทานได้เลย หรือว่าต้องรอให้หมอสั่งก่อนค่ะ และถ้าซื้อจากร้านขายยาทั่วไป จะบอกกับเขาว่าจะมาซื้ออะไรคะ มีอีกที่อยากถามคุณหมอ มีคนบอกว่าคนที่เป็นโรคตับให้กินน้ำหวาน เฮลลูบอย เยอะๆ จะช่วยให้ดีขึ้น เป็นเรื่องจริงหรือเปล่าค่ะ อ้อหนูลืมบอกอาการของพ่อหนูอีกอย่าง ว่าถ้าช่วงไหนที่พ่อมีอาการอ่อนเพีย พ่อก็จะมีอาการไข้มาแทรก หนาวๆ ร้อนๆ

แต่ก็ไม่ได้เป็นมาก ถ้าเรากินยาพาราหรือยาแก้ไข จะมีผลกระทบต่อหรือเปล่าคะ และถ้าพ่อมีอาการแบบนี้อีก ควรปฏิบัติตัวอย่างไรบ้างค่ะ ขอขอบคุณ คุณหมอมากค่ะ

ปิยะ สมรศาสตร์
Thu Oct 08 2009 18:23:41 GMT+0700 (ICT)

ขอตอบปัญหาแทนคุณหมอเช่นเคยนะครับ ผมอยากแบ่งปันความรู้ความเข้าใจทางการแพทย์และยา แก่สังคมส่วนรวมเผื่อมีแพทย์บางท่านได้อ่านกระทู้ตอบปัญหาของผมแล้ว อาจมีข้อโต้แย้งคัดค้านขึ้นบ้าง ความเห็นที่แตกต่างจะเป็นบ่อเกิดความรู้ความเข้าใจขึ้นใหม่ จักเป็นวิทยาทานแก่ผู้ป่วยและบุคคลทั่วๆไปอีกชั้นหนึ่ง

ปัญหาของน้องalinkij ขอตอบดังนี้คร้าบบ

1.การให้ผู้ป่วยโรคตับ เสริมวิตามิน บี รวม และ Legalon ขนาด 140 มก. วันละ 3 ครั้งนั้น สามารถหาซื้อทานตามร้านยา แล้วทานได้เลยครับ มีแต่ประโยชน์แก่ผู้ป่วย ผลข้างเคียงจากรายงานทางการแพทย์ยังไม่พบว่ามีผลกระทบต่อผู้ป่วยแต่ประการใด ขอแนะว่า ร้านยาเยื้องๆ รพ.ราชวิถี อนุสาวรีย์ชัยฯ มีขายกันกลาดเกลื่อนและราคาถุกกว่าร้านค้ายาทั่วๆไป เพราะเป็นราคาขายส่ง ส่วนจะเป็นร้านใหน ผมไม่ขอแนะ เดี่ยวจะเป็นที่ครหาว่าผมมีเอี่ยว แฮ่ะๆ

2. วิตามินบี ผมขอแนะเป็นชื่อการค้าว่า Essentiale ชนิดแค็ปซูลนะครับ ส่วน Legalon ขนาด 70 มกหรือ 140 มก ก็ได้ ( ผลิตในประเทศไทยจะถุกกว่าของนอกนะครับ คุณภาพพอๆกัน )

3.ส่วนความเชื่อว่าผู้ป่วยโรคตับให้กินน้ำหวาน เฮลลูบอย เยอะๆ จะช่วยให้โรคตับดีขึ้นนั้นผมขอเถียงคอเป็นเอ็นว่าไม่เป็นความจริงครับ แต่ช่วยให้เกิดพลังงานในร่างกาย หากทานมากๆ จะทำให้ผู้ป่วยอ้วนเอา ๆ นาคร้าบ และหากอ้วนมากๆขึ้น อาจทำให้ตับทรุดลงไปอีก เพราะความอ้วนจะทำให้เกิดไขมันพอกตับ ( fatty liver )

4.ผู้ป่วยโรคตับห้ามทานยา พาราฯติดต่อกันนานๆนะครับ มีผู้ป่วยหลายรายตับวายเพราะยาตัวนี้มาแล้วครับ

5.ให้ผู้ป่วยโรคตับแข็งปฏิบัติตามข้อชี้แนะซึ่งมีหลายกระทู้ข้างต้นแล้ว

ขอเอาใจช่วยให้หายจากโรคภัยไวๆนะครับ

ปิยะ สมรศาสตร์

alinkij
Fri Oct 09 2009 12:05:09 GMT+0700 (ICT)

ขอคุณมากค่ะ สำหรับคำแนะนำ

จากอาการของพ่อที่หนูได้เล่าให้คุณหมอฟัง คุณหมอคิดว่าพ่อของหนูป่วยเป็นโรคตับอยู่ในช่วง

ระยะไหนค่ะ แล้วถ้าเราปฏิบัติตัวตามที่หมอสั่ง รับประทานยาและกินอาหารที่ถูกต้อง จะมีโอกาสหายหรือเปล่าค่ะ

แล้วโรคนี้เป็นกรรมพันธ์หรือเปล่า เพราะว่าปู่ของหนูก็เป็นโรคนี้เหมือนกัน มีอาการคล้ายกันมากเลย ตอนแรกที่ปวดท้อง

ก็คิดว่าเป็นโรคกระเพาะ แต่พอไปตรวจจริงๆ แล้วรู้ว่าเป็นโรคตับก็อยู่ได้ไม่กี่เดือน เอง ก็เสียชีวิตลง หนูกลัวว่าพ่อของหนู

จะเป็นแบบนั้น

มีเฮียง
Fri Oct 09 2009 12:36:00 GMT+0700 (ICT)

คุณแม่เป็นตับแข็งมีอาการขาและท้องบวมมีการเจาะน้ำมาตรวจแล้วไม่ติดเชื้อตรวจเลือดไตก็ยังดีอยู่แต่คุณหมอนัด14ตุลาอยากถามว่าคุณแม่จะรักษาได้ไหม(อุลตาซาวมีก้อนเนื้อด้วย)

Fri Oct 09 2009 19:09:07 GMT+0700 (ICT)

ขออนุญาตตอบปัญหากระทู้ที่ 52 และ 53 รวมกัน โดยตอบปัญหาแทนคุณหมอเช่นเคยนะครับ ซึ่งขอตอบรวมกันไป

กระทู้ที่ 52 ขอตอบดังนี้

1.ไม่อาจตอบได้ว่า คุณพ่อของน้อง เป็นโรคตับในช่วงใหน จนกว่าจะได้ทราบผลการตรวจทั้งหมดเสียก่อน ในกระทู้ที่ 49

2.หากผู้ป่วยเป็นโรคตับแข็ง ไม่มีโอกาสหายขาดครับ ตับในส่วนที่แข็งแล้วจะแข็งไปเลยครับ ในส่วนที่เนื้อตับยังไม่เสียหายก็ควรรักษาประคับประครองไว้ให้ดีตามข้อชี้แนะในกระทู้ข้างต้นๆซึ่งได้แนะนำให้ผู้ป่วยได้ปฏิบัติให้ถูกต้องอยู่แล้วคร้าบ

3.โรคนี้ ไม่มีรายงานทางการแพทย์ว่าเป็นโรคกรรมพันธ์น่ะครับ ซึ่งต่างจากโรคเลือดบางชนิด โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง

กระทู้ที่ 53 ขอตอบดังนี้

1. ถ้าคุณแม่เป็นโรคตับแข็งเพียงอย่างเดียว การรักษาคงต้องรักษาผู้ป่วย แบบประคับประครองให้ผู้ป่วยมีอายุยาวนานไปอีกหลายๆปี โดยให้โภชนาการอาหารที่ดีและเหมาะสมซึ่งมีข้อแนะนำไว้แล้วในกระทู้ ที่27 และ 32

2. จากการทำอัลตร้าซาวน์พบก้อนเนื้อที่ตับด้วยนั้น คงต้องส่งผู้ป่วยพบแพทย์เพื่อทำการตรวจวิจฉัยก้อนเนื้อนั้นต่อไปว่าเป็นมะเร็งตับหรือไม่ อาจทำการเจาะตับเพื่อตัดชิ้นเนื้อนั้นๆออกมาพิสูจน์กัน นอกจากนี้หากไม่อยากให้ผู้ป่วยเสี่ยงต่อการที่ตับเลือดออกไหลไม่หยุดหลังการตัดชิ้นเนื้อแล้ว ผมขอแนะให้ผู้ป่วย ไปพบแพทย์เพื่อทำ MRI ที่ตับไปพลางๆก่อนก็ได้ เพราะอันตรายของการตัดชิ้นเนื้อที่ตับ หากแพทย์ไม่ชำนาญพอผู้ป่วยอาจเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้นาครับ

ขอให้โชคดีนะครับ

ปิยะ สมรศาสตร์

เอ
Sat Oct 10 2009 11:16:54 GMT+0700 (ICT)

แฟนเราเป็นไวรัสตับอักเสบอี เราจะมีโอการติดมากน้อยเเค่ใหน แล้วเรารับประทานวิตามินessentiale แล้วฉี่จะเหลืองหรือเปล่า ทำยังไรเราถึงจะรู้ว่าเราติดไวรัสอีหรือเปล่า

ขอขอบคุณ คุณหมอล่วงหน้าค่ะ

ปิยะ สมรศาสตร์
Sat Oct 10 2009 14:58:34 GMT+0700 (ICT)

สำหรับปัญหาไวรัสตับอักเสบอีนั้น ผมคงต้องขออนุญาตคุณหมอประเสริฐ ทองเจริญหน่อยนะคร้าบ

สำหรับปัญหาไวรัสตับอักเสบอีนั้น ผมขอตอบดังนี้

จากการศึกษาของบ้านเราทางระบาดวิทยา ทำให้ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ว่าตับอักเสบชนิด Non - A , Non- B นั้นมีอยู่ ๒ ประการกล่าวคือ ประการที่หนึ่งจะติดต่อแพร่โรคโดยการได้รับเลือด ผลิตภัณฑ์เลือด หรือโดยการใช้เข็มกระบอกฉีดยาร่วมกันในกลุ่มฉีดยาเสพติด ซึ่งเรียกชื่อภาษาอังกฤษในทางการแพทย์ว่า "พาร์เอนเตอรัล"นั้น ได้รับการจำแนกในเวลาต่อมาว่าเป็นตับอักเสบ ซี สำหรับอีกรูปแบบหนึ่ง พบว่าอาจระบาดอยุ่ตามชุมชนเล็ก ๆ หรือ "สปอราดิก"และการแพร่โรคเกิดขึ้นโดยการกินหรือที่เรียกว่า"เอนเตอริก" หรือตับอักเสบ อี นั่นเอง

ในปี พ.ศ. ๒๕๓๐ ได้มีการทดลองถ่ายเชื้อ "ไวรัสตับอักเสบ อี" ที่ได้จากมนุษย์ไปยังลิงเป็นผลสำเร็จและเชื้อที่ก่อโรคพบว่าเป็น"อนุภาคที่คล้ายไวรัส" ขนาดประมาณ ๒๗๓๔ นาโนเมตร มีคุณสมบัติทางเคมีเป็น อาร์เอ็นเอ เซรุ่มที่ได้จากผู้ที่ป่วยเป็นโรคตับอักเสบชนิดไม่ใช่เอ ไม่ใช่บี ชนิดที่ติดต่อโดยการกินนี้เมื่อนำไปทำปฏิกิริยากับ "อนุภาคที่คล้ายไวรัส" ดังกล่าวพบว่าทำปฏิกิริยาจำเพาะต่อกัน ในขณะนี้ข้อมูลบ่งชี้ว่า อนุภาคดังกล่าวนั้นอาจจะจัดไว้ได้ในกลุ่มของ "คัลลิซิไวรัส" (CALICIVIRUS) แต่ก็มีลักษณะบางอย่างที่ใกล้ชิดกับเอนเตโรไวรัส-๗๒ หรือไวรัสตับอักเสบ เอ ด้วย

ไวรัส อี นี้ ได้ให้เกิดการระบาดของโรคตับอักเสบในวัยหนุ่มสาวและผู้ใหญ่วัยกลางคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่กำลังพัฒนา เช่น ปากีสถาน อินเดีย พม่า เม็กซิโก เนปาล ระยะฟักตัวประมาณ ไม่น่าจะเกิน ๖ สัปดาห์ เป็นที่น่าสังเกตว่า หากหญิงตั้งท้อง เป็นโรคตับอักเสบชนิดนี้อัตราตายอาจสูงถึงร้อยละ ๒๐ สำหรับในคนทั่ว ๆ ไปอัตราตายจากตับอักเสบ อี มีเพียงร้อยละ 2% เท่านั้น

สำหรับคำถามที่ว่าไวรัสตับอักเสบ อี จะติดโดยทางอื่น ๆ นอกจากทางการรับประทานอาหารหรือนำดื่มหรือไม่ และเมื่อเป็นแล้วจะเป็นพาหะอมโรคหรือไม่ หรือจะกลายเป็นตับอักเสบเรื้อรังหรือไม่นั้น ข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบันยังไม่สามารถที่จะยืนยันได้ จำเป็นจะต้องศึกษาวิจัยเพิ่มเติมอีกต่อไปครับผม

สำหรับคำถามต่อมาที่ว่า การรับประทานวิตามินessentiale แล้วฉี่จะเหลืองหรือเปล่า นั้น ขอตอบได้ว่า วิตามินตัวนี้โดยปรกติเมื่อทานแล้ว จะทำให้ฉี่เหลืองขึ้นถือเป็นเรื่องปรกติครับ

มีเฮียง
Mon Oct 12 2009 10:16:53 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณมากค่ะที่ตอบ แต่อยากถามว่าถ้าปฎิบัติตามแล้วอาการจะดีขึ้นภายในกี่เดือนเช่นการบวม คุณหมอให้ยาขับปัสสวะมาบอกว่าให้น้ำหนักลดวันละครึ่งโลแต่ก็ลดไม่ถึง ไม่เป็นไรใช่ไหม ส่วนอย่างอื่นรอพบหมอศิริราชก่อนจะต้องเอาแผ่น(อัลตาซาว)ไปให้ดูด้วย ถามเพิ่มก็คือคุณแม่ยังเป็นไม่มากใช่ไหมใจไม่ดีเลย ให้คุมอาหารก่อนเลย(กินเจ)ได้ใช่ไหมแต่ไม่มันไม่ทอดไม่เค็ม ก้อนเนื้อที่ว่าคุณหมอ(อุล)บอกว่ามีแต่เราไม่รู้ไง ว่าต้องถามก้อนเนื้ออยู่ตำแหน่งไหนทีนี้รู้แล้วว่าต้องถามยังไง

ปิยะ สมรศาสตร์
Mon Oct 12 2009 14:01:57 GMT+0700 (ICT)

ก้อนเนื้อที่พบบริเวณตับ หากตรวจแล้วแพทย์จะบอกตำแหน่งให้ทราบเองครับ แต่ไม่สำคัญเท่ากับที่ทราบว่า เป็นเนื้อร้าย ( มะเร็ง ) หรือไม่ หากพบว่าเป็นเช่นนั้น อาการของผู้ป่วยมีแต่จะค่อยๆทรุดลงนะครับ ไม่อาจตอบได้ว่าจะดีขึ้นในกี่เดือน เพราะต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างๆเช่น การปฎิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ ในการรักษาด้วยยา เคมี หรือ การผ่าตัด รวมทั้งการฉายแสง ตลอดจน การดูแลอย่างเต็มที่และถูกต้อง ในเรื่องของโภชนาการ การทานอาหาร หรือการละเว้นยาที่มีผลต่อตับบางชนิด คงต้องอาศัยระยะเวลาในการดูแลรักษาผู้ป่วย จักเป็นการช่วยยืดอายุให้ยืนยาวต่อไป หากเป็นมะเร็งตับจริง และเป็นระยะแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นๆแล้ว ผมคงต้องขอให้ญาติๆผู้ป่วยทำใจนะครับ เพราะผู้ป่วยคงมีชีวิตไม่ยืนยาวนัก

ขอเอาใจช่วยนะครับ

ปิยะ สมรศาสตร์

ปิยะ สมรศาสตร์
Tue Oct 13 2009 19:39:42 GMT+0700 (ICT)

ก่อนอื่น ผมต้องขอประทานโทษ และขอกราบขอบพระคุณ คุณหมอ วัลลภ พรเรืองวงศ์ ที่ได้สละเนื้อที่ในกระทู้ ให้ผมได้มีโอกาส

แสดงความคิดเห็น และได้แบ่งปันความรู้ความเข้าใจ ทางการแพทย์ เพื่อเป็นวิทยาทานแก่สาธารณชนทั่วๆไป มาเป็นเวลานาน ผมขอกราบขอบพระคุณ คุณหมอวัลลภมาอักคำรบหนึ่งนะครับ

ด้วยความเคารพยิ่ง

ปิยะ สมรศาสตร์

ปิยะ สมรศาสตร์
Tue Oct 13 2009 19:41:01 GMT+0700 (ICT)

ก่อนอื่น ผมต้องขอประทานโทษ และขอกราบขอบพระคุณ คุณหมอ วัลลภ พรเรืองวงศ์ ที่ได้สละเนื้อที่ในกระทู้ ให้ผมได้มีโอกาส

แสดงความคิดเห็น และได้แบ่งปันความรู้ความเข้าใจ ทางการแพทย์ เพื่อเป็นวิทยาทานแก่สาธารณชนทั่วๆไป มาเป็นเวลานาน ผมขอกราบขอบพระคุณ คุณหมอวัลลภมาอักคำรบหนึ่งนะครับ

ด้วยความเคารพยิ่ง

ปิยะ สมรศาสตร์

กลอย
Wed Oct 14 2009 12:54:44 GMT+0700 (ICT)

อยากทราบว่าอาการของโรคตับแข็งในเด็กทารกมีสาเหตุมาจากแม่ใช่หรือไม่เนื่องจากตอนที่ท้องกินเบียร์ ทุกวันวันละหลายๆขวดในปัจจุบันคลอดน้องออกมาได้ 3 เดือนแล้วหมอต้องทำการผ่าตัดท่อน้ำดีเนื่องจากอุดตันและเป็นตับแข็ง จึงอยากทราบว่าสาเหตุของโรคนี้มาจากตัวแม่ไช่หรือไม่

ปิยะ สมรศาสตร์
Wed Oct 14 2009 14:44:14 GMT+0700 (ICT)

ความผิดปรกติของมารดาก็เป็นปัจจัยสำคัญต่อโรคตับในเด็กทารกได้อาทิ เช่น โรคไวรัสตับอักเสบชนิด บี และ ซี โรคเบาหวาน โรควิลสัน รวมทั้งการติดเชื้ออักเสบขณะตั้งตรรภ์ เหล่านี้จะมีผลต่อโรคท่อน้ำดีของเด็กทารกตีบตัน ซึ่งจะทำให้สารสีเหลืองเกิดการคั่งในตัวเด็กทารก อันเป็นสาเหตุหนึ่งทำให้ทารกเป็นโรคตับแข็งได้ ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆเช่นการดื่มเบียร์เป็นประจำในขณะตั้งครรภ์ อาจเป็นสิ่งชักนำทำให้เกิดความผิดปรกติในเด็กทารกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่จากรายงานทางการแพทย์ ผมค้นคว้าดูแล้ว เห็นว่ายังไม่มีรายงานเรื่องที่ถามมานี้แต่ประการใด และโดยทั่วไปหญิงตั้งครรภ์ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ การดื่มแอลกอฮอลล์ แต่ยังพบว่าเด็กทารกที่เกิดมาก็ยังมีความผิดปรกติ ของท่อน้ำดี และเกิดโรคตับได้เช่นเดียวกัน

สิ่งที่อยากเน้นให้ประชาชนทั่วไปทราบคือ เด็กทารกที่มีความผิดปกติของท่อน้ำดี เช่น โรคท่อน้ำดีตีบตันมักมาพบแพทย์ช้า เพราะพ่อแม่คิดว่าเกิดจากเด็กรับประทานนมแม่และมักได้รับคำแนะนำจากญาติผู้ใหญ่หรือเพื่อนบ้านให้นำเด็กไปตากแดดหรือให้เด็กดื่มน้ำมากๆ โรคท่อน้ำดีตีบตันต้องรักษาด้วยการผ่าตัดภายในอายุ 2 เดือน เพื่อไม่ให้ตับเกิดการอักเสบรุนแรงขึ้นจนกลายเป็นตับแข็ง ส่งผลให้เด็กเสียชีวิตภายในอายุ 2 ปี จะเห็นได้ว่าถ้าประชาชนทั่วไปรู้จักโรคตับในเด็กดีขึ้น และพาเด็กมาพบแพทย์เพื่อรับการรักษาอย่างทันท่วงที จะทำให้เด็กหายจากโรคตับหรือมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้

ปิยะ สมรศาสตร์

goy
Fri Oct 16 2009 11:44:46 GMT+0700 (ICT)

ถ้าเราจะไปหาหมอเพื่อตรวจว่าเราเป็นไวรัสตับอักเสบอี ได้หรือเปล่า??? แล้วกี่วันถึงจะรู้ผล???

ปิยะ สมรศาสตร์
Fri Oct 16 2009 12:26:55 GMT+0700 (ICT)

พบว่ามีโรงพยาบาลเอกชนเพียงแห่งเดียว คือโรงพยาบาลกรุงเทพฯ ยกเว้นโรงพยาบาลของรัฐนะครับ การตรวจ Hepatitis-E

Virus - IgG และ IgM ใช้เวลาแค่วันเดียวรู้ผลเลยครับ

ปิยะ สมรศาสตร์

ดำรงค์
Fri Oct 16 2009 17:06:38 GMT+0700 (ICT)

ผมเคยดื่มเหล้ามานาน เพิ่งเลิกทานไม่นานมานี้เอง ไม่เคยไปหาหมอมาก่อนแต่จู่ๆทำไมแขนขาซ้ายผมเริ่มอ่อนแรง

ลุกขึ้นเดินไม่ได้เลยครับ ตอนแรกก็พูดไม่ค่อยได้ พอวันรุ่งขึ้นกลับเป็นปรกติ ขอถามคุณหมอว่ามันเกี่ยวกับตับหรือเปล่าครับ เพราะผมหยุดทานเหล้าแล้ว

Fri Oct 16 2009 22:46:08 GMT+0700 (ICT)

อาการของคุณน่าจะเกี่ยวกับโรคทางสมอง (Transient Ischemic Attacks) ) มากกว่านะครับ ไม่เกี่ยวกับโรคตับแต่ประการใด แต่เป็นเรื่องน่าห่วงเป็นอย่างยิ่ง หากคุณปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ดำเนินการใดๆ จึงขอแนะนำให้คุณปฏิบัติดังนี้ครับ

1 รีบไปพบแพทย์ทางด้านอายุรกรรมประสาทและสมองโดยด่วน เพื่อทำ MRI สมองในขั้นต้น

2. ทำ MRA - Carotid หลอดเลือดแดงบริเวณลำคอ

3. ตรวจหัวใจ ด้วยวืธี echocardiogram

4. เจาะเลือดเพื่อตรวจหา ค่าlupus โปรตีนเอส โปรตีนซี Homocystein , Factor V Leiden , ESR , VDRL , ANA ,ANti-DNA ,Anti

Cardiolipin IgG อีกทั้งการตรวจ ไขมันในเลือด CBC PTT ก็ยังเป็นสิ่งจำเป็นที่จะละเลยเสียมิได้ การปล่อยปละละเลย ไม่หาสาเหตุเพื่อป้องกันมิให้เกิด Stroke ในรอบใหม่ที่อาจเกิดขึ้นได้อีก จักทำให้คุณเสี่ยงต่อความพิการทางสมอง เกิดอัมพฤกษ์หรืออัมพาตได้ในที่สุด คุณยังโชคดีที่เกิดอาการทางสมองชั่วคราว ( TIA ) เท่านั้น ในระยะนี้ควรทานยา แอสไพริน ขนาด 100 มก หรือ clopidogrel ขนาด 75 มก ไปพลางๆก่อนจนกว่าจะทราบผลการตรวจรักษาทั้งหมด อย่าลืมไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านstroke ด่วนด้วยครับ ด้วยความห่วงใย ปิยะ สมรศาสตร์

ดำรงค์
Wed Oct 21 2009 09:48:40 GMT+0700 (ICT)

ขอบพระคุณมากครับที่กรุณาให้คำแนะนำ ลืมบอกว่าที่แนะนำมาผมไม่สามารถทำได้ครับ ผมมีปัญหาค่าใช้จ่ายเพราะตอนนี้

ธุรกิจผมเจ๊งไปหมดแล้ว และแฟนผมคบกันมา4 ปีแล้วก็ทิ้งผมไป ผมเคยช่วยเหลือเค้าซื้รถ ซื้อบ้านเมืองเอกให้ 1 หลัง พอผมหมดตัว เค้าไม่ยอมให้ผมยืมเงินไปหาหมอรักษาเลยครับ ผมเคยถามค่าใช้จ่ายที่โรงพยาบาล พระราม 9 ว่า เท่าไร ( ตามที่คุณปิยะ แนะนำมาให้ตรวจข้างต้นนี้ ) รพ. เค้าบอกมา เฉพาะค่าตรวจก็ปาเข้าไปประมาณ 55,000 บาทแล้วครับ อย่างนี้ผมปล่อยให้ตายไปเลยดีกว่า ผมไปร้านยาที่คุณปิยะแนะนำให้ทานยา แอสไพริน 100 มก ผมเลยซื้อตัวนี้ทานมาหลายวันแล้ว แต่ผมไม่มีปัญญาซื้อยา

clopidogrel ขนาด 75 มก เพราะแพงมากแผงนึง 14 เม็ด 1000 กว่าบาท ตั้งแต่ทานแอสไพรินที่คุณปิยะแนะนำมา อาการผมหายดีขึ้นมากๆเลยครับ เวลานี้ผมไม่เป็นอะไรแล้ว ผมขอกราบขอบคุณมา ณ โอกาสนี้นะครับ

มีเฮียง
Thu Oct 22 2009 13:25:24 GMT+0700 (ICT)

สวัสดัค่ะวันนี้(22/10/52) พาคุณแม่ไปทำ CT-SEANมาแล้วนัดฟังผล28/10/52แต่ไม่ได้พบหมอตรวจ ถามว่าวันฟังผลต้องให้คุณแม่อดอาหารเผื่อเจาะเลื่อดใช่ไหมค่ะแล้วต้องให้ตรวจปัสสะวะด้วยใช่ไหม

ปิยะ สมรศาสตร์
Thu Oct 22 2009 17:41:56 GMT+0700 (ICT)

ผู้ป่วยคงต้องงดน้ำ และอาหาร เฉพาะรับการตรวจด้วยวิธี CT-SCAN เท่านั้น เพราะต้องทำ contrast media (ฉีดหรือทาน สารทึบแสง ) ถ้าแพทย์ไม่ได้สั่งเจาะเลือด เพื่อตรวจหา ไขมัน หรือ น้ำตาล ในเลือด ก็ไม่จำเป็นต้องงดอาหารในวันฟังผลแต่ประการใด การตรวจปัสสวะ ไม่มีข้อจำกัดงดอาหารใดๆก่อนตรวจ

ปรกติ จะทราบผลการตรวจ CT-SCAN ภายใน 2-3 ชั่วโมงภายหลังการตรวจเท่านั้น ผลตรวจของคุณแม่ทำไมนานจัง

alinkij
Mon Oct 26 2009 10:53:52 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะคุณหมอ

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาพาคุณพ่อไปตรวจเลือดอีกครั้ง หมอบอกว่าเอ็นไซด์ในเลือดของพ่อลดลง (ไม่แน่ใจว่าเรียกถูกหรือเปล่า)

แต่ยังมีน้ำอยู่ในช่องท้อง ทำให้อาการของพ่อดีขึ้น น้ำหนักก็ขึ้น รับประทานอาหารได้ ดูพ่อหน้าตาแจ่มใสขึ้น แต่พ่อเป็นอีกอย่างคือ นิ่วในกระเพาะปัสวะ หมอให้ยาระลายนิ่วไปรับประทาน และก็ให้เป็นกระดาษคอยวัดระดับของสี ฉี่ ของเรา แต่ว่า ระดับสีปัสวะของพ่อ ยังอยู่ในสีเข้ม อยากรู้ว่าตัวที่วัดสีฉี่นี้ เป็นตัววัดนิ่วอย่างเดียว หรือว่าวัดระดับของตับเราด้วยหรือเปล่าค่ะ ตอนนี้หลังจากหมอนัดตรวจเลือด ผ่านมาได้ประมาณ 2 สัปดาห์ พ่อเริ่มบ่นว่าทานข้าวไม่อร่อย และตอนกลางคืนก็นอนไม่หลับด้วย ที่สำคัญ

พ่อมีอาการคัน ที่อัญฑะ และก็ยังมีเจ็บบริเวณ ท้องด้านขวา เล็กน้อย แต่ไม่ได้เจ็บทุกวัน อาการที่เล่ามาจะเกี่ยวกับพิษของโรคตับหรือเปล่า และคุณหมอมีวิธีแนะนำเรื่องนอนไม่หลับหรือเปล่า ขอขอบพระคุณมากค่ะ

alinkij
Mon Oct 26 2009 11:02:07 GMT+0700 (ICT)

อ้อ ลืมบอกคุณหมอไปว่า ก่อนหน้านี้พ่อมีตุ่มแดงๆ ขึ้นตามตัวเหมือนตุ่มผด เป็นตุ่มใสๆ สีแดง

แต่ตอนนี้ ตุ่มที่ว่านั้น หายไปหมดแล้ว แสดงว่าตับของพ่อดีขึ้นหรือเปล่าค่ะ

ปิยะ สมรศาสตร์
Tue Oct 27 2009 12:19:53 GMT+0700 (ICT)

กระดาษทดสอบปัสสวะ ดังกล่าวไม่แน่ใจว่าจะใช่ .STRIP TEST... หรือเปล่า เท่าที่ทราบยังไม่มีการวิจัยหรือค้นพบวิธีตรวจ นิ่ว หรือ ตับด้วยวิธีใช้กระดาษทดสอบปัสสวะดังที่ได้แจ้งมา

ค่าเอ็นไซม์ของตับ แม้จะลดลงในผู้ป่วยโรคตับแข็ง แต่ไม่อาจอนุมานได้ว่า สภาพตับดีขึ้นมากน้อยเพียงใด ผู้ป่วยโรคตับแข็งในบางครั้งค่าของเอ็นไซม์ตับจะแกว่งตัวได้บ้าง ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับภาวะ ทุพโภชนาการ และยาบางตัวที่มีผลต่อตับเป็นสำคัญ การกำจัดน้ำในช่องท้องของผู้ป่วยได้เร็วมากเพียงใด จักเป็นผลดีของผู้ป่วยได้มากขึ้นเพียงนั้น ปรกติผู้ป่วยโรคตับแข็งมักมีอาการของโรคไตร่วมด้วย ดังนั้นอาการนอนไม่หลับควรคำนึงถึงโรคไตเป็นปฐมเหตุ อีกทั้งผู้ป่วยโรคตับและไตจะมีอาการคันทั่วร่างกายได้ ไม่จำเพาะบริเวณใดบริเวณหนึ่ง

ตุ่มแดงดังกล่าว ไม่แน่ใจว่า ใช่จุดแดงแมงมุมหรือไม่เพราะไม่ได้เห็นด้วยตาเปล่า จึงไม่อาจให้ข้อคิดเห็นได้ครับ

alinkij
Tue Oct 27 2009 13:46:18 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณค่ะ แล้วการที่จะกำจัดน้ำในช่องท้อง จะทำได้โดยวิธีใดบ้างค่ะ แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าสภาพตับของเราดีขึ้นมากน้อยเพียงใด จากอาการที่ดิฉันเล่าให้คุณหมอฟัง คุณหมอคิดว่าคุณพ่อดิฉัน ป่วยอยู่ในขั้นไหนค่ะ

ปิยะ สมรศาสตร์
Tue Oct 27 2009 17:26:27 GMT+0700 (ICT)

ขออนุญาตคุณหมอวัลลภออกความเห็นเช่นเคยนะครับ ในฐานะประชาชนผู้ชอบการค้นคว้า และศึกษาการแพทย์ด้วยตนเองมาเป็นเวลานาน

การรับประทานยาขับปัสสวะอาจช่วยให้ผู้ป่วยดีขึ้นในระยะแรก แต่วิธีการใส่ท่อระบายน้ำในช่องท้องเข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิต (peritoneovenous shunt) อย่างถาวรก็เป็นวิธีที่จะช่วยแก้ไขปัญหาความทุกข์ทรมานของผู้ป่วยจากภาวะน้ำในท้องได้เป็นอย่างดี ส่วนภาวะโรคแทรกซ้อนจากการผ่าตัดก็พบได้น้อยมาก จึงเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งหนึ่งในการบำบัดรักษาผู้ป่วย ascites

ไม่อาจพยากรณ์โรคตับแข็งให้ได้ครับ จนกว่าจะทราบข้อมูลอื่นๆในการรักษาของแพทย์ รวมทั้งการทำ CT SCAN ก็เป็นปัจจัยหนึ่งในการประกอบการวินิจฉัย

alinkij
Wed Oct 28 2009 09:12:03 GMT+0700 (ICT)

การที่เราทำ อัลตราซาว เพื่อดูสภาวะตับของเรา นั้น จะมีผลกระทบข้างเคียงหรือเปล่าค่ะ

Wed Oct 28 2009 09:13:25 GMT+0700 (ICT)

การที่เราทำ อัลตราซาว เพื่อดูสภาวะตับของเรา บ่อยๆ นั้นจะมีผลกระทบข้างเคียงอย่างอื่นหรือเปล่า ค่ะ

ปิยะ สมรศาสตร์
Wed Oct 28 2009 09:45:36 GMT+0700 (ICT)

ไม่มีผลกระทบใดๆครับ ขอย้ำว่าการตรวจอัลตร้าซาวด์นั้น คือการตรวจโดยใช้คลื่นเสียงความถี่สูง คลื่นเสียงนี้ไม่ก่อให้เกิดอันตรายใดๆ ทั้งสิ้นในระดับความถี่และปริมาณที่ใช้อยู่ในทางการแพทย์ จึงเป็นที่ใช้กันอย่างกว้างขวางในการตรวจเบื้องต้น นอกจากจะไม่เป็นอันตรายแล้ว ยังทำการตรวจได้โดยผู้ป่วยไม่รู้สึกเจ็บปวดบริเวณที่ตรวจอีกด้วยนะครับ

alinkij
Thu Oct 29 2009 08:14:48 GMT+0700 (ICT)

เมื่อวานพาคุณพ่อ ไปทำอัลตร้าซาวด์ มา หมอบอกว่าตับของพ่อ เริ่มหยาบและเริ่มเป็นตับแข็ง อยู่ในช่วงปานกลาง

ม้ามโตเล็กน้อย ไตยังคงปกติอยู่ หมอบอกว่าตับของพ่อที่เสียยังไม่มากเท่าไหร่ยังไม่ใช่ระยะแรกและก็ไม่ใช่ระยะสุดท้าย

อยู่ในช่วงกลาง ถ้าเราดูแลตัวเองดี และทานยาตามที่หมอสั่ง ตับก็อาจฟื้นตัวกลับมาใหม่ได้ ยาที่หมอให้มา ก็มี ยาบำรุงตับ

กับยารักษาตับ แต่ว่าจำชื่อตัวยาไม่ได้ คุณหมอคิดว่าอย่างไรค่ะ เกี่ยวอาการของคุณพ่อ คุณพ่อจะมีโอกาสหายเป็นปกติ

ได้หรือเปล่าค่ะ

ปิยะ สมรศาสตร์
Thu Oct 29 2009 17:22:51 GMT+0700 (ICT)

การฟื้นฟูตับจักกระทำได้เฉพาะเนื้อตับในส่วนที่ยังดีอยู่ ส่วนเนื้อตับที่แข็งแล้วไม่อาจที่จะฟื้นฟูให้กลับมาดีเช่นเดิมได้ครับ

เข้าใจว่า แพทย์ที่ทำการรักษา จะพยายามเยียวยาและฟื้นฟูตับในส่วนดี มิให้มีอุบัติการณ์เลวลง ผู้ป่วยโรคตับแข็งควรปฎิบัติตามคำแนะนำ ของแพทย์อย่างต่อเนื่อง และสม่ำเสมอ จักทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นและยืนยาวมากขึ้นนะครับ

deka
Sat Oct 31 2009 05:03:42 GMT+0700 (ICT)

กราบเรียน คุณหมอวัลลภ พรเรืองวงศ์ หรือผู้มีจิตเมตตา

กระผมมีปัญหาสุขภาพจะเรียนถามคุณหมอดังนี้ครับ

1. กระผมปวดแขนซ้ายแต่ไม่คันเป็นประจำ แทบทุกปี ช่วงเข้าหน้าหนาวประมาณ 4 ปีแล้วครับ ชาวบ้านเรียกประดง บางคนว่าพยาธิตัวจี๊ด พอไปพบหมอให้ยาแก้อักเสบ แก้ปวด เพราะหมอว่าเป็นกล้ามเนื้ออักเสบ ทั้งๆที่ผมไม่ได้ใช้งานหนัก แต่พอกินยาพบว่ามันนานหายมาก คือ 2-3 สัปดาห์ แต่พอไปซื้อยาแก้โรคประดงมากิน ใช้เวลา 2 วันก็หาย แต่ไม่นานก็เป็นอีก ครับ กระผมขอกราบเรียนถามคุณหมอในอาการแรกว่าผมเป็นโรคอะไรครับ วิธีรักษาทำอย่างไรครับ

2. กระผมดื่มสุราเป็นเวลา 14 ปีแล้ว แต่ไม่ใช่ประเภทบุกหนักนะครับ เป็นบางโอกาส เฉลี่ยเดือนละ 7 วันครับ ตามสังคมข้าราชการชายทั่วไป และทุกวันนี้ผมเรียนเพิ่มเติม เวลาพักผ่อนน้อย เมื่อเดือนที่แล้วผมตื่นขึ้นมาสังเกตเห็นจุดดำๆบนหน้าผากขวา เหมือนรอยคล้ายไฟไหม้ ขนาดประมาณ 0.5 ซ.ม. แต่ไม่เจ็บแสบใดๆเลย วันถัดๆมา มีอาการคันบริเวณใบหน้าจึงเกา ปรากฏว่า เกิดเป็นรอยคล้ำๆ ซึ่งมันผิดปกติในตัวผมมากเลยครับ พอวันถัดมาจุดบนหน้าผากผม มีวี่แววว่าจะลุกลาม เป็นรอยคล้ำขนาดโตกว่าเดิมเส้นผ่านศก. 2 ซ.ม. ผมขอรบกวนเรียนถามคุณหมอว่า กระผมเป็นโรคผิวหนังเนื่องจากแก่ตัว หรือว่า ผมมีอาการโรคตับหรือเปล่าครับ ขอรบกวนเรียนถามในฐานะผู้ป่วย และขอขอบพระคุณในความกรุณาครับ

ปิยะ สมรศาสตร์
Sat Oct 31 2009 16:42:38 GMT+0700 (ICT)

ขออนุญาตออกความเห็นเช่นเคยครับ

กรณีตามปัญหาอาการปวดแขนซ้าย เป็นเวลานานหลายปี คงต้องหาสาเหตุให้ได้ก่อนนะครับ การทายาระงับปวดเป็นการรักษาที่ปลายเหตุ และต้องทานยากันตลอดไป ซึ่งอาจเป็นผลร้ายแก่ผู้ป่วยมากกว่า โดยเฉพาะอาการตกเลือดในระบบทางเดินอาหาร อันเป็นโรคแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายแก่ผู้ป่วยที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

ขอให้ข้อสังเกตุเพิ่มเติมจากแพทย์ผู้ทำการรักษาให้แก่ผู้ป่วยโรคนี้ดังนี้

1. ผู้ป่วยควรรับการตรวจเพิ่มเติมว่า เป็นโรคหมอนรองกระดูกคอทับเส้นประสาท หรือไม่

2. ตรวจเลือดผู้ป่วย หา VDRL เพื่อดูว่าอาการกล้ามเนื้ออักเสบ มีสาเหตุจากปลายประสาทอักเสบจากเชื้อ ซิฟิลิสหรือไม่

3. ถ้าผู้ป่วยมีอาการ เจ็บหน้าอก ปวดหัวไหล่ร่วมด้วย และปวดร้าวลงมายังบริเวณแขนซ้าย การตรวจว่าผู้ป่วยเป็นโรคหัวใจ หรือไม่ก็ยังเป็นสิ่งที่จำเป็นอันไม่ควรมองข้ามไป

จากอาการที่เล่ามาพอสังเขป คงอนุมานได้ว่า ไม่น่าจะเกิดจากพยาธิตัวจี๊ดนะครับ นอกจากจะปรากฎเพิ่มเติมว่า มีรอยบวมแดง ตึงๆตามผิวหนัง หรือมีอาการคัน หรือ ปวดจี๊ดๆ เฉพาะแห่งหรือแห่งใดแห่งหนึ่งของร่างกายนะครับ

อาการคันบริเวณหน้าผาก อาจเป็นโรคผิวหนังอย่างใด อย่างหนึ่ง คงไม่ใช่อาการของผู้ป่วยโรคตับ แต่อย่างไรก็ดี การ ดื่มสุรา เป็นครั้งคราว ก็ไม่น่าจะทำให้เกิดโทษมากมายนัก หากการดื่มแต่ละครั้ง มีปริมาณไม่มากจนเกินพอดี

alinkij
Mon Nov 02 2009 15:17:42 GMT+0700 (ICT)

คุณหมอค่ะ คุณพ่อป่วยเป็นโรคตับแข็ง เวลาถ่าย สมมุติว่า คุณพ่อทานฝรั่งไป เวลาถ่ายออกมาก็จะเป็นชิ้นฝรั่งเลย

แบบนี้แสดงว่าระบบย่อยอาหารของคุณพ่อไม่ทำงานหรือเปล่าค่ะ และบางวันคุณพ่อก็ดูร่าเริงทานข้าวได้ บางวันก็ดูซึม

ทานอะไรก็ไม่อร่อย เป็นเพราะสาเหตุใดและมีคำแนะนำในการปฏิบัติตัวกับคนไข้หรือเปล่าค่ะ

ปิยะ สมรศาสตร์
Mon Nov 02 2009 21:49:14 GMT+0700 (ICT)

จากข้อถาม เห็นว่าเป็นเรื่องปรกติ ผลไม้ฝรั่งมันย่อยยากอยู่แล้วนะครับ ไม่ลองทานอาหารที่ย่อยง่ายหน่อยล่ะ

ผมมีข้อชี้แนะ เกี่ยวกับข้อปฎิบัติตนให้แก่ผู้ป่วยโรคตับแข็ง ไว้แล้วในกระทู้ข้างต้นๆนี้ คุณลองเปิดดูอีกครั้งนะครับ

อย่าไปซีเรียส มากเกินเหตุเน้อะ วันนี้วันลอยกระทง คืนนี้อย่าลืมชวนคุณพ่อไปลอยกระทงกันดีกว่า อย่างน้อยคงทำให้ผู้ป่วยมีอารมณืแจ่มใสขึ้นไม่มากก็น้อย

Tue Nov 03 2009 08:52:04 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีคะ คุณหมอ พ่อเป็นหลายโรคมาก เป็นคาวมดัน เบาหวาน หัวใจ และตอนนี้เป็น ตับแข็ง และไตวายด้วย อยากทราบว่าเราจะปฎิบัติต่อพ่อ ยังไงบ้าง เรื่องอาหาร และอยากทราบว่า ถ้าซื้อ วิตามิน บีรวมใหเท่านทาน ตามที่อ่านกระทู้อื่นๆมา พ่อจะทานได้ไหม เพราะ ตอนนี้พ่อ ตัวเหลืองตาเหลืองมีน้ำในช่องท้องและอ่อนเพลียมาก ทานข้าวไม่ได้ ผอมมาก อยากให้พ่อทานข้าวได้และกลับมาเป็นปกติอีกคะ ตอนนี้จะเกิด ภาวะน้ำตาลต่ำ บ่อยมาก ต้องให้น้ำแดง หรือลูกอมให้พ่อทาน จะเป็นอันตรายไหมคะหรือคุณหมอมีวิธีไหนแนะนำให้ด้วยคะ ขอบคุณมาล่วงหน้าคะ

ปิยะ สมรศาสตร์
Tue Nov 03 2009 17:41:28 GMT+0700 (ICT)

ในภาวะ มีโรครุมเร้าหลายโรคด้วยกัน คงต้องให้อยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด จักยืดชีวิตของผู้ป่วยให้ยืนยาวต่อไปอีกได้นานพอสมควร วิตามินบี ไม่มีข้อห้ามสำหรับผู้ป่วย แต่คงไม่ได้ช่วยให้อาการผู้ป่วยในภาวะวิกฤติเช่นนี้ดีขึ้นแต่ประการใด อีกทั้งภาวะไตวาย ซึ่งเกี่ยวโยงกับภาวะตับแข็ง หากไม่รีบแก้ไขปัญหาโดยเร่งด่วน ผู้ป่วยจักมีอาการทางสมองแทรกซ้อนเข้ามาอีก การปรับยาเอง เกี่ยวกับ โรคเบาหวาน มีความสุ่มเสี่ยงเป็นอย่างยิ่งจะทำให้ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำเกินพิกัด ผู้ป่วยอาจหมดสติหรือมีโรคทางสมองแทรกซ้อนเร็วขึ้น

เท่าที่เล่าอาการของคุณพ่อมา ใคร่ขอแนะว่า ต้องรีบพาผู้ป่วยพบแพทย์โดยด่วน นะครับ

Tue Nov 03 2009 19:53:05 GMT+0700 (ICT)

ขอขอบคุณ คุณ ปิยะ และคุณหมอ วัลลพ เป็นอย่างสูงที่ตอบคำถาม ลืมบอกไปว่า พาพ่อไปหาหมอมาแล้ว หมอให้นอน รพ. แค่3 วันให้กลับบ้านได้และหมอเจาะหน้าท้องเอาน้ำออกด้วยคะ พอมารอรับยา พ่อทรุดอีก ต้องกลับไปนอนใหม่ หมอให้นอนอีก 1 วัน และให้กลับบ้าน ตอนนี้นอนอยู่ที่บ้านแต่พอมีแร็งเดินเข้าห้องน้ำเองได้แต่ต้องค่อยระวัง ก็พยายามคุมอาหารให้พ่อคะ พ่อจะกลับมาเหมือนเดิมไหมคะ ขอบพระคุณอย่างสูงคะ จากกระทู้ที่ 84 คะ

ปิยะ สมรศาสตร์
Tue Nov 03 2009 20:30:51 GMT+0700 (ICT)

ขอเอาใจช่วยคุณพ่อให้มีสุขภาพจิตที่ดีขึ้นแล้วกันนะครับ สภาพโดยรวมของผู้ป่วย ไม่อาจแก้ไขให้ดีได้ดั่งเดิม แต่เราสามารถประคับประครองไม่ให้อาการผู้ป่วยทรุดลงไปมากกว่านี้ได้ เพียงแต่ต้องคอยระมัดระวังเรื่องความเค็มของอาหารเป็นสำคัญ ดื่มนำพอประมาณไม่เกิน 6-8 แก้ว / วัน ผู้ป่วยควรรับโปรตีนจากพืช มากกกว่าเนื้อสัตว์ และพอสมควรต่อวัน เช่น โปรตีนจากนำถั่วเหลือง 1-2 แก้ว / วัน หรือ โปรตีนจากไข่ขาววันละ 1-2 ฟอง ควรปรึกษาแพทย์ให้ละเอียดเกี่ยวกับภาวะไตวายของผู้ป่วย ซึ่งในภาวะการณ์เช่นนี้ ผมมักให้ความสำคัญและเป็นห่วงกับการทำหน้าที่ของไตมากที่สุด

alinkij
Fri Nov 06 2009 07:59:33 GMT+0700 (ICT)

คุณพ่อเป็นโรคตับแข็ง ก่อนหน้านี้ประมาณ 4 เดือนคุณพ่อเคยได้รับการผ่าได้กระดูกสันหลังสาเหตุเพราะว่า กระดูกสันหลังทรุด

ก่อนหน้าที่จะผ่าตัด คุณพ่อมีอาการปวดและชาที่ขา เดินไกลไม่ได้ หลังจากได้รับการผ่าตัด อาการชาและปวดก็หายไป แต่ว่าตอนนี้ ผ่านไปได้ 4 เดือน จากการผ่าตัด พ่อเริ่มมีอาการชา และปวดขาขึ้นมาอีกครั้ง ถ้าพ่อจะทานยาแก้ปวดระงับ รวมทั้งไปหาหมอเพื่อ ฉีดยา จะมีผลกระทบต่อตับและไตที่พ่อเป็นอยู่หรือไม่

ปิยะ สมรศาสตร์
Sat Nov 07 2009 16:14:27 GMT+0700 (ICT)

ถ้าหากผู้ป่วยทาน หรือฉีด ยาแก้ปวดในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ( ไม่เกิน 7 วัน ) คงไม่น่าจะมีผลกระทบต่อ ตับและไตมากนัก

Thu Nov 12 2009 14:25:53 GMT+0700 (ICT)

ดิฉันตรวจเลื่อดพบว่าเป็นพาหะเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ตอนแรกยังไม่ได้ศึกษาเรื่องการดูแลรักษาตัว เพราะเคยไปหาหมอ หมอบอกว่าคุณเป็นแค่พาหะก็เลยไม่ได้ดูแลตัวเองบางครั้งที่กินน้ำอัดลมก็จะรู้สึกจุกแน่นมาก เวลาเกาก็จะมีผื่นขึ้นเป็นรอยเล็บที่เราเกา อาการแบบนี้น่าจะมีอาการของโรคตับหรือยัง อยากรักษาโรคค่ะ เคยทราบมาว่าโรงพยาบาลในกรุงเทพ มียารักษาไวรัสตับอักเสบบี แต่มีค่าใช้จ่ายสูง มีโรงพยาบาลอะไรบ้างคะ แต่ดิฉันเป็นคนจังหวัดสระบุรี มีโรงพยาบาลไหนสะดวกที่สุดค่ะ

ปิยะ สมรศาสตร์
Thu Nov 12 2009 19:34:04 GMT+0700 (ICT)

หลายปีก่อนเรามักให้ผู้ป่วยทานยา zeffix เพื่อรักษาไวรัสตับอักเสบบี ต่อมาพบว่ายาดังกล่าว ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักดื้อยาได้ ผมมีความเห็น ขอแนะนำให้ทานยาตัวใหม่ชื่อ Hepsera 10 mg.(Adefovir dipivoxil) ก็น่าจะทำให้ผู้ป่วยมั่นใจมากขึ้น

ประการต่อมาผมเห็นว่า การที่จะทราบว่าเชื้อดื้อยาหรือไม่ จำเป็นต้องตรวจดูปริมาณไวรัสดู ถ้าตรวจแล้วปริมาณไวรัส ไม่พบว่าเพิ่มขึ้น แสดงว่าผู้ป่วยยังสามารถรับประทานยาตัวเก่าดังกล่าวอยู่ได้ ก็อาจไม่จำเป้นต้องเปลี่ยนเป็นยาตัวใหม่แต่อย่างใด

ปิยะ สมรศาสตร์
Thu Nov 12 2009 21:22:43 GMT+0700 (ICT)

หลายปีก่อนเรามักให้ผู้ป่วยทานยา zeffix เพื่อรักษาไวรัสตับอักเสบบี ต่อมาพบว่ายาดังกล่าว ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักดื้อยาได้ ผมมีความเห็น ขอแนะนำให้ทานยาตัวใหม่ชื่อ Hepsera 10 mg.(Adefovir dipivoxil) ก็น่าจะทำให้ผู้ป่วยมั่นใจมากขึ้น

ประการต่อมาผมเห็นว่า การที่จะทราบว่าเชื้อดื้อยาหรือไม่ จำเป็นต้องตรวจดูปริมาณไวรัสดู ถ้าตรวจแล้วปริมาณไวรัส ไม่พบว่าเพิ่มขึ้น แสดงว่าผู้ป่วยยังสามารถรับประทานยาตัวเก่าดังกล่าวอยู่ได้ ก็อาจไม่จำเป้นต้องเปลี่ยนเป็นยาตัวใหม่แต่อย่างใด

Mon Nov 16 2009 20:00:52 GMT+0700 (ICT)

เคย เรียนถามคุณปิยะมาครั้งหนึ่งแล้วคะ เรื่องของพ่อที่เป็นหลายโรคมากทั้ง ความดัน เบาหวาน หัวใจ ปอด นี้วในถุงน้ำดี และตับ แข็ง และมีอาการของโรคไตวายอีก ตอนนี้รู้สึก ท้อแท้มากเลยเพราะไปนอน เฝ้าพ่อที่ รพ. พ่ออ่อนเพลียมาก ทานไม่ได้หมอให้แต่อาหารเหลว ทานได้แค่ สอง สาม คำ ก็ไม่ทานแล้ว ตอนนี้พ่อตาเหลือง ตัวเหลีอง ท้องบวมและมีอาการคันตามตัวตลอดเวลา ลองจับดูที่ท้องจะแข็งๆ ตอนนี้หมอบอกเจอก้อนทีตับอีก สงสัยจะเป็น มะเร็งอีก หมอก็ให้ทำใจเพราะหมอไม่รู้จะรักษายังไงแล้ว หมอบอกทั้งพ่อและญาติ พ่อเขาบอกรู้สึกแย่มาก สงสารพ่อมากเลย ไม่ทราบว่าจะทำไงดีเพื่อให้พ่อ มีชีวิตที่ยาวขึ้นและไม่ทรมาน ตอนนี้พ่อเดินเองไม่ได้ต้องช่วยพยุง นั่งเองนอนเองก้ไม่ได้ต้องคอยช่วย พ่ออออกกำลังทุกวันพอทรุด ทำไมมีแต่โรครุมเร้า มากมายขนาดนี้ เรื่องอาหารเราจะให้อะไรพ่อทาน ดีคะพ่อบอกอยากทานรังนกเพราะพ่อทานได้ แต่พยาบาลบอกรังนกมีโซเดียมสูง แต่ก็ให้ได้นะเพราะ พ่อไม่ได้ทานอะไรเลย ถ้าทานทุกวันๆละ 1 ขวดจะเป็นอะไรไหม ตอนนี้พ่อมีอาการทางสมองด้วย เบลอๆ ไม่ทราบเกิดจากอะไร กลัวเส้นเลือดขอดอีกเพราะอ่านจากกระทู้อื่นๆมันทรมาน ไม่ทราบว่าพ่อจะเป็น ไหมคะและสุดท้ายอยากทราบว่าพ่อ จะอยู่ได้นานแค่ไหน ช่วยตอบด้วยคะ ขอบพระคุณอย่างสูงคะ

ปิยะ สมรศาสตร์
Mon Nov 16 2009 21:06:09 GMT+0700 (ICT)

เท่าที่ฟังอาการของคุณพ่อแล้ว คุณพ่อคงทานอาหารได้ไม่มากเท่าที่ควร ดังนั้นถ้าผู้ป่วยอยากทานรังนก ก็ให้ท่านทานเถอะครับ อย่าไปทรมานจำกัดอาหารที่ท่านชอบอีกเลย ผู้ป่วยในขั้นวิกฤติเช่นนี้ซึ่งอยู่ในความดูแลของแพทย์ คงมีชีวิตยืนยาวได้อีกหลายเดือน อย่าไปคาดหวังอะไรให้มากนัก เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันอาจเกิดขึ้นได้เสมอ ขอให้ทำใจเถอะนะครับ ช่วงระยะเวลานี้ ผมขอให้คุณตั้งสติให้ดี พยายามรักษาพุทธิภาวะในใจของเราเอาไว้ให้ได้มากที่สุด อย่าไปฝืนกฎธรรมชาติ จะทำให้เราเป็นทุกข์ใจไปเปล่าๆ สิ่งสำคัญที่สุดในช่วงนี้คือ การรักษาสุขภาพจิตของคุณพ่อรวมทั้งตัวท่านเองจักเป็นสิ่งที่ประเสริฐและมีค่ามากที่สุด ผมขอให้กำลังใจ และขอให้คุณพ่อใช้เวลาที่เหลือ ยกจิตวิญญาณของท่านให้มีพุทธิภาวะ ทำสมาธิภาวนา และใช้ปัญญาให้รู้แจ้งเห็นจริง กับกฎของธรรมชาติ ที่รู้ว่าเมื่อถึงเวลาที่เป็นที่สุดรอบของชีวิตมาถึง ยากที่สุดจะเลี่ยงได้ ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น เราก็จะคืนทุกอย่างสู่ธรรมชาติได้อย่างมั่นใจที่สุด อาจหาญที่สุด นั่นหมายถึงว่า เราจะมีขณะที่จะคืนทุกอย่างสู่ธรรมชาตินั้นอย่างผู้รู้ ผู้ตื่น และผู้เบิกบานจริงๆ ขอให้คุณพ่อ จงใช้เวลาที่เหลือให้มีความสุข และกล้าหาญที่จะเผชิญกับเวลาสุดท้ายของชีวิตที่ไม่มีมนุษย์คนไหน สามารถหลีกเลี่ยงมันได้เลยนะครับ

Mon Nov 16 2009 22:31:45 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณ สำหรับคำแนะนำที่ดี ที่สุด และกำลังใจที่ให้มาด้วยคะ ตอนนี้ก็คงต้องดูแลพ่อให้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้คะ ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองคุณ ปิยะ และคุณหมอด้วย เพราะคำตอบของคุณ ปิยะ ทำให้รู้สึกความรู้สึกแย่ๆ ดีขึ้นมากคะ

Tue Nov 17 2009 19:25:15 GMT+0700 (ICT)

ตามที่โทรถามพี่สาวมานะคะ วันนี้พ่อ อ่อนเพลียมาก ทานได้น้อยมาก นอนทั้งวัน และถ่ายไม่รู้ตัวแต่ยังพูดรู้เรื่อง ถามตอบตรงคำถาม แต่ลิ้นขว้างๆพูดไม่ค่อยชัด และวันต่อๆไปจะเป็นยังไง พ่อจะแย่ไปกว่านี้ไหมคะ และจะมีอะไรเกิดขึ้นอีกหรือเปล่า ตอนนี้ตัวดิฉันไม่ได้อยู่ดูแลพ่อต้องลงมาทำธุระที่กรุงเทพฯทำธุระเสร็จจะขึ้นไปใหม่ เป็นห่วงพ่อมาก

ปิยะ สมรศาสตร์
Tue Nov 17 2009 21:11:22 GMT+0700 (ICT)

แพทย์ผู้ทำการรักษาและดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด คงให้คำตอบได้ดีที่สุดนะครับ แต่เท่าที่ฟังอาการของคุณพ่อ และได้แจ้งเพิ่มเติมมาว่า พบเนื้อมะเร็งที่ตับ ร่วมกับภาวะไตวายด้วยแล้ว ผมเห็นว่า ผู้ป่วยอยู่ในช่วงภาวะวิกฤติ ซึ่งจะมีอาการทางสมอง ( โคม่า ) ตามมา อย่างเลี่ยงไม่ได้ กล่าวคือผู้ป่วยอาจจะค่อยๆทรุดหมดสติลงจากภาวะไตวายซึ่งไตไม่อาจทำหน้าที่ต่อไปได้ อีกทั้งผู้ป่วยไม่อาจหายใจได้ด้วยตนเอง ในภาวะเช่นนี้แพทย์คงเยียวยาแก้ไข แบบประคับประครองผู้ป่วยตามภาวะการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งแพทย์จะพิจารณาตัดสินใจเป็นรายๆไป

ไม่สามารถบอกได้นะครับว่า อาการของผู้ป่วยจะทรุดลงในเร็ววันเมื่อไร ผู้ป่วยในภาวะเช่นนี้ ญาติๆคงต้องปรึกษาและถามแพทย์แบบวันต่อวันได้เลยนะครับ

Thu Nov 19 2009 09:31:08 GMT+0700 (ICT)

เมื่อคืนพ่อเป็นมากต้องเข้า ไอ ซี ยู พ่อร้องปวดตลอดเวลา ทรมานใจ ลูกๆมาก หมอถามจะให้ผ่าเอานี้วในถุง น้ำดีออกไหม พี่ชายบอกไม่ให้ผ่าแล้ว ไม่รู้ พวกเราคิดถูกไหมเพราะ พ่อเป็นหลายโรค ถ้าผ่าไปก็คงไม่ดี( ตามความคิดของลูกๆ นะ คะ ) ถ้าไม่ผ่าพ่อก็ทานไม่ได้อีกตอนนี้พวกเราสับสน และอีกอย่างหมอถามว่า ถ้าพ่อช็อก จะให้ซ็อต ไฟฟ้า กับ เจาะตรงคอไหม พวกลูกๆลงความเห็นว่าจะไม่ให้หมอทำแล้ว เพราะพ่อเจ็บมาเยอะ เจาะแขนสองข้าง เจาะท้องเอาน้ำออกก็ทำแล้ว ถ้าพวกเราไม่ให้หมอซ้อตไฟฟ้า และ เจาะตรงคอกับให้หมอทำอันไหนจะกว่ากันคะ ขอบคุณมากคะ

ปิยะ สมรศาสตร์
Thu Nov 19 2009 17:26:38 GMT+0700 (ICT)

อย่าไปซ้อตไฟฟ้าท่านเลย การผ่าตัดใดๆในภาวะวิกฤติเช่นนี้เพียงเพื่อช่วยยืดชีวิตผู้ป่วยออกไปได้สักระยะหนึ่งเท่านั้นเอง ไม่ก่อประโยชน์ให้ผู้ป่วยหายจากโรคอื่นๆที่รุมเร้าได้ แค่เจาะคอให้ผู้ป่วยได้ขับมูกเสลดเพื่อหายใจได้สะดวกขึ้นก็โอเคแล้ว การเจาะคอไม่ทำให้ผู้ป่วยเกิดอันตรายแต่อย่างใด ขอแนะว่า ในภาวะเช่นนี้ผู้ป่วยจะเจ็บปวดทรมานจากเชื้อมะเร็งที่แพร่กระจายไปทั่วร่างกาย ดังนั้น ญาติๆต้องขอร้องให้แพทย์ช่วยฉีดยาระงับปวดประเภทมอร์ฟีนให้แก่ผู้ป่วยได้เลยนะครับ ปรกติแพทย์จะไม่กล้าให้ผู้ป่วยรับยาฉีดประเภทนี้เพราะเกรงว่าคนไข้จะติดยาจนเลิกไม่ได้ ผมเห็นว่าผู้ป่วยในภาวะเช่นนี้ถึงจะติดยาก็ไม่เห็นจะต้องมาวิตกกับเรื่องนี้แต่ประการใด เราไม่ต้องการให้ผู้ป่วยต้องเจ็บปวดทรมานกับโรคร้ายนั้นๆจนหมดลมหายใจมากกว่า

รัตนา
Fri Nov 20 2009 08:16:51 GMT+0700 (ICT)

ตอนนี้เพื่อนก้อท้องบวมถ่ายเหลวสงสารเขามากเขาเป็นคนลำปางค่ะตอนนี้เขาอยากจะหายหนูก้สงสารเขาไม่รุ้จะช่วยยังไงคุณหมอช่วยแนะนำหน่อยค่ะ

มีเฮียง
Fri Nov 20 2009 10:37:27 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะ ตอนนี้แม่รู้สึกเหนื่อยง่ายแต่ยังกินข้าวได้ ถ่ายได้โดยไม่ต้องกินยามีน้ำในท้องอยู่ก็กินยาขับกับเบาหวานความดันยังไม่ปวดใดฯคุณหมอบอกเป็นมะเร็งตับผ่าตัดไม่ได้จะทำอยางอื่นก็บอกว่าเจ็บตัวเปล่าฯแม่ก็ทำใจพยุงอาการไว้ถ้าต่อไปแม่ปวดท้องต้องทำอย่างไรให้ดีที่สุดไม่ให้ทรมานค่ะ

ปิยะ สมรศาสตร์
Fri Nov 20 2009 20:09:57 GMT+0700 (ICT)

ปัญหาของคุณรัตนาเจ้าของกระทู้ที่ 100 ข้อมูลอาการ และประวัติคนไข้ไม่เพียงพอแก่ให้คำแนะนำนะครับ กรุณาให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อมูลการเจ็บป่วยของผู้ป่วยทั้งอดีตและปัจจุบันให้ชัดเจนมากกว่านี้นะครับ ผมยินดีให้คำแนะนำอยู่เสมอ โดยขออนุญาตตอบปัญหาสุขภาพ แทนคุณหมอวัลลภ ผู้ใจบุญอยู่เช่นเคย

ปิยะ สมรศาสตร์
Sat Nov 21 2009 02:02:46 GMT+0700 (ICT)

คำแนะนำสำหรับการบรรเทาอาการเจ็บปวดด้วยโรคมะเร็ง ได้ตอบไว้ในกระทู้ที่ 99 แล้วนะครับ

กาญจนา
Wed Nov 25 2009 16:27:01 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีคะอาจารย์หมอ หนูมีเรื่องทุกข์ใจเกี่ยวกับพ่อ คือพ่อหนูป่วยเป็นโรคตับแข็งคะแต่พ่อหนูไม่ใช่คนกินเหล้านะคะ คุณหมอที่โรงพยาบาลบอกว่าสาเหตุมาจากพ่อเป็นไวรัสตับอักเสบ บี เป็นกรรมพันธ์นะ หมอบอกว่าตอนนี้พ่อจะอยู่ได้อีกเต็มที่ 1 เดือนคะ ตอนนี้พ่อหนูมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง หมอที่รักษาบอกว่าพ่อเป็นโรคแทรกซ้อน ดีซ่าน พ่อมีอาการตัวบวม ใบหน้าของพ่อก็บวม ไม่มีแรงแม้นแต่จะดูดน้ำจากหลอดคะ หนูสงสารพ่อมากคะ ข้าว+ยาก็ไม่กิน ตอนนี้นอนอย่างเดียว ตอนนี้ต้องอุ้มพ่อเลยคะ เพราะพ่อไม่มีแรง แต่พ่อไม่มีอาการปวดท้อง หรือทรมานอะไรนะคะ น้ำเกลือก็ให้ไม่ได้หมอบอกว่าให้มากจะทำให้ตัวบวม ความจำก็เริ่มช้าลง หนูร้องไห้ทุกวันเลยไม่มีกะใจจะทำงานเลยคะ หนูควรจะทำอย่างไรดีคะ พ่อหนูถึงจะดีขึ้น

นายนพพล ชื่นแสง
Thu Nov 26 2009 15:40:32 GMT+0700 (ICT)

เด็ก6เดือนเป็นตับแข็งได้ด้วยหรือครับ

ปิยะ สมรศาสตร์
Thu Nov 26 2009 20:35:19 GMT+0700 (ICT)

คุณกาญจนา กรทู้ที่ 104 คงตั้งใจเรียนถามอาจารย์ วัลลภ โดยตรง ผมคงขอนุญาติขอผ่านความคิดเห็น ให้คุณหมอผู้ใจบุญของพวกเราได้ตอบปัญหาที่ได้กระทู้ถามมาโดยตรงนะครับ

ปิยะ สมรศาสตร์
Sat Nov 28 2009 06:58:34 GMT+0700 (ICT)

เด็กทารกแม้อายุ 6 เดือนก็มีสิทธิ์เป็นโรคตับแข็งได้ครับ ทั้งนี้ความผิดปรกติของมารดาก็เป็นปัจจัยสำคัญต่อโรคตับในเด็กทารกได้อาทิ เช่น โรคไวรัสตับอักเสบชนิด บี และ ซี โรคเบาหวาน โรควิลสัน รวมทั้งการติดเชื้ออักเสบขณะตั้งตรรภ์ เหล่านี้จะมีผลต่อโรคท่อน้ำดีของเด็กทารกตีบตัน ซึ่งจะทำให้สารสีเหลืองเกิดการคั่งในตัวเด็กทารก อันเป็นสาเหตุหนึ่งทำให้ทารกเป็นโรคตับแข็งได้ ปั

สิ่งที่อยากเน้นให้คุณพ่อและแม่ของเด็กได้รับทราบคือ เด็กทารกที่มีความผิดปกติของท่อน้ำดี เช่น โรคท่อน้ำดีตีบตันมักมาพบแพทย์ช้า เพราะพ่อแม่คิดว่าเกิดจากเด็กรับประทานนมแม่และมักได้รับคำแนะนำจากญาติผู้ใหญ่หรือเพื่อนบ้านให้นำเด็กไปตากแดดหรือให้เด็กดื่มน้ำมากๆ โรคท่อน้ำดีตีบตันต้องรักษาด้วยการผ่าตัดภายในอายุ 2 เดือน เพื่อไม่ให้ตับเกิดการอักเสบรุนแรงขึ้นจนกลายเป็นตับแข็ง ส่งผลให้เด็กเสียชีวิตภายในอายุ 2 ปี จะเห็นได้ว่าถ้าประชาชนทั่วไปรู้จักโรคตับในเด็กดีขึ้น และพาเด็กมาพบแพทย์เพื่อรับการรักษาอย่างทันท่วงที จะทำให้เด็กหายจากโรคตับหรือมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้

ปิยะ สมรศาสตร์

prapas
Thu Dec 10 2009 12:34:02 GMT+0700 (ICT)

ผมอายุ59 ปีได้ไตรวจที่โรงพยาบาลเนืองจากว่ารู้สึกอึดอัดหายใจไม่เต็มอิ่มหมอได้ทำการเจาะเลือดและส่องกล้องกระเพาะหลังจากนั้นหมอได้ให้ไปอุลตร้าชาว์ดผลที่ออกมาหมอบอกว่าเป็นโรคตับแข็ง แต่ไม่ได้บอกว่าเป็นระยะที่เท่าไรทำให้ผมกังวลมากแต่ผมได้ดูฟิล์มเอกซเรย์เห็นจุดเล็กๆ 3 จุดเท่าเม็ดถั่วเขียวผมอยากถามว่าอาการของผมเป็นมากไหม

ปิยะ สมรศาสตร์
Sat Dec 12 2009 07:39:54 GMT+0700 (ICT)

เท่าที่ดูข้อมูลที่ได้แจ้งมาข้างต้น ยังไม่อาจสรุปได้ จากผลอัลตร้าซาวด์ ว่าจุดเล็กๆ 3 จุดบนตับนั้นคืออะไร แต่ควรให้แพทย์ทำการตรวจโดยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าต่อไป ( ทำ MRI ) หรือ เจาะตับเพื่อตัดชิ้นเนื้อที่ว่านั้นออกมาพิสูจน์กันต่อไปว่าเป็นเนื้อร้ายหรือไม่ หรือเป็นเนื้องอกธรรมดา

จึงไม่อาจวิเคราะโรคตับแก่ท่านได้ว่า เป็นมากน้อยแค่ใหน

มีเฮียง
Mon Dec 14 2009 09:12:37 GMT+0700 (ICT)

เมื่อวานคุณแม่เจาะน้ำในท้องออก 2 ลิตร ถ้าจะให้คุณหมอทำท่อระบายเหมือนข้อ(74)คุณหมอจะต้องทำอย่างไรและแม่ต้องอยู่ขั้นไหนเพราะตอนนี้แม่เดินไม่ได้สมองสับสนไม่มีแรง ตอนนี้รักษาอยู่ราชวิถีบ้านอยู่นนท์ถ้าย้ายมาร.พ.พระนั่งเกล้าหมอก็จะดูแลอาการได้เหมือนกันเพราะคงรักษาไม่ได้แล้วใช่ไหมค่ะและจะดีกว่าไม่ต้องนั่งรถนาน ขอบคุณค่ะถ้ามีคำแนะนำบอกด้วยคะ

เพ็ญพร
Sun Dec 20 2009 11:50:10 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะคุณหมอ คือว่าพี่ชายหนูเขาเป็นโรคตับแข็งค่ะ สาเหตุเพราะเขาดื่มเหล้ามากและไม่กินข้าว

อาการตอนแรกคือถ่ายแบบไม่รู้ตัวพูดไม่ได้เหมือนคนเป็นอำมพาตค่ะตอนนี้เขารักษาตัวที่โรงพยาบาล

ศูนย์ลำปางค่ะเกือบเดือนแล้วตอนนี้ก็พอพูดได้แต่ไมชัดเท่าไรพอจะช่วยตัวเองได้บ้างแลวแต่ไม่รู้ว่าจะอยู่ไดนาน

แค่ใหนและยังมีไข้อยู่ตลอดค่ะอยากรบกวนคุณหมอบอกวิธีดูแลและรักษาได้ไหมค่ะ ขอบพระคุณล่วงหน้าค่ะ

Mon Dec 21 2009 10:35:12 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีครับคุณหมอ

พี่ชายผมเป็นโรคตับแข็ง ไม่ทราบว่าจะเรียกว่าระยะสุดท้ายได้หรือไม่ เมื่ออาทิตย์ที่แล้วมีอาการท้องบวม เท้าบวม

ตาเหลือง การพูดเริ่มช้าลง แต่ยังคุยรู้เรื่อง แต่ล่าสุดหมอบอกว่าตับถูกทำลายหมดแล้ว พูดไม่ได้แล้ว ตาลอย มองไปมองมาได้

แต่ไม่ทราบว่ารู้สึกตัวหรือไม่ เริ่มมีเลือดออกตามไรฟัน เวลามีอาการเจ็บก็จะร้องบอก ตอนนี้ทุกคนเริ่มทำใจกับการสูญเสีย อยากจะ

เรียนถามคุณหมอว่าครอบครัวจะเหลือเวลาอีกสักเท่าไหร่ครับหรือจะพอมีทางดูแลรักษาอย่างไรได้บ้าง ขอบคุณครับ

ปิยะ สมรศาสตร์
Fri Dec 25 2009 14:49:01 GMT+0700 (ICT)

ขออนุญาตให้ความเห็นแทนคุณหมอวัลลภฯเช่นเคยนะครับ สำหรับกระทู้ที่ 111-112 คงขอตอบรวมกันไปว่า คนไข้ในอาการวิกฤติที่ยากจะเยียวยารักษาต่อไปได้เช่นนี้ คงต้องอาศัยแพทย์ผู้ทำการรักษาผู้ป่วยดูแลอย่างใกล้ชิด และคงต้องดูอาการผู้ป่วยเป็นระยะๆในการที่จะประคับประครองผู้ป่วยให้มีชีวิตต่อไปได้อีกสักระยะหนึ่งซึ่งผู้ป่วยคงเหลือระยะเวลาสุดท้ายของชีวิตไม่มากนักนะครับ และหากพบว่ามีมะเร็งตับแพร่กระจายร่วมด้วย ก็ขอให้ญาติๆทำใจไว้กับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันอาจเกิดขึ้นได้เสมอ ช่วงระยะเวลานี้ ผมขอให้ท่านตั้งสติไว้ให้ดี พยายามรักษาพุทธิภาวะในใจของเราเอาไว้ให้ได้มากที่สุด อย่าไปฝืนกฎธรรมชาติ จะทำให้เราเป็นทุกข์ใจไปเปล่าๆ สิ่งสำคัญที่สุดในช่วงนี้คือ การรักษาสุขภาพจิตของผู้ป่วยรวมทั้งตัวท่านเองจักเป็นสิ่งที่ประเสริฐและมีค่ามากที่สุด ผมขอให้กำลังใจ และขอให้ท่านใช้เวลาที่เหลือ ยกจิตวิญญาณของท่านให้มีพุทธิภาวะ ทำสมาธิภาวนา และใช้ปัญญาให้รู้แจ้งเห็นจริง กับกฎของธรรมชาติ ที่รู้ว่าเมื่อถึงเวลาที่เป็นที่สุดรอบของชีวิตมาถึง ยากที่สุดจะเลี่ยงได้ ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น เราก็จะคืนทุกอย่างสู่ธรรมชาติได้อย่างมั่นใจที่สุด อาจหาญที่สุด นั่นหมายถึงว่า เราจะมีขณะที่จะคืนทุกอย่างสู่ธรรมชาตินั้นอย่างผู้รู้ ผู้ตื่น และผู้เบิกบานจริงๆ ขอให้ผู้ป่วย จงใช้เวลาที่เหลือให้มีความสุข และกล้าหาญที่จะเผชิญกับเวลาสุดท้ายของชีวิตที่ไม่มีมนุษย์คนไหน สามารถหลีกเลี่ยงมันได้เลยนะครับ

น้ำตาล
Mon Dec 28 2009 17:54:09 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะ ขอรบกวนถามนะคะ

1.คนที่เป็นโรคตับแข็ง ทำไมถึงตัดส่วนที่แข็งออกไปไม่ได้ละคะ ในเมื่อตับสามารถสร้างตัวเองได้ใหม่อยู่แล้ว

2.ผู้ป่วยที่ได้รับการเปลี่ยนตับจะสามารถมีชีวิตได้ต่อสักกี่ปีคะ แล้วจะได้รับการเปลี่ยนตับจากคนที่ยังมีชีวิตอยู่ได้มั้ยคะ

ขอบคุณค่ะ

Sat Jan 02 2010 16:41:51 GMT+0700 (ICT)

กรณีที่ผู้ปวยประสงค์จะเปลี่ยนตับ ( Liver transplantation ) ขอชี้แจงว่า ประเทศไทยเราเริ่มมีการผ่าตับเปลี่ยนตับให้ผู้ป่วยเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ 2530 จนถึงปัจจุบันพบโอกาสรอดชีวิตของผู้ป่วยอยู่ในเกณฑ์สูงอย่างมีนัยสำคัญ และปัจจุบันอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนตับในปีที่ 1เท่ากับ 85% หรือสูงกว่า แต่ถ้าผู้ป่วยมี Child Turcotte Pugh Score เท่ากับ 7 โอกาสรอดชีวิตในปีที่ 1 จะสูงกว่า 90%แต่ถ้า Child Turcotte Pugh Score สูงกว่านี้ โอกาสรอดชีวิตในปีที่ 1 ก็จะต่ำกว่านี้

ในปัจจุบันการผ่าตับเปลี่ยนตับ ได้รับการยอมรับว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุด ในการรักษาผู้ป่วยโรคตับและมีอัตราการรอดชีวิตสูงขึ้น

อย่างไรก็ดี ผู้ป่วยจำเป็นต้องรอผู้มีจิตศรัทธาที่มีภาวะสมองตายแล้วและประสงค์จะบริจาคตับให้แก่ผู้ป่วยอื่นต่อไป ในการนี้คงต้องตรวจสอบหรือเข้าคิวรอรับบริจาคจากสภากาชาดไทยเท่านั้นนะครับ และสุดท้ายจากคำถาม ขอชี้แจงว่าเราไม่อาจจะรับบริจาคตับจากผู้บริจาคที่ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งไม่อาจทำได้นะครับ จะทำให้ผู้บริจาคเสียชีวิตลงอย่างเลี่ยงไม่ได้ ต้องรอให้ผู้บริจาคเสียชีวิตลงเสียก่อนครับ นอกจากจะผิดกฎหมายแล้วยังผิดต่อศิลธรรมและจรรยาแพทย์ด้วยครับ

ปิยะ สมรศาสตร์
Sat Jan 02 2010 16:44:40 GMT+0700 (ICT)

กรณีที่ผู้ปวยประสงค์จะเปลี่ยนตับ ( Liver transplantation ) ขอชี้แจงว่า ประเทศไทยเราเริ่มมีการผ่าตับเปลี่ยนตับให้ผู้ป่วยเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ 2530 จนถึงปัจจุบันพบโอกาสรอดชีวิตของผู้ป่วยอยู่ในเกณฑ์สูงอย่างมีนัยสำคัญ และปัจจุบันอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนตับในปีที่ 1เท่ากับ 85% หรือสูงกว่า แต่ถ้าผู้ป่วยมี Child Turcotte Pugh Score เท่ากับ 7 โอกาสรอดชีวิตในปีที่ 1 จะสูงกว่า 90%แต่ถ้า Child Turcotte Pugh Score สูงกว่านี้ โอกาสรอดชีวิตในปีที่ 1 ก็จะต่ำกว่านี้

ในปัจจุบันการผ่าตับเปลี่ยนตับ ได้รับการยอมรับว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุด ในการรักษาผู้ป่วยโรคตับและมีอัตราการรอดชีวิตสูงขึ้น

อย่างไรก็ดี ผู้ป่วยจำเป็นต้องรอผู้มีจิตศรัทธาที่มีภาวะสมองตายแล้วและประสงค์จะบริจาคตับให้แก่ผู้ป่วยอื่นต่อไป ในการนี้คงต้องตรวจสอบหรือเข้าคิวรอรับบริจาคจากสภากาชาดไทยเท่านั้นนะครับ และสุดท้ายจากคำถาม ขอชี้แจงว่าเราไม่อาจจะรับบริจาคตับจากผู้บริจาคที่ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งไม่อาจทำได้นะครับ จะทำให้ผู้บริจาคเสียชีวิตลงอย่างเลี่ยงไม่ได้ ต้องรอให้ผู้บริจาคเสียชีวิตลงเสียก่อนครับ นอกจากจะผิดกฎหมายแล้วยังผิดต่อศิลธรรมและจรรยาแพทย์ด้วยครับ

รัตนา
Sun Jan 03 2010 20:38:08 GMT+0700 (ICT)

เพิ่มเติมข้อมูลเพื่อนค่ะจากรัตนาเพือนหนูเขาตอนนี้เขามีอาการท้องบวมค่ะถ่ายเหลวหมอบอกอาการล่าสุดว่าเป็นมะเร็งรังไข่แล้วกระจายไปลำไส้เขาเข้ารพตอนแรกวันที่๒๑เมษาอยู่นานเกือบสองเดือนหมอตัดชิ้นเนื้อไปตรวจไม่เป็นมะเร็งแต่หลังจากนั้นเขาก็ถ่ายตลอดหมอบอกเป็นโรคฝรั่งเขาก็ไปหาหมอตามนัดจนเวลาผ่านไปเกือบสี่เดือนทนไม่ไหวก็เลยไปตรวจที่คลินิคบ้านตากหมอที่นั่นเขาบอกว่าน้ำในช่องท้องเยอะเขาเจอในรังไข่ให้รีบไปตามประกันสังคมก็เลยกลับมาลำพูนแต่เขาส่งไปรพสวนดอกหนูไม่รู้ว่าหมอที่ไหนเขาบอกว่าเพื่อนอาจอยู่ไม่ถึงวันผ่าที่๘นี้ค่ะหมอบอกว่าข้างในจะไม่เหลือแล้วแต่เอาฟลิมเอ๊กเรย์ไปให้ศูนย์มะเร้งลำปางดูเขาบอกก็ปรกติอยุ่

ปิยะ สมรศาสตร์
Fri Jan 08 2010 22:24:27 GMT+0700 (ICT)

กระทู้ของคุณรัตนาข้างต้นนี้ผมไม่อาจ ให้คำชี้แนะได้ เพราะอ่านแล้วไม่เข้าใจความประสงค์ของเจ้าของกระทู้ข้างต้นนะครับ

วีวี่
Sat Jan 16 2010 12:07:34 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะคุณหมอ หนูจะรบกวนถามหน่อยค่ะ พ่อหนูเป็นโรคตับแข็ง ซึ่งเป็นมานานถึง 12 ปี แล้ว เนื่องจากดื่มสุรามากเกินไป ในตอนนี้ท่านก็ได้เลิกดื่มสุราแล้ว แต่ ทำไมท้องยังบวมอยู่เลย และมันก็เริ่มบวมมากขึ้น ตอนนี้ท้องป่องมาก มันเกี่ยวกับโรคตับแข็งไหมค่ะ แล้วหนูจะมีวิธีแก้ไขให้ท้องยุบลงได้ไหมค่ะ ขอบคุณมากค่ะ

Sun Jan 17 2010 22:12:19 GMT+0700 (ICT)

พ่อเป็นโรคตับแข็งระยะสุดท้าย มีอาการท้องบวม ตัวเหลือง ตาเหลือง และก็มีก้อนอยู่ในท้องคะ ไม่ทราบว่ามีวิธีรักษามั้ยคะ แล้วได้ไม่มีเวลารักษาให้หายขาดจะมีเวลาอยู่ได้นานมั้ยคะระยะเวลา

พรรษรัตน์ พานทอง
Thu Jan 21 2010 10:50:00 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะคุณหมอหนูอายุ 24 ปี เคยไปหาหมอชาวบ้านหมอจีนนี่แหละค่ะเขาจับท้องคลำท้องดูเขาบอกว่าเป็นโรคตับขั้วตับอักเสบ

ไปให้หมอที่โรงพยาบาลดูตรวจเลือดแล้วเอ็กซเรย์แล้วแต่ไม่พบอะไรเลยมีอาการปวดท้อง อ่อนเพลีย ไม่มีเรี่ยวแรง เบื่ออาหาร

นำหนักลดลงเดือนละ 1 โล นอนไม่หลับตอนกลางคืน อาการเหล่านี้เกิดจากอะไรค่ะ

ปิยะ สมรศาสตร์
Thu Jan 21 2010 22:55:32 GMT+0700 (ICT)

คุณพรรษรัตน์ครับ เท่าที่ดูข้อมูลที่ให้มายังไม่เพียงพอต่อการวิเคราะห์โรคนะครับ ไม่ทราบว่าได้ตรวจเลือดมีการตรวจหาค่าอะไรบ้างในเลือด ส่วนการเอ็กซ์เรย์ไม่ทราบว่าเอ็กซ์เรย์อวัยวะส่วนใหนของร่างกาย ส่วนการคลำท้องของหมอจีนที่ระบุว่าคุณเป็นโรคขั้วตับอักเสบนั้น ผมขอออกความเห็นว่า ไม่น่าเป็นไปได้ในการวินิจฉัยโรคตับด้วยวิธีเช่นนี้ แต่อาจบ่งบอกได้บ้างว่าตับของคุณโตหรือไม่เท่านั้น เท่าที่ดูอาการที่แจ้งมา การตรวจตับอีกครั้งอย่างละเอียดโดยแพทย์ เฉพาะทางเดินอาหาร ก็เป็นสิ่งที่ไม่น่าจะละเลยเสียที่เดียว ควรรีบไปพบแพทย์ตามที่ผมได้แนะนำด้วยนะครับ จะปลอดภัยกว่า

พรรษรัตน์ พานทอง
Fri Jan 22 2010 14:55:50 GMT+0700 (ICT)

คุณหมอค่ะตอนที่ตรวจเลือดหนูเป็นโรคเกี่ยวกับลำไส้ค่ะ

หนูเข้าโรงพยาบาลมา 2 ครั้งแล้ว ครั้งแรกเป็นกระเพาะอาหารอักเสบ

ครั้งที่ 2 ผ่าตัดไส้ติ่งค่ะก่อนที่จะนอนโรงพยาบาลหนูตรวจเลือดหลายครั้งมากค่ะ

ไม่แน่ใจว่าทุกครั้งที่ตรวจเลือดค่าของตับมันไม่ปรากฎหรอค่ะหรือว่าถ้าตรวจอีกครั้ง

ควรตรวจหาค่าตับอย่างเดียวใช่ไหมค่ะ อาการของหนูทานอาหารแล้วคลื่นไส้ อ่อนเพลีย

ไม่มีแรง นำหนักลด เบื่ออาหาร แล้วหนูเป็นคนที่ชอบทานยาพารามากถ้าเป็นอะไรก็จะทานแต่ยาพารา

ทานมานานมากแล้วค่ะ แล้วหนูควรทำอย่างไรค่ะ ตอนนอนโรงพยาบาลหมออัลตร้าซาวด์เขาบอกว่าตับปกติ

ม้ามปกติแต่อาการของหนูมันบ่งบอกว่าเป็นนะค่ะหนูเคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับโรคตับค่ะ ส่วนใหญ่อาการของหนูเข้าข่ายค่ะ

ปิยะ สมรศาสตร์
Sat Jan 23 2010 19:16:43 GMT+0700 (ICT)

ขอแนะว่าหนูพรรษรัตน์ ควรตรวจเลือดหาค่าการทำงานของตับโดยเฉพาะจะดีกว่า ซึ่งเรียกว่า Liver Function Test ส่วนผลของอัลตร้าซาวน์ตับของหนูออกมาปรกตินั้น มิได้แปลได้ว่าเนื้อตับจะมีพยาธิสภาพปกติไปด้วย อีกทั้งการทานยาพาราฯอยู่เป็นประจำก็มีส่วนทำให้ตับอักเสบหรือตับแข็งได้ เคยมีรายงานทางการแพทย์อยู่เสมอว่าคนไข้มีภาวะตับวายและเสียชีวิตจากการทานยาพาราเซตามอล โดยทานไม่มากนักแต่ทานเป็นประจำ ฉนั้นหากเราสามารถหลีกเลี่ยงยาแก้ปวดประเภทนี้ได้ก็ควรหลีกเลี่ยงเสียเถิดนะครับ จะยืดชีวิตได้อีกยาวนาน และขอแนะว่าในช่วงนี้ควรหาซื้อวิตามินบำรุงตับ มารับประทานด้วยคือ

1. วิตามินบี 1 . บี 6 และบี 12 หรือวิตามินบีคอมเพล็กซ์ ครั้งละ 1 เม็ดวัน 3 ครั้ง ทานติดต่อกัน 3 เดือน

2. Legalon -70 mg. ครั้งละ 1 เม็ด หลังอาหาร วันละ 3 ครั้ง ทานติดต่อกัน 3 เดือน - 6 เดือน

หากมีเวลาลองไปพบแพทย์ทางเดินอาหาร ตรวจเช็คกระเพาะโดยวิธีส่องกล้อง ด้วยนะครับ ขอเน้นว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรปล่อยปละละเลย ถ้าเรารักษาที่ต้นเหตุของโรคได้จากการที่ได้แนะนำมาข้างต้น ผลโดยรวมน่าจะทำให้อาการต่างๆที่ได้แจ้งมาดีขี้นบ้างไม่มากก็น้อย หรือหายเป็นปรกติได้นะครับ

woot
Fri Feb 05 2010 12:55:09 GMT+0700 (ICT)

เรียนถามคุณหมอครับ.

คือพ่อกระผมเป็นโรคตับแข็ง มีอาการท้องโตและคลำตรงท้องจะแข็ง ตอนนี้ลุกเดินไม่ค่อยได้ และมีอาการปวดหลังและตึงท้อง อึดอัดหายใจไม่ทั่วท้อง แต่แกไม่ยอมไปโรงพยาบาลเพราะนั่งรถไม่ใหว เพราะต้องเดินทางไปขอนแก่นเกือบ 200 km.( โรงพยาบาลศรีนครินทร์) แต่คราวก่อนไปตรวจมาแล้วก่อนที่อาการจะทรุด แต่คราวนี้กลัวไปไม่ถึงโรงพยาบาล จึงอยากเรียนถามว่า

-อาการท้องโตสามารถเจาะน้ำออกมาได้ใหมครับ คือเคยพาไปโรงพยาบาลประจำอำเภอมาแล้ว แต่เข้าไม่เจาะให้ บอกว่าอันตรายถ้ากลับมาเป็นอีกจะหนักกว่าเดิม

-ตอนนี้ใช้การสวนปัสสาวะอยู่ มีสายและถุงมาให้ และมียาขับปัสสาวะมาให้ไม่ทราบว่าช่วยลดน้ำในท้องได้หรือไม่

ปิยะ สมรศาสตร์
Fri Feb 05 2010 20:52:43 GMT+0700 (ICT)

ผมขออนุญาตตอบแทนคุณหมอเช่นเคยนะครับ โรคแทรกของผู้ป่วยโรคตับแข็ง คือมีน้ำในช่องท้อง ที่เรียกกันว่า ท้องมาน Ascites ) สาเหตุส่วนใหญ่ จะมีสาเหตุจากโรคตับ อาจมีสาเหตุอื่นร่วมด้วย เป็นต้นว่า มะเร็งในช่องท้อง วัณโรคของช่องท้อง โรคหัวใจล้มเหลว โรคไต เหล่านี้เป็นต้น การเจาะท้องผู้ป่วยโดยไม่จำเป็นอาจเกิดอันตรายแก่ผู้ป่วยเป็นอย่างยิ่ง แพทย์ส่วนใหญ่จะไม่แนะนำให้เจาะน้ำในท้องทิ้ง แต่ถ้าสงสัยมะเร็งในช่องท้อง อาจต้องเจาะน้ำในท้องออกมา เพื่อการตรวจวินิจฉัยโรคเพิ่มเติม แต่ก็ไม่ควรเกิน 200 มิลลิลิตร ขอแนะให้ส่งตรวจ แอลบูมินด้วย ควรตรวจหาแอลบูมินในซีรัมของผู้ป่วย เพื่อจะได้มาคำนวณ serum-ascites albumin gradient ( SAAG ) โดยเอาค่าแอลบูมินในน้ำ ascites หักออกจากซีรัมแอลบูมิน ถ้าได้มากกว่า หรือเท่ากับ 1.1 กรัม/เดซิลิตร ถือว่าเป็น high gradient แสดงว่าผู้ป่วยมี portal hypertension ซึ่งโรคตับแข็งก็รวมอยู่ในกลุ่มนี้ พวกนี้จะได้ผลดีต่อการรักษาด้วยการจำกัดเกลือ และให้ยาขับปัสสวะ มิใช่ใช้โดยวิธีเจาะน้ำในท้องออกมาอย่างที่เข้าใจกัน

woot
Sat Feb 06 2010 09:55:14 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณมากครับที่ให้คำตอบ

aom
Fri Feb 12 2010 11:18:07 GMT+0700 (ICT)

อยากจะทราบว่าโรคตัยแข็งเนี๊ยเค้าแบ่งออกเป็นกี่ระดับหรือคะ

แล้วส่วนใหญ่ผู้ป่วยที่มักตรวจพบว่าตัวเองเป็นโรคตับแข็งจะพบว่าอยู่ในระดับไหนแล้ว

ประทิน
Sun Feb 14 2010 01:49:36 GMT+0700 (ICT)

เรียนถามครับ

พอดีเพิ่งจะได้ตรวจเลือดเมื่อไม่กี่วันมานี้เนื่องจากมีอาการผิดปรกติคือมีอาการหน้าบวมและคล้ำ หลังเท้าบวมเป็นบางวัน ถุงใต้ตาหย่อนคล้ายคนสูงอายุหรืออ้วน มีการเกิดตระคริวที่นิ้วเท้า น่อง แผ่นหลังทุกครั้งที่เกร็งกล้ามเนื้อ นัยตาแห้งจนเหมือนตาแดง ง่วงนอนมากเวลากลางวันหลังเที่ยง มีไข้สูงเวลากลางคืนและปวดเมื่อยแขนขาคล้ายเป็นไข้หวัดใหญ่ (อาการไข้เป็นอยู่คร้งละประมาณ4-5 วันเดือนละครั้ง)สังเกตุเห็นมาประมาณ 3 เดือนที่แล้วเคยไปตรจหาอาการโรคไตเมื่อกลางเดือนมกราคม 53 แต่ไม่พบความผิดปรกติ หรืออาการบ่งชี้ว่าเป็นโรคไต โดยการตรวจเลือดและปัสวะโดยหมอบอกว่าเกิดจากการพักผ่อนน้อยและนั่งทำงานเป็นเวลานานติดต่อกัน แต่ก็ไม่หายข้องใจและมาตรวจอีกทีโดยการตรวจเลือดและปัสสวะเมื่อต้นเดือนกุมภา 53 ได้ค่าตรวจดังนี้

1 ไม่พบอาการโรคไต

2 ไม่พบว่ามีไวรัสตับอักเสบ บี

3 เม็ดเลือด ปรกติ

4 ปัสสวะเหลืองแต่ใส ไม่พบไข่ขาวและน้ำตาล

5 ผลการตรวจตับ

total protein 7.1

albumin 4.1

globulin 3.0

SGOT 192

SGPT 215

ALK.Phos. 236

-ข้อมูลส่วนตัว อายุ 41 ปี น.น 75 กก. สูง 173 ซม.. เพศชาย ไม่เคยดื่มเหล้า แต่สูบบุหรี่วันละ 1 ซอง

เล่นกีฬาทุกวันๆละ1-1.5 ชั่วโมง ฟุตบอลและบาสเก็ตบอลไม่มีอาการเหนื่อยหอบผิดปรกติ

จนถึงวันที่ตรวจหมอจึงสั่งให้หยุดเพื่อให้ตับได้พักทำงานน้อยลงเนื่องจาก มีภาวะดีซ่าน และตับอักเสบจากการใช้ยา(ยาที่ใช้เป็นยารักษาอาการคันที่นิ้วมือ ซึ่งเป็นยาต้านเชื้อรา และยาเสตียรอยด์แก้แพ้ ซึ่งคุณหมอที่รักษาอาการแพ้บอกว่าต้องทานไปเรื่อยๆจนกว่าจะหายดี และผมทานมายานี้มาประมาณ 6 เดือนอยางละ 1 เม็ดต่อวัน)

แต่ผมมีข้อข้องใจจากคำถามของคุณหมอที่ถามย้ำว่าดื่มเหล้าวันละเท่าไหร่ และทีแรกคุณหมอสงสัยว่าตับแข็งเนื่องจากค่า SGOT ' SGPT ' ALK สูงมาก

จึงอยากถามคุณหมอว่าจากค่าที่ตรวจได้จากเลือดและอาการที่เล่ามาทั่งหมดตอนนี้ อาการผมแย่แค่ไหน ใช้เวลารักษานานแค่ไหน และจะหายขาดได้ไหมรึเป็นอาการเรื้อรัง (กังวลว่าจะเป็นตับแข็งอย่าที่คุณหมอทักทีแรก)

ขอบคุณครับ.......

ปิยะ สมรศาสตร์
Mon Feb 15 2010 23:20:26 GMT+0700 (ICT)

โรคตับแข็ง ไม่มีการแบ่งระดับของตับแข็งเป็นขั้นๆเหมื่อนโรคมะเร็งโดยทั่วๆไปนะครับ หากเมื่อเกิดภาวะโรคตับแข็งขึ้นแล้ว คงต้องรีบทำการรักษาอย่างเหมาะสม รวมทั้งการรักษาสุขภาพอย่างเต็มที่ที่สุด เช่น การลดละ ยา บางชนิดที่เป็นอันตรายต่อตับ การเลี่ยงภาวะทุพโภชนาการ การจำกัดความเค็ม และน้ำ รวมทั้งปริมาณของโปรตีนต่อวัน หากอยากทราบภาวะตับแข็งให้ชัดเจนขึ้น คงต้องอาศัยการตรวจด้วย C-T scan หรือ MRI แพทย์ผู้ทำการรักษาคงให้คำตอบแก่คุณได้อย่างดีที่สุด โดยเฉพาะ อาการแทรกซ้อนของโรคมะเร็งตับ ซึ่งมักทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตโดยง่าย และรวดเร็ว กว่า การที่ผู้ป่วยมีภาวะโรคตับแข็งแต่เพียงอย่างเดียวนะครับ

ปิยะ สมรศาสตร์
Mon Feb 15 2010 23:49:58 GMT+0700 (ICT)

ขอตอบปัญหาคุณประทินด้วยความห่วงใยในสุขภาพของคุณเป็นอย่างยิ่ง ในขณะเดียวกันผมขอตำหนิแพทย์ผู้ทำการรักษาโรคผิวหนัง (อาการคันที่นิ้วมือ ) ของคุณเป็นอย่างมาก ผมต้องขอแนะนำคุณว่า ขอให้คุณเลิกทานยาต้านเชื้อรา รวมทั้งยาเสตียรอยด์ที่แพทย์แนะให้คุณทานติดต่อกันมาถึง 6 เดือนได้แล้ว เพราะตามที่คุณแจ้งผลการตรวจเลือดดังกล่าวข้างต้น ผลเลือดของคุณบ่งบอกถึงสภาพย่ำแย่ของตับของคุณเป็นอย่างมาก ตับของคุณอยู่ในภาวะอักเสบจนถึงอักเสบเรื้อรัง ซึ่งถือว่าอยู่ในภาวะเสี่ยงต่ออันตราย หากคุณยังขืนทานยาตามคำแนะนำของแพทย์ผู้ทำการรักษาอาการคันที่นิ้วมือของคุณต่อไป ผมคาดว่าตับของคุณอาจสุ่มเสี่ยงต่ออาการของตับวาย จากพิษของยาที่คุณกำลังทานอยู่นะครับ หากคนไข้ตับวายนั้นหมายถึง การสูญเสียชีวิตอันมีค่าของชีวิตๆนึงของคนไข้ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ จากความเลินเล่อบกพร่องต่อการรักษาของแพทย์ผู้แนะให้คุณทานยาดังกล่าวข้างต้น การใช้ยาทาแก้คันแม้ว่าจะให้ผลช้ากว่าการรักษาโดยการทานยาก็ตาม แต่ผลจะปลอดภัยกว่ากันมากนะครับ

ลูกพ่อ
Tue Feb 16 2010 22:35:18 GMT+0700 (ICT)

พ่อของดิฉันอายุ 82 ปีเป็นโรคตับแข็ง มีอาการท้องโต ขาบวม ถ้าจะให้กินอะมิโนเลแบนเป็นอาหารเสริมระหว่างมื้ออาหาร จะได้หรือไม่ หรือต้องปรึกษาแพทย์ก่อน ขอคำแนะนำที่เหมาะสมด้วยค่ะ ขอบคุณเป็นอย่างสูง

ปิยะ สมรศาสตร์
Thu Feb 18 2010 22:48:02 GMT+0700 (ICT)

อะมิโนเลแบนเป็นอาหารเสริมซึ่งเหมาะแก่ผู้ป่วยโรตตับแข็งหรือตับเสื่อม อันเป็นทางเลือกหนึ่งซึ่งผมเห็นด้วยครับ ไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงหรือเกิดอันตรายต่อตับของคุณพ่อน้องหนูข้างต้น แต่ประการใดครับ ส่วนอาการท้องโต และขาบวมนั้น ต้องจำกัดน้ำและความเค็ม / วัน ให้ผู้ป่วยอย่างเหมาะสมด้วยนะครับ รวมทั้งยาขับปัสสวะ ซึ่งอาจลดอาการบวมในผู้ป่วยได้เป็นอย่างดี

Fri Feb 19 2010 22:52:36 GMT+0700 (ICT)

ขอบพระคุณสำหรับคำตอบจากท่าน พรุ่งนี้จะไปหาซื้อไปฝากคุณพ่อค่ะ ขออานิสงส์จากผลบุญที่ท่านให้ความเมตตาแก่ผู้ร้อนใจจงบันดาลให้ท่านมีสุขภาพแข็งแรงตลอดไปนะคะ และขอถามเพิ่มอีกคำถามนะคะอ่านพบจากเน็ต ยา leganol มีผลดีต่อคนเป็นโรคตับแข็งอย่างไร ซื้อจากร้านขายยามาให้คนป่วยโคตับแข็งกินได้หรือไม่ ขอบคุณอีกครั้งค่ะ

ปิยะ สมรศาสตร์
Sat Feb 20 2010 15:36:27 GMT+0700 (ICT)

ขอขอบคุณคำอวยพรน้องหนูข้างต้นด้วยครับ และจากคำถาม ขอชี้แจงชื่อของวิตามินบำรุงตับที่ถูกต้องคือ LEGALON นะครับ ซึ่งมีขนาด 70 และ 140 มก. เป็นวิตามินอันเหมาะแก่ผู้ป่วยโรคตับอักเสบ รวมทั้งโรคตับแข็งเป็นอย่างยิ่ง สามารถทานได้เรื่อยๆตลอดไปอย่างน้อย 6 เดือนจะทำให้ผู้ป่วยมีสภาพดีขึ้น และขอให้คุณพ่อน้องหนูหายไวๆจากโรคภัยไข้เจ็บนาครับ

ปอรารัตน์
Tue Feb 23 2010 23:12:45 GMT+0700 (ICT)

ผู้ป่วยคือมารดาดิฉัน มีอายุ 66 ปี นำหนัก 36 กก. ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ไตไม่ดีแล้ว มีอาการขากระตุก ล่าสุดหมอส่งตัวไปตรวจโรคปอด นอนโรงพยายาล 7 วัน หมอให้ยาฆ่าเชื้อ ให้ย่าพ่น และย่ากิน หลังจากที่ออกจากโรงพยาบาลผู้ป่วยเบอ จำบ้านไม่ได้ ที่สำคัญนอนไม่หลับเลยในตอนกลางคืน พูดจาไม่ค่อยรู้เรื่อง บางที่คิดจะพูดอะไรก็พูดขึ้นมา อยากถามหมอว่าอาการแบบนี้เป็นเพราะอะไร และมีวิธีการรักษาอย่างไร อาการแบบนี้เกี่ยวกับโรคไต หรือเปล่า ตอบด้วยนะค่ะ

ปิยะ สมรศาสตร์
Wed Feb 24 2010 23:13:28 GMT+0700 (ICT)

ผมเข้าใจว่า อาการคุณแม่ของคุณปอฯ ตามที่ได้แจ้งมานั้น น่าจะเป็นอาการของผู้ป่วยไตวาย นะครับ โดยเฉพาะถ้าผู้ป่วยมีโรคแทรกซ้อนโรคเบาหวานร่วมด้วย จักทำให้การพยากรณ์โรคไม่ดีเท่าที่ควร ควรต้องรีบพาคุณแม่ปรึกษาแพทย์ เพื่อทำการฟอกไตอย่างเร่งด่วนแล้วนะครับ ส่วนขั้นตอนการฟอกไต และผู้ป่วยมีสภาพทางกายพร้อมหรือไม่ คงต้องให้แพทย์ผู้ทำการรักษาประเมินดูอีกที ในระยะนี้คงต้องระวังโรคแทรกซ้อน คือโรคหัวใจเป็นอย่างมากด้วยนะครับ

Thu Feb 25 2010 10:07:29 GMT+0700 (ICT)

เรียน คุณหมอ

ตอนนี้ดิฉัน อายุ 37 ปีเป็นไวรัสตับอักเสบบี ไปตรวจพบเมื่อปีที่แล้ว เนื่องจากปัสสาวะเหลืองผิดปกติ

หลังจากนั้นก็เป็นวัณโรค ตอนนี้ทานยารักษาวัณโรคอยู่ค่ะ ตอนนี้รู้สึกเจ็บด้านขวาล่างถัดจากชายโครง กลัวจะเป็นโรคตับแข็ง รบกวนสอบถามคุณหมอดังนี้ค่ะ

1. การรับประทานอาหาร สำหรับผู้ป่วยโรคตับอักเสบบีต้องหลีกเลี่ยงอาหารประเภทใดบ้าง

2. วิธีการดูแลตนเองอย่างไร

3. โอกาสเป็นโรคตับแข็งมากหรือน้อยเพียงใด

4. สำหรับผู้ที่เป็นตับอักเสบบี โดยเฉลี่ยจะมีอายุยืนนนานเหมือนคนทั่วไปหรือเปล่า

5. สาเหตุของการแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นโดยวิธีใดบ้าง (ถ้าใช้ห้องน้ำร่วมกันจะติดเชื้อหรือเปล่า ตอนนี้กลุ้มใจมากเนื่องจากกลัวจะติดคนในบ้าน)

รบกวนคุณหมอแนะนำด้วยนะค่ะ ยอมรับว่าตอนนี้ดิฉันรู้สึกวิตกกังวลมากค่ะ

ขอขอบคุณค่ะ

ปิยะ สมรศาสตร์
Thu Feb 25 2010 18:32:46 GMT+0700 (ICT)

ขออนุญาติตอบแทนคุณหมอวัลลภผู้ใจบุญเช่นเคยนะครับ ปัสสวะเหลืองผิดปรกติมิได้แปลว่าคุณต้องเป็นโรคตับอักเสบหรือตับแข็งเสมอไป การดื่มน้ำน้อย/วัน รวมทั้งสารอาหารต่างๆ ก็มีผลทำให้ปัสสวะเหลืองกว่าปรกติได้ อายุขนาดนี้+ไวรัสตับอักเสบบีโอกาสจะเป็นโรคตับแข็งคงเป็นไปได้ค่อนข้างยาก ทั้งนี้ต้องอาศัยปัจจัยเสี่ยงอื่นๆเป็นตัวเสริมด้วย เช่น การดื่มสุราเป็นประจำ รวมทั้งยาบางประเภท (drug induced )ที่มีส่วนทำให้เป็นโรคตับอักเสบหรือตับแข็งได้เร็วขึ้นอาทิ methotrexate ( ยารักษาโรคมะเร็ง ), methyldopa ( ยาลดความดัน ) , isoniazid -INH (ยารักษาวัณโรค) , amiodarone (ยารักษาโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ) , nitrofurantoin ( ยารักษาโรคติดเชื้อทางเดินปัสสวะ ), การได้รับวิตามินเอมากเกินไป , รวมทั้งยาแก้ปวดพาราฯ และยาอื่นๆอีกหลายชนิด

การดูแลสุขภาพ ควรทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ และควรทานวิตามินบีเสริมและกรดโฟลิคเป็นประจำ ควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภทไขมัน และน้ำตาลให้มากเพราะจักทำให้อ้วน อันเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดไขมันพอกตับ และจะทำให้ตับทรุดเร็วขึ้น การดูแลสุขภาพตามคำแนะข้างต้น จักทำให้ผู้ป่วยมีอายุยืนยาวเหมือนคนปรกติโดยทั่วๆไปนะครับ ขออย่าได้วิตกจนเกินเหตุ ส่วนการแพร่เชื้อไวรัสตัวนี้ไม่พบว่าสามารถแพร่เชื้อโดยการใช้ห้องน้ำร่วมกัน แต่อาจแพร่เชื้อได้จากการมีเพศสัมพันธ์ และการได้รับการบริจาคเลือด หรือการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน สิ่งที่น่าห่วงมากกว่าไวรัสตับอักเสบบี คือการติดเชื้อวัณโรคที่เป็นอยู่นะครับ ด้วยวัยขนาดนี้ โอกาสติดเชื้อวัณโรคไม่น่าจะง่ายดายเพียงนี้ เนื่องจากภูมิต้านทานโรคนี้แต่แรกเกิดจะมีวัคซีนรองรับอยู่เป็นระยะๆ ดังนั้นขอแนะว่าให้คุณไปพบแพทย์เพื่อตรวจเลือดหา HIV และค่า CBC ดูซะหน่อยจะดีกว่านะครับ

nuploy666
Fri Feb 26 2010 12:18:16 GMT+0700 (ICT)

เรียนถามคุณหมอดังนี้ค่ะ การกินยาบำรุงตับ legalon เป็นครั้งคราว ยาตัวนี้สะสมเป็นอันตรายต่อร่างกายหรือเปล่าค่ะ

ปิยะ สมรศาสตร์
Fri Feb 26 2010 18:02:27 GMT+0700 (ICT)

การทานยาบำรุงตับดังกล่าว แม้จะทานเป็นเวลานานเพียงใดก็จะขับออกทางไตเช่นกัน ไม่มีอันตรายใดๆต่อร่างกายครับ

Sat Feb 27 2010 10:01:34 GMT+0700 (ICT)

อ้างถึง คำตอบข้อ 139 รบกวนขอสอบถามคุณหมอและให้ข้อมูลเพิ่มเติมนะคะ

เมื่อช่วงปลายปีหลังจากเป็นตับอักเสบบี (แบบพาหะ) และวัณโรค ดิฉันก็ไปตรวจเลือดเพื่อหาเชื้อ HIV แต่ผลเลือดปรกติ ค่ะ

เพราะกลัวเหมือนกันเนื่องจากเป็นโรคติดต่อง่าย

1.ค่า CBC เป็นการตรวจหาเชื้ออะไรเหรอค่ะ

2.เป็นไปได้เหรอเปล่าเนื่องจากคุณแม่เคยเป็นวัณโรคตอนที่ดิฉันยังเด็ก แต่ปัจจุบันคุณแม่หายแล้ว แต่โรคเพิ่งปรากฎอาการตอน ดิฉันโต

3.การแพร่เชื้อตับอักเสบ บี จากการมีเพศสัมพันธ์ ถ้าแฟนฉีดวัคซีนแล้ว แต่ยังไม่ได้ตรวจซ้ำว่ามีภูมิหรือเปล่า ถ้ามีเพศสัมพันธ์โดยใช้ถุงยางอนามัยจะติดหรือเปล่าค่ะ

4.กรณีที่มีภูมิป้องกันหลังจากฉีดวัคซีน แล้วมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัยจะติดเชื้อหรือเปล่าค่ะ

5.ดิฉันสามารถมีบุตรได้หรือเปล่าค่ะ จะเป็นอันตรายต่อบุตรหรือเปล่า ดิฉันอยากมีบุตรมาก

6. วิตามินบี และกรดโฟลิคมีอยู่ในอาหารประเภทไหนบ้างค่ะ

รบกวนคุณหมอตอบหลายข้อหน่อยนะค่ะ สุดท้ายนี้ให้คุณหมอมีความสุขมาก ๆ นะคะ

ขอบคุณค่ะ

ปิยะ สมรศาสตร์
Wed Mar 03 2010 15:55:27 GMT+0700 (ICT)

ขอตอบดังนี้ครับ

1.เป็นการตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC : Complete Blood Count) ประโยชน์ของการตรวจ ทำให้ทราบถึงสภาวะสุขภาพของร่างกาย และความเสี่ยงต่อการเกิดโรค ซึ่งจะมีประโยชน์ในการป้องกันและรักษาโรคต่างๆ เช่น การตรวจเลือดเพื่อวินิจฉัย เพื่อค้นหาความผิดปกติในระยะแรกเริ่มจะเป็นประโยชน์สำหรับการป้องกัน และรักษาโรคได้ทันนะครับ

2. เป็นไปได้ยากครับ

3. เป็นไปได้ยากเช่นกันครับ

4. เป็นไปได้ยากครับ

5. ถ้าพร้อมจะมีบุตรก็มีได้ ไม่มีข้อห้าม ไม่มีอันตรายต่อบุตรที่จะเกิดนะครับ

6. ทานข้าวกล้องเป็นประจำจะดีที่สุด เพราะอุดมไปด้วยวิตามินบี นอกจากนี้โฟเลตยังพบได้ดังนี้ ตับไก่ ๑ ขีด (๑๐๐ กรัม) มีโฟเลต ๖๓๗ ไมโครกรัม

ตับหมู ๑ ขีด มีโฟเลต ๑๑๒ ไมโครกรัม

ไข่ไก่ ๒ ฟอง มีโฟเลต ๓๖.๙ ไมโครกรัม

ขอให้มีความสุขกับลูกน้อยๆที่จะเกิดในวันข้างหน้านี้เช้นกันนะครับ

อมรา
Fri Mar 05 2010 09:25:17 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะทุกท่านรวมถึงคุณหมอ

ดิฉันทราบว่าการขายตับและขายไตเป็นการผิดกฎหมายแต่ดิฉันมีความจำเป็นต้องขายเพื่อนำเงินมาใช้หนี้ไห้ครอบครัวรบกวนฝากประชาสัมพันธ์ด้วยนะค่ะ อายุ 28 ปี กรุ๊ปเลือด บี อยู่เชียงใหม่

ร่างกายแข็งแรงเนื่องจากตรวจร่างกายตลอดเวลา

รบกวนผู้ที่ต้องการจริงๆ และ ไตของดิฉันมีราคา 1 ล้านบาท

ดิฉันยอมรับว่าราคาสุงแต่ดิฉันต้องการให้คนที่ร่ำรวยมาช่วยในครั้งนี้ด้วย

ถ้าทุกท่านทีอ่าน แล้วมาคนที่รู้จักและสนใจกรุณาแนะนำให้ดิฉันด้วยนะค่ะ

ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้คำชี้แนะและติชม

ปิยะ สมรศาสตร์
Fri Mar 05 2010 14:52:13 GMT+0700 (ICT)

รับทราบปัญหาด้วยความเห็นใจ คุณอมรา เป็นอย่างมาก และขอชมเชยในความกตัญญูต่อครอบครัวเป็นอย่างยิ่งดุจกัน แต่ขอตำหนิวิธีการแก้ปัญหาตามที่ได้ร้องประกาศมา ว่าไม่สมควรและไม่ถูกต้องทั้งทางด้านกฎหมาย และศิลธรรมเป็นอย่างมากนะครับ

หนี้ที่เกิดขึ้นในครอบครัว เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นแทบทุกครัวเรือน มากน้อยต่างกันในสังคมไทยเรา ยุคเศรษกิจตกสะเก็ดเช่นนี้ ซึ่งสะสมและกระทบกับชีวิตผู้ด้อยโอกาสมาช้านานแล้ว แต่เห็นได้ว่า ส่วนใหญ่ยังประคับประครองทั้งปัญหาและจิตใจควบคู่กันไป อันทำให้คงอยู่ได้กับปัญหาที่กล่าวมาแล้วข้างต้น

ขอแนะว่า ขอให้คุณตั้งสติให้ดี กับปัญหานี้ ฝึกจิต และตั้งมั่นในสมาธิ กำหนดว่า ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ รวมทั้งโลกหน้า (ถ้ามี )

มิใช่เป็นของเรา แม้กระทั่งตัวเราเองก็มิใช่เป็นของเราดุจกัน แต่เป็นของธรรมชาติล้วนๆ และกำหนดต่อไปว่า เมื่อถึงเวลาสุดท้ายของชีวิตได้มาถึง ( ไม่ช้าก็เร็ว ) เราก็จำต้องคืนสภาพทั้งหมดที่มีอยู่ ให้แก่ ธรรมชาติต่อไป มิอาจที่จะดำรงคงอยู่อย่างถาวร โดยไม่เสื่อมสลายไปได้ หากคุณเพียรพยายามฝึกจิตฝึกใจ กำหนดความคิดดั่งที่กล่าวมาแล้วได้ จักทำให้เรามึจิตที่ประกอบไปด้วยปัญญา รู้แจ้งเห็นจริงว่า เราไม่ควรยึดมั่นถือมั่น กับปัญหากับสิ่งใดๆ ในโลกนี้ แม้กระทั่งตัวเราเอง คุณจะรู้จักการปล่อยวาง ไม่แบกปัญหา หรือสิ่งใดๆในโลกนี้ไว้ที่ใจของเราตลอดเวลา สรุปว่า ปัญหาที่เกิดกับคุณ ถ้าคุณรู้จักปล่อยวางในปัญหานั้น ไม่แบกมันไว้ตลอดเวลา ผลที่สุด เวลาที่ผ่านไปมันจะจัดการด้วยตัวของมันเองอย่างน่าทึ่งที่สุด แต่ไม่ได้แปลว่าเราแนะคุณให้เฉยเมยต่อปัญหา แต่ขอให้คุณใช้สติปัญญาแก้ปัญญหาด้วยการ ไม่ยึดมั่นถือมั่นในชีวิตและทรัพย์สินนั่นเอง

ปัญหาย่อมมีทางออกเสมอ ขอเอาใจช่วย อย่ามัวเสียเวลาแม้แต่นิด กับความคิดแย่ๆเช่นนี้อีกเลย นะครับ

pik
Wed Mar 10 2010 15:59:38 GMT+0700 (ICT)

ขอแนะว่าหนูพรรษรัตน์ ควรตรวจเลือดหาค่าการทำงานของตับโดยเฉพาะจะดีกว่า ซึ่งเรียกว่า Liver Function Test ส่วนผลของอัลตร้าซาวน์ตับของหนูออกมาปรกตินั้น มิได้แปลได้ว่าเนื้อตับจะมีพยาธิสภาพปกติไปด้วย อีกทั้งการทานยาพาราฯอยู่เป็นประจำก็มีส่วนทำให้ตับอักเสบหรือตับแข็งได้ เคยมีรายงานทางการแพทย์อยู่เสมอว่าคนไข้มีภาวะตับวายและเสียชีวิตจากการทานยาพาราเซตามอล โดยทานไม่มากนักแต่ทานเป็นประจำ ฉนั้นหากเราสามารถหลีกเลี่ยงยาแก้ปวดประเภทนี้ได้ก็ควรหลีกเลี่ยงเสียเถิดนะครับ จะยืดชีวิตได้อีกยาวนาน และขอแนะว่าในช่วงนี้ควรหาซื้อวิตามินบำรุงตับ มารับประทานด้วยคือ

1. วิตามินบี 1 . บี 6 และบี 12 หรือวิตามินบีคอมเพล็กซ์ ครั้งละ 1 เม็ดวัน 3 ครั้ง ทานติดต่อกัน 3 เดือน

2. Legalon -70 mg. ครั้งละ 1 เม็ด หลังอาหาร วันละ 3 ครั้ง ทานติดต่อกัน 3 เดือน - 6 เดือน

หากมีเวลาลองไปพบแพทย์ทางเดินอาหาร ตรวจเช็คกระเพาะโดยวิธีส่องกล้อง ด้วยนะครับ ขอเน้นว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรปล่อยปละละเลย ถ้าเรารักษาที่ต้นเหตุของโรคได้จากการที่ได้แนะนำมาข้างต้น ผลโดยรวมน่าจะทำให้อาการต่างๆที่ได้แจ้งมาดีขี้นบ้างไม่มากก็น้อย หรือหายเป็นปรกติได้นะครับ

..............................................................................................................

จากคำตอบด้านบนอ่ะคับ

ผม อายุ 28 น้ำหนัก 84 สูง 175 เซนต์ มีโรคประจำตัวคือ เก๊าท์ เป็นตั้งแต่ปี มิถุนายน 2006 รักษา โดยการ

กินยา

Allopurinol 300 mg วันล่ะ 1 ครั้งตอนเช้า

ควบคู่ Colchicine 0.6 mg วันล่ะ 1 ครั้งตอนเช้า เป็นระยะเวลา 1 ปี ใน มิถุนายน 2006 - มิถุนายน 2007

(เช็คเลือดดู Uric acid ทุกๆ 3 เดือน)

หลังจากนั้นค่า กรดยูริค ลดลง จึงได้ลดขนาดยาเป็น

Allopurinol 100 mg วันล่ะ 2 ครั้งตอนเช้า และเย็น

ควบคู่ Colchicine 0.6 mg วันล่ะ 1 ครั้งตอนเช้า เป็นระยะเวลาอีก 1 ปี ใน มิถุนายน 2007- มิถุนายน 2008

(เช็คเลือดดู Uric acid ทุกๆ 6 เดือน)

หลังจากนั้นค่า กรดยูริค ลดลง จึงได้ลดขนาดยาเป็น

Allopurinol 100 mg วันล่ะ 1 ครั้งตอนเช้า

ควบคู่ Colchicine 0.6 mg วันล่ะ 1 ครั้งตอนเช้า เป็นระยะเวลาอีก 6 เดือน ปี ใน มิถุนายน 2007- ตุลาคม 2007

(เช็คเลือดดู Uric acid ทุกๆ 6 เดือน)

หลังจากนั้นค่า กรดยูริค ลดลง จึงได้หยุดยา Cochicine เหลือแต่

Allopurinol 100 mg วันล่ะ 1 ครั้งตอนเช้า เป็นระยะเวลาอีก 2 ปี ใน ตุลาคม 2007 - มกราคม 2010

(ล่าสุด กรด ยูริก อยู่ที่ 7.8 ไม่เกิน 8.0)

- ช่วงมีอาการปวดบวม จะให้ยา

ACOXIA 120 mg วันล่ะ 1 ครั้ง ในขณะที่มีอาการปวดบวม ซึ่งตั้งแต่เริ่มรักษามา จนถึงปัจจุบัน ไม่เคยมีอาการปวดบวมอีกเลย

ตั้งแต่ กุมภาพันธ์ 2010 ผมได้ลองหยุดยา Allopurinol 100 mg วันล่ะ 1 ครั้งตอนเช้า เนื่องจากอยากจะทราบว่าถ้าไปเจาะเลือดค่าจะเกินมั้ย และอยากทราบว่า จะปวดข้ออีกมั้ย จนถึงวันนี้ก็ยังไม่ปวด

- แล้วผมได้ไปตรวจร่างกายมาเมื่อประมาณเดือน สิงหา ปี 09 โดยการเจาะเลือดตรวจ

หมอบอกว่า

1. Choresteral สูง ไปหน่อย ประมาณ 220 คับ อันนี้ไม่แน่ใจ ให้ลดอาหารประเภทเนื้อๆมันๆลง + ออกกำลังกาย (LDL สูง)

2. ตับอักเสบเล็กน้อย ค่าที่ตรวจจำไม่ได้ หมอถามว่า ดื่มแอลกอฮอลรึป่าว ผมตอบว่าใช่ สัปดาห์ล่ะ 1 ครั้ง หมอบอกให้งดดื่ม

3. ค่าไต อยู่ในช่วงที่ปกติ แต่ค่อนไปทางสูง จากตัวเลข เช่น 10-20 ตัวเลขนี่ผม สมมตินะคับ จำได้แต่ว่าผมอยู่ปริ่มๆที่ปลาย 18 หรือ 19 จำไม่ได้คับ

ทีนี้มาถึงคำถามคับ

1. อยากทราบว่าที่ตับผมอักเสบ มันมาจากอะไรคับระหว่าง การทานยา โรคเก๊าท์ อย่างต่อเนื่อง 3-4 ปี หรือว่ามาจากการดื่ม สัปดาห์ล่ะครั้ง ปริมาณที่ดื่ม ผมดื่ม 3 คน เหล้า 1 ขวด ทุกๆสัปดาห์คับ

2.ค่าไต ที่สูงนี่ มันอาจจะมีสาเหตุจากอะไรได้บ้างคับ

3.แล้วยา Legalon กับ วิตามินบี ตามที่ข้างบน ผมสามารถ หาซื้อมาทานที่ไหนได้คับ แล้วตับจะหายอักเสบมั้ยคับ แล้วจะมีผลข้างเคียงอะไรมั้ย หรือว่าไม่ควรทานคับ

ขอความกรุณาด้วยคับ ขอบคุณล่วงหน้าครับ

pikkoro

ปิยะ สมรศาสตร์
Thu Mar 11 2010 16:51:01 GMT+0700 (ICT)

ขอตอบปัญหาคุณ pikkoro ดังนี้

1. ตับอักเสบ เกิดจากยา Allopurinol ครับ อีกทั้งยา Colchicine ก็มีผลทำให้ตับอักเสบได้ดุจกัน การดื่ม แอลกอฮอลล์ อาทิตย์ละครั้งมีผลน้อยมากต่อการอักเสบของตับ แต่จะมีผลมากต่อการทำให้ Choresteral สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้คุณจะออกกำลังกายและลดอาหารประเภทมันๆลงก็คงไม่ได้ช่วยเท่าไร ประการต่อมา การดื่มแอลกอฮอลล์ จะมีผลเป็นอย่างมากต่อความสามารถที่จะขับกรดยูริคของไต ลดลง กล่าวคือ หากคุณยังฝืนดื่มต่อไป ค่าของกรดยูริคในกระแสเลือดก็ยังคงสูงต่อไป เห็นได้จากค่าล่าสุด กรด ยูริค อยู่ที่ 7.8 ไม่เกิน 8.0 ( ทั้งๆที่ทานยาAllopurinolมานานหลายปี ) ค่าดังกล่าวยังสูงอยู่นะครับ และอาจทำให้เกิดอาการ เก๊าท์เฉียบพลัน ปวดตามข้อเท้า ขึ้นมาได้อีก ค่าที่อยู่ในเกณฑ์ที่ดีคือ ระหว่าง 4-5 mg/dl นะครับ

2. ค่ามาตราฐาน ของไต ( BUN ) ในโรงพยาบาลแต่ละแห่งจะไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับน้ำยาที่ใช้ในการทดสอบ แต่โดยปรกติจะอยู่ระหว่าง 5-25 mg/dl แต่ทั้งนี้ต้องดูค่าของ creatinine มาประกอบการวิเคราะห์ด้วยครับ จึงจะทราบว่าไตของเราเสื่อม หรืออยู่ในภาวะไตวายหรือไม่ แต่ไม่ทราบว่าคุณทานยา ArcoXia มานานแค่ใหน เพราะยาตัวนี้ อยู่ในกลุ่ม NSAIDS ที่มีผลกระทบต่อไตเป็นอย่างมากหากทานติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน เคยมีรายงานว่า คนไข้ทานยาตัวนี้ติดต่อกันนานหลายเดือน จนกระทั้งไตวาย ในที่สุด

ดังนั้นถ้าค่าของไต อยู่ในเกณฑ์สูง ก็ให้อนุมาณได้ว่า เป็นผลข้างเคียงมาจากยาตัวนี้ รวมทั้งยาAllopurinol ก็มีส่วนร่วมด้วยดุจกัน

3. วิตามินดังกล่าว สามารถทานได้เลยนะครับ ไม่มีผลเสียต่อร่างกายของคุณแต่ประการใด แต่จะมีส่วนทำให้ สมรรถภาพของตับดีขึ้น ซึ่งหาซื้อได้ตามร้านยาทั่วๆไป หรือตามร้านยาแถวๆอนุสาวรีย์ ตรงข้าม โรงพยาบาลราชวิถี ราคาแต่ละร้านจะไม่เท่ากันครับ

ปิยะ สมรศาสตร์
Thu Mar 11 2010 17:03:33 GMT+0700 (ICT)

ขอแก้ข้อความที่พิมพ์ตกหล่นข้างต้นจาก " แต่จะมีผลมากต่อการทำให้ Choresteral สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ " มาเป็น "แต่ยา Allopurinol จะมีผลมากต่อการทำให้ Choresteral สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ "

ขออภัยนะครับ

หนูหวาน
Fri Mar 12 2010 00:21:05 GMT+0700 (ICT)

คุณหมอคะขอเรียนถามเกี่ยวกับน้ำปลาโพแทสเซียม(ของมหิดลที่โฆษณาในทีวี)ที่จะนำมาในการประกอบอาหารให้ผู้ป่วยที่ต้องการลดโซเดียม เนื่องจากมีอาการบวม จะใช้ได้หรือไม่คะ โพแทสเซียมจะมีผลต่อการทำงานของหัวใจหรือไม่ อย่างไรคะ ถ้าเป็นโรคหัวใจขาดเลือดด้วย

Fri Mar 12 2010 10:04:10 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณมากครับสำหรับคำตอบ ขอตามต่อดังนี้คับ

จากหัวข้อ 147 ข้อ 1.

- ผมควรทาน Allopurinol ต่อไปใช่มั้ยครับ แล้วควรทานไปอีกจนกว่าค่าจะอยู่ในเกณฑ์ที่ดีคือ ระหว่าง 4-5 mg/dl ใช่มั้ยครับ

แต่ผมกลัวว่าทานยาต่อเนื่องนานๆหลายปีจะเป็นอะไรมั้ยคับ

จาก หัวข้อ 147 ข้อ 2.

- ค่าของไตเด๋วผมจะไปเช็คแล้วเอามาบอกอีกครั้งครับ

- ผมทาน Acoxia 120 mg ปีล่ะ ไม่เกิน 3 เม็ดครับ จะกินเฉพาะตอนมีอาการปวดบวมวันล่ะ ครั้งเดียว แล้วก็อาการปวดเฉียบพลันหายไป ผมจะกิน Colchicine 0.6 mg ต่อจนอาการปวดหายครับ แล้วก็หยุดยาทั้ง 2 เหลือแต่ Allopurinol เท่านั้น

- สรุปคือ ยา Allopurinol มีผลต่อตับและไต ด้วยใช่มั้ยครับ แล้วมีวิตามินตัวไหนสามารถช่วยฟื้นฟูไตได้บ้างครับ

จากหัวข้อ 147 ข้อ 3.

ขอขนาดรับประมาน ของ Leganol และ วิตามินต่างๆด้วยครับ ว่าควรทานตัวไหนมั่ง รวมทั้งราคาคร่าวๆด้วยครับ ขอบคุณมากครับผม

ปิยะ สมรศาสตร์
Fri Mar 12 2010 17:51:04 GMT+0700 (ICT)

ขออนุญาตตอบแทนคุณหมอวัลลภต่อไปนะครับ กรณีตามปัญหาของคุณหมูหวานขอตอบดังนี้

กรณีที่ผู้ป่วยต้องการลดปริมาณโซเดียม โดยการไปเพิ่มปริมาณโปรแตสเซี่ยมแทน เป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ถูกต้อง หากเราต้องการลดโซเดียมลง ก็ให้ผู้ป่วยงดทานอาหารเค็มทุกชนิดนะครับ การทานอาหารหรือแร่ธาติที่มีปริมาณโปรแตสเซี่ยมสูงเกินกว่าความต้องการของร่างกาย จักมีผลร้ายต่อหัวใจเป็นอย่างยิ่ง อาจทำให้หัวใจวาย หรือหัวใจหยุดเต้นได้นะครับ โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือด จำต้องระมัดระวังให้มาก หากมีความต้องการจะทราบว่าผู้ป่วยมีปริมาณ โซเดี่ยม และ โปรแตสเซี่ยม ในร่างกายมากน้อยเพียงใด ขอแนะให้ไปตรวจเลือดหาค่าของ Na , K จะเป็นการปลอดภัยต่อผู้ป่วยมากกว่า ผมไม่ไม่ติดตามศึกษา น้ำปลาโปรแตสเซี่ยมของมหิดลตามที่กล่าวมาข้างต้น จึงไม่ขอออกความเห็น แต่น้ำปลา ย่อมมีส่วนประกอบของเกลืออยู่เสมอ จึงไม่อาจหลีกเลี่ยงสารโซเดี่ยมไปได้ ผู้ป่วยที่รับประทานอาหารที่มีส่วนประกอบน้ำปลาดังกล่าว จึงไม่อาจลดอาการบวมนำลงได้ดุจกัน

ปิยะ สมรศาสตร์
Fri Mar 12 2010 18:14:36 GMT+0700 (ICT)

ยา Allopurinol และยา Colchicine หากผู้ป่วยได้รับประทานติดต่อกันเป็นเวลานาน ย่อมมีโอกาสทำให้ตับอักเสบและไตเสื่อมได้ครับ สำหรับกระทู้ 150 ผมขอแนะว่า คุณควรเลี่ยงยาดังกล่าว และหันมาทาน ยา เบ็นซ์โบรมาโรน ขนาด 50 มก / วันแทน จะปลอดภัยกว่ากันมากครับ แต่ควรดื่มน้ำ อย่างน้อย 2 ลิตร / วัน และทานผัก ให้มากกว่าเนื้อสัตว์ / วัน อันจะทำให้เกิดสภาพความเป็นด่างในสารน้ำ จักทำให้การขับกรดยูริคได้ดีขึ้น ผู้ป่วยที่รับยา Allopurinol และดื่มน้ำที่น้อยกว่า 2 ลิตร / วัน ติดต่อกันเป็นเวลานาน มีโอกาสเป็นนิ่วในไตได้มากขึ้นนะครับ

Legalon มีขนาด 70 มก และ 140 มก. ( ยานำเข้าจากต่างประเทศ ) จะมีราคาแพงกว่า กว่า ที่ผลิตในบ้านเรา ลองสอบถามราคาร้านยาดู ผมไม่อาจตอบราคาได้ ส่วน วิตามิน บี1 บี6 และ บี12 ขององค์การเภสัชฯ ราคาถูกมาก ควรทานLegalon ขนาด 70 มก /ครั้ง วันละ 3 ครั้ง ติดต่อกัน 3 เดือน ส่วนวิตามินบี วันละครั้ง คงเพียงพอครับ

แอน
Sun Mar 14 2010 08:48:27 GMT+0700 (ICT)

วันนี้พึ่งรับข่าวว่าน้าชายเป็นโรคตับแข็งหลังจากไปพบหมอแล้วอุตตราซาวด์ดูแปลกใจไม่ดื่มเหล้าแต่เป็นโรคตับแข็งน้าชายเป็นเบาหวานคะต้องฉีดอินซูลินทุกวัน รบกวนผู้รู้ว่าเป็นโรคนี้แล้วจะมีโอกาสดีขึ้นไหม อยู่ได้นานเพียงใด ขาบวมบ่อย ตัวเหลืองด้วยขอความรู้เป็นวิทยาทานด้วยเพราะตอนนี้งงกับชีวิตมาก

ปืยะ สมรศาสตร์
Wed Mar 17 2010 16:21:22 GMT+0700 (ICT)

เข้าใจว่าเคยตอบกระทู้เกี่ยวกับปัญหานี้ไว้หลายกระทู้แล้วครับ น้องแอนลองพลิกกลับไปดูกระทู้หน้าที่ 1-5 ดูนะครับ

วารินทร์
Thu Mar 18 2010 10:30:41 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะ คุณหมอ

พ่อดิฉันอายุ 57 ปี มีอาการเจ็บท้อง,ท้องบ่วมเล็กน้อย,ขาและเท้าบวม หมอรพ.หนึ่งหมอบอกว่าเป็นไตวายและตับวายรวมทั้งเป็นโรคปอดด้วย เขาก็ทำการฟอกเลือดประมาณ 2 ครั้ง จากนั้นก็ย้าย รพ.ที่มีสิทธิบัตรทอง หมอบอกว่าตับโตเล็กน้อยไม่มีปัญหาและกำลังรักษาโรคปอดอยู่ ส่วนอาการขาและเท้าบวมพอปัสสวะออกก็หายไป ส่วนไตก็ฟอกเหมือนเดิม (ดิฉันไม่เข้าใจว่าทำไมหมอ 2 รพ.บอกไม่เหมือนกัน) และอยากทราบว่าอาการท้องบวมและเจ็บท้องจะหายไหมค่ะ และอาการข้างต้นเป็นอะไรกันแน่

alinkij
Thu Mar 18 2010 11:16:35 GMT+0700 (ICT)

คุณพ่อเป็นโรคตับ ไปหาหมอ หมอให้ยาบำรุงตับ

อาการก็ดีขึ้น กินข้าวได้ และก็กลับไปทำงาน

ไม่ค่อยได้กินอาหารตามที่หมอสั่ง ยาก็กินไม่ค่อยตรงเวลา

เพราะทำงานเป็นกะ

ไม่รู้ว่าจะเกี่ยวกันหรือเปล่า นะค่ะ

เพราะว่า พ่อป่วยเป็นไข้บ่อยมาก เป็นๆ หายๆ เวลาเป็น

จะหนาวสั่นไปทั้งตัว บางครั้งก็ไอจนมีเลือดออกมา

ขอรบกวนขอคำตอบจากคุณหมอ ว่า อาการที่เล่าให้ฟัง

มันจะเกี่ยวข้องกับโรคตับ / หรือ มะเร็งตับหรือเปล่า

ปิยะ สมรศาสตร์
Thu Mar 18 2010 20:03:13 GMT+0700 (ICT)

ขอตอบคุณวารินทร์ดังนี้

ตามที่แจ้งอาการของคุณพ่อ คงต้องเชื่อแพทย์ผู้ทำการรักษาว่า ผู้ป่วยเป็นโรคไตวาย ส่วนโรคตับนี้น ผมไม่ทราบวิธีการตรวจของแพทย์ทั้งสองท่านตามที่กล่าวมาและมีการตรวจตับด้วยวิธี อัลตร้าซาวน์ หรือ CT Scan ด้วยหรือไม่ จึงไม่อาจออกความเห็นว่า ทำไมแพทย์ผู้ทำการรักษาผู้ป่วยจึงมีความเห็นต่างกัน อาการเจ็บท้อง และท้องบวม ของผู้ป่วย คงต้องค้นสาเหตุที่แท้จริงว่า เป็นโรคตับแข็งร่วมด้วยหรือไม่ ถ้ารักษาที่ต้นเหตุได้ อาการดั่งที่แจ้งมาคงทำให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นได้นะครับ

ปิยะ สมรศาสตร์
Fri Mar 19 2010 23:25:21 GMT+0700 (ICT)

ขอตอบกระทู้ 156 ว่า อาการไอเป็นเลือด ในผู้ป่วยโดยทั่วไป ผมเห็นว่า น่าจะมีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะ โรคปอด แต่ถ้าผู้ป่วย อาเจียนเป็นเลือด คงต้องวิเคราะห์เจาะลึกถึงระบบ ทางเดินอาหาร โดยเฉพาะ การตกเลือดในกระเพาะอาหาร อันมีสาเหตุหลักมาจาก โรคตับแข็ง เป็นปฐม นะครับ

alinkij
Mon Mar 22 2010 08:37:29 GMT+0700 (ICT)

เมื่อวานพาพ่อไปตรวจเลือด เพื่อหาตัวชี้วัดมะเร็ง (ไม่แน่ใจว่าเรียกถูกหรือเปล่าค่ะ)

หมอบอกว่า อาการของพ่อดีขึ้น ค่าเอ็นไซตับลดลง หนูเรียกถูกหรือเปล่าไม่แน่ใจ

แต่หมอบอกว่า เมื่อครั้งแรกที่พ่อมาตรวจ ค่าอยู่ที่ 1 ร้อยกว่า แต่ตอนนี้ลดลงมาอยู่ที่

50 กว่าๆ ถือว่าดีขึ้น แต่ยังต้องคอยตรวจเลือดทุกๆ 6 เดือน

คุณหมอว่าอาการของพ่อเป็นอย่างไรบ้างค่ะ

และถ้าเรากินยาบำรุงตับไปเรื่อยๆ จะมีผลกระทบอะไรหรือเปล่าค่ะ

วรรณวิมล
Tue Mar 23 2010 15:36:14 GMT+0700 (ICT)

พ่อดิฉันเป็น ตับ ไต ความดัน เบาหวาน เก๊า และตอนนี้ หมอบอกให้ทำใจ อาจจะอยู่ได้ไม่นาน ช่วยแนะนำ ดิฉันหน่อยคะว่าดิฉันจะทำอย่างไรดี กุ่ม ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ

อยากรู้
Tue Mar 23 2010 21:45:35 GMT+0700 (ICT)

ผลตรวจร่างกายประจำปีค่าอื่นๆปกติ แต่ค่าเอนไซม์จากตับ AST 44 และค่า ALT 60 สูงกว่าปกติ บ่งบอกให้ทราบว่าสภาพการทำงานตับอยู่ในสภาพใด ลืมแจ้งค่าเอนไซม์จากตับมีค่า 47 และ 60 ตามลำดับ คำแนะนำที่ได้จากโรงพยาบาล ให้งดสุรา เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ งดรับประทานอาหารสุกๆดิบๆ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องสิ่งเหล่านี้อยู่แล้ว ควรจะทานLegalon หรือไม่ ช่วยฟื้นฟูตับได้มากน้อยเพียงใด ขอบคุณค่ะ

ปิยะ สมรศาสตร์
Wed Mar 24 2010 00:33:12 GMT+0700 (ICT)

ขอตอบคุณ alinkij ดังนี้

ตัวชี้วัดมะเร็ง ตามที่ได้แจ้งมาผมเข้าใจว่าน่าจะเป็นการตรวจหาค่า alpha -fetoprotein (AFP) นะครับ ค่าเอ็นไซตับลดลง อยู่ที่ 50 ถือว่ายังอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ แต่ยังสูงกว่าปกติ ผู้ป่วยควรทานยาบำรุงตับไปเรื่อยๆ อีก 6 เดือน แล้วค่อยพาผู้ป่วยตรวจเลือด อีกครั้ง นะครับ ส่วนยาบำรุงตับ Legalon ไม่มีผลกระทบใดๆต่อผู้ป่วยครับ

มารวย
Wed Mar 24 2010 11:46:30 GMT+0700 (ICT)

เรียนคุณหมอที่เคารพ

ผมมีปัญหาสุขภาพขอปรึกษาคุณหมอ ดังนี้ครับ

ผมเข้ารับการตรวจสุขภาพ ที่รพ.ศรีนครินทร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผลดังนี้ครับ

sgot 55

sglt 61

Fibroscan ( ตับ ) 7.6 Kpa หมอบอกว่าผมเป็นตับแข็ง

ตอนนี้คุณหมอ ได้เจาะเจาะตับ ไม่แน่ใจว่าเขาเรียก biopsy หรือเปล่า หมอนัดฟังผล 20 เมย.53 ตอนนี้ ไม่สบายใจครับ อยากขอคำแนะนำด้วยครับ

ตอนนี้ผมเป็นโรคเก๊าท์ ทานยา Allopurinol Chochicine และ diclofenac เป็นประจำ

ปิยะ สมรศาสตร์
Wed Mar 24 2010 16:29:22 GMT+0700 (ICT)

คุณวรรณวิมลครับ ผมเห็นคำลงท้ายกระทู้ของคุณแล้ว เข้าใจว่า อาการของคุณพ่อ คงไม่น่าซีเรียสเท่าใดนัก แต่ขอเอาใจช่วย ให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาตามอาการต่อไป เช่นถ้าความดันสูง ก้ควรทานยาลดความดันให้พอเหมาะพอควร ตามคำแนะนำของแพทย์ โรคเก๊าท์ ก็ให้ระมัดระวังการทาน ยา Allopurinol และยา Colchicine และถ้าผู้ป่วยมีปัญหาโรคตับ และไตร่วมด้วยแล้ว ควรลดปริมาณของยาดังกล่าว / วัน และควรทานวัน เว้น วัน เพื่อชลอมิให้ตับและไตทำงานหนักมากขึ้น อันเป็นปัจจัยเกื้อหนุน มิให้พยาธิสภาพของตับและไตของผู้ป่วย เลวลงเร็วขึ้นกว่าเดิม และผลที่สุดหากแพทย์ผู้ทำการรักษา ให้ญาติผู้ป่วยทำใจ ผมคงขอแนะเพิ่มเติมให้ใช้หลักธรรมะ ของพระพุทธองค์ควบดู่กันไปด้วย ในการกำหนด ให้เราเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ในปัญญาสมาธิ เพื่อให้รู้แจ้งเห็นจริงว่า ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวเรา แม้กระทั่งตัวเราเอง ไม่อาจหลีกหนีพ้น ในเรื่องของ อนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา และขอให้ใช้เวลาส่วนที่เหลือ ใช้ไปในการทำสามาธิ เพื่อให้ตัวเรา เกิดปัญญา ความรู้และความเข้าใจ ในหลักของ ความสะอาด สว่าง และสงบ เพื่อประโยชน์ของผู้ปฎิบัติธรรม เพื่อการพ้นทุกข์กันต่อไป

ปิยะ สมรศาสตร์
Wed Mar 24 2010 16:57:30 GMT+0700 (ICT)

ขอตอบปัญหาคุณ มารวย แทนคุณหมอวัลลภต่อไปว่า Biopsy คือการผ่าตัดเพื่อการวินิจฉัยนะครับ ด้วยวิธีตัดหรือขลิบชิ้นเนื้อจากก้อนเนื้องอก หรืออวัยวะที่เราสงสัยว่าจะเป็นมะเร็งหรือไม่ วิธีนี้จะสามารถยืนยันได้ ชิ้นเนื้อนั้น เป็นเนื้องอก ธรรมดา หรือ มะเร็ง การตัดชิ้นเนื้อเพื่อพิสูจน์ดังกล่าว แบ่งออกเป็น 2 วิธี คือ

ก. ตัดชิ้นเนื้อเพียงบางส่วน (Incisional Biopsy)

ข. ตัดเนื้องอกออกทั้งก้อน (Excisional Biopsy )

ส่วน Fibroscan เป็นเทคโนโลยีใหม่ๆที่ใช้เพื่อตรวจพังพืดในตับโดยใช้หลักการของการส่งคลื่นเสียงและความสั่นสะเทือนเข้าไปในเนื้อตับ โดยตับที่แข็งจะมีความสามารถในการผ่านคลื่นเสียงเร็วกว่าตับปกติ โดยใช้สูตร E=3pV2

p=ความหนาแน่นของตับ

V=ความเร็วในการเคลื่อนที่ของความสั่นสะเทือน

• การวัดความแข็งของตับโดย Fibroscan

• การแบ่งระดับของพังผืดในตับ

การแปลผล

1. ระดับความแข็งของตับขั้นที่ 0-1 = 3.0 - 7.1 kPa

2. ระดับความแข็งของตับขั้นที่ 2 = 7.1 - 9.5 kPa

• การตรวจความแข็งของตับในกลุ่มคนไทยที่ปกติ พบได้ว่าค่าความแข็งของตับ มัธยฐาน 5.0 kPa ดังนั้นผลการตรวจตับของคุณ มารวยได้ผลที่ 7.6 Kpa จึงถือได้ว่า ตับของคุณอยู่ในระดับความแข็งระดับที่ 2 นะครับ และคงต้องรอผลชิ้นเนื้อตับกันต่อไปว่า เป็นมะเร็งตับชนิด Hepatocellular carcinoma หรือไม่

มารวย
Wed Mar 24 2010 18:25:53 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณคุณหมอครับ

ได้อ่านแล้วยิ่งกังวลไปกันใหญ่ มะเร็งตับชนิด Hepatocellular carcinoma คืออะไร มีโอกาสรักษาได้มาก น้อยแค่ไหน และผมมีโอกาสเป็นแค่ไหน ข้อมูลที่ได้มาขณะนี้พอจะสรุปได้หรือไม่ เพราะตอนที่เจาะ คุณหมอก็ไม่ได้บอกว่ามีเนื้องอกหรือไม่ บอกแต่ว่าตับแข็ง

มารวย
Wed Mar 24 2010 18:33:14 GMT+0700 (ICT)

ข้อมูลเพิ่มเติมครับ

ผลการตรวจไวรัสตับอักเสบของผม negative ครับ

ขอรบกวนคุณหมอด้วยครับ กังวลมาก

ปิยะ สมรศาสตร์
Wed Mar 24 2010 21:27:41 GMT+0700 (ICT)

ขออย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้ อย่าไปวิตกกังวลจนเกินเหตุ ไว้รอผลตรวจชิ้นเนื้อตามที่แพทย์ได้แจ้งนัดคุณไว้จะดีกว่านะครับ ผลอาจไม่มีมะเร็งตับร่วมด้วยก็มีความเป็นไปได้สูง ช่วงเวลาแห่งการรอคอยผลตรวจฯ คุณอาจพาตัวเองไปเจาะเลือดที่โรงพยาบาลเพื่อหาค่าของ alpha -fetoprotein (AFP) ดูสักครั้งจะทราบทันทีว่าคุณมีมะเร็งตับร่วมด้วยหรือไม่ คุณจะได้สบาบใจขึ้น ส่วนคำถาม ถึงมะเร็งตับชนิด Hepatocellular carcinoma นั้น ผมจะตอบให้ทราบในวันหลังที่คุณได้ทราบผลตรวจเลือด หรือผลชิ้นเนื้อแล้วจะดีกว่าเช่นกันครับ มิฉนั้นจะไปทับถมเพิ่มความกังวลให้คุณโดยใช่เหตุอีกดุจกัน

ด.ช.สิทธิพร
Thu Mar 25 2010 23:48:31 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีอาหมอครับพ่อผมถ่ายหนักถ่ายเบาไม่ออกมา 5 วันแล้วครับพ่อผมตาเหลือง อ่อนเพลีย ขยิบตาตลอด เหงือออกตามตัว พ่อผมเคยกินยารักษาโรคตับอักเสบเมื่อปีก่อน ตอนนี้พ่อผมอยู่ในเรือนจำเป็นนักโทษอยู่ครับ หรือเป็นนิ่วเพราะกินน้ำไม่สะอาดหรือเปล่าครับ ผมอยากทราบว่าพ่อผมเป็นโรคอะไรครับ

Fri Mar 26 2010 15:48:53 GMT+0700 (ICT)

การที่ปัสสาวะไม่ออกนั้นมีสาเหตุใหญ่ๆ คือ

1.กระเพาะปัสสาวะไม่บีบตัว

2.มีการอุดกั้นของท่อปัสสาวะ

1.กระเพาะปัสสาวะไม่บีบตัว

สาเหตุหลักน่าจะเป็นเพราะต่อลูกหมากโตในผู้ป่วยชาย นะครับ ส่วนปัญหาอุจาระไม่ออก คงมาจากอาการท้องผูก แก้ไขโดย นำมะขามเปียกที่มัลักษณะเป็นก้อนๆ มาแช่น้ำ ขยำให้พอเหมาะ แล้วคัดกรองแต่น้ำ นำมาให้ผู้ป่วยดื่มหลายๆครั้ง / วัน จักทำให้ผู้ป่วยสามารถขับถ่ายอุจาระได้ดีขึ้น

คูณพ่อของหนู มีอาการของโรคตับอักเสบนะครับ คงต้องบอกให้แพทย์ในเรือนจำ ส่งผู้ป่วยมาทำการรักษา ณ โรงพยาบาลนอกสถานที่จะปลอดภัยกว่า อย่างน้อยคงมีโอกาสได้ตรวจเช็คระบบทางเดินปัสสวะไปด้วยว่าผู้ป่วยมัปัญหา กระเพาะปัสสวะอักเสบ และ / หรือไตอักเสบร่วมด้วยหรือไม่ รวมทั้งตรวจนิ่วในระบบทางเดินปัสสวะควบคู่ด้วย

อนึ่งสิทธิของผู้ป่วยชายในเรือนจำจักต้องได้รับการคุ้มครอง การรักษาพยาบาลอย่างเต็มที่และอย่างดีที่สุด อันเป็นไปตามกฎหมายที่คุ้มครองสิทธิของผู้ป่วยแม้จะจะอยู่ในฐานะ นักโทษก็ตาม แต่ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ยังคงได้รับการปกป้องและคุ้มครองอยู่ตลอดไป อันเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศไทยเรา นะครับ

ปิยะ สมรศาสตร์
Sat Mar 27 2010 00:30:23 GMT+0700 (ICT)

การที่ปัสสาวะไม่ออกนั้นมีสาเหตุใหญ่ๆ คือ

1.กระเพาะปัสสาวะไม่บีบตัว

2.มีการอุดกั้นของท่อปัสสาวะ

สาเหตุหลักน่าจะเป็นเพราะต่อลูกหมากโตในผู้ป่วยชาย นะครับ ส่วนปัญหาอุจาระไม่ออก คงมาจากอาการท้องผูก แก้ไขโดย นำมะขามเปียกที่มัลักษณะเป็นก้อนๆ มาแช่น้ำ ขยำให้พอเหมาะ แล้วคัดกรองแต่น้ำ นำมาให้ผู้ป่วยดื่มหลายๆครั้ง / วัน จักทำให้ผู้ป่วยสามารถขับถ่ายอุจาระได้ดีขึ้น

คูณพ่อของหนู มีอาการของโรคตับอักเสบนะครับ คงต้องบอกให้แพทย์ในเรือนจำ ส่งผู้ป่วยมาทำการรักษา ณ โรงพยาบาลนอกสถานที่จะปลอดภัยกว่า อย่างน้อยคงมีโอกาสได้ตรวจเช็คระบบทางเดินปัสสวะไปด้วยว่าผู้ป่วยมัปัญหา กระเพาะปัสสวะอักเสบ และ / หรือไตอักเสบร่วมด้วยหรือไม่ รวมทั้งตรวจนิ่วในระบบทางเดินปัสสวะควบคู่ด้วย

อนึ่งสิทธิของผู้ป่วยชายในเรือนจำจักต้องได้รับการคุ้มครอง การรักษาพยาบาลอย่างเต็มที่และอย่างดีที่สุด อันเป็นไปตามกฎหมายที่คุ้มครองสิทธิของผู้ป่วยแม้จะจะอยู่ในฐานะ นักโทษก็ตาม แต่ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ยังคงได้รับการปกป้องและคุ้มครองอยู่ตลอดไป อันเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศไทยเรา นะครับ

วานิสสา
Mon Mar 29 2010 11:35:19 GMT+0700 (ICT)

สวัดดีค่ะตอนนี้ปวดท้องข้างขวามา1เดือนเเล้วอยากจะถาคุณหมอทุกกลางคืนจะปวดท้องข้างขวามากเป็นผังพื้นที่มดลูกอีกด้วยถ้าเวลามีประจำเดือนจะปวดมากเก่าพักนี้ก็ปวดท้องหนักขึ้นทุกวัน

สุมาลี ศ.
Tue Mar 30 2010 20:53:14 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะคุณหมอ ตอนนี้คุณพ่อของดิฉันเป็นตับแข็ง และ Epatite Bตอนนี้ ถึงขนาดตัวเหลือง ตาเหลือง ท้องบวม เท้าบวม ทานอาหารไม่ได้ และขับถ่ายเป็นมูกเลือด. ดิฉันไม่เข้าใจว่าทำไมทางแพทย์ของโรงพยาบาลอำนาจเจริญ ส่งให้ผู้ป่วยกลับบ้านโดยไม่มีเหตุผล ทั้งที่ผู้ป่วยไม่มีแรงแม้กระทั่งลุกขึ้นยืน แถมให้ใบนัดพบแพทย์อีกหลัง 2 สัปดาห์. คุณหมอคิดว่าคนไข้จะอดทนรอไหวไหมคะ. คุณหมอมีคำแนะนำให้ดิฉันไหมคะ.

ขอขอบคุณอย่างสูง

สุมาลี ศ.

ปิยะ สมรศาสตร์
Wed Mar 31 2010 17:21:01 GMT+0700 (ICT)

คุณวานิสสา ควรพาตัวเองไปพบแพทย์โดยด่วนจะดีกว่านะครับ เท่าที่ได้ฟังอาการ ผมคงมีความเห็นว่า หากปวดท้องด้านขวาตอนบน มันคงเกิด จากโรคตับและถุงน้ำดี หรือในบางครั้งโรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นที่ถุงน้ำดีก็อาจเกิดขึ้นบริเวณส่วนท้องน้อยก็เป็นได้

แต่ถ้าหากปวดท้องด้านขวาตอนล่างอาจเป็นอาการของไส้ติ่งอักเสบอย่างเฉียบพลัน แต่ถ้าหากปวดท้องส่วนกลางส่วนใหญ่มักเกิดจากสาเหตุที่มาจากโรคที่เกิดขึ้นที่ลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่ นอกจากนี้อาการปวดท้องที่บริเวณนี้อาจเกิดจากไส้ติ่งอักเสบ ซึ่งมักเริ่มที่บริเวณนี้ก่อนเสมอ แล้วจึงเลื่อนมาเป็นบริเวณท้องน้อย

ทางที่ดีต้องไปพบแพทย์เพื่อวิจัยฉัยอย่างละเอียด ที่สำคัญอย่าไปหาซื้อยามารับประทานเอง เพราะหากรักษาผิดจุดขึ้นมาอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต

อาการพังผืดหนาที่มดลูก คงไม่ใช่สาเหตุหลักที่ทำให้คุณปวดท้องมาก ณ บริเวณดัง่ที่ได้แจ้งมา

ที่มา: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

Update 22-06-52

อัพเดทเนื้อหาโดย : กันทิมา ลีจันทึก

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

- มะเร็งกระเพาะอาหาร พบในคนที่อายุ 40 ปีขึ้น

- กระเพาะปัสสาวะไวเกิน!! อาการเสี่ยง “โรคติดเชื้อ”

- เตือนผู้หญิงปวดท้องน้อยอย่านิ่งนอนใจ

- ปวดท้อง ไม่ได้เป็นโรคกระเพาะเสมอไป

- “กรดไหลย้อน” ภาวะเบื้องต้นของโรคกระเพาะอาหาร

- “มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ” พบมาก 1 ใน 10 อันดับแรกของมะเร็งในชาย

- สาเหตุของท้องผูก???

- รู้จักมะเร็งถุงน้ำดี และท่อน้ำดี

» อ่าน 19393 ครั้ง

ปิยะ สมรศาสตร์
Wed Mar 31 2010 17:33:00 GMT+0700 (ICT)

คุณสุมาลี ควรต้องถามแพทย์ ที่โรงพยาบาลอำนาจเจริญด้วยตนเองจะดีกว่ากระมังครับ ว่ามีเหตุผลกลใดที่จำค้องส่งผู้ป่วยกลับบ้าน ทั้งๆที่ผมได้ฟังอาการของผู้ป่วยแล้วมีความเห็นว่า อาการของผู้ป่วยอยู่ในขั้นวิกฤติและจำเป็นต้องเยียวยารักษาตัวอบู่ในโรงพยาบาล ไม่ควรส่งผู้ป่วยกลับบ้านในลักษณะอาการเช่นนี้ ผู้ป่วยอาจมีอาการรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ จากอาการตกเลือดในกระเพาะอาหารนะครับ

Sat Apr 03 2010 12:59:19 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะ คุณหมอ คือว่า พ่อของดิฉันเป็นโรคตับแข็ง มีอาการ ท้องบวม เท้าบวม

นี้ก้อพึ่งกลับจากโรงบาล หมอเขาก้อเจาะเอาน้ำออก ออกเยอะมากด้วย

5 ลิตรกว่า แหนะ ตอนจากเจาะ 2 วัน ก้อรู้สึกว่านอนสบายขึ้น

แต่บางที่ก้อ ขาเป็น ตะคริว อันนี้มันจัเกี่ยวกันไหมค่ะ

ตอนนี้ท้องของพ่อก้อดูมันตึงขึ้น ดูเหมือนจะกลับเป็นเหมือนเดิม

นอนก้อรู้สึกอึดอัด พ่อมีร่างกายผอมจากเดิมมากพอสมควร

คุณหมอมีคำแนะนำอารัยให้ดิฉันไหมค่ะ ดิฉันกังวลมาก

ดิฉันรักพ่อมากกกกกก ไม่อยากเห็นพ่อเป็นแบบนี้ เลยยย

ปิยะ สมรศาสตร์
Sat Apr 03 2010 16:29:38 GMT+0700 (ICT)

ผู้ป่วยโรคตับแข็ง อาจมีภาวะไตวายร่วมด้วย อาการตะคริว ก็คงมีสาเหตุมาจากปัญหาโรคไตเช่นกัน ส่วนข้อปฎิบัติของผู้ป่วยโรคตับแข็ง ได้ให้ข้อแนะนำไปแล้วในกระทู้ที่ 32 หน้าที่ 2 นะครับ

Sun Apr 04 2010 14:06:26 GMT+0700 (ICT)

ต่อจากกระทู้ที่ 176

แล้วทำไมตอนนี้ท้องของพ่อบวมเหมือนเดิมละค่ะ ทั้งๆที่

เอาน้ำออกแล้วมากว่า 5 ลิตร

หรือว่าต้องไปเจาะเอาออกอีก

แล้วถ้าเจาะครั้งที่ 2 จะต้องห่างกับวันแรกกี่วันค่ะ

ปิยะ สมรศาสตร์
Sun Apr 04 2010 17:02:30 GMT+0700 (ICT)

การเจาะน้ำออกจากท้องของผู้ป่วยในภาวะ ท้องมาน ( Ascites ) ไม่อาจกำหนดได้แน่นอนว่าควรต้องเจาะน้ำออกห่างกันเท่าไรกี่วันต่อครั้งครับ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายสาเหตุ เช่นภาวะอันเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียของน้ำในช่องท้อง วัณโรคของช่องท้อง โรคหัวใจล้มเหลว โรคตับออ่น โรคไต เหล่านี้เป็นต้น และหากผู้ป่วย มีอาการท้องมาน จากโรคตับแข็ง แน่นอนดั่งแพทย์ได้วินิจฉัย การรักษานอกจากการเจาะน้ำออกในช่องท้องเป็นครั้งคราวแล้ว แพทย์อาจจะให้ยาขับปัสสวะร่วมในการรักษาโรคนี้ไปด้วย และข้อสำคัญในการปฎิบัติ คือ ให้ผู้ป่วยดื่มน้ำไม่เกิน 1 ลิตร / วัน, ลดอาหารเค็มให้เหลือน้อยที่สุด รับอาหารโปรตีนจากพืชอย่างพอเพีบง และข้อสุดท้ายอันพึงต้องระมัดระวัง คือภาวะไตล้มเหลวเนื่องจากตับ ( hepatorenal syndrome ) อันจะทำให้น้ำในท้องมีปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆ และปริมาตรภายในหลอดเลือด ( intravascular volume ) ก็จะลดลง เลือดไหลผ่านไตน้อยลง เกิดภาวะไตล้มเหลวได้ และหากผู้ป่วยปัสสวะไม่ออก จะทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตภายในไม่กี่วัน นะครับ

Mon Apr 05 2010 11:48:42 GMT+0700 (ICT)

ผมมีอาการท้องบวม ท้องโตมาก คล้ายกับคนท้อง

ท้องของผมใหญ่ถึง 46 นิ้ว เท้าก็บวม

พึ่งออกจากโรงบาล ไปเจาะเอาน้ำออก ออกมาประมาณ 6 ลิตร

ตอนนั้นผมวัดดู ลงแค่ 2 นิ้ว

แล้วอีกกี่วันถึงท้องจะลดเป็นปกติ

แล้ว ควร งดอะรัยบ้าง จำพวก น้ำแข็ง นม กินได้ไหมครับ

สุมาลี ศ.
Mon Apr 05 2010 17:35:03 GMT+0700 (ICT)

ต่อจากกระทู้ 173

ขอบคุณค่ะ คุณปิยะ.

ตอนนี้คุณพ่อของดิฉันท้องบวมมากแล้ว และทานอะไรไม่ได้มากว่าหนึ่งอาทิตย์แล้ว พาไปโรงพยาบาล ทาง รพ. อำนาจเจริญก็ไม่รับ สุดท้ายไปอยู่ที่ รพ. ปทุมราชวงศา ทาง รพ.ก้ได้พยามช่วยเหลืออย่างเต็มที่ รองเจาะท้องทั้งสองข้างแล้ว แต่ก็ไม่สามารถระบายนำออกจากท้องได้ ดูแล้วมันทรมารมากนะคะ แพทย์ทุกคนก้หมดปัญญาที่จะเยียวยาไม่ให้ทรมาร สุดท้ายคุณพ่อก็รู้ตัว ว่าคงจะอยู่ไม่ได้นานนัก แกขอร้องให้ย้ายแกกับไปนอนรอวันอยู่ที่บ้าน ทาง รพ.ก้ให้เช่าเครื่องออกซ์ซิเจนย์เพื่อช่วยหายใจมาด้วย ตอนนี้ทุกคนก็ได้แต่เฝ้ารอวันให้แกหมดเวรหมดกรรม จะได้ไม่ต้องทรมารอีกต่อไป ตอนนี้แกกลับมาอยู่บ้านนอนทรมารมาได้ 2 - 3 วันแล้ว ตัวเหลืองและเย็นจนหมดแล้ว ปากเปื่อยจนอ้าปากพูดไม่ได้ ดิฉันก็หมดปัญญาแล้วค่ะ.

Tue Apr 06 2010 10:39:39 GMT+0700 (ICT)

ผมมีอาการท้องบวม ท้องโตมาก คล้ายกับคนท้อง

ท้องของผมใหญ่ถึง 46 นิ้ว เท้าก็บวม

พึ่งออกจากโรงบาล ไปเจาะเอาน้ำออก ออกมาประมาณ 6 ลิตร

ตอนนั้นผมวัดดู ลงแค่ 2 นิ้ว

แล้วอีกกี่วันถึงท้องจะลดเป็นปกติ

แล้ว ควร งดอะรัยบ้าง จำพวก น้ำแข็ง นม กินได้ไหมครับ

ปิยะ สมรศาสตร์
Wed Apr 07 2010 12:51:21 GMT+0700 (ICT)

ข้อปฎิบัติของกระทู้ที่ 180 ผมได้ให้คำแนะนำไว้แล้วในกระทู้ 179 ส่วนการรับประทานน้าแข็ง ไม่มีข้อห้ามครับ แต่ถ้าคำนวณเป็นสารน้ำแล้วก็ไม่ควรเกิน 1 ลิตร / วัน การดื่มนม วันละ แก้ว ก็ไม่มีข้อห้ามเฃ่นกัน แต่ถ้ามากเกินไปอาจมีผลกระทบต่อไตของผู้ป่วยเช่นกันครับ

ปิยะ สมรศาสตร์
Wed Apr 07 2010 13:04:20 GMT+0700 (ICT)

คุณสุมาลีครับ ผมขอแสดงความห่วงใย และขอให้คุณและครอบครัวพยายามทำใจให้เข้มแข็งไว้เถอะนะครับ ขอให้ตั้งสติให้ดี และกำหนดรู้ในความเปลี่ยนแปลงแห่งชีวิตของมนุษย์ ที่ไม่อาจมีใครจะหลีกหนีพ้น ความเกิด แก่ เจ็บและตายไปได้ แม้กระทั่วตัวเราเอง ขอให้ถือเสียว่า เราจะรียนจบได้ปริญญามาสักกี่ใบก็ตาม แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครหนีพ้นที่จะต้องมาเรียนจบได้รับปริญญาใบสุดท้ายแห่งชืวิตนี้นี่เอง

หมิว
Fri Apr 23 2010 17:29:03 GMT+0700 (ICT)

ดิฉันอยากทราบว่าเมื่อเราเป็นโรคไวรัสตับอักเสบบี ควรทานอาหารจำพวกไหนเป็นพิเศษค่ะ

ผลไม้ชนิดใด และสิ่งที่ควรงดมากที่สุดนอกจากสุราคืออะไรอีกบ้างค่ะ

ถ้าคุณหมอจะกรุณา ช่วยตอบกลับมายังเมล์ที่ให้ไว้ข้างต้นนี้ เนื่องจากไม่ค่อยมีเวลาเล่นอินเตอร์เน็ตเท่าไหร่

ช่วงนี้งานยุ่งมาก ขอบคุณคุณหมอไว้ ณ โอกาสนี้ค่ะ

แอ้
Sun Apr 25 2010 15:54:36 GMT+0700 (ICT)

สามีดิฉันได้ไปรักษาโรคไทรอนย์เป็นพิษพอตอนหลังได้ปวดท้องใต้ซืโครงด้านขวาหมอก็เลยให้ไปทำเอ็กซเรย์แม่เหล็กแล้วเมื่อวันที่21เมษายน ได้ไปรับผลหมอบอกว่าได้เป็นโรคตับแข็งแล้วกลับมาบ้านมีอาการปวดรุนแรงและอ่อนเพลียด้วยก็พาส่งโรงพยาบาลระนองดิฉันต้องการให้สามีดิฉันทำเอ็มอาร์ไอเพื่อที่จะรู้ว่าเป็นขั้นที่เท่าไรมีโอกาสที่จะรักษาอย่างไรได้บ้างตอนนี้สามีดิฉันท้องอืดมากแต่มีนำหนักลดลงและเวลาปวดปันสะวะก็จะมีอาการปวดที่ตับและมีอาการไข้ขึ้นแต่ก่อนสามีดิฉันเป็นเบาหวานอยู่แล้ว10กว่าปีวันแรกที่เข้าโรงพยาบาลเบาหวานขึ้น300กว่าความดันก็ขึ้นสูงมากดิฉันอยากให้คณุหมอซ่วยวิฉัยโรคของสามีดิฉันด้วยน่ะค่ะขอบคุณอย่างสูง

Sun Apr 25 2010 16:31:54 GMT+0700 (ICT)

ขอตอบคุณหมิว กระทู้ที่ 185 ก่อนนะครับ ว่า การตอบปัญหาสุขภาพ ถ้าตอบเป็นการส่วนตัว ประชาชนโดยทั่วไปจักไม่ได้ประ

โยชน์ไม่ได้ความรู้เท่าที่ควร อีกทั้งผมเองมีความประสงค์จะให้ความรู้ด้านการแพทย์ เป็นวิทยาทาน แก่ผู้ป่วย หรือคนไข้ด้วยอีกโสด

หนึ่ง จึงต้องขออภัยคุณหมิวด้วย ที่ไม่อาจสนองตอบเป็นการส่วนตัวได้ อีกทั้งการเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ตถ้าความเห็นทางการแพทย์ของผมไม่ถูกต้อง ก็อาจจะมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญท่านอื่นๆ คอยท้วงติงและคัดค้านความเห็นของผมได้ จักเป็นผลดีที่จะประเทืองปัญญาผมไปในตัว และเป็นประโยขน์ต่อสาธารณชน ส่วนรวมต่อไปนะครับ

ส่วนปัญหาที่ถามมา สำหรับคนเป็นโรคไวรัสตับอักเสบบี ไม่มีข้อห้ามใดๆในเรื่องของการรับประทานผลไม้สดทุกชนิดนะครับ เพียงแต่พยายามควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปรกติและออกกำลังกายสัปดาห์ละ 2-3 ครั้งเป็นอย่างน้อยก็คงเพียงพอแล้วกระมัง

นอกจากหลีกเลี่ยง สุรา แล้วก็ยังคงต้องหลีกเลี่ยงยาบางชนิดซึ่งมีผลที่เป็นอันตรายต่อตับ ซึ่งผมเคยให้รายละเอียดยาไว้แล้วในกระทู้ก่อนๆข้างต้น

ปิยะ สมรศาสตร์
Sun Apr 25 2010 16:36:10 GMT+0700 (ICT)

ขอตอบคุณหมิว กระทู้ที่ 185 ก่อนนะครับ ว่า การตอบปัญหาสุขภาพ ถ้าตอบเป็นการส่วนตัว ประชาชนโดยทั่วไปจักไม่ได้ประ

โยชน์ไม่ได้ความรู้เท่าที่ควร อีกทั้งผมเองมีความประสงค์จะให้ความรู้ด้านการแพทย์ เป็นวิทยาทาน แก่ผู้ป่วย หรือคนไข้ด้วยอีกโสด

หนึ่ง จึงต้องขออภัยคุณหมิวด้วย ที่ไม่อาจสนองตอบเป็นการส่วนตัวได้ อีกทั้งการเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ตถ้าความเห็นทางการแพทย์ของผมไม่ถูกต้อง ก็อาจจะมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญท่านอื่นๆ คอยท้วงติงและคัดค้านความเห็นของผมได้ จักเป็นผลดีที่จะประเทืองปัญญาผมไปในตัว และเป็นประโยขน์ต่อสาธารณชน ส่วนรวมต่อไปนะครับ

ส่วนปัญหาที่ถามมา สำหรับคนเป็นโรคไวรัสตับอักเสบบี ไม่มีข้อห้ามใดๆในเรื่องของการรับประทานผลไม้สดทุกชนิดนะครับ เพียงแต่พยายามควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปรกติและออกกำลังกายสัปดาห์ละ 2-3 ครั้งเป็นอย่างน้อยก็คงเพียงพอแล้วกระมัง

นอกจากหลีกเลี่ยง สุรา แล้วก็ยังคงต้องหลีกเลี่ยงยาบางชนิดซึ่งมีผลที่เป็นอันตรายต่อตับ ซึ่งผมเคยให้รายละเอียดยาไว้แล้วในกระทู้ก่อนๆข้างต้น

ปิยะ สมรศาสตร์
Sun Apr 25 2010 16:51:23 GMT+0700 (ICT)

ส่วนอาการสามีของคุณแอ้นั้น นอกจากแพทย์วิจฉัยว่าเป็นโรคตับแข็ง โรคเบาหวาน โรคไทรอยด์เป็นพิษแล้ว ผมคงขอชี้แนะให้ญาติคอยควบคุมอาการของผู้ป่วยตามคำแนะนำของแพทย์ไว้ให้ดี เพราะช่วงนี้จะเกิดโรคแทรกซ้อนตามมาอีกหลายโรค เช่นภาวะไตวาย ท้องมาน และโรคติดเชื้อในช่องท้อง อาการปวดท้องดังที่แจ้งมาคงเกิดจากผลพวงของโรคตับแข็งเสียมากกว่านะครับ ระยะนี้เข้าใจว่า แพทย์คงจ่ายยารักษาโรคแต่ละชนิดแต่ละอาการแก่คนไข้มาบ้างแล้ว ผู้ป่วยคงต้องทานยาและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์แต่เพียงอย่างเดียว จักทำให้ผู้ป้วยมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นได้นะครับ

เจ
Mon Apr 26 2010 10:15:32 GMT+0700 (ICT)

เมื่อวานนี้เพิ่งไปเยี่ยมคุณพ่อมา พบว่าเป็นตับแข็งเนื่องจากไวรัสตับุอักเสบบี และมีโรคประจำตัวเป็นเบาหวาน วันนี้ก็เลยมาหากระทู้ที่คุยกันเรื่องโรคนี้ว่ามีทางรักษาอย่างไรบ้าง ตอนนี้ก็มีอาการเลือดออกในหลอดอาหารเนื่องจาก หลอดเลือดขอด ท้องมาน เกร็ดเลือดต่ำ ตอนนี้คุณหมอก็รักษาตามอาการอยู่ แต่ถามว่าถ้าอาการแทรกซ้อนพวกนี้หายแล้วต้องรักษายังไงต่อ หมอบอกว่าต้องใช้ยาอินเตอเฟอรอน ซึ่งฉีดเข็มละประมาณหมื่นบาท อาทิตย์ละเข็ม ต้องเตรียมเงินไว้ ห้าแสน ตอนนี้บอกตรงๆว่าเครียดมาก อยากถามว่า มีวิธีอื่นอีก หรือยาตัวอื่นอีกมั๊ยที่จะรักษาหรือควบคุมโรคได้อีก

ปิยะ สมรศาสตร์
Mon Apr 26 2010 14:01:55 GMT+0700 (ICT)

ปัจจุบันนี้มียารับประทาน ต้านไวรัสตับอักเสบบี คือยา อดีโฟเวียร์ Lamivudine ซึ่งมีความแตกต่างกับยา อินเตอร์เฟรอน

ความแตกต่างของคุณสมบัติยา Lamivudine กับ การฉีดยาอินเตอร์เฟรอน มีข้อดีข้อเสียต่างกันดังนี้

ยาสำหรับรักษาไวรัสตับอักเสบ บีเรื้อรัง

ในการรักษาไวรัสตับอักเสบ บีเรื้อรัง เรามียาให้เลือกทั้งยาฉีดและยากินโดยมียาแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือ

1. ยาฉีดอินเตอร์เฟอรอนทั้งชนิดปกติ(conventional interferon alfa)และเพ็คกิเลตอินเตอร์เฟอรอน (pegylated interferon alfa)

2. ยารับประทานต้านไวรัสเพื่อกดการสร้างไวรัส ซึ่งมี 2 ตัวคือยา ลามิวูดีน (lamivudine) ขนาดเม็ดละ 100 มิลิกรัมและยา อดีโฟเวียร์ (adefovir) ขนาดเม็ดละ 10 มิลิกรัมซึ่งทั้งสองตัวรับประทานวันละครั้งเหมือนกัน การรับประทานยาต้านไวรัสทำให้ปริมาณไวรัสลดลงลดการอักเสบของตับได้

ยาที่ใช้รักษาผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบ บี

ยาอินเตอร์เฟอรอน

ข้อห้ามใช้ยาอินเตอเฟอรอนทั้งชนิดปกติและเพ็คกิเลตอินเตอรเฟอรอน คือหากผู้ป่วยมีโรคตับระยะมากๆเช่นตับแข็งรุนแรงถึงขั้นมีอาการเหลือง บวม ท้องมาน หรือมีระดับ ALT สูงมากๆ เช่นมากกว่า 10 เท่า การใช้ยากลุ่มอินเตอเฟอรอนอาจทำให้ตับรุนแรงมากขึ้น และมีความเสี่ยงในการติดเชื้อรุนแรงได้

ยารับประทานลามิวูดีน

ยาลามิวูดีนรับประทานขนาดเม็ดละ 100 มิลลิกรัมวันละครั้ง ใช้ได้ทั้งผู้ป่วยที่เป็น HBe บวกและ HBe ลบและใช้ได้ในผู้ป่วยที่ตับแข็งมากๆ ผู้ป่วยที่มีโรคร่วมอื่นๆ หรือได้ยากดภูมิต้านทาน

ในผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบ บีที่ HBe บวกและมีระดับ ALT มากกว่าปกติอย่างน้อย 2 เท่าพบว่าการรับประทานยา 1 ปี มีโอกาส HBe เป็นลบเชื้อน้อยและเข้าสู่ระยะสงบจนหยุดยาได้ราวร้อยละ 20 การตรวจชิ้นเนื้อตับก็พบว่าดีขึ้น เมื่อรับประทานนานขึ้นโอกาสที่จะเข้าสู่ระยะสงบก็มากขึ้นแต่โอกาสที่จะมีการหายไปของ HBs พบได้น้อยมากหรือไม่พบเลย

ในผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบ บีที่ HBe ลบที่มีปริมาณไวรัสมากร่วมกับมีระดับ ALT สูงมากกว่าปกติอย่างน้อย 2 เท่าพบว่าการรับประทานยา เป็นเวลา1 ปี กว่า ร้อยละ 60 มีการทำงานของตับปกติและพยาธิสภาพตับดีขึ้น แต่เมื่อหยุดยากว่าร้อยละ 80 จะกลับมากำเริบใหม่ตามเดิม

ปัญหาที่สำคัญของการใช้ยาลามิวูดีนในระยะยาวคือการเกิดดื้อยา ซึ่งพบมากขึ้นตามเวลาที่รับประทานยา โดยในปีแรกพบราวร้อยละ 20 ของผู้ที่ได้รับยานั่นหมายถึง หนึ่งใน 5 คนของที่ได้รับยาจะเกิดการดื้อยาและจะมากขึ้นหากรับประทานยานานขึ้น เช่นหากรับประทานนาน 5 ปีพบว่าร้อยละ 70 ดื้อยามีเพียงส่วนน้อยที่ยังสามารถควบคุมไวรัสได้จากยา ลามิวูดีน การดื้อยาทำให้ผลเลือดที่เคยเป็นปกติกลับอักเสบ ใหม่และปริมาณไวรัสสูงขึ้น พยาธิสภาพตับที่เคยดีขึ้นก็จะเริ่มอักเสบ อีก

ยารับประทานอดีโฟเวียร์

ยารับประทานอดีโฟเวียร์ ขนาดเม็ดละ 10 มิลลิกรัมวันละครั้ง ได้ประโยชน์เช่นเดียวกับยาลามิวูดีนคือใช้ได้ทั้งผู้ป่วยที่เป็น HBe บวกและ HBe ลบและใช้ได้ในผู้ป่วยที่ตับแข็งมากๆ ผู้ป่วยที่มีโรคร่วมอื่นๆ หรือได้ยากดภูมิต้านทาน

ในผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบ บีที่ HBe บวกและมีระดับ ALT มากกว่าปกติอย่างน้อย 2 เท่าพบว่าการรับประทานยา 1 ปี มีโอกาส HBe เป็นลบและเข้าสู่ระยะสงบได้ราวร้อยละ 12 โดยพบว่าพยาธิสภาพตับดีขึ้น และเมื่อรับประทานนานขึ้นโอกาสที่จะเข้าสู่ระยะสงบก็มากขึ้นแต่เช่นเดียวกับยาลามิวูดีนคือโอกาสที่จะมีการหายไปของ HBs พบได้น้อยมากหรือไม่พบเลย

ในผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบ บีที่ HBe ลบที่มีปริมาณไวรัสมาก ร่วมกับมีระดับ ALT สูงมากกว่าปกติอย่างน้อย 2 เท่าพบว่าการรับประทานยา 1 ปีมากกว่า ร้อยละ 60 มีการทำงานของตับปกติและพยาธิสภาพตับดีขึ้นแต่หากหยุดยาผู้ป่วยส่วนใหญ่ก็จะกลับมากำเริบใหม่ตามเดิม

ข้อดีของยาอดีโฟเวียร์ที่แตกต่างจากยาลามิวูดีนคือโอกาสการดื้อยาเกิดน้อยมาก ไม่พบเลยในปีแรกและพบน้อยกว่าร้อยละ 5 เมื่อรับประทานยานานเกิน 3 ปี อย่างไรก็ตามการใช้ยาระยะยาวจำเป็นต้องติดตามการทำงานของไตด้ว

ปัญหามีว่าจะเลือกรักษาด้วยยาอะไรจึงจะดีและเหมาะสมกับคนไข้มากที่สุด

เมื่อต้องการรักษาไวรัสตับอักเสบ บี ตอนนี้เราต้องเลือกระหว่างยา 2 กลุ่มคือยาฉีด อินเตอร์เฟอรอน แบบปกติหรือแบบเพ็คกิเลต กับยารับประทาน คือลามิวูดีนหรือ อดีโฟเวียร์

หากคนไข้มีปัญหาต่อไปนี้ไม่ควรใช้ยาฉีด

1. มีปัญหาด้านจิตเวช ซึมเศร้า หรือโรคจิตเภท

2. มีโรคหัวใจ ไทรอยด์ เบาหวาน หรือโรคร้ายแรง ระยะที่ควบคุมไม่ได้

3. ปัจจัยทางด้านโรคตับ หากผู้ป่วยที่มีอาการมาก ตับแข็งอย่างมากจนบวม ตับวายหรือมีการอักเสบ อย่างมาก

หากผู้ป่วยไม่อยู่ในข่ายข้างต้นก็สามารถให้การรักษาได้ทั้งยาฉีดและยารับประทาน การที่จะตัดสืนใจว่ายาใดจะเหมาะสมกับผู้ป่วยคงต้องมอปัจจัยหลายด้านคือ

1. ผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบ บีที่มี HBe บวก การใช้ยาอินเตอร์เฟอรอน ธรรมดา 4-6 เดือน หรือ เพ็คกิเลตอินเตอร์เฟอรอน 6-12 เดือน ผู้ป่วยมีโอกาสหายคือโรคสงบและ HBe เป็นลบถึงราว 1 ใน 3 และผู้ป่วยร้อยละ 4-8 มีโอกาสถึงขั้นหายขาดคือ HBsAg หายไป ในขณะที่หากคนไข้รับประทานยา 1 ปี โอกาสที่จะมี HBe เป็นลบและโรคสงบเพียงร้อยละ 12-20 เท่านั้นและไม่พบมีการหายขาด (การหายไปของ HBsAg) ดังนั้นผู้ป่วยส่วนใหญ่จำเป็นต้องรับประทานยาต่อ ปีที่ 2หรือต่อๆไป โดยไม่ทราบว่าเมื่อใดจะหยุดยาได้ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงในการดื้อยามากขึ้นเรื่อยๆ

2. ในผู้ป่วยที่มีการกลายพันธุ์คือ HBeAg ลบ ยาที่มีข้อมูลว่ากดไวรัสได้นานแม้หยุดยาแล้วคือการใช้ เพ็คกิเลตอินเตอร์เฟอรอน การศึกษาใช้ขนาด 180 ไมโครกรัมสัปดาห์ละครั้ง 48 สัปดาห์พบว่าแม้หยุดฉีดยาแล้ว 6 เดือน ผู้ป่วยถึงร้อยละ 60 ยังมีการทำงานของตับปกติ ในขณะที่ยารับประทานสามารถทำให้การทำงานของตับลดเป็นปกติแต่เมื่อหยุดยาผู้ป่วยส่วนใหญ่ก็กลับกำเริบอีกทำให้ต้องรับประทานยาต่อเนื่อง ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการดื้อยาโดยเฉพาะหากใช้ยา ลามิวูดีน

3. การใช้ยารับประทาน อาจมีปัญหาเรื่อการดื้อยาและระยะเวลาการรักษาไม่สามารถกำหนดได้ นอกจากนั้นการหยุดยากะทันหัน อาจเกิดการกำเริบรุนแรงและอาจถึงตับวายได้ในผู้ป่วยที่มีตับแข็ง ในขณะที่ยาฉีดก็มีปัญหาคือต้องฉีดเจ็บตัวและอาจมีอาการข้างเคียงได้ไม่แพ้กัน

ณัฐ
Sat May 01 2010 21:02:27 GMT+0700 (ICT)

อยากจะถามคุณหมอว่า ตอนนี้แฟนหนูเป็นดรคตับแข็งอยู่ แต่หนูอยากจะรู้ว่าอาการของเขาในตอนนี้ถึงขั้นรุรแรงรึเปล่าค่ะ

เพราะว่า ท้องเขาบวมมาก และบางที ถมน้ำลายออกมาเป็นเลือด และตาเหลืองมากเลย เนื้อสีผิว ออกจะดูซีดมาก

ทานอาหารก็น้อย เพราะส่วนมากจะดื่มแต่เบียร์เป็นประจำ เลยอยากรู้ว่าอาการของเขาถึงขั้นไหนแล้วค่ะ

ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ

ปิยะ สมรศาสตร์
Sat May 01 2010 21:16:26 GMT+0700 (ICT)

ตามอาการที่เล่ามา ถือได้ว่าอยู่ในขั้นอัตรายแล้วล่ะครับ หากขืนเพิกเฉยไม่ไปพบแพทย์แต่เนิ่นๆ กลับเอาเวลาอันเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย ไปหาเหล้าเบียร์ทานต่ออยู่ต่อไป ผมคงอนุมานได้ว่า แฟนคุณณัฐคงจะมีชีวิตต่อไปอีกระยะนึงอันแสนทรมาน ด้วยโรคแทรกซ้อนรุมเร้าอีกหลายโรคนะครับ

มารวย
Wed May 05 2010 14:59:39 GMT+0700 (ICT)

เรียนคุณหมอที่เคารพ

ผมเคยปรึกษาปัญหาสุขภาพกับคุณหมอเมื่อ 24 มีนาคม 53 กล่าวคือผมทำ Biopsy ที่ รพ.ศรีนครินทร์ นัดฟังผล 20 เมษายน 53 ผลการตรวจ ปกติ Fibroscan 7.6 ตอนนี้ คุณหมอให้งด Allopoulinol และ Colchicine ปรากฎว่า ค่า SGOT ลดลง

ผมสบายใจขึ้น ขอขอบคุณคุณหมอสำหรับคำแนะนำครับ ผมมีคำถามดังนี้ครับ

1. ยา Legalon ดีอย่างไร สรรพคุณอย่างไร

2.หากให้ผมงด Allopoulinol และ Colchicine แล้วจะให้ผมทานอะไร

3.คุณหมอมีคำแนะนำเพิ่มไหมครับ

ขอบคุณครับ

ปิยะ สมรศาสตร์
Wed May 05 2010 23:19:37 GMT+0700 (ICT)

ผมมิใช่แพทย์ผู้รักษาคนไข้ แต่ก็ต้องขออนุญาตคุณหมอวัลลภ ตอบปัญหาสุขภาพแทนเช่นเคยนะครับ

สำหรับปัญหาคุณมารวย ขอตอบดังนี้

1.Legalon มีกลไกการออกฤทธิ์ คือ

1.1 ป้องกันมิให้มีการทำลายผนังเซลล์ของตับ

1.2 Silymarin จะไปจับกับอนุมูลอิสระ ป้องกันไม่ให้เกิด lipid peroxidation

1.3 กระตุ้นเซลล์ตับให้มีการสร้างโปรตีน ทำให้เกิดการเสริมสร้างเซลล์ใหม่

1.4 ลดการอักเสบ โดยไปยับยั้งการสร้าง Leukotriene

1.5 ชลอการเกิดเยื่อพังผืด

2. หากงดยา Allopoulinol และ Colchicine ก็ให้ใช้ยา โปรเบเนซิด หรือ เบนซ์โบรมาโรน แทนยาดังกล่าว แต่ต้องดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 2 ลิตร และทานผักผลไม้ ให้มากกว่าเนื้อสัตว์ ในแต่ละวัน เพื่อให้เกิดความเป็นด่างในสารน้ำ จักช่วยทำให้เกิดการขับกรดยูริคได้ดียิ่งขึ้น มีข้อแนะเพียงแค่นี้ก่อนครับ

nilrop
Wed May 12 2010 15:08:06 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะ

ขอถามอาการคุณพ่อนะคะ คุณพ่อมีอาการปวดท้องมาก แน่นท้อง อาเจียน กดท้องเเล้วเจ็บบริเวณลิ้นปี่ ได้ไปพบแพทย์แล้ว แพทย์ให้ยา miracid ,motilium แล้วก็ยาน้ำลดกรด กินไปได้ 1 วัน อาการปวดท้องหายไป เหลือแต่อาการแน่นท้อง พอตอนเย็นก็ผื่นขึ้นตามตัวเป็นปื้นเเดงๆ และมีอาการสะอึกตลอดเวลาแม้กระทั่งตอนนอน ทำทุกวิธีแล้วก็ไม่หาย จนถึงทุกวันนี้สะอึกติดต่อกันมา 7 วันแล้ว ไปหาหมออีกทีก็ฉีด prasil ให้ แต่ยังไม่หาย แล้วก็ให้ยาลดกรดเหมือนเดิม ไม่ได้ตรวจอะไรเลยค่ะ จนคุณพ่อเหนื่อยมาก กินอะไรก็ไม่ได้ จะมีบ้างที่หยุดสะอึก แต่ก็เป็นช่วงสั้นๆ แล้วก็สะอึกใหม่ยาวเลยค่ะ ดิฉันสงสัยว่าจะเป็นเกี่ยวกับตับค่ะ เพราะดูคุณพ่อตัวเหลือง ตาเหลือง แต่เหลืองไม่มากเท่าไร ก่อนหน้านี้คุณพ่อกินยาแอสไพริน ทุกวันและได้กินยา arcoxia ติดกันมาประมาณ 2 เดือน โดยกินติดต่อกันตลอดค่ะ แล้วก็คุณพ่อมีโรคกระเพาะเป็นโรคประจำตัวและเคยเป็นไวรัสตับอักเสบบีด้วย อยากถามค่ะ

1. คุณพ่อจะเป็นมะเร็งตับหรือเปล่าคะ

2. กินยาแก้ปวดกระดูกนานๆ จะมีผลต่อตับหรือไม่ ถ้าเป็นตับอักเสบจะหายหรือไม่คะ

3. อยากให้อาการสะอึกหายค่ะ เพราะเหนื่อยมาก อ่อนเพลีย นอนก็ไม่หลับ กินอะไรไม่ได้

4. เรื่องผื่นเป็นเพราะแพ้ยาหรือเปล่าคะ เพราะยาใหม่ที่คุณพ่อไม่เคยกินก็คือ motilium

5.ถ้าเป็นตับอักเสบจะหายหรือไม่คะ

ขอความกรุณาคุณหมอด้วยค่ะ ทนเห็นคุณพ่อทรมานไม่ไหวจริงๆค่ะ กลุ้มใจมาหลายวันแล้ว

ปิยะ สมรศาสตร์
Wed May 12 2010 18:55:28 GMT+0700 (ICT)

สื่งแรกที่ต้องรีบทำการรักษาก่อนอื่น คืออาการสะอึกของผู้ป่วยนะครับ ผมขอแนะให้ผู้ป่วยทานยา Baclofen ขนาด 10 mg วันละครั้ง - 2 ครั้ง ลองทานดูสัก 2 วันน่าจะทำให้ผู้ป่วยหายจากอาการสะอึก ส่วนการทานยา prasil ผมเห็นว่าไม่ตรงกับโรคที่ทำการรักษาและไม่ช่วยให้ผู้ป่วยดีขึ้น ปัญหาการสะอึกของผู้ป่วย ไม่เกี่ยวกับโรคตับ แต่จะมีสาเหตุมาจาก ระบบทางเดินอาหาร และที่ไม่อาจมองข้ามไปได้ คือรอยโรค หรือการติดเชื้อที่ก้านสมองของผู้ป่วย ส่วนที่ผู้ป่วยทานยา arcoxia ติดต่อกันนาน 2 เดือนนั้นผมถือว่าสุ่มเสี่ยงและเป็นอันตรายต่อไตของผู้ป่วยเป็นอย่างยิ่ง บางรายมีอาการไตวายในที่สุด ดังนั้น ยาชนิดนี้หากไม่อาจเลี่ยงได้ก็ควรทานระยะสั้นๆ 2-อาทิตย์ก็น่าจะปลอดภัยกว่า

การที่ผู้ป่วยมีปัญหาโรคกระเพาะอักเสบ ผมเห็นว่าไม่ควรทานยาแอสไพริน หรือยา arcoxia เพราะจะทำให้กระเพาะของผู้ป่วยอักเสบเป็นแผลมากขึ้นกว่าเดิม เป็นการซ๊ำเติมอาการของผู้ป่วยให้เลวลงกว่าเดิม และหากเลือดตกในกระเพาะมากอาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้โดยง่าย ไม่ทราบว่า แพทย์ผู้ทำการรักษาจะทราบเรื่องนี้หรือไม่ การทานยาลดกรดเพื่อป้องกันยาดังกล่าวก็ไม่อาจรับประกันได้ว่า กระเพาะอาหารจักไม่อักเสบมากขึ้น ขอตอบปัญหาแต่ละข้อดังนี้

1. ไม่สามารถตอบได้ว่าผู้ป่วยเป็นมะเร็งตับหรือปล่าว จนกว่าจะมีการตรวจตับเพิ่มเติม

2. ยาดังกล่าว มีผล และเป็นอันตรายต่อตับและไต อย่างแน่นอน หากทานติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน

3. ได้แนะยา แก้สะอึกไว้ให้แล้วดังข้างต้น

4. อาการผื่น คืออาการแพ้ยาอย่างหนึ่งครับ

5. ถ้าตับอักเสบจากยา ก็ควรเลี่ยงยานั้นๆ จะทำให้สภาพตับดีขึ้นได้ แต่ถ้าผู้ป่วยเป็นไวรัสตับอักเสบบี เซ็ลล์ตับของผู้ป่วยจะถูกทำลายตลอดเวลาเช่นกัน

Wed May 12 2010 21:14:24 GMT+0700 (ICT)

ขอขอบคุณหมอปิยะมากๆๆเลยนะคะสำหรับคำแนะนำ ตอนนี้ให้คุณพ่อนอนโรงพยาบาลไปแล้ว หมอยังฉีดยาprasil ทุก 6ช.ม. ไม่แน่ใจว่ามีให้ยา Baclofen ด้วยหรือเปล่าเดี๋ยวลองไปถามดูก่อนค่ะ ส่วนวิธีรักษาตอนนี้คือ ตรวจอัลตร้าซาวด์ช่องท้องดูเรื่องตับ แล้วก็ต้องรอส่องกล้องดูระบบทางเดินอาหารอังคารหน้า พ่อก็ยังสะอึกเป็นๆหายๆ แต่ช่วงหายนี่ก็แป๊บเดียวเองค่ะแล้วก็จะเริ่มสะอึกใหม่ สะอึกตอนนี้แบบเป็นจังหวะหลายๆๆอึ๊กแล้วค่ะ จากตอนแรกที่สะอึกจังหวะเดียว ทำให้เพลียมากเลยค่ะ ขอถามอีกนิดนึงนะคะว่า

1. เรื่องสะอึกนี่ดูท่าจะไม่หายง่ายๆแล้ว มันไม่ดีขึ้นเลย ไม่รู้ว่าแนวทางการรักษาตอนนี้ถูกต้องไหมคะ หรือต้องรอดูอาการไปเรื่อยๆ กลัวว่าอาการจะหนักกว่าเดิมจนโคม่า ควรจะต้องบอกอะไรกับแพทย์ที่รักษาอยู่ไหม เหมือนแพทย์ก็ยังไม่แน่ใจสาเหตุว่าเกิดจากอะไร ตอนนี้ตรวจอยู่ที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยบูรพา ซึ่งเป็นโรงพยาบาลค่อนข้างเล็กไม่มีแพทย์เฉพาะทาง ควรย้ายโรงพยาบาลมั้ยคะ (ตอนแรกไปโรงพยาบาลชลบุรีซึ่งเป็น ร.พ ศูนย์แล้ว แต่เค้าไม่ให้นอนน่ะค่ะ)

2. ต้องตรวจอะไรเพิ่มเติมมั้ยคะ กลัวจะเป็นโรคแทรกซ้อนอย่างอื่นจนอาการหนักจะแก้ไขลำบากน่ะค่ะ

nilrop
Wed May 12 2010 21:17:22 GMT+0700 (ICT)

ความเห็นที่198 เป็นคนเดียวกับ 196 นะคะ เมื่อกี้ลืมแสดงตนน่ะค่ะ ขอโทษทีค่ะ กลัวคุณหมองง

ปิยะ สมรศาสตร์
Wed May 12 2010 23:25:15 GMT+0700 (ICT)

ผมได้ให้ข้อชี้แนะไปแล้วนะครับว่า ยาprasil ไม่ใช่ยาแก้สะอึกโดยตรง หากคนไข้ยังมีอาการสะอึกติดต่อกันโดยไม่รักษาให้ถูกวิธี จักทำให้คนไข้เหนื่อยหอบและการพยากรณ์โรคอาจเลวลง ดังนั้นยา Baclofen ที่ผมได้แนะให้คนไข้ทานเพื่อรักษาอาการสะอึกให้บรรเทาลงก่อน ยังเป็นสิ่งที่จำเป็นที่ไม่ควรมองข้ามไป ช่วยเอาความเห็นของผมไปชี้แนะบอกแพทย์ผู้ทำการรักษาคุณพ่อคุณด้วยนะครับ

หากจะย้ายโรงพยาบาลที่มีเครื่องมือทางการแพทย์ที่ดีกว่าก็ควรจะทำ รวมทั้งแพทย์เฉพาะทางเดินอาหารก็ยังเป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุดสำหรับคนไข้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคตับ และโรคระบบทางเดินอาหาร ควรรอผลตรวจทางการแพทย์และให้คนไข้พ้นขีดอันตรายเสียก่อนแล้วค่อยย้ายโรงพยาบาลจะปลอดภัยกว่านะครับ

หากเป็นไปได้ควรให้คนไข้ทำ C T scan ตับ และ กระเพาะอาการ หรือ MRI ที่ตับ และก้านสมองของคนไข้ด้วยจักทำให้การวินิจฉัยโรคได้แม่นยำขึ้น

nilrop
Fri May 14 2010 00:17:34 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะคุณหมอปิยะ มารายงานอาการคุณพ่อให้ทราบค่ะ

จากเมื่อวานตรวจเลือดเจอตับอักเสบค่ะ ส่วนยา prasil งดฉีดไป แล้วได้ยา baclofen มาแทนแล้วค่ะ วันนี้อาการสะอึกหยุดไปเลย ดีใจมากๆเลยค่ะ ขอบคุณคำแนะนำของคุณหมอปิยะมากๆๆเลยนะคะ ขอถามคุณหมอว่า

1. ตับอักเสบที่ตรวจพบไม่รู้ว่ารุนแรงขั้นไหนแล้ว แต่คุณพ่อดูตัวเหลืองๆ ตาเหลืองๆเล็กน้อย ท้องโตพอสมควร กดท้องแล้วแข็ง พยาบาลบอกว่าตับมันโตเกินซี่โครงด้วยน่ะคะ จะเป็นอันตรายไหมคะ เดี๋ยวรอผลอัลตราซาวด์ก่อนแล้วจะรายงานอีกทีนะคะ

2. สาเหตุของอาการสะอึกน่าจะเกิดจากอะไร มีความเกี่ยวข้องกับตับอักเสบหรือไม่ แล้วที่พ่อชอบท้องอืดเหมือนอาหารไม่ย่อยบ่อยๆๆนี่เป็นผลมาจากตับอักเสบด้วยหรือเปล่าคะ

3.การติดเชื้อที่ก้านสมองของผู้ป่วยตามที่คุณหมอบอกมีอาการอย่างไรบ้าง ต้องตรวจอย่างไรจึงพบอาการของโรค จะได้ป้องกันไว้ก่อนน่ะค่ะ

ขอบพระคุณคุณหมอจากใจจริงค่ะ

ปิยะ สมรศาสตร์
Fri May 14 2010 15:25:22 GMT+0700 (ICT)

เรียกพี่ปิยะ แล้วกันเน้อะเพราะผมไม่ใช่แพทย์ผู้ทำการรักษาคนไข้ แต่ก็ยินดีด้วยครับที่อาการสะอึกของคุณพ่อคุณnilrop หายไปแต่เข้าใจว่า ต้องรักษาที่สาเหตุให้ได้ก่อนมิฉะนั้น ผู้ป่วยจำต้องทานยาเพื่อรักษาที่ปลายเหตุอยู่ร่ำไป ขอตอบปัญหาดังนี้

1. ไว้รอผลตรวจอัลตร้าซาวน์ตับอีกที่ แล้วค่อยมาวิเคราะห์โรคตับกันนะครับ แต่อยากให้ปรึกษาแพทย์ผู้แลคนไช้ประกอบกันด้วย เพราะแพทย์จะทราบข้อเท็จจริงได้ดีกว่า

2. อาการท้องอืด ก็มาจากสาเหตุโรคตับได้เช่นกันครับ แต่โรคตับอักเสบมิใช่สาเหตุของอาการสะอึก

3. ปรกติอาการสะอึกของผู้ป่วย หากมีอาการบ่อยและนานติดต่อกันจนผิดสังเกตุ ขอให้ท่านนึกถึงรอยโรคของหลอดเลือดในสมอง ( TIA )หรือ การอักเสบของก้านสมองไว้เป็นปฐม ก่อนที่จะหาสาเหตุ จากระบบทางเดินอาหารนะครับ ผมได้แนะนำวิธีตรวจสมองไว้แล้วครับ คือการให้คนไข้ทำ MRI แต่ค่าใช้จ่ายสูง ประมาณ 12000- 18000 บาท นะครับ

มานิตย์ ขอนทอง
Sun May 30 2010 19:40:01 GMT+0700 (ICT)

เรียนคุณหมอ

ผมอายุ 49 ปี ไปตรวจสุขภาพประจำปีที่ศูนย์มะเร็งลำปางหมอรายงานว่ามีอาการเอนไซท์ตับทำงานผิดปกติมาก พร้อมตนเองมีโรคประจำตัวคือความดันโลหิตสูงไขมันในเลือดสูงไมเกรนต้องกินยาทั้ง3ตัวประจะทุกวัน หากต้องการรักษาตรวจโรคตับดังกล่าวเพื่อหาสาเหตุรักษาต่อไปอยากให้คุณหมอแนะนำสถานที่และแพทย์ที่ชำนาญการด้านนี้โดยเฉพาะบ้านผมอยู่กำแพงเพชรครับ

และอยากถามว่า

1. โรคตับที่ว่าเอนไซท์ผิดปกติมากจะรักษาหายขาดหรือไม่

2. มีผลจากการกินยารักษาโรคความดันไขมันและไมเกรนหรือไม่

3. อาการไมเกรนต้องทานยาแก้ปวดประจำจะมีผลข้างผลข้างเคียงระยะยาวอย่างไรรักษาหายขาดหรือไม่

ขอแสดงความนับถือ

มานิตย์ ขอนทอง

สำรอง
Sun May 30 2010 21:36:51 GMT+0700 (ICT)

ผมเป็นไวรัสตับอักเสบซี ชนิดจิโทษด้วยนทัย3a(ประมาณนี้ถ้าผิดขอโทษครับ) รักษาที่ รพ.ศรีนครินทร์ โดยคุณหมอให้ยายาฉีดอินเตอร์เฟอรอนและทานยาไรบาวาริน จำนวน 24 อาทิตย์ เพราะหมอบอกว่าเป็นไวรัสซีชนิดนี้ใช้การรักษาโดยการฉีดยา 24 เข็ม ร่วมกับยารับประทาน โดยเข็มแรก 5 กุมภาพันธ์ 53 และสิ้นสุดการรักษาเมื่อกลางเดือนสิงหาคม 2553 ซึ่งผลการตรวจก็ตอบสนองดีในขณะที่ได้รับยา ติดตามผลหลังการรักษา 3 เดือนและ 6 เดือน ผลคือกลับมาเป็นอีกครับ ค่า ALTและAST สูงร้อยหกสิบ ตรวจหาไวรัสมากกว่าล้าน ผมจึงอยากถามคุณหมอว่าค่าเอ็นไซด์ตับที่มากเช่นนี้มามกว่า10 ปี แสดงว่าเป็นโรคตับแข็งใช่ไหมครับ

-อาการอื่นที่เห็นได้คือฝ่ามือจะแดง(เป็นมานาแล้วแต่พึ่งสังเกตุ)

-ที่คอจะแดงพึ่งขึ้นประมาณ ธันวาคม 2552

-การขับถ่ายไม่ปรกติทั้งที่ทานได้และหิวตลอด เป็นถ่ายเหลวครับ

-จุกแน่นและมีลมในกระเพาะอาหารต้องเรอตลอดเวลา

ขอคำปรึกษาคุณหมอแนะนำว่ามียาอื่นรักษาอีกหรือไม่ ผมเป็นตับแข็งใช่หรือไม่และอยู่ในขั้นใด

ขอบคุณคุณหมอล่วงหน้าที่สละเวลามาตอบคำถาม

มารวย
Wed Jun 02 2010 18:25:15 GMT+0700 (ICT)

เรียนคุณหมอที่เคารพ

ผมมีปัญหาปรึกษาคุณหมอดังนี้ครับ

1.พ่อผม อายุ 77 ปี ตรวจสุขภาพ พบ ว่า SGOT 60 ต่อมาประมาณ 5 เดือน ค่า SGOT เป็น 66 หมอแนะนำให้ทำ Biopsy

2.คุณหมอคิดว่า คนอายุขนาดนี้ การทำ Biopsy มีผลข้างเคียงมากน้อยเพียงใด เมื่อเทียบกับคนที่มีอายุน้อย

3.ถ้าไม่ทำ จะเป็นอย่างไร ( ขอยากินเฉยๆ ได้หรือไม่ ) จะมีผลทำให้อายุสั้นลงมากน้อยเพียงใด

4.พ่อผมท่านเป็นโรคเก๊าท์ด้วยครับ

ขอคุณมากครับ

ปืยะ สมรศาสตร์
Wed Jun 02 2010 22:36:19 GMT+0700 (ICT)

ก่อนอื่นขอตอบปัญหาคุณมานิตย์ ขอนทอง ดังต่อไปนี้

1. ค่าเอ็นไซด์ตับสูง คงเนื่องมาจากยารักษา โรคความดันโลหิตสูงบางตัวบางกลุ่ม รวมทั้งยาลดไขมันในเลือด เช่นยาในกลุ่ม สแตติน หากขจัดยาหรือปรับเปลี่ยนยาอันเป็นสาเหตุดังกล่าว ก็อาจทำให้ค่าเอ็นไซด์ตับลดลงได้ครับ

2. ได้ตอบไปแล้วในข้อ 1 นะครับ

3. ไม่ทราบว่า ยาที่แพทย์สั่งให้ผู้ป่วย ในการรักษาไมเกรน เป็นยาในกลุ่มใหน จึงไม่อาจที่จะให้ความเห็นได้นะครับ

ปืยะ สมรศาสตร์
Thu Jun 03 2010 00:32:52 GMT+0700 (ICT)

ขอตอบปัญหาคุณ สำรอง ในลำดับต่อไปดังนี้ ว่า ไวรัสตับอักเสบซีชนิดที่พบมากในเมืองไทยคือชนิด genotype 3 ซึ่งคุณสำรอง ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์แล้วว่าเป็นไวรัสชนิดดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันแพทย์นิยมรักษาด้วยวิธีการฉีดยา อินเตอร์เฟอรอนและการให้คนไข้ทานยาไรบาวาริน ร่วมไปด้วย จักเป็นการรักษาที่ถูกต้องที่สุดแล้ว และผมเห็นว่ายังไม่มีการรักษาด้วยวิธีอื่นใดนอกเหนือจากการรักษาด้วยวิธีนี้อีก นะครับ ส่วนข้อถามว่า คุณจะเป็นโรคตับแข็งหรือไม่นั้น ผมเห็นว่าข้อมูลที่ให้มายังไม่เพียงพอต่อการวินิจฉัยโรค ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยเพิ่มเติมต่อไป เช่น การอัลตร้าซาวน์ตับ และการเจาะเนื้อตับเพื่อตรวจดูชิ้นเนื้อตับต่อไป

สุกัญญา
Thu Jun 03 2010 08:27:22 GMT+0700 (ICT)

เรียนถามคุณหมอค่ะ

ลุงกินเหล้าเป็นประจำ เมื่อวานมีอาการปวดท้องแน่นท้องปวดแสบปวดร้อนจึงพาไปหาหมอที่ สารคามการแพทย์ คุณหมอบอกว่าเริ่มเป็นตับแข็งและให้เลิกกินเหล้าโดยเด็ดขาดและให้ยามากินชุดหนึ่ง

ดังนั้นหนูอยากถามคุณหมอว่าทำอย่างไรจึงจะรักษาให้หายขาดได้ และต้องรักษาตัวอย่างไรจึงจะอยู่ได้นาน มีหมอที่รักษาเก่งๆที่ไหนคะและมียาที่ไหนแนะนำด้วยค่ะ

ขอบคุณหมอมากค่ะ

Thu Jun 03 2010 19:19:40 GMT+0700 (ICT)

ขอตอบปัญหา คุณมารวย กระทู้ที่ 205 ดังนี้

1. คุณพ่อ ท่านอายุ 77 ปีวัยขนาดนี้ ผมไม่เห็นด้วยที่จะให้ทำ Biopsy นะครับ อาจเกิดผลเสียมากกว่าผลดี เรียนคูณหมอผู้ทำการรักษา ควรแนะผู้ป่วย ทำ MRI ตับ จะปลอดภัยกว่า แม้ค่าใช้จ่ายจะสูงกว่า แต่ก็ไม่เป็นอันตรายต่อตับของผู้ป่วย

2. คำถามข้อ 2 และข้อ 3 ผมได้ให้ความเห็นไปแล้ว ในข้อ 1 นะครับ

3. โรคเก๊าท์ ไม่ผลโดยตรงต่อตับ แต่ยารักษาโรคเก๊าท์ จะมีผลต่อตับโดยตรง

ปิยะ สมรศาสตร์
Thu Jun 03 2010 19:36:12 GMT+0700 (ICT)

ขอตอบกระทู้ที่ 208 ดังนี้ว่า ผมเห็นว่า หากคุณลุงของคุณ ยังไม่เลิกดื่มเหล้า แพทย์ผู้ทำการรักษาโรคตับ ที่เก่งที่สุดในโลกนี้ ( ถ้าหากมี ) ก็คงเอาไม่อยู่นะครับ อนึ่งผู้ป่วยโรคตับแข็ง ไม่มีโอกาสจะหายขาดจากโรคนี้ได้ครับ และหากอยากมีอายุยืนยาวต่อไป ก็ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ผู้ทำการรักษาอย่างเคร่งครัด ผู้ป่วยควรปฏิบัติตัวอย่างไร เข้าใจว่าแพทย์คงได้ชี้แนะผู้ป่วยไว้แล้ว อีกทั้งผมเคยได้ชี้แนะเพิ่มเติมไว้พอสมควรในกระทู้เก่าๆ หน้า 1-6 นะครับ

ปืยะ สมรศาสตร์
Thu Jun 03 2010 19:38:20 GMT+0700 (ICT)

ขอตอบปัญหา คุณมารวย กระทู้ที่ 205 ดังนี้

1. คุณพ่อ ท่านอายุ 77 ปีวัยขนาดนี้ ผมไม่เห็นด้วยที่จะให้ทำ Biopsy นะครับ อาจเกิดผลเสียมากกว่าผลดี เรียนคูณหมอผู้ทำการรักษา ควรแนะผู้ป่วย ทำ MRI ตับ จะปลอดภัยกว่า แม้ค่าใช้จ่ายจะสูงกว่า แต่ก็ไม่เป็นอันตรายต่อตับของผู้ป่วย

2. คำถามข้อ 2 และข้อ 3 ผมได้ให้ความเห็นไปแล้ว ในข้อ 1 นะครับ

3. โรคเก๊าท์ ไม่ผลโดยตรงต่อตับ แต่ยารักษาโรคเก๊าท์ จะมีผลต่อตับโดยตรง

สุกัญญา
Fri Jun 04 2010 15:13:42 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีคะคุณหมอ

ลุงหนูป่วยเป็นโรคตับแข็งแน่นท้อง เบื่ออาหาร ผอม ตัวเหลือง คุณหมอบอกว่าเริ่มเป็นตับแข็งและต้องเลิกเหล้าโดยเด็ดขาด

ตอนนี้ลุงเลิกเหล้าแล้วและคิดมากจนกินข้าวไม่ได้ คุณหมอคะหนูต้องพาลุงไปรักษาตัวที่ไหนดีคะ และต้องมีวิธีการกินอย่างไรคะ

ปิยะ สมรศาสตร์
Fri Jun 04 2010 22:12:33 GMT+0700 (ICT)

โดยปกติ ผู้ป่วยโรคร้ายแรงทั่วๆไป มักวิตกกังวล และเป็นโรคซึมเศร้า กับอาการของโรคร้ายที่เป็นอยู่ และมักจะมีอาการทรุดลงเร็วกว่าที่ควร จากภาวะอารมณ์และจิตใจดังกล่าว ดังนั้น ในเบื้องต้นควรให้คนไข้ได้รับการรักษา เยียวยา โรคซึมเศร้าและอาการวิตกกังวลควบคู่กันไปด้วย เช่นโดยการให้ยา alprazolam ขนาด 0.25 มก.วันละ 1-2 ครั้ง เป็นเวลา 4 สัปดาห์ ( การขจัดยาที่ตับอาจช้าลงเนื่องจากภาวะตับฯ ดังนั้นแพทย์อาจพิจารณาปริมาณการให้ยาแต่ละมื้อลดลง ) ก็อาจทำให้ผู้ป่วยมีอารมณ์แจ่มใส เป็นปกติ ดีขึ้นได้ และอาจไม่มีปัญหาการปฎิเสธอาหารของผู้ป่วยต่อไป ส่วนโรคร้ายแรงแพทย์ก็ทำการรักษาตามสภาพของผู้ป่วยแต่ละรายๆไปนะครับ

ปิยะ สมรศาสตร์
Fri Jun 04 2010 22:17:59 GMT+0700 (ICT)

จากคำถามกระทู้ที่ 212 ขอตอบเพิ่มเติมว่า ควรพาผู้ป่วยพบแพทย์ ณ โรงพยาบาลของรัฐ และ หรือ โรงพยาบาลเอกชน แผนก โรคทางเดินอาหาร ซึ่งจะมีแพทย์เฉพาะทาง ประจำอยู่เกือบทุกแห่ง เว้นแต่ในแถบทุรกันดารของถิ่นไทยเรา

ข้าว
Thu Jun 17 2010 12:19:58 GMT+0700 (ICT)

เป็นโรคตับแข็ง ตอนนี้อายุแค่26 ปี ยังไม่รู้สาเหตุที่แน่นอน ใครพอรู้ช่วยสอง mail ให้หน่อยคะ ......ขอบคุณ

วีระศักดื มโนสุนทร
Wed Jun 23 2010 12:51:45 GMT+0700 (ICT)

เรียน คุณหมอ

ผมอย่ากทราบว่า ไข่ขาว1ฟอง มี Ambunin กี่ Mg. ครับ

จากผู้ป่วย ไวรัสบี

มัด
Tue Jun 29 2010 22:00:41 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะคุณหมอ

เรียนถามค่ะ

พอดีแม่ของหนูไม่สบายค่ะหมอบอกว่าเป็นภาวะตับแข็งค่ะและม้ามโตด้วยสาเหตุน่าจะมาจากเชื้อไวรัสตับอักเสบบีอ่ะค่ะ

แม่ของหนูมีเกล็ดเลือดต่ำด้วย อยากให้คุณหมอแนะนำวิธีการรักษาและจะต้องทำอย่างรัยบ้างค่ะ

ขอบพระคุณมากค่ะ

แม็ก
Sat Jul 03 2010 13:20:35 GMT+0700 (ICT)

คุณแม่ผมป่วยเป็นมะเร็งตับครับ เพิ่งตรวจพบเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา เป็นกังวลมาก

ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย คุณแม่บ่นว่าจะเป็นไข้ แต่ก็ห้ามทานพาราฯ

อยากทราบว่า พอจะทานยาอารายทดแทนกันได้บ้างครับ

ขอขอบพระคุรไว้ล่วงหน้าครับ

vvo
Sat Jul 10 2010 11:30:18 GMT+0700 (ICT)

เรียนคุณหมอค่ะ

พ่อของหนูเป็นโรคตับแข็ง ตอนนี้ท้องบวมแล้ว หนูอยากทราบว่าเป็นถึงระยะไหนแล้วค่ะ แล้วจะอยู่ได้อีกนานแค่ไหนค่ะ

ปิยะ สมรศาสตร์
Thu Jul 15 2010 17:46:51 GMT+0700 (ICT)

ขออนุญาติตอบแทนคุณหมอวัลลภผู้ใจบุญเช่นเคยนะครับ สำหรับกระทู้ที่ 215 ขอเรียนว่าสาเหตุของโรคตับแข็งในวัยอายุขนาดนี้ อาจมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆเ เช่น การดื่มสุราเป็นประจำ รวมทั้งยาบางประเภท (drug induced )ที่มีส่วนทำให้เป็นโรคตับอักเสบหรือตับแข็งได้เร็วขึ้นอาทิ methotrexate ( ยารักษาโรคมะเร็ง ), methyldopa ( ยาลดความดัน ) , isoniazid -INH (ยารักษาวัณโรค) , amiodarone (ยารักษาโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ) , nitrofurantoin ( ยารักษาโรคติดเชื้อทางเดินปัสสวะ ), การได้รับวิตามินเอมากเกินไป , รวมทั้งยาแก้ปวดพาราฯ และยาอื่นๆอีกหลายชนิด และการสะสมทองแดงในตับ เหล่านี้อาจเป็นสาเหตุของโรคตับแข็งดังที่ได้กระทู้ถามมา นะครับ

ปิยะ สมรศาสตร์
Thu Jul 22 2010 16:36:38 GMT+0700 (ICT)

ขอผ่านกระทู้ที่ 216 ไปนะครับเพราะไม่ทราบจริงๆ ส่วนกระทู้ที่ 217 ขอตอบดังนี้ว่า

ในภาวะตับแข็ง และม้ามโต รวมทั้งเกร็ดเลือดของคนไข้ต่ำกว่าเกณฑ์ปรกตินั้น ผมเข้าใจว่า แพทย์ผู้ดูแลคงทำการรักษา ให้แก่ผู้ป่วยอย่างเต็มความสามารถแล้วนะครับ โดยเฉพาะการให้เกร็ดเลือดอย่างเหมาะสมแก่ผู้ป่วย หากมีข้อสงสัย ควรปรึกษาสอบถามแพทย์เจ้าของคนไข้ น่าจะได้รับคำตอบที่ชัดแจ้งโดยละเอียดดีกว่า เพราะการให้ความเห็นและวิธัการรักษาโดยมิได้พบเห็นคนไข้เลย เป็นสิ่งที่สุ่มเสี่ยงต่อคนไข้มากที่สุด

ปิยะ สมรศาสตร์
Thu Jul 22 2010 16:40:27 GMT+0700 (ICT)

สำหรับกระทู้ที่ 218 ขอแนะวิธีลดไข้แก่ผู้ป่วยแทนการใช้ยาลดไข้ คือให้ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นเช็ดตัวผู้ป่วย หลายๆครั้งก็คงเพียงพอกระมังนะครับ

ปิยะ สมรศาสตร์
Thu Jul 22 2010 16:47:23 GMT+0700 (ICT)

ขอตอบกระทู้ที่ 219 ว่า ข้อมูลที่ให้มาไม่เพียงพอต่อการวินิจฉัยโรคนะครับ

ด.ญ.ฌาฐิตา
Fri Jul 23 2010 19:20:55 GMT+0700 (ICT)

คุนหมอค่ะป้าของหนูเป็นโรคตับเเข็งหมอท่านอื่นบอกว่าต้องเปลี่ยนตับหนูควรจะทำยังไงดีค้าหนูสงสารป้ามากเลยค้า

ปืยะ สมรศาสตร์
Fri Jul 23 2010 22:36:14 GMT+0700 (ICT)

การเปลี่ยนตับถือเป็นเรื่องใหญ่ และสำคัญมากๆ วัยอย่างหนูไม่ควรมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ควรปล่อยเป็นหน้าที่ รวมทั้งการตัดสินใจของป๋า และมามี้ของหนูจะดีกว่าเน้อะ ปัจจุบันวิวัฒนาการทางการแพทย์เจริญก้าวหน้ากว่าแต่ก่อนเยอะ การเปลี่ยนตับให้แก่คนไข้ก็ประสบความสำเร็จไม่น้อยที่เดียว หนูควรพลิกไปดูกระทู้ที่ 116 หน้าที่ 4 ที่ลุงเคยตอบปัญหานี้อีกครั้งนะจ้ะ

คัทรียา อุ่นเรือน
Sun Aug 08 2010 11:18:20 GMT+0700 (ICT)

เรียนคุณหมอแฟนดิฉันเริ่มแรกมีอาการอืดท้อง แน่นท้องอาหารไม่ย่อยดิฉันคิดว่าน่าจะเป็นโรคกระเพาะแต่ต่อมามีอาการเพิ่มขึ้นคืออาการตาเหลือง ไออาเจียน อ่อนเพลีย ปัสสะวะเหลืองเข้ม ดิฉันพาแฟนไปตรวจที่คลีนิคหมองบอกว่าน่าจะมีอาการของโรคไวรัสตับอักเสบบีให้ไปตรวจเลือดที่โรงพยาบาล พอไปตรวจที่โรงพยาบาลปรากฏว่าทาง ร.พ ไม่สามารถวินิจฉัยได้จึงส่งผลเลือดให้ทาง ร.พศูนย์ ผลออกมาคือคุณหมอบอกว่าเป็นตับอักเสบเฉยๆยังไม่ถึงขั้นไวรัส คุณหมอก็ส่งตัวกลับมาที่ ร.พ ประจำอำเภออีกครั้งในวันเดียวกัน พอมาถึงทาง ร.พ ประจำอำเภอก็ให้ยามารับประทาน 2-3 อย่างและนัดมาตรวจเลือดซ้ำอีก 10 วัน ดิฉันตรวจดูยาที่ให้มาซองแรกเป็นยาแก้ท้องอืด ซองที่สองเป็นยาแก้อาเจียน ซองที่บำรุง ดิฉันไม่แน่ใจว่ายาที่ให้มาเหมือนแฟนดิฉันเป็นแค่โรคกระเพาะเท่านั้นแล้วแฟนดิฉันจะหายหรือค่ะถ้ารักษากันแบบนี้

คัทรียา อุ่นเรือน
Sun Aug 08 2010 11:38:13 GMT+0700 (ICT)

ต่อกระทู้ที่226 ดิฉันลืมบอกคุณหมอไปว่าแฟนดิฉันไม่ดื่มเหล้าและไม่สูบบุหรี่ อายุก็ 42 ปี แต่แฟนดิฉันมีโรคประจำตัวคือโรคเบาหวานเป็นมาประมาณ 2ปีแล้วค่ะไม่ทราบว่าสาเหตุของการเป็นโรคตับมาจากการที่เรากินยามาเป็นเวลานานหรือเปล่าค่ะแล้วเรามีวิธีการใดที่จะช่วยให้อาการดีขึ้นค่ะ

ปิยะ สมรศาสตร์
Sun Aug 08 2010 19:38:38 GMT+0700 (ICT)

ขอตอบกระทู้คุณ คัทริยาดังนี้นะครับว่า ผู้ป่วยโรคตับอักเสบ โดยทั่วๆไปแล้ว สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการดื่มสุรา ไวรัสบีและ ซี ตับเป็นมัน ( fatty liver ) รองลงมาก็มักเกิดจากการใช้ยาบางประเภท โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเบาหวาน และการทานยารักษาโรคนี้เป็นระยะเวลานานก็มีโอกาสทำให้เกิดตับอักเสบได้ อาทิยาในกลุ่มของ Rosiglitazone และยาอื่นๆอีกหลายตัว ถ้าเราพบว่า ยารักษาโรคเบาหวานบางตัวดังกล่าวมีผลทำให้ตับอักเสบ ก็ควรปรึกษาแพทย์เปลี่ยนยาตัวใหม่เพื่อหลีกเลี่ยง สาเหตุที่ทำให้ตับอักเสบ นอกจากนี้ควรหาสาเหตุอื่นๆ ประกอบการวินิจฉัยด้วยจักทำให้การพยากรณ์โรคได้ดีขึ้น โดยปรกติถ้าตับอักเสบจากสาเหตุของ ยา การหลีกเลี่ยงยาชนิดนั้นๆ จะทำให้ตับสามารถปรับสภาพในตัวของมันเองให้ดีขึ้นได้โดยไม่จำต้องใช้ยารักษาใดๆอีกเลยนะครับ

รักแม่มาก
Tue Aug 10 2010 11:13:43 GMT+0700 (ICT)

เมื่อประมาณกลางเดือน กรกฎาคม 2553 แม่ผมป่วยเข้าโรงพยาบาล

สาเหตุมาจากการเลิกกินเหล้ากระทันหัน ก่อนหน้านี้แม่ผมก็กินๆเลิกๆแบบนี้มาหลายครั้ง

จนครั้งนี้แม่เป็นหนักต้องนำตัวส่งโรงพยาบาล หมอบอกว่าเป็นตับแข็ง

หากแม่กลับไปกินอีก อยู่ไม่เกิน 2 ปี หมอก็ให้ยามากิน และให้พบจิตแพทย์

อาการหลังจากที่แม่ผมกลับมาจากโรงพยาบาล แม่จะหลงๆลืมๆอย่างมาก

บางครั้งก็มีอาการแบบหลุด หลอนๆ คุยกับตัวเอง ผมไม่รู้จะทำยังงัยดี

มันเกิดจากอะไรครับผมอยากรู้เพราะแม่ไม่เคยเป็นหนักขนาดนี้ มียารักษามั๊ยครับ

ผมรักแม่มาก ร้องให้ทุกวันเวลาเห็นแม่เป็นแบบนี้ ช่วยแนะนำผมหน่อยครับ

ว่าควรทำอย่างไร ขอบคุณมากครับ

ปิยะ สมรศาสตร์
Wed Aug 11 2010 17:15:18 GMT+0700 (ICT)

ควรพาคุณแม่พบแพทย์ทางจืตเวชอีกครั้ง เนื่องจากอาการที่แจ้งมาคล้ายกับผู้ป่วย ป่วยด้วยโรคจิตประสาทจากการดื่มสุรามาเป็นระยะเวลานาน ควรพาคุณแม่ไปพบจิตแพทย์ก่อนเป็นปฐม ส่วนโรคตับแข็งดั่งที่แพทย์วินิจฉัยไว้ การเลิกดื่มสุราอย่างเด็ดขาดจักช่วยยืดชีวิตผู้ป่วยให้ยืนยาวออกไปได้อีกนานหลายปีทีเดียว หากรู้จักปฏิบัติตนตามคำแนะนำของแพทย์ผู้ทำการรักษา รวมทั้งเคร่งครัดกับโภชนการอาหาร และหลีกเลี่ยงยาบางชนิดที่เป็นสาเหตุทำให้ตับแข็งได้ เหล่านี้จักเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยในการดำรงชีวิตให้มีสภาพดั่งคนปรกติได้โดยทั่วๆต่อไปนะครับ

พิชชาพร
Thu Aug 12 2010 04:10:51 GMT+0700 (ICT)

เรียน คุณหมอ

คุณพ่อของนู๋ ท่านป่วยเป็น โรคกระเพาะอาหารทะลุ เนื่องจาก ท่านได้รับผลข้างเคียงจากยา ชนิดหนึ่ง ซึ่งหมอที่ท่านไปทำการรักษาอาการปวดที่ข้อแขน และหัวไหล่ ทำให้ระคายเคืองกระเพาะ จนเกิดเป็นแผลที่กระเพาะ คุณพ่อท่านปวดท้องอย่างรุนแรง แม้แต่ยืนยังไม่มีแรง เลยไปหามอที่ รพ. คุณท่านบอกว่า ให้ทานยาตามที่สั่ง และรอดูอาการอีก2เดือน งดทำงานหนัก ไม่ทราบว่า ควรจะขอคุณหมอ เค้าส่องกล้องดูแผลเลยมั้ยคะ เพราะนู๋เกรงว่า แผล จะติดเชื้อ และใหญ่ขึ้น คุณหมอช่วยแนะนำให้หน่อยนะคะ ว่าควรทำอย่างไรดี หากรอ ดูอาการอีก2 เดือน นู่ไม่อยากให้คุณพ่อท่านทรมาน แล้วถ้าหากต้องทำการผ่าตัด ค่าใช้จ่ายสูงมั้ยคะ ผลข้างเคืองอันตรายมั้ยคะ แล้ว โอกาสความเสี่ยงมีมากน้อยเพียงใด ขอบคุณค่ะ

รักแม่มาก
Fri Aug 13 2010 07:48:24 GMT+0700 (ICT)

เรียน คุณหมอ

จากกระทู้ 229 ที่ผมเคยสอบถามไว้ และได้รัคำตอบในกระทู้ที่ 230 ผมขอขอบคุณมากครับ

แต่เนื่องจากว่าผมได้อ่านในหลายๆกระทู้ที่แสดงความคิดเห็นมา โดยประสะดุดกับคำตอบ

ของคุณหมอในกระทู้ที่ 66 เกี่ยวกับโรคทางสมอง (Transient Ischemic Attacks)

เป็นไปได้หรือไม่ที่แม่ผมจะมีอาการแบบนี้ และยาที่คุณหมอแนะนำเบื้องต้นคือ

แอสไพริน ขนาด 100 มก หรือ clopidogrel ขนาด 75 มก. บางกระทู้ก็มียาที่ช่วยในการบำรุงตับ

คือ วิตามิน บี รวม และ Legalon ขนาด 140 มก. วันละ 3 ครั้ง ยาที่ผมกล่าวมาข้างต้นนั้น

สำหรับแม่ผมสามรถรับประทานได้หรือไม่ครับคุณหมอ ผมขอรบกวนคุณหมอช่วยแสดงความเห็น

ให้ผมด้วยนะครับ ขอบคุณมากครับ

รักแม่มาก

ปิยะ สมรศาสตร์
Fri Aug 13 2010 16:40:25 GMT+0700 (ICT)

ขอตอบกระทู้ถามปัญหาของคุณพิชชากรกระทู้ที่ 231 ดังนี้ : ผมมีตวามเห็นว่า สมควรอย่างยิ่งที่ต้องรีบพาคุณพ่อหนูไปพบแพทย์ทางเดินอาหารเพื่อปรึกษาแพทย์ขอให้แพทย์ทำการส่องกล้องตรวจดูกระเพาะอาหารเป็นการด่วน และรีบทำการรักษาแผลในกระเพาะอาหารเป็นอันดับแรกต่อไป เพราะตามที่หนูได้บอกเล่าอาการของคุณพ่อมานั้น น่าจะเป็นผลข้างเคียงจากยารักษาอาการปวดตามข้อกระดูก เนื่องจากยาเหล่านี้มีผลข้างเคียงทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารของผู้ป่วยได้เป็นอันมาก ไม่ทราบว่ามีเหตุผลกลใดที่หมอผู้ทำการรักษาแก่คุณพ่อคุณ จึงได้แนะนำให้ผู้ป่วยรอดูอาการอีก 2 เดือน ผู้ป่วยอยู่ในขั้นวิกฤติรุนแรงเพียงนี้แล้ว ยังมัวใจเย็นรอดูอาการอีก 2 เดือน ผมเห็นว่าไร้เหตุผลสิ้นดี

ปิยะ สมรศาสตร์
Fri Aug 13 2010 16:46:22 GMT+0700 (ICT)

ขอตอบเพิ่มเติมหนูพิชชาพร ผู้ป่วยอาจไม่จำเป็นต้องรับการผ่าตัดกระเพาะอาหาร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านนี้นะครับ ทั้งนี้ควรต้องรอดูผลการส่องกล้องทางเดินอาหารเสียก่อน แล้วค่อยมาปรึกษากันอีกที่ว่าควรรับการรักษาในโรงพยาบาลของรัฐหรือเอกชนดี เพราะค่าใช้จ่ายในการรักษาจะแตกต่างกันมากทีเดียว

ปิยะ สมรศาสตร์
Sun Aug 15 2010 15:12:07 GMT+0700 (ICT)

ขอตอบกระทู้ืี่ 232 ว่า อาการของคุณแม่ตามที่ได้กระทู้ถามมานั้น ผมเห็นว่าไม่เกี่ยวกับ Transient Ischemic Attacks แต่ประการใด แต่เห็นได้ว่า เป็นอาการของโรคพิษสุราเรื้อรัง จนเป็นเหตุทำให้เกิดอาการทางจิตประสาทมากกว่านะครับ ดังนั้นผู้ป่วยจึงไม่จำเป็นต้องรับยาแอสไพริน หรือ clopidogrel ใดๆทั้งสิ้น แต่สำหรับวิตามินอ วิตามิน บี รวม และ Legalon ที่ผมกล่าวมาข้างต้นนั้นก็ยังเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ป่วยโรคตับแข็งที่จะละเลยเสียไม่ได้ นะครับ

ปิยะ สมรศาสตร์
Sun Aug 15 2010 15:15:43 GMT+0700 (ICT)

ขอตอบกระทู้ืี่ 232 ว่า อาการของคุณแม่ตามที่ได้กระทู้ถามมานั้น ผมเห็นว่าไม่เกี่ยวกับ Transient Ischemic Attacks แต่ประการใด แต่เห็นได้ว่า เป็นอาการของโรคพิษสุราเรื้อรัง จนเป็นเหตุทำให้เกิดอาการทางจิตประสาทมากกว่านะครับ ดังนั้นผู้ป่วยจึงไม่จำเป็นต้องรับยาแอสไพริน หรือ clopidogrel ใดๆทั้งสิ้น แต่สำหรับวิตามินอ วิตามิน บี รวม และ Legalon ที่ผมกล่าวมาข้างต้นนั้นก็ยังเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ป่วยโรคตับแข็งที่จะละเลยเสียไม่ได้ นะครับ

รักแม่มาก
Wed Aug 18 2010 08:16:40 GMT+0700 (ICT)

ขอขอบคุณ คุณปิยะ สมศาตร์ ที่ให้คำแนะนนำครับ

ขอให้คุณปิยะ มีแต่ความสุข มีสิ่งดีๆเข้ามาในชีวิตนะครับ

นอยน้ำ
Wed Aug 18 2010 10:16:30 GMT+0700 (ICT)

เรียนคุณหมอ

คุณแม่ของดิฉันท่านไปหาคุณหมอที่ศูนย์หัวใจแล้วนัดผ่าเรียบร้อยแล้ว แต่ปรากฏว่า 5 วันผ่านไปกลับบอกว่าผ่าไม่ได้ เพราะเกล็ดเลือดต่ำมาก เขาสงสัยว่าจะเกี่ยวกับตับและม้าม ให้มาซาวด์ใหม่ คุณแม่ดิฉันกังวลใจมากกว่าจะเป็นมะเร็งหรือจะอันตรายไม่สามารถจะรักษาได้อีก เลยอยากขอคำชี้แนะจากคุณหมอคะ ช่วยตอบคำถามด้วย ขอบพระคุณค่ะ

.....นอยน้ำ

ปิยะ สมรศาสตร์
Wed Aug 18 2010 15:42:25 GMT+0700 (ICT)

ขอขอบคุณกระทู้ที่ 237 ที่อวยพรมา และขอให้สิ่งดีๆในชีวิตกลับไปสู่ครอบครัวคุณเช่นกันนะครับ แต่สำหรับกระทู้ข้างต้นนั้น ผมมีความเห็นว่า ควรเชื่อในสิ่งที่แพทย์ได้แนะนำให้ผู้ป่วย ไปทำอัลตร้าซาวนด์ ตับและม้ามดูอีกครั้ง เพราะกรณีที่ผู้ป่วยมีเกร็ดเลือดต่ำ เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความผิดปรกติของอวัยวะดังกล่าวข้างต้นรวมทั้งยังมีสาเหตุอื่นอีกหลายกรณี ผู้ป่วยควรรับทราบผลการตรวจอัลตร้าซาวนด์ก่อน อย่าเพิ่งวิตกกังวลเกี่ยวกับโรคมะเร็งจนเกินเหตุ ผู้ป่วยอาจไม่เป็นโรคมะเร็งก็เป็นไปได้สูง การรักษาแพทย์เจ้าของไข้อาจทำการรักษาให้ผู้ป่วยได้รับเกร็ดเลือดไปพลางๆก่อนก็เป็นได้นะครับ

สมรัก
Fri Aug 20 2010 15:03:52 GMT+0700 (ICT)

เมื่อ 5 ปี ที่แล้วสามีของดิฉันว่าเป็นเบาหวาน และไวรัสตับอักเสบซี หมอให้ยาเบาหวานมากิน และจะต้องกินยานี้ไปตลอดชีวิต (หมอบอก) ส่วนไวรัสตับอักเสบซี ต้องฉีดยา ที่ค่าใช้จ่ายสูงมาก เราไม่มีเงินมากพอที่จะฉีด ก็ได้แต่เฝ้าระวัง หาหมอตามที่นัดทุกครั้งไม่เคยขาด สามีเป็นคนแข็งแรงมาก ใคร ๆ เห็นก็จะไม่เชื่อว่าป่วย มีเพียงที่สังเกตได้ก็คือตาเหลืองเท่านั้น จนกระทั่งปลายปี 2552 สามีป่วยหนัก ต้องเข้ารับการรักษา หมอบอกว่าติดเชื้อในช่องท้อง และเข้า-ออกอีกหลายครั้งด้วยการติดเชื้อตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ตัวเหลือง ตาเหลือง เจ็บชายโครง แน่น ท้องบวม คันตามตัว หมอบอกว่าเป็นอาการแทรกซ้อนของไวรัสตับอักเสบซี เราได้มีโอการเปลี่ยนหมอ แต่โรงพยาบาลเดิม เริ่มต้นตรวจร่างกายกันใหม่ อย่างละเอียด หมอบอกว่าสามีเป็นตับแข็ง ไขมันเกาะตับ มีก้อนเนื้อที่ตับขนาด 1 ซม.แต่ไม่ใช่เนื้อร้าย และมีเส้นเลือดขอดในหลอดอาหาร วิธีการรักษาคือต้องเปลี่ยนตับและรักษาตามอาการที่เกิดขึ้น เมื่อหลังสงกรานต์ ปี 2553 สามีอาเจียนเป็นเลือด ช็อค ความดันต่ำ เพียง 30 เท่านั้น เกร็ดเลือดต่ำ หมอบอกว่าเส้นเลือดขอดในหลอดอาหารแตก สามีได้รับการรักษาโดยการให้เลือด ให้เกร็ดเลือด และใช้ท่อสอดยางเข้าไปรัดเส้นเลือด 6 จุด จนกระทั่งอาการดีขึ้น กลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม กลับบ้านได้ และหมอได้ให้ยาเบาหวานแบบฉีดมาใช้แทนยาเม็ดที่กินมาเป็นเวลา 5 ปี และผ่านไปเพียง 1 สัปดาห์ สามีก็อาเจียนเป็นเลือดอีก ที่นี้อยู่โรงพยาบาลยาวเป็นเดือน เพราะอาเจียนอยู่หลายครั้ง พออาการดีขึ้นหมอก็บอกว่าขอปรับยาเบาหวานอีกสักวันนะแล้วคอยกลับ ระหว่างปรับยาเบาหวาน มียาที่สามีต้องกินทุกวันคือยาลดความดัน และยาระบาย 3 เวลาหลังอาหาร เป็นยาน้ำใส ๆ หวาน เพราะตับของคนป่วยไม่ทำงาน ถ้าไม่ใช้ยาคนป่วยจะมีอาการซึม เบล่อ จำอะไรไม่ได้ ควบคุมตัวเองไม่ได้ เพราะของเสียขึ้นสมอง จนกระทั่งวันสุดท้ายของเราก็มาถึง 30 มิ.ย. สามีอาเจียนเป็นเลือดอีกครั้ง แต่นิดเดียว หมอเลยให้ดูอาการที่ห้องไอซียู เวลา 01.30 น.พยาบาลขึ้นมาบอกว่าหมอรักษาอย่างเต็มที่แล้ว ตอนนี้คนป่วยไม่รู้สึกตัวขออนุญาตใช้่ท่อช่วยหายใจสอดเข้าทางปาก และเวลาผ่านไป พยาบาลคนเดิมก็กลับมารายงานอาการอีกครั้งว่าสามีสิ้นลมแต่ได้ป้ำหัวใจขึ้นมาให้เรียกญาติ ๆ มา เวลา 03.50 สามีเสียชีวิตได้โรคตับแข็งจากไวรัสตับอักเสบซี......... คุณหมอคะช่วยบอกดิฉันทีว่าทำไม หมอที่รักษาสามีจึงไม่เคยบอกดิฉัน เลยว่าอาการของสามีแย่ถึงขั้นมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน ๆ ทั้ง ๆ ที่ถามหมอและพยาบาลอยู่เป็นประจำ ว่าอาการของสามีเป็นอย่างไร ขั้นไหน แต่กลับได้รับคำตอบเหมือนกันทุก ๆ ครั้ง ว่าดีขึ้นแล้ว เดีี๋ยวก็กลับบ้านได้ วันที่สามีเสียชีวิต เราไม่ได้รับการบอกกล่าวจากหมอประจำไข้ แม้แต่หน้าหมอเราก็ไม่ได้เจอ มีเีีพียงแต่พยาบาลประจำห้องไอซียูแจ้งเราว่าสามีเสียชีวิตเนื่องจากเสียเลือดมากจนช็อค ........... แล้วดิฉันจะอยู่ได้อย่างไร (สามีอายุแค่ 32 ปี) ขอบพระคุณค่ะ

ปิยะ สมรศาสตร์
Sat Aug 21 2010 15:03:03 GMT+0700 (ICT)

ผมขอแสดงความเสียใจ ต่อครอบครัวของคุณสมรัก เป็นอย่างมากนะครับ กรณีการสูญเสียสามีอันเป็นที่รักซึ่งได้จากไปก่อนวัยอันควร ตามที่ได้อ่านกระทู้ที่ถามมา ผมเข้าใจว่าแพทย์และพยาบาลผู้ทำการรักษา คงรักษาดูแลผู้ป่วยอย่างเต็มความสามารถแล้ว แต่ไม่อาจยื้อชีวิตผู้ป่วยต่อไปอีกได้ รวมทั้งผู้ป่วยเองก็อยู่ในอาการขั้นวิกฤติสุดจะเยียวยา บางครั้งแพทย์อาจหวังดีต่อผู้ป่วยและญาติผู้ป่วย จนไม่อาจที่จะบอกอาการย่ำแย่ในขณะนั้นๆได้ ทั้งคาดหวังอยากให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาจนหายเป็นปรกติจากโรคนั้นๆ ความจำเป็นในการให้กำลังใจผู้ป่วยและญาติๆจึงเป็นสิ่งสำคัญๆสำหรับแพทย์โดยทั่วๆไป

เคยมีการพูดคุยกันในหมู่แพทย์พยาบาลมาโดยตลอดว่า จะบอกข่าวร้ายอย่างไรดีแก่ผู้ป่วย และถ้ากรณีผู้ป่วยอยู่ในขั้นโคม่า เราจะบอกแก่ญาติๆของผู้ป่วยอย่างไร การบอกข่าวร้ายให้แก่ผู้ใด แพทย์พยาบาลควรจะให้ข่า่วร้ายนั้นกระทบกระเทือนจิตใจผู้ที่ได้รับข่าวร้ายน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ในสถานการณ์เช่นนั้นๆ ความรุนแรงของปฏิกิริยาต่อข่าวร้ายจะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับช่วงจังหวะและกาละเทศะของการให้ข่าวและความมีสติ และสภาพจิตใจของผู้ได้รับข่าวเป็นสำคัญ ในกรณี ญาติมีสภาพจิตใจย่ำแย่มาก แพทย์พยาบาลอาจจะตัดสินใจไม่บอกข่าวร้ายนั้นให้แก่ญาติก็ได้ ถ้าได้พิจารณาโดยรอบคอบแล้วเห็นว่า ผู้ที่จะได้รับข่าวร้ายนั้น ไม่สมควรหรือไม่อยู่ในสภาพที่จะต้องรับทราบข่าวร้ายนั้น และไม่อยู่ในสถานะที่จะต้องตัดสินใจ กระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เช่นไม่ต้องเปลี่ยนแนวทางในการรักษาพยาบาล ไม่ต้องเปลี่ยนวิถีการดำรงชีวิต ไม่ต้องห่วงกังวลกับค่าใช้จ่าย หรือสิ่งที่จะเกิดขึ้นเป็นต้น

สมรัก
Sun Aug 22 2010 12:02:05 GMT+0700 (ICT)

ขอขอบพระคุณ คุณปิยะ นะคะ

Sun Aug 22 2010 13:18:44 GMT+0700 (ICT)

ผมขอขอบพระคุณ คุณปิยะเป็นอย่างสูงที่ได้ตอบปัญหาเกี่ยวโรคตับและโรคไตในปัญหาที่ได้ถามท่านมาเมื่อหลายเดือนก่อน และได้รับความกระจ่างแจ้งในคำตอบ เพราะว่าได้ถามหมอทีไร หมอไม่ค่อยมีเวลาตอบให้ทุกที่ เพราะมีคนไข้รอคิวอีกเยอะในโรงพยาบาล ขอขอบพระคุณมาอีกครั้งครับผม

เพ็ญ
Fri Aug 27 2010 14:08:12 GMT+0700 (ICT)

คุณหมอคะ ดิฉันป่วยเป็นโรคซึมเศร้า อยากฆ่าตัวตายตลอดเวลา หมอที่ โรงพยาบาลบำรุงราษฏร์จ่ายยาชื่อ โปรแซค มาให้ดิชั้นทานได้ 2-3 อาทิตย์แล้วแต่อาการดิชั้นยังไม่ดีขึ้น ลูกสาวดิฉันถูกวัยรุ่นข่มขืนค่ะ ดิชั้นมืดมนไปหมด อยากฆ่าตัวตายตลอดเวลา ดิฉันควรจะทำอย่างไรดี ช่วยแนะนำว่าควรทานยาอะไรดีค่ะ ขอขอบคุณมาล่วงหน้า

ปิยะ สมรศาสตร์
Fri Aug 27 2010 18:17:56 GMT+0700 (ICT)

ในกรณีเช่นนี้การใช้ยารักษา เป็นการรักษาที่ปลายเหตุ แต่ขอให้ตั้งสติให้ดี เช็ดแผลให้ลูกสาวเรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก มันเป็นบาดแผลที่รุนแรงสำหรับจิตใจ ท่าทีของแม่ต้องมั่นคงไม่หวั่นไหว อย่าโวยวาย อย่าซ้ำเติม อย่าโทษตัวเอง อย่าย้ำกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตของลูกสาว แต่จงให้โอกาสกับลูก แม่เป็นคนแรกที่จะให้โอกาสต่อลูกได้เกิดใหม่อีกครั้งหนึ่ง การถูกข่มขืนในคืนวันนั้นมันได้จบลงแล้ว การที่ท่านไม่ย้ำคิดอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นในคืนวันนั้น ก็คือการให้โอกาสลูกสาวของท่าน ต่อตัวท่าน สิ่งที่มันเกิดขึ้นในชีวิตของเรา มันก็เป็นแผลที่เราปฏิเสธไม่ได้ มันเป็นบาดแผลที่เกิดขึ้นแล้วแต่เราสามารถทำแผลนั้นให้เลือดหยุดไหลได้ เราใช้บาดแผลเตือนตัวเราให้มีชีวิตที่รอบคอบระมัดระวังมากขึ้นในวันนี้ อย่าสะกิดแผลนั้นให้เลือดไหลอีก มันเป็นเพียงแผลเป็นที่ไม่เจ็บปวดแล้ว การคิดถึงเหตุการณ์นั้นด้วยความปวดร้าว จะเป็นการข่มขืนตัวเอง เราจะหยุดข่มขืนตัวเราในวันนี้ นี่เป็นเรื่องสำคัญมากที่ท่านและลูกสาวของท่านจะต้องจัดโอกาสร่วมกัน ให้โอกาสซึ่งกันและกัน

การที่เด็กมีความปวดร้าวในการถูกกระทำที่รุนแรงทางร่างกายและจิตใจครั้งนั้นเป็นเรื่องที่เขาต้องการเพื่อน เขาต้องการใครสักคนที่เข้าใจเขา ซึ่งคนที่น่าจะช่วยรักษาแผลในใจของเขาได้อย่างรวดเร็วจนเป็นแผลเป็นที่มันไม่เจ็บปวดก็น่าจะเป็นแม่ ผู้หญิงที่ใกล้ตัวเขามากที่สุด ถ้าเขามองเห็นความมั่นคงของแม่ ความไม่หวั่นไหวของแม่ ความกล้าหาญที่จะยอมรับและให้โอกาสกับลูกที่พลาดไปแล้วอีกครั้งหนึ่ง สิ่งเหล่านี้จะเป็นกำลังใจ จะเป็นโอกาสที่ลูกของเราเกิดใหม่ได้ ขอให้เราช่วยกันรักษาแผลให้ลูกของเรา อย่าซ้ำเติม อย่ากรีดแผลนั้นให้กว้างขึ้น อย่าโทษใคร ระมัดระวังวิถีชีวิตในปัจจุบันของเราให้มากขึ้น ถ้าเราเคยเจ็บปวดเพราะสังคมมีความอยุติธรรมต่อเรา แล้วเราดำเนินชีวิตด้วยความหวาดกลัว หวาดระแวง ชีวิตของเราก็จะขาดความสุขในปัจจุบัน เราจะเหมือนกับผู้หญิงที่ลุกขึ้นไม่ได้ เพราะเรามีความหวาดระแวงว่าเราเคยถูกทำร้ายมาแล้ว แล้วมันอาจจะถูกอีก ความหวาดระแวงจะทำให้ปัญญาของเรา หรือความกล้าหาญของเราในปัจจุบันหายไป จงหาความพอดีระหว่างความหวาดระแวงกับความไม่ประมาทให้พบ จงใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท ไม่เลินเล่อ ไม่มักง่าย ให้รู้ว่าที่ที่เราเคยเดินแล้วเราปลอดภัย วันนี้โลกมันเปลี่ยน สังคมมันเปลี่ยน เส้นทางนั้นอาจจะเป็นเส้นทางที่เรายังต้องเดินอยู่ แต่เราจะเดินอย่างไรที่จะให้มันปลอดภัยอย่างที่เคยเดินในวันวาน มันต้องมีวิธีการและรอบคอบ ไม่ประมาทมากขึ้นจะอ้างว่าเราเคยเดินแล้วเราปลอดภัย เราเดินอีกวันนี้ และมันยังจะคงปลอดภัยไม่ได้แล้ว เราจะต้องเข้าใจว่ากระแสของสังคมมันเปลี่ยน เรามีการอพยพเปลี่ยนถิ่นฐานกันมากขึ้น ความเบียดเบียนสูงขึ้น ค่านิยมของการทำร้ายกันเพราะขาดสติ และเมายาเสพติดมันมีมากขึ้น ผู้หญิงต้องระวังด้วยความไม่ประมาท แต่อย่าหวาดระแวง เพราะความหวาดระแวง จะทำให้ชีวิตของเราหมดความสง่างาม หาให้ดี หาชีวิตตรงนี้ให้ดี ด้วยวิธีแห่งสติ ควรฝึกฝนตนเองให้มีชีวิตที่รอบคอบอยู่บนย่างก้าวแห่งสติปัญญา เพราะการที่เราพัฒนาศักยภาพของเราให้เป็นผู้ที่ดำเนินชีวิตอยู่ได้อย่างคนที่ไม่มักง่าย เราจะได้ไม่ต้องมาแก้ตัวกันอีก นั้นคือการใช้ชีวิตอีกครั้งหนึ่ง ถ้าเผื่อว่าเราเป็นคนที่เคยได้บทเรียนมาแล้ว ใช้มันเพื่อสร้างปัญญาในปัจจุบันให้ดี อย่าหวาดกลัว แล้วอย่าตีอกชกตัว มันจบแล้วเมื่อวันวาน วันนี้เราหาโอกาสให้ลูกสาวของเราเกิดด้วยตัวของเราเอง ด้วยการใช้ชีวิตที่ไม่เลินเล่อ ไม่ปล่อยตัว แต่ในขณะเดียวกันเราให้กำลังใจลูกของเราที่จะใช้ชีวิตอย่างคนที่กล้าหาญ เกิดอีกครั้งหนึ่ง ความเป็นแม่ที่จะให้อภัยลูก พร้อมที่จะให้ลูกได้มีความมั่นใจในการดำเนินชีวิตต่อไป อย่าผลักไส และอย่ารู้สึกอายที่ลูกของเราถูกทำร้าย แต่ขอให้เห็นใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับชีวิตลูกของเรา และคงจะต้องช่วยกัน ร่วมมือกันในการที่จะทำงานป้องกันหรือทำงานรณรงค์ที่จะให้ผู้ชายที่แข็งแรง ใช้ความแข็งแรงของเขาเป็นไปเพื่อดูแลบุคคลที่อ่อนแอกว่า ไม่ใช่ใช้ความแข็งแรงของเขาเป็นไปในการที่จะใช้ชีวิตด้วยความมักง่าย เลินเล่อ ประมาท และเบียดเบียน เคยมีเหตุการณ์จากบ้านสายสัมพันธ์ พบว่า เด็กผู้หญิงคนหนึ่งพบเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเช่นเดียวกันนี้ เธอพยายามที่จะต่อสู้กับผู้ชายหลายคนที่รุมโทรมเธอในเหตุการณ์ที่รุนแรงขึ้น และเธอเพียงแต่อธิฐานว่าผู้ชายหลายคนที่กำลังทำร้ายเธอที่ข้างถนนในวันนั้นจะทำอะไรกับเธอก็ได้ แต่ขออย่าฆ่าเธอ อย่าได้ฆ่าเธอ เมื่อชีวิตของเธอรอดจากเหตุหการณ์ในวันนั้น เธอกลับบ้าน เมื่อแม่ทราบเรื่อง แม่ยอมรับไม่ได้ ลูกสาวคิดฆ่าตัวตายทันที เธอไม่อยากตายในตอนที่เธอถูกข่มขืน แต่เธออยากตายทันทีเมื่อสังคมไม่ให้โอกาสเธอ ไม่ยอมรับเธอ นี่เป็นตัวอย่างจริงที่เกิดขึ้นในบ้านสายสัมพันธ์

ขอให้กำลังใจคุณแม่ว่าจงให้โอกาสลูก การที่แม่ให้โอกาสลูก ลูกยังมีทางออกแต่ถ้าแม่ซึ่งเป็นผู้หญิงที่น่าจะเข้าใจเธอมากที่สุดในกรณีอย่างนี้ยังไม่เข้าใจเธอ ลูกอยากตายทันที ฉะนั้นความมั่นคงของแม่กับโอกาสที่แม่และสังคมจะให้เธอ จะเป็นทางออกในชีวิตของเธอที่ดี เราคงต้องช่วยกันดูแลลูกให้ดี แล้วช่วยกันทำงานที่จะบอกกับผู้ชายหลายๆคนว่า ความสนุกเพียงวูบเดียวที่เขาได้ มันเป็นความเจ็บปวด มันเป็นบาดแผล มันเป็นการทำลายชีวิตของคนอีกหลายคน และมันอาจจะหมายถึงชีวิตของเด็กทารกที่จะเกิดมาอย่างคนที่ไม่รู้ว่าใครคือพ่ออีกด้วย

ปิยะ สมรศาสตร์
Fri Aug 27 2010 18:28:40 GMT+0700 (ICT)

ขอเพิ่มเติมว่า ยา Prozac เป็นยารักษาโรคซึมเศร้าที่ดีตัวหนึ่ง ยาจะออกฤทธิ์ตอบสนองต่อคนไข้เมื่อรับประทานยาผ่านไปแล้วอย่างน้อย 4 สัปดาห์ อย่างไรก็ดี ยาตัวนี้เพียงแต่รักษาโรคซึมเศร้า แต่ไม่อาจรักษารอยเปื้อนหรือแผลทางใจออกไปได้ ลองค้นหาตัวตนของตนเองให้พบ แล้วเดินทางไปรักษาที่ เสถียรธรรมสถาน คุณแม่ชีศันสนีย์ อาจเป็นแพทย์เยียวยาแก้ปัญหานี้แก่ท่านได้อย่างดีที่สุด ผมได้รับการถ่ายทอดจากเพื่อนทุกข์ จึงได้มีโอกาสนำมาถ่ายทอดให้คุณเพ็ญฟังอีกทอดหนึ่ง นะครับ

อารียา
Sat Aug 28 2010 23:59:24 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะ อยากทราบว่าการที่มีอาการผื่นคันขนาดใหญ่ขึ้นตามร่างกายเยอะมากกว่าตอนที่ดิฉันเคยเป็นมา เป็นมาได้ 2 วันยังไม่หาย เลยค่ะยิ่งเป็นเพิ่มขึ้นอีกตอนนี้กลุ้มใจมากเลยค่ะมันเรียกว่าลมพิษหรือประดงค่ะและมีการรักษาอย่างไรให้หายเร็วที่สุดค่ะ

ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ

ปิยะ สมรศาสตร์
Sun Aug 29 2010 09:46:27 GMT+0700 (ICT)

เข้าใจว่า น่าจะเป็นอาการแพ้สารอาหารบางอย่าง หรือ ยาบางชนิดที่เราทานเข้าไปนะตรับ ลองทานยาแก้แพ้ ฟีนาเฟค ( Fexofenadine HCL ) ขนาด 60 มก. วันละ 3 ครั้ง เป็นเวลา 3-4 วัน หาซื้อตามร้านขายยาโดยทั่วไป อาการอาจทุเลาขึ้นในช่วงปลายสัปดาห์ ถ้าไม่ดีขึ้นคงต้องไปพบแพทย์ทางโรคผืวหนังนะครับ

เพ็ญ
Wed Sep 01 2010 14:59:06 GMT+0700 (ICT)

ขอกราบขอบพระคุณ คุณปิยะมากนะคะ ดิชั้นมีอาการดีขึ้นมากที่เดียวเลยค่ะ ขอบพระคุณอีกครั้งค่ะ

อัมพร
Wed Sep 01 2010 15:07:23 GMT+0700 (ICT)

เรียนดุณหมอที่นับถือ

ลูกชายคนเล็ก มีอาการซีด ตาเหลือง และปัสสวะเหมือนเหมือนสีชาแก่ ออกไปทางสีปนเลือด หลังจากรับประทานถั่วปากอ้าเข้าไปเมื่อเช้านี้ ไม่ทราบว่า ลูกชายเป็นโรคอะไรหรือเปล่าคะ แกอายุเพิ่ง 11 ขวบ

ปิยะ สมรศาสตร์
Wed Sep 01 2010 20:15:01 GMT+0700 (ICT)

เข้าใจว่า อาการของบุตรชายคุณอัมพร เกิดจากภาวะที่พร่องเอนไซม์ G6PD (Glucose-6-Phosphate Dehydrogenase) ซึ่งเป็นเอนไซม์สำคัญในกระบวนการเมแทบอลิซึม เอนไซม์ G6PD เป็นเอนไซม์ที่ช่วยป้องกันเม็ดเลือดแดงจากการทำลายของสารอนุมูลอิสระ (Oxidants) คนที่เกิดภาวะพร่องเอนไซม์ชนิดนี้แล้วจะทำให้เกิดอาการเม็ดเลือดแดงแตก (Hemolysis) ได้ง่าย สาเหตุของการพร่องเอนไซม์ G6PD เกิดจากความผิดปกติของพันธุกรรมแบบ X-linked recessive โรคนี้พบในผู้ชายได้มากกว่าผู้หญิงนะครับ ผู้เป็นโรคนี้ มีข้อห้าม ห้ามทานถั่วปากอ้า และยาบางประเภท มิฉนั้นจะเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยถึงขั้นไตวายได้ ในกรณีเช่นนี้ ขอแนะนำให้ผู้ป่วยดื่มน้ำตามมากๆ อาการน่าจะทุเลาดีขึ้นได้เองครับ

พัชรวรรณ ดีพร้อม
Thu Sep 02 2010 15:41:40 GMT+0700 (ICT)

คุณหมอค่ะ พ่อดิฉัน เป็นโรคตับแข็ง ไปรักษาตัวที่ ร.พ พระปกเกล้า หมอใส่ท่อน้ำดีให้ 3 เดือน ตอนนี้มีอาการเหนื่อยอ่อนแรง ต้องใช้อ๊อกซิเจนตลอดเวลา ตอนนี้รักษาตัวอยู่ จังหวัดนครสวรรค์ อาการของพ่อ หมอบอกว่า เกลือแร่ต่ำ ตัวบวม แต่ตอนนี้กินยาสมุนไพรของ ร.พ พระปกเกล้า อยู่ด้วย อยากถามว่าถ้าจะพาพ่อไป ร.พ. พระปกเกล้า การเดินทางจะทำให้พ่อหนูเป็นอันตรายรึเปล่าค่ะ ขอบคุณมากค่ะ

ปิยะ สมรศาสตร์
Fri Sep 03 2010 18:28:36 GMT+0700 (ICT)

การเดินทางไม่น่ามีปัญหาสำหรับผู้ป่วย ในกรณีที่จำเป็นต้องเคลื่อนย้ายผู้ป่วย ไปรักษาณ ที่โรงพยาบาลแห่งใหม่ ควรใช้บริการรถพยาบาลของโรงพยาบาลจักปลอดภัยกว่านะครับ

สมจิต เกตุทัต
Sun Sep 26 2010 09:42:25 GMT+0700 (ICT)

เรียน คุณหมอ ที่นับถือ

น้องชายมีอาการอ่อนเพลีย จากการเฝ้าดูแลพ่อที่ป่วย ขณะนี้คุณพ่อเสียแล้ว น้องชายก็อ่อนเพลีย จึงไปพบแพทย แพทยทำการตรวจเลือด พบว่ามีไวรัส บี และตรวจหาค่า AFP มีค่าสูงถึง 480000 ทำการอัลตราซาว์ พบ ตับไม่เรียบ (หมอบอก) ทำ CT สแกน ยังไม่ทราบผล แต่ค่าของเอนไซน์ตับ สูงเล็กน้อย 3.5 สรุปได้ว่าเป็นมะเร็งตับไหม

ปิยะ สมรศาสตร์
Sun Sep 26 2010 19:21:38 GMT+0700 (ICT)

ในความเห็นของผม การที่ค่าของ AFP สูงมาก โอกาสที่จะเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งตับก็ค่อนข้างสูง แต่อย่างไรก็ดีก็ควรปรึกษาแพทย์ ขอให้แพทย์เพิ่มการตรวจ หาค่าของสารบ่งชี้มะเร็ง (Tumor markers ) เพิ่มเติมเช่น Carbohydrate antigen CA 19-9 และ

Carcinoembryonic antigen (CEA) เพื่อประกอบการวินิจฉัยให้แน่นอนมากขึ้น เพราะมีรายงานในบางครั้งว่า แม้ค่าของ AFP สูงมาก ในคนไข้บางราย แต่ไม่พบว่าเป็นมะเร็งตับ พบเป็นโรคตับแข็ง หรือตับอักเสบจากไวรัสบี หรือ ซี หรือจากพิษแอลกอฮอลล์เท่านั้น การตรวจชิ้นเนื้อตับจะให้ผลแม่นยำที่สุดว่า เป็นมะเร็งตับหรือไม่

นิด
Sun Sep 26 2010 20:19:27 GMT+0700 (ICT)

สามีดิฉันเป็นโรคยำคิดยำทำ คือจะล้างมือทั้งวันจนมือแหง้ไปหมด และจะรังเกียจแม้กระทั่งรองเท้าของตนเอง เดินไปไหนหรืออยู่ในร้านอาหรถ้ามีคนไอหรือจามจะเดินหนีหรือย้ายโตะทันที่ แต่ปัญหาตอนนึ้คือพฤติกรรมการเดินก็ผิดปกติจะเดินหลบหลีกอยู่ดลอดเวลา นอนไม่หลับ ไม่ยอมไปไหน ไม่อยากเจอใครเป็นมาประมาณเดือนกว่าๆเห็นจะได้ ทุกวันนี้ดิฉันเอือมระอากับพฤติกรรมแปลกๆเหล่านี้มาก จนทะเละกันรุนแรงก็มี ให้ไปปรึกษาแพทย์ก็ไม่ไป พอจะล้างมือบ่อยๆดิฉันก็เตือน ก็จะทะเลาะกันอีก ดิฉันกล้มใจมากจนไม่อยากมองหน้า ไม่ใช่แต่ดฉันที่เห็นความผิดปกตินี้แม้แต่ลูกก็แอบมาถามดิฉันว่าทำไมพ่อดูแปลกไปมาก ดิฉันจะทำอย่างไรดีคะ

จุไร
Sun Sep 26 2010 21:52:26 GMT+0700 (ICT)

โปรดจงช่วยแม่ของดิฉันให้มียารักษาโรคนี้หายขาดด้วยเทอญ

คุณแม่...สุขภาพไม่ดีขึ้นเลย..จากอ่านดูจากเน็ต..แม่มีอาการแบบนี้เลย...หมอว่าเป็นโรคตับแข็ง กลุ้มใจมากๆๆๆ รักษาอย่างไรจึงจะทำให้มีดีขึ้น..หายขาดจากโรค... ได้แต่สวดมนต์ไหว้พระภาวนาให้แม่หายจากโรคทั้งหลายทั้งปวง...อยากให้มีปาฏิหารให้แม่หายจากโรคภัยไข้เจ็บ..สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในโลกนี้จงคุ้มครองแม่ด้วย...ลูกหมดที่พึ่งแล้วจงช่วยดลบันดานให้แม่จงหายจากโรคภัยไข้เจ็บด้วยเทอญ ลูกทุกข์ใจเหลือเกิน..สงสารแม่ที่สุดในโลก

รักแม่มากที่สุดในโลก

ปิยะ สมรศาสตร์
Sun Sep 26 2010 22:17:17 GMT+0700 (ICT)

ขอแนะว่า ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการของโรคย้ำคิดย้ำทำเช่นว่านี้ บุคคลในครอบครัวหรือผู้ใกล้ชิดควรดูแลเอาใจใส่และให้ความเห็นใจแก่ผู้ป่วยให้มากที่สุด ผู้ป่วยอาจมีความทุกข์ทรมานใจเกี่ยวกับพฤติกรรมของตนเองไม่มากก็น้อยแต่ไม่อาจเยียวยาแก้ไขกับความผิดปรกติที่เกิดขึ้นกับตนเองได้ ดังนั้นจึงเป็นความจำเป็นสำหรับบุคคลในครอบครัว ไม่ควรใช้อารมณ์เข้าแก้ปัญหาต่อผู้ป่วย แต่ควรปลอบประโลมและให้กำลังใจผู้ป่วยเป็นสำคัญ ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่ยอมไปพบแพทย์ ขอชี้แนะว่า ให้ญาติหรือผู้ใกล้ชิดไปร้านยา หาซื้อยา Lexapro ขนาด 10 มก. ให้ผู้ป่วยทานวันละครั้งๆละ 1 เม็ด ในช่วงเย็นหรือก่อนนอนก็ได้นะครับ ผลของฤทธิ์ยาจะตอบสนองต่อคนไข้เมื่อทานยาผ่านไปแล้วเป็นเวลา 2-3 สัปดาห์ หลังจากอาการดีขึ้นแล้วควรพาไปพบแพทย์ทางด้านจิตเวชดูนะครับ เพราะคนไข้จักต้องทานยาเป็นเวลา 6-8 เดือนติดต่อกันเป็นอย่างน้อย และหากอาการยังไม่ดีขึ้นมากคงต้องให้แพทย์ปรับยาต่อไป

ปืยะ สมรศาสตร์
Sun Sep 26 2010 23:09:15 GMT+0700 (ICT)

ขอตอบกระทู้ของน้องหนู จุไร ว่าอาการของคุณแม่ไม่น่าเป็นห่วงเท่าอาการของหนูที่เป็นอยู่ในขณะนี้นะครับ ผู้ป่วยโรคตับแข็งก็สามารถมีชีวิตยืนยาวเป็นปรกติได้ดั่งเช่นบุคคลทั่วๆไป ตับส่วนใหนที่แข็งไปแล้วก็แข็งไปเลย ไม่สามารถกลับคืนสู่เป็นปรกติได้ แม้จะไม่มียาใดๆที่จะเยียวยารักษาโรคตับแข็งให้กลับคืนสู่ภาวะปรกติได้ก็ตาม แต่ตับส่วนที่ดีก็ยังมีอยู่ หากคนไข้พยายามปฎิบัติตนตามคำชี้แนะของแพทย์แล้ว ผู้ป่วยก็ยังสามารถมีชีวิตยืนยาวได้อีกนานนะครับ ขอให้กำลังใจน้องหนูจุไร ช่วยมองโรคของคุณแม่ในแง่บวกบ้าง อย่างน้อยจะทำให้หนูสบายใจขึ้น ขอให้เราทุกข์แค่เพียงกายของคุณแม่ก็พอ อย่าถึงกับทุกข์ใจไปด้วยเลยจะขาดทุนถึงสองต่อ

นิด
Mon Sep 27 2010 14:28:17 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณ คุณปิยะมากคะ วันี้สามียอมไปหาหมอมาแล้ว แต่ให้ยา soloft มา ให้ทาน 2 อาทิตย์ แต่สามีไม่ชอบคุณหมอที่ไป consult เพราะคุณหมอพูดเหมือนเป็นโรคร้ายแรงและไม้ปลอบใจ ยิ่งทำให้เขาเครียดมากขึ้นหมอบอกว่าอาการของเขาเข้าขั้นรุงแรงมากแล้วต้องรีบรักษา ดิฉันแนะนำให้เขาทานยาให้หมดก่อนแล้วไปปรึกษากับหมอท่านอื่นแทนจะได้สบายใจขึ้นจะดีไหมคะ ดิฉันกลุ้มใจมากเพราะลูกชายอายุ 13 ปีก็เป็นโรคเดียวกันกำลังรักษาอยู่คะ

_ปิยะ สมรศาสตร์
Mon Sep 27 2010 17:27:50 GMT+0700 (ICT)

ยินดีด้วยครับคุณ นิด ที่สามียอมไปพบแพทย์ สำหรับยา soloft ก็ใช้ได้ผลเหมือนกับยา __Lexapro นะครับเพราะมีคุณสมบัติในการรักษาคล้ายๆกันต่างกันเพียงว่า ยาตัวใหนให้ผลข้างเคียงต่อคนไข้มากน้อยกว่ากันเท่านั้นเอง ปรกติแล้วคนไข้ที่เป็นโรคย้ำคิดย้ำทำจะมีความกลัวในส่วนลึกของจิตเป็นปฐมเหตุ เช่น กลัวตายเป็นอาจิณ นะครับ ฉนั้นหากเข้าใจในส่วนนี้แล้ว หากเลี่ยงพูดในสิ่งที่กระทบจิตใจคนไข้ได้ก็ควรกระทำ บางครั้งหมอบางท่านก็จำเป็นต้องพูดความจริงต่อคนไข้ แต่ผลที่ออกมาจะเป็นเช่นไรนั่นคืออีกปัญหาหนึ่งนะครับ สำหรับบุตรชายของคุณนิดที่ได้รับผลกระทบจากโรคนี้ คงเกี่ยวเนื่องจากกรรมพันธ์ครับ แต่ไม่ต้องกังวล หรือทุกข์ใจใดๆเพราะโรคนี้ไม่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต เพียงแต่เป็นอุปสรรคในการดำเนินชีวิตประจำวันบ้างเท่านั้นเอง เมื่อได้รับการรักษาให้หายเป็นปรกติแล้ว ก็สามารถใช้ชีวิตได้เหมือนปรกติโดยทั่วไป ขอให้โชคดีนะครับ

นิด
Mon Sep 27 2010 21:08:27 GMT+0700 (ICT)

คุณปิยะ ขอบคุณอีกครั้งนะคะ แต่เท่าที่consult กับคุณหมอ เห็นบอกว่าโรคนี้ไม่หายขาดต้องรักษากันตลอด ทำให้ดิฉันเครียดมากทั้งลูกและสามี ซึ่งตัวดิฉันเองก็พึ่งจะหายจากอาการซึมเศร้าต้องปรึกษาจิตแพทย์เหมือนกัน ตอนนี้ยอมรับว่าแทบทนสภาพไม่ได้ จากพฤติกรรมแปลกๆของสามี ดิฉันแอบร้องไห้ทุกวันจนกลัวอาการตัวเองจะกำเริบ ห่วงก็แต่ลูก อยากทราบว่าหากสามีทานยาแล้วใช้เวลานานไหมคะที่จะกลับมาเป็นปกติ ตอนนี้ไปไหนดิฉันต้องไปด้วย เพราะสมาธิในการขับรถเขาแย่ลงกว่าเดิม ต้องคอยเตือนตลอดเวลา ลักษณะอาการที่ชอบนั่งนิ่งๆ ซึมๆ งงๆ ของเขาที่เกิดขึ้นมาจากอาการนี้หรือเปล่า รวมทั้งอาการนอนไม่หลับกังวลตลอดเวลาบางที่ก็พูดลอยๆเป็นคำๆคนเดียว ดิฉันท้อใจมากแทบหมดกำลังใจจะทำอะไร ตอนนี้เขาไม่หยิบจับอะไรเลย พอมีดทานอาหารเสร็จก็เข้านอนไม่ตรวจตราบ้านช่องเลย ดิฉันต้องรับภาระคนเดียว ซึ่งตอนนี้พูดเหมือนอยากให้ดิฉันรับส่งลูกแทนด้วยเพราะเขาเปลี้ยไม่อยากไปไหน ดิฉันเองก็ทานยาอยู่จะง่วงบ่อยจึงไมค่อยกล้าขับรถ แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร อาการของเขาก็ห้ามไม่ให้ดิฉันบอกใครเพราะเขาอายดิฉันก็เหมือนอมทุกข์อยู่คนเดียว โชคดีที่search พบกระทู้นี้ช่วยดิฉันมากเลยคะ ขอบคุณอีกครั้ง

ปิยะ สมรศาสตร์
Thu Sep 30 2010 17:20:12 GMT+0700 (ICT)

ขอให้คุณนิดอย่าได้วิตกกังวลกับโรคนี้จนเกินเหตุเลยนะครับ มันมิใช่โรคร้ายแรงอันตรายถึงแก่ชีวิตแต่ประการใด หากคนไข้รับการรักษาและทานยาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาอย่างน้อย 6-8 เดือนคนไข้มีโอกาสหายขาดได้ครับ และเมื่อถึงเวลานั้นหากคนไข้ยังมีรอยโรคหลงเหลืออยู่ แพทย็ก็อาจให้ทานยาต่อไปอีกระยะหนึ่งซึ่งแล้วแต่คนไข้แต่ละคนว่าควรให้ทานยาต่อไปอีกเป็นเวลา 6 เดือน หรือถึง1 ปี นะครับดังนั้น ในระยะนี้ผลของฤทธิ์ยาที่จะทำให้คนไข้อาการดีขึ้นคงต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 สัปดาห์ขึ้นไปหลังจากทานยาครั้งแรกไปแล้ว คงต้องอดทนรอสักระยะนึง สิ่งสำคัญที่สุดในช่วงเวลานี้ ผมขอให้คุณนิดรักษาสุขภาพจิตและสร้างขวัญกำลังใจแก่ตนเองให้มากที่สุด เพราะคุณคือพลังอันสำคัญเป็นเสาหลักของครอบครัว และเป็นจุดเกาะเกี่ยวให้แก่สามีและบุตรของคุณ หากคุณท้อแท้และสิ้นหวังกับปัญหานี้แล้ว ปัญหาในครอบครัวคุณจะถูกกระทบอย่างรุนแรงและเป็นปัญหาที่ร้ายแรงตามมาได้นะครับ

สำหรับยา soloft ที่คุณหมอจ่ายมาให้สามีคุณทานนั้น ผมเห็นว่ายาตัวนี้มีผลข้างเคียงทำให้คนไข้นอนไม่หลับ ทำให้คนไข้กระวนกระวายได้ในบางครั้ง จึงไม่ค่อยเหมาะเท่าใดแก่คนใข้ อย่างไรก็ตาม ควรปรึกษาแพทย์ขอให้แพทย์จ่ายยา Lexotan ขนาด 3 มก เพิ่มเติมด้วย เพราะยาตัวนี้เป็นยาคลายกังวลที่ดีมาก และช่วยให้คนไข้หลับได้เต็มอิ่ม ควรทานยาสัก 2 สัปดาห์ และถ้าพ้น 2 สัปดาห์ไปแล้ว เมื่อยา soloft เริ่มออกฤทธิ์ก็ให้ค่อยๆลดยา Lexotan ลงได้จนหยุดยาไปได้เลย

มีข้อห้ามสำหรับคนไข้ว่าขณะทานยานี้ ห้ามขับรถและทำกิจกรรมใดๆเกี่ยวกับเครีองจักรกล ครับเพราะสุ่มเสี่ยงทำให้เกิดอันตรายจากอาการง่วงนอน ระยะนี้ควรดูแลคนไข้อย่างใกล้ชิดและควรอดทนที่สุด อย่าใช้อารมณ์ต่อคนไข้นะครับ คนไข้อาจมีอารมณ์ไม่ปรกติและพฤติกรรมอาจเบี่ยงเบนไปก็เป็นเรื่องปรกติธรรมดาของคนไข้ที่เป็นโรคนี้ ต่อไปอาการคงดีขึ้นครับขอให้ใจเย็นสักหน่อย

หากแพทย์ผู้ทำการรักษา ยังขาดหลักจิตวิทยาไม่ให้กำลังใจคนไข้เท่าที่ควรก็สมควรเปลี่ยนแพทย์ผู้ทำการรักษาได้เลยครับ

ระวี
Thu Sep 30 2010 21:20:11 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีครับพ่อผมไปหาหมอตรวจหมอบอกว่าเป็นตับแข็งรุนแรงคือตับฝ่อหมด ตอนนี้หมอให้กินยาบำรุงและน้ำมันรำข้าวแค็ปซูลและกินไข่ขาววันละ8ใบและเนื้อหมูวันละครึ่งโลอยากทราบว่าคุณพ่อจะอยู่ได้นานกี่ปีครับและตอนนี้มีคนแนะนำให้กินยาจีนของเวชพงษ์เภษัทเค้าบอกว่าหายมาหลายคนแล้วจะจริงรึป่าวครับและถ้าจะเปลี่ยนตับนั้นจะได้หรือปล่าวครับ ขอบคุณสำหรับคำตอบล่วงหน้าเลยนะครับ

ปิยะ สมรศาสตร์
Fri Oct 01 2010 17:03:20 GMT+0700 (ICT)

ผู้ป่วยโรคตับแข็งจำเป็นต้องเสริมอาหารประเภทโปรตีนเป็นสำคัญ การทานไข่ขาววันละ 8 ฟอง รวมทั้งเนื้ออีกวันละ ครึ่งกิโล ผมเห็นว่าออกจะมากเกินไป เพราะจะทำให้ไตทำงานหนักมากยิ่งขึ้น ไม่ควรมองข้ามปัญหาโรคไตซึ่งอาจจะเกิดขึ้นตามมา ควรประคับประครองให้ผู้ป่วยทานเนื้อปลาแทนจักดีกว่ากระมังครับ นอกจากนี้ผมไม่เห็นด้วยกับยาจีนดังกล่าวข้างต้น เนื่องจากรายงานทางการแพทย์และผลการวิจัย ยังไม่มีสถาบันใหนให้การรับรองว่ายาจีนทั้งหลายสามารถรักษาโรคตับแข็งได้ แต่ยังอาจเป็นพิษเพิ่มความเสี่ยงเป็นอันตรายต่อตับและไตเพิ่มมากขึ้นไปอีก สำหรับคำถามเกี่ยวกับการเปลี่ยนตับนั้น ผมเคยให้ข้อคิดเห็นในกระทู้ที่ 116 หน้าที่ 4 ไว้แล้วนะครับ อีกทั้งผมไม่เห็นสภาพตับและอาการของผู้ป่วยรวมทั้งโรคแทรกซ้อนในขณะนี้ว่ามีโรคอะไรบ้าง จึงไม่อาจอนุมานได้ว่า ผู้ป่วยจักมีชีวิตยืนยาวได้นานเท่าใด

นิด
Fri Oct 01 2010 18:50:22 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณ คุณปิยะ ที่กรุณาตอบคำถามของดิฉัน ดิฉันยอมรับว่าทนทุกข์ทรมานมานในการรอคำตอบจากคุณ เพราะดิฉันได้เกิดอาการที่เรียกว่าฟิวส์ขาด ดิฉันร้องไห้พร้อมกับกรีดร้องอย่างควบคุมคนเองไม่ได้ในวันนี้ ดิฉันสงสารตัวเองและสงสารสามีจนควบคุมตัวเองไม่ได้ จริงๆ แต่ตอนนี้หลังจากอ่านคำตอบจากคุณดิฉันรู้สึกดีขึ้นบ้าง ดิฉันไม่คิดเลยว่าอาการที่สามีดิฉันเป็นมันจะกระทบต่อชีวิตประจำวันของครอบคัวอย่างส่าหัส ลูกชายดิฉันร้องตลอดที่เห็นอาการของพ่อเขา เขารับไม่ได้ครำครวญว่วเกิดอะไรขึ้นกับครอบครัวของเรา ดิฉันต้องคอยปลอบเขาเพราะกลัวอาการของลูกชายเองจะกำเริบอีกจากการกังวล วันนี้หลังเลิกเรียนเราทั้งครอบครัวไปทาน KFC ขณะที่กำลังนั่งทานสามีเหลือบไปเห็นจุดสีแดงเล็กๆ จุด หนึ่งเขาลุกขึ้นทันที่ ทำท่ากระวนกระวายหยุดทานและบ่นพึมพำว่าไม่น่าเห็นเลือดเลย ทั้งๆที่ดิฉันบอกว่าไม่ใช่เลือด เขาก็ไม่ยอมนั่งทำท่าลุกลี้ลุกลนจนดิฉันตัดสินใจออกจากร้านทั้งที่ยังทานไม่เสร็จ เสื้อผ้าของเขาที่ถอดแล้วเขาก็ไม่กล้าเก็บมาให้ดิฉันซัก ถอดแอบเก็บไว้จนดิฉันต้องไปหามาจนเจอ เขาเริ่มจิตนาการเรื่องสิ่งสกปรกต่างๆที่ตัวเองไปพบมาจนเริ่มไน่ใจว่าสิ่งใดเจอจริงหรือสิ่งใดจิตนาการกันแน่ ดิฉันเองพยายามใจเย็นแต่บางครังก็หลุดการควบคุมเหมือนกัน แต่ที่คุณแนะนำดิฉันจะพยายาม ดิฉันอยากช่วยเขาดิฉันสงสารเขามาก มือของเขาล้างเสียจนกำลังจะเป็นแผลอยู่แล้ว ดิฉันมองทีไรนำตาก็ไหลทุกครั้งกลั้นไม่อยู่สักที่เพราะเขาเคยเป็นคนที่แต่งตัวเนียบมากตั้งแต่หัวจรดเท้าแต่ตอนนี้เปลียนไปจนสิ้นเชิง ดิฉันจะพยายามทนกับความรู้สึกของตนเองที่กำลังจะขาดผึงในวันใดก็ไม่รู้ คุณปิยะดิฉันทรมานมากเลยคะ ไม่คิดว่าโรคนี้มันจะทำให้คนคนหนึ่งผิดแปลกไปจากเดิมจริงๆ และกำลังจะทำลายชิวิตครอบครัวของดิฉัน ช่วยให้กำลังใจดิฉันด้วยเถิดคะดิฉันต้องการใครสักคนที่ปรึกษาได้ในตอนนี้ ช่วยดิฉันด้วยกรุณาด้วยคะ

ปิยะ สมรศาสตร์
Fri Oct 01 2010 20:15:45 GMT+0700 (ICT)

ผมยินดีเป็นอย่างยิ่งครับที่จะอยู่เคียงข้างครอบครัวทุกครอบครัวที่มีปัญหาทุกข์ร้อนเกี่ยวกับสุขภาพทั้งกายและใจ โดยเฉพาะครอบครัวคุณนิด ผมจะขอให้กำลังใจต่อไปครับ ปัญหาทุกอย่างย่อมมีทางออกและทางแก้ไว้อยู่เสมอ ขึ้นอยู่ว่า เราจะมีสติ สมาธิปฎิบัติต่อมัน บนก้าวย่างแห่งสติปัญญาของเราได้อย่างไรและมากน้อยขนาดใหน ขอให้พยายามตื่นตัว ตื่นรู้ และฝึกการลดละ ปล่อยวางกับปัญหานี้ลงเสียบ้างนะครับ เวลาที่ผ่านไปมันจะดีขึ้นเองขอให้อดทนและทำในสิ่งที่เป็นปัจจุบันนี้ให้ดีที่สุดแล้วกันนะครับ

นิด
Fri Oct 01 2010 21:16:50 GMT+0700 (ICT)

ขอขอบคุณคุณปิยะที่ให้กำลังใจดิฉัน ดิฉันสัญญาว่า จะพยายามมีสติและรอเวลาที่ปัญหาของดิฉันจะคลี่คลายอย่างที่คณบอก ดิฉันจะรอวันที่สามีของดิฉันจะกลับมาเป็นคนเดิมอีกครั้ง ดิฉันลืมบอกว่าดิฉันได้พาสามีไปปรึกษาคุณหมอท่านไหม่มาแล้ว ดูท่าทางสามีดิฉันจะพึงพอใจอยู่ แต่ยาที่ให้ก็ยังคงเป็น Soloft แต่เพิ่มเป็นเช้าเย็น อย่างละ 1เม็ด pernazine วันละ 2 เม็ด เช้าก่อนนอน และ lexotan 1เม็ดก่อนนอน โดยเริ่มตั้งแต่เมื่อวาน ดูเหมือนเขาหลับได้ดีขึ้นแต่บ่นว่าไมสบายตัวคงจะมาจาก SOLOFT อย่างที่คุณบอก ดิฉันหวังว่าอาการของเขาคงจะดีขึ้นภายใน2หรือ 3 อาทิตย์อย่างที่คุณบอก ดิฉันจะรอด้วยความหวังคะ ขอบคุณสำหรับทุกอย่างที่คุณให้คำปรึกษาที่ทำให้ดิฉันมีกำลังใจสู้ต่อไป ขอให้คุณและครอบครัวของคุณมีแต่ความสุขความเจริญสมกับที่คุณได้ช่วยให้ใครหลายๆคนรวมทั้งดิฉันได้แก้ปัญหาที่กำลังประสบอยู่อย่างทุกข์ทรมาน

ปิยะ สมรศาสตร์
Sat Oct 02 2010 16:58:22 GMT+0700 (ICT)

คุณนิดครับ ผมยังมีความเห็นว่า หากอาการของคนไข้สามีคุณ ไม่มีอาการประสาทหลอน หรือหูคนไข้ได้ยินเสียงแว่วอยู่ร่ำไปแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องทานยาpernazine เพิ่มแก่คนไข้โดยไม่จำเป็น เพราะผลข้างเคียงของยาตัวนี้จะมีผลกระทบต่อคนไข้โดยไม่จำเป็น ขอให้คงไว้แค่ยา Soloft และยา lexotan ก็เพียงพอแล้วครับ แต่ควรให้คนไข้ทาน lexotan จากวันละครั้งก่อนนอน เปลี่ยนเป็นวันละ 3 ครั้ง คือ เช้า เย็น ก่อนนอน จะเหมาะสมกว่า หากยา lexotan ขนาด 3 มก.จะทำให้คนไข้ง่วงนอนมากเกินไป ก็ลดลงมาเป็นขนาด 1.5 มก/เม็ด วันละ 3 ครั้ง เป็นเวลา 2 สัปดาห์ จะทำให้คนไข้มีอาการดีขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้น 2-3สัปดาห์ไปแล้ว เมื่อยา Soloft ออกฤทธิ์เต็มที่แล้วก็ให้ค่อยๆลดยา lexotan ลงมาจนหยุดยาตัวนี้ไปได้เลย คงเหลือแต่ Soloft แค่ตัวเดียวก็พอ อาการไม่สบายตัวคงมาจากฤทธิ์ยาpernazine ด้วยเช่นกัน คุณลองเอาความเห็นของผมไปปรึกษาแพทย์อีกครั้งนะครับ ผมไม่อยากให้คนไข้ทานยาเกินความจำเป็น ขอให้สามีคุณนิดหายไวๆ และขอให้โชคดีตลอดไปครับ

นิด
Sat Oct 02 2010 21:21:42 GMT+0700 (ICT)

วันนี้ดิฉันแอบเอาสบู่ไปซ่อนเพราะอยากให้เขาล้างมือด้วยนำเพียงอย่างเดียวแต่ปรากฏว่า เขาหาสบู่ไม่พบเกิดมีอาการเหมือนค้มคลั่ง ด่าทอ ดิฉันต่างๆนาๆ จนดิฉันต้องรีบเอาสบู่ไปให้เขาจึงสงบลงได้ ดิฉันต้องทำอย่างไรดีคะ พยายามบอกว่าถ้าอยากล้างมือให้ดึงเวลาล้างให้นานหน่อย แต่เขาก็ไม่ยอมปฏิบัติตาม ตอนนี้ลูกเครียดมากอาการของเขาเหมือนกำเริบขึ้น ดิฉันพยายามอธิบายให้เขาเข้าใจว่าพ่อไม่สบายแต่เขาก็ไม่เข้าใจอาจจะเพราะเขายังเด็ก เลยต้องเอากระทู้ที่ดิฉันปรึกษากับคุณให้ลูกอ่าน ไม่รู้ว่าดิฉันทำถูกไหมแต่ไม่รู้จะทำอย่างไรคะ อาการของเขาแย่ลงเรื่อยๆควบคุมตัวเองไม่ค่อยอยู่ ชอบบ่นและเริ่มด่าทอทั้งๆที่เขาไม่เคยเป็น เรื่องยาดิฉันจะลองปรึกษาแพทย์ดูคะ ช่วยดิฉันหน่อยเถิดนะคะ ดิฉันกล้มใจกลัวลูกคิดมากอาการกำเริบแล้วจะเรียนไม่รู้เรื่องคะ

สมรัก
Sun Oct 03 2010 17:30:30 GMT+0700 (ICT)

สามีเสียชีวิตด้วยโรคตับแข็งจากไวรัสตับอักเสบซี ดิฉันและสามีอยู่ด้วยกันมา 11 ปี ดิฉันจำเป็นต้องตรวจเลือดหรือเปล่า มีหลายคนบอกว่าดิฉันควรไปตรวจ เผื่อมีโอกาสติดจากสามี

ปิยะ สมรศาสตร์
Sun Oct 03 2010 17:50:07 GMT+0700 (ICT)

ในช่วงระยะนี้อย่าเพิ่งไปรบกวนคนไข้เลยครับ ควรปล่อยให้เค้าทำสิ่งที่เค้าอยากทำไปก่อน เอาไว้เมื่อยาเริ่มออกฤทธิ์แล้ว เราค่อยปรึกษาหาวิธีการ โน้มน้าวจิตใจคนไข้พร้อมกับการบำบัดทางกายภาพควบคู่ไปด้วย อย่าเพิ่งไปฝืนใจคนไข้ แล้วลองทานยาตามที่ผมได้แนะไว้ข้างต้นดูนะครับ แต่อย่างไรก็ตามควรเอาความเห็นของผมไปปรึกษาแพทย์ผู้ทำการรักษา เกี่ยวกับการงดหรือลดยา pernazine ลงแล้วเพิ่มยา lexotan แทนจักดีกว่ากระมังครับ การรักษาโรคนี้โดยการให้ยาหลายๆตัว ไม่ได้มีผลต่อการรักษาดีไปกว่าการใช้ยาหลัก Soloft หรือยา Lexapro ตัวใดตัวหนึ่งเพียงตัวเดียวแต่อย่างใด ส่วนยาlexotan เอาไว้ใช้แค่คุมอาการคนไข้ในระยะสั้นๆระยะแรกเท่านั้น ขอให้อดทนอดกลั้นและปล่อยวางเกี่ยวกับพฤติกรรมของสามีในระยะนี้สักระยะนึงไปก่อนนะครับ

ส่วนลูกๆก็ขอให้วางระยะห่างกับคุณพ่อไว้ รวมทั้งพยายามอธิบายในกระทู้ดั่งว่านี้ให้เค้าเข้าใจอีกโสดหนึ่ง ผมไม่อยากให้เด็กต้องมารับรู้พฤติกรรมบางอย่างของคุณพ่อโดยใช่เหตุ เพราะเด็กไม่อาจรับรู้และไม่เข้าใจอาการของโรคนี้แต่อย่างใด ซึ่งอาจทำให้เด็กต้องเครียดหนักขึ้น อันจะทำให้อาการซึมเศร้าของเด็กกำเริบตามมาอีกด้วยนะครับ

ปิยะ สมรศาสตร์
Sun Oct 03 2010 18:02:03 GMT+0700 (ICT)

ขอตอบปัญหาคุณสมรัก ว่าในกรณีที่เราไม่ติดปัญหาค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการตรวจเลือดหาไวรัสตับอักเสบ ซี แล้วผมเห็นว่าก็สมควรตรวจเช็คดูครับไม่เสียหายอะไร หากตรวจแล้วเราปลอดเชื้อจากไวรัสตัวนี้ คุณคงสบายใจได้ตลอดไป มิฉนั้นความกังวลเกี่ยวกับปัญหานี้จะค้างคาใจคุณไปตลอดชีวิต ซึ่งไม่เกิดผลดีอะไรเลยนะครับ

นิด
Sun Oct 03 2010 22:23:46 GMT+0700 (ICT)

ดิฉันคงต้องรบกวนคุณปิยะอีกระยะหนึ่งนะคะ คือตอนนี้ไม่รู้ว่าอาการที่สามีเป็นไปกระตุ้นอาการยำคิดยำทำของลูกหรือเปล่า เพราะเขาเริ่มถามดิฉันแบบเดิม คือไมมั่นใจว่าตนเองได้ทำสิ่งนั้นสิ่งนี้หรือเปล่า ตั้งคำถามทั้งที่ไม่น่าถามเช่น เขาถือไม้เล่น หลังจากนั้นสักครู่เขาก็จะมาถามดิฉันว่า เห็นเขาเอาลิ้นเลียไม้อันนั้นหรือเปล่า ดิฉันก็จะตอบคำถามให้เขามั่นใจว่าไม่ได้ทำ เขาก็จะถามซำๆกัน ต่อ ดิฉันก็จะตอบแค่ สองครั้งและจะบอกครั้งสุดทายว่า แม่บอกไปแล้วหลังจากนั้นก็จะทำเฉยถ้าเขาถามอีก ดิฉันจะทำเช่นนี้ตามที่คุณหมอของลูกบอกตลอด แต่ตอนนี้เขาเริ่มอาการนี้ขึ้นเรื่อยๆ ทั้งๆที่เขาเองก็ทาน soloft อยู่ ดิฉันเกรงว่าอาการที่พ่อเขาเป็นอยู่และที่เขาเห็นกำลังกระต้นอาการยำคิดยำทำของเขาอยู่ ดิฉันจะมีวิธีแก้อย่างไรคะ เรามีกันแค่สามคน พ่อ แม่ ลูก ซึ่งตอนนี้เหมือนดิฉันกำลังต่อสู้กับอาการของทั้งพ่อและลูก ตัวดิฉันเองตอนนี้ที่ได้รับคำแนะนำจากคุณก็ค่อยทุเลาอาการเครียดจากพฤติกรรมของสามีลงไดบ้าง รอเวลาที่ยาจะเริ่มออกฤทธิ์ แต่ดิฉันดูสามีของดิฉันผอมลงไปมากทั้งๆท่เขาก็รับประทานอาหารได้ เป็นเพราะเกิดจาอาการของเขาหรือเปล่าคะ

ปิยะ สมรศาสตร์
Mon Oct 04 2010 17:16:34 GMT+0700 (ICT)

อาการของลูกไม่น่าซีเรียสอะไรนะครับ เข้าใจว่าเป็นธรรมชาติของเด็กๆ แต่ไม่ทราบว่าเด็กอายุเท่าใด และทานยา soloft มานานเท่าใดแล้วครับ ผมว่าคุณนิดควรดูแลรักษาสภาพจิตของตนเองไว้ จะสำคัญกว่าอย่างอื่นใดนะครับ อย่างไรก็ดี ถ้าหากคุณไม่อาจควบคุมอารมณ์หรือคลายความวิตกกังวลลงได้บ้างแล้ว คุณนิดอาจทานยาคลายกังวล ( _lexotan หรือ xanax ในช่วงนี้ไปสักระยะนึงก่อนก็จะดีไม่น้อย ลองปรึกษาให้แพทย์สั่งยาตัวนี้ดู เพราะยาดั่งที่ว่านี้ มีข้อห้ามขายในร้ายยา ) บางทีอาจทำให้เหตุการณ์ต่างๆในครอบครัวคุณดีขึ้นได้มากทีเดียว

สามีผอมลงคงจะมาจากผลข้างเคียงของฤทธิ์ยาก็อาจเป็นได้ แต่คงไม่มากเท่ายา โปรแซค เพราะยานี้จักทำให้น้ำหนักคนไข้ลดฮวบฮาบลงมากทีเดียว

ปิยะ สมรศาสตร์
Tue Oct 05 2010 16:36:32 GMT+0700 (ICT)

คุณอัญชนาครับ ผมขออนุญาตนำปัญหาของคุณมาตอบลงในเว็ปสุขภาพของคุณหมอ วัลลภผู้ใจบุญ อีกโสดหนึ่งด้วยนะครับ ซึ่งอาจจักเป็นวิทยาทานแก่สาธารณชนทั่วไป แทนที่จะตอบในอีเมลล์ส่วนตัวของผมแต่เพียงอย่างเดียว

เรียน คุณปิยะ

ไม่ได้เป็นเก๊าท์ค่ะแต่ปวดกระดูกคอมากกกกกกกกกกกกกก

ปวดมาเป็น10ปีแล้ว ตอนนี้โรคพัฒนาไปเรื่อยๆ ปวดมากขึ้น

นอนไม่หลับเพราะตะแคงด้านปวด(ขวา)แล้วจะปวดมาก

ปวดข้างขวาด้านเดียวอย่าบอกว่าเป็นไมเกรนนะคะ เพราะปวดตลอดเวลา

มีแต่ปวดน้อยถึงปวดมากที่สุดเท่านั้นไม่มีหายปวด

น่าแปลกที่หิวแล้วจะปวดมากกกก

เมื่อเร็วๆ นี้ วูบด้วย ล้มทั้งยืนแต่ไม่หมดสติ แล้วล้มได้ยังไงไม่รู้ รู้ว่า

ล้มลงไปแต่ลุกขึ้นเองได้

เคยผ่าตัดอุดผนังกั้นหัวใจห้องขวาบนรั่วเมื่อปี2551 เกี่ยวอะไรกันมั้ย

Waiting for yr advise, Thank you

อัญชนา

ขอตอบปัญหาคุณอัญชนาดังนี้ครับ

ผมเข้าใจว่า อาการปวดคอของคุณอาจมาจาก 1. การที่กล้ามเนื้อคอต้องทำงานมากเกินไปเนื่องจากคอต้องเคลื่อนไหวเร็วเกินไป หรือรุนแรงเกินไปทำให้เอ็นและกล้ามเนื้อถูกยืดมากจนมีการฉีกขาดบางส่วนจนเกิดอาการปวด 2. ภาวะข้อเสื่อม เนื่องจากกระดูกคอต้องแบกน้ำหนักอยู่ตลอดเวลา 3.อาการบาดเจ็บของกระดูกคอซึ่งอาจจะเกิดจากอุบัติเหตุต่างๆเช่น ตกที่สูง ถูกทำร้ายร่างกาย อุบัติเหตุทางรถยนต์หรหือจักรยานยนต์ และสุดท้าย ข้ออักเสบเช่นข้ออักเสบรูมาตอยด์

อีกทั้งโรคที่เป็นสาเหตุของอาการปวดต้นคอก็คือ โรคหมอนรองกระดูก Cervical Disc Disease , ท่อไขสันหลังตีบ Cervial stenosis และกระดูกต้นคอเสื่อม Osteoartgritis ซึ่งไม่เกียวกับโรคหัวใจดั่งที่ได้ถามมานะครับ ถ้าไม่มีเวลาไปพบแพทย์ ผมขอแนะให้คุณทำกายภาพซึ่งจะช่วยผ่อนคลายอาการปวดคอได้เป็นอย่างดี โดยวิธีการดังต่อไปนี้

การประคบร้อน

การใช้เคื่อง ultrasound

การอบร้อน Diathermy

การใช้ Laser

การดึงคอ

การนวด

การใส่ปลอกคอ

อย่างไรก็ดี ผมขอแนะว่าถ้าไม่มีปัญหาเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายแล้ว คุณควรปรึกษาแพทย์ขอทำ MRI หรือ CT-scan ที่กระดูกคอจะดีกว่ากระมังครับ อนึ่งผมขอแนะนำแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้ และเป็นแพทย์ผู้มีคุณธรรมเป็นอย่างยิ่ง คือ นพ. วิเชียร เลาหเจริญสมบัติ แห่ง รพ. รามาธิบดีฯ ว่างๆลองหาเวลาไปพบท่านนะครับ อย่าปล่อยทิ้งไว้เพื่อทรมานร่างกายตนเองอยู่เลยครับ ขอให้โชคดีครับ

--------------------------------------------------------------------------------

เดชาธร บอย
Sun Oct 10 2010 15:54:33 GMT+0700 (ICT)

ขอเรียนถามคุณปิยะว่า พี่ชายผม อายุ 42 ปี มีประวัติดื่มสุรามานาน 14 ปี ตอนนี้เลิกดื่มแล้ว ผลตรวจเลือดปกติทุกอย่าง แต่ทำไมมีอาการ เดินเซเป้นบางครั้ง มองเห็นภาพซ้อนอยู่บ่อยๆ และบางครั้งแขนขาอ่อนแรงเอาดื้อๆ ไม่ทราบเกิดจากอะไรกันแน่ครับ ไปหาหมอคลีนิค ตรวจตาก็ไม่เป็นอะไร หมอให้ยามาทาน อาการก็ยังไม่ดีขึ้น กรุณาช่วยพี่ชายผมหน่อย ขอกราบขอบคุณมาล่วงหน้า

ปืยะ สมรศาสตร์
Sun Oct 10 2010 18:12:59 GMT+0700 (ICT)

ผู้ป่วยแม้ทานเหล้ามานาน แต่ข้อบ่งชี้จาก อาการของผูป่วยในปัจจุบันน่าจะเกี่ยวกับโรคทางสมอง มากกว่านะครับ คงไม่เกี่ยวกับโรคตับแต่ประการใด เป็นเรื่องน่าห่วงเป็นอย่างยิ่ง หากคุณปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ดำเนินการใดๆ อาจเป็นเหตุให้เกิดความพิการทางกาย ( อัมพฤกษ์ หรือ อัมพาต ) หรืออาจอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ในอนาคต จึงขอแนะนำให้คุณปฏิบัติดังนี้

1 รีบไปพบแพทย์ทางด้านอายุรกรรมประสาทและสมองโดยด่วน เพื่อทำ MRI สมองในขั้นต้น

2. ทำ MRA - Carotid หลอดเลือดแดงบริเวณลำคอ

3. ตรวจหัวใจ ด้วยวืธี echocardiogram

4. เจาะเลือดเพื่อตรวจหา ค่าlupus โปรตีนเอส โปรตีนซี Homocystein , Factor V Leiden , ESR , VDRL , ANA ,ANti-DNA ,Anti Cardiolipin IgG อีกทั้งการตรวจ ไขมันในเลือด CBC PTT ก็ยังเป็นสิ่งจำเป็นที่จะละเลยเสียมิได้ การปล่อยปละละเลย ไม่หาสาเหตุเพื่อป้องกันมิให้เกิด Stroke ในรอบใหม่ที่อาจเกิดขึ้นได้ จักทำให้คุณเสี่ยงต่อความพิการทางสมอง เกิดอัมพฤกษ์หรืออัมพาตได้ในที่สุด ในระยะนี้ควรทานยา แอสไพริน ขนาด 100 มก หรือ clopidogrel ขนาด 75 มก ไปพลางๆก่อนจนกว่าจะทราบผลการตรวจรักษาทั้งหมด อย่าลืมไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านstroke ด่วนด้วยครับ

เดชาธร บอย
Tue Oct 12 2010 16:08:24 GMT+0700 (ICT)

ขอขอบคุณ คุณปิยะเป็นอย่างสูง ผมได้รีบพาพี่ชายไปตรวจที่ รพ. กรุงเทพฯแล้ว แพทย์ตรวจสมองแล้วพบว่า เป็นโรค ทีไอเอ หากมาช้า อาจเป็นอัมพาตได้ หมอได้ให้ยาตามที่คุณปิยะได้แนะนำมาแล้วครับ อาการของพี่เริ่มดีขึ้นมาก ขอขอบคุณมาอีกครั้ง

ปิยะ สมรศาสตร์
Wed Oct 13 2010 19:22:38 GMT+0700 (ICT)

ผมขออนุญาต คุณอัญชนา ที่นำอีเมลล์ของคุณมาตอบลงในเว็ปสุขภาพของคุณหมอ วัลลภผู้ใจบุญ อีกครั้งนะครับ ซึ่งอาจจักเป็นวิทยาทานแก่สาธารณชนทั่วไป แทนที่จะตอบในอีเมลล์ส่วนตัวของผมแต่เพียงอย่างเดียว

--------------------------------------------------------------------------------

From: anchanab@hotmail.co.th

To: pyasam4@hotmail.com

Subject: ขอขอบคุณ

Date: Wed, 13 Oct 2010 10:53:14 +0700

ถึงคุณปิยะ

ขอขอบคุณที่แนะนำแพทย์ให้ คิดไว้ว่าจะไปรพ.รามาฯ แต่ก็ไม่รู้จักหมอเลย เคยไปแล้วพบแต่หมอจบใหม่ๆ บอกว่าเป็นโรคเครียด

ก็เลยไม่ได้กลับไปอีกดีใจค่ะที่ให้ชื่อคุณหมอมา ดิฉันได้ทำ MRI และ CT scan แล้ว จากผล MRI พบหมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาทแต่ไม่มากหมอเลย up to คนไข้ว่าจะผ่ามั้ยเพราะมันไม่ชา แต่ยืนยันนอนยันว่าปวดมากๆ ปวดติดอยู่กับต้นคอตลอดเวลาไม่มีหายไม่ไหนเลย

ส่วน CT scan ก็พบ calcium ~ 1 cm. เกาะที่ท้ายทอยใกล้เคียงกับตำแหน่งที่ปวดมาก แต่... หมอก็ไม่วินัจฉัยว่าเป็นสาเหตุให้ปวด เพราะท่านบอกว่า คนอื่นมีการเกาะแบบนี้แต่ไม่ปวดก็มี จึงเน้นให้ออกกำลังกายให้ส่วนคอแข็งแรงมากกว่า ตกลงยังไม่รู้สาเหตุที่แท้จริงว่าตัวเองเป็นอะไรกันแน่..กลุ้มและเครียดมาก ทำงานไม่เต็มร้อย เดินช้าเพราะเดินเร็วแล้วกลัวล้มเนื่องจากมึนงงศีรษะตลอดเวลา นอนไม่หลับจากการปวดนะคะไม่ใช่จากสาเหตุอื่น เพราะหมอพยายามจะบอกว่าเราเครียดแล้วนอนไม่หลับ ทุกเช้าก็ตื่นมาพร้อมความปวดอีกเหมือนก่อนนอน....

อย่างไรก็ตามจะไปพบหมอวิเชียรตามที่แนะนำค่ะ ขอบคุณอีกครั้งค่ะ หากมีอะไรจะแนะนำเพื่มเติมก็ยินดีมากค่ะ

อัญชนา

083-1616455

ขอตอบปัญหาคุณอัญชนาว่า

ผลของ MRI บ่งบอกถึงหมอนรองกระดูกทับเสนประสาท จึงเป็นสาเหตุให้คุณ ปวดร้าวต้นคอตามที่ได้แจ้งมานะครับ ไม่น่าจะมีสาเหตุจากอื่นใดอีก ส่วน แคลเซียมที่ตรวจพบ ไม่น่าซีเรียสเท่าใด เมื่อทราบสาเหตุของโรคแล้ว ก็ขอแนะให้รักษาที่ต้นเหตุตามที่ได้ตรวจพบนะครับ ส่วนควรผ่าตัด หรือไม่ ระยะนี้ผมเห็นว่าควรทำกายภาพไปพลางๆก่อนจะดีกว่ามั้ยครับ อาการปวดอาจจะหายได้โดยไม่จำเป็นต้องผ่าตัด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้ด้วย

ปิยะ สมรศาสตร์

ปิยะ สมรศาสตร์
Thu Oct 14 2010 14:59:34 GMT+0700 (ICT)

ขออนุญาตคุณ Niki pirunya เช่นเดียวกันนะครับ ที่ผมจำเป็นต้องนำปัญหาสุขภาพ มาลงใน เว็บสุขภาพ ของคุณหมอ วัลลภ พรเรืองวงศ์ ผู้ซึ่งได้กรุณาอนุญาตให้ผมมีโอกาส ใช้พื้นที่ของท่าน เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ บุคคลทั่วๆไป

สอบถามเรื่องเก้าท์‏

To see messages related to this one, group messages by conversation.

10/10/2010

Reply ▼Reply

Hide details Niki pirunya Add to contactsTo pyasam4@hotmail.com

From: Niki pirunya (piya.ritti@googlemail.com)

Sent: Sunday, October 10, 2010 10:39:07 PM

To: pyasam4@hotmail.com

เรียนคุณปิยะ

ก่อนอื่นต้องขออภัยที่ต้องรบกวนทาง email คือได้ address คุณจาก vichakarn.com ค่ะ อยากสอบถามเกี่ยวกับเก้าท์บางประการ

ปัจจุบันคุณพ่อมีอาการเก้าท์ แต่ไม่ได้ทานยาอะไร เคยทานยากลุ่มลดยูริค แต่ไม่ได้ทานต่อเนื่อง ตอนนี้หยุดทานแล้ว เพราะก่อนหน้านี้มีอาการคันทั้งตัวเลยไม่แน่ใจว่าแพ้ยาตัวนี้หรือเปล่า เคยไปถามแพทย์ แพทย์ก็ยืนยันอย่างเดียวว่าไม่น่าแพ้ เค้าถามว่าตอนแรก ๆ กินแล้วคันไม๊ พ่อก็บอกว่าไม่คัน เพิ่งจะมาคันช่วงหลัง และผิวลอกด้วย เลยให้หยุดยา

แต่ปัญหาคือ ปัจจุบันก็ยังมีอาการคันทั้งตัวอยู่ เป็นตุ่มเล็ก ๆ ทั้งแขนและขา เวลาเกามาก ๆ ก็ผิวหนังเห่อ หนา เลยต้องกินยาแก้แพ้ตลอดเวลา อยากทราบว่าอาการคันที่เกิดขึ้น เกิดจากการที่ยูริคสูงหรือไม่ และทำปฏิบัติตัวอย่างไร ต้องทานยาอะไรจึงจะปลอดภัย

เห็นเค้าว่าน้ำมันรำข้าวแคปซูลช่วยได้ จริงหรือไม่ ขอความเห็นด้วยนะคะ ขอบคุณยิ่งค่ะ

ขอตอบปัญหาดังนี้

ผมไม่ทราบว่า แพทย์ที่รักษา ได้จ่ายยาลดกรดยูริค allupulinol ให้แก่คนไข้หรือเปล่าครับ ถ้าใช่ ก็แสดงว่า อาการ ผื่นและคันของคนไข้ เป็นอาการแพ้ยาอย่างแน่นอนเลยครับ ผมขอยืนยันเช่นกัน เมื่อมีอาการของโรคเก๊าท์กำเริบ วิธีบำบัดมีดังนี้ครับ

1.ถ้ามีอาการข้ออักเสบ เช่นข้อใกล้หัวแม่เท้าปวดบวมแดง ขอแนะให้ทานยา คอลชิซิน ครั้งละเม็ดทุก 3 ชั่วโมงจนกว่าอาการปวดจะหายไป

2.เมื่อข้อหายดีเป็นปกติดีแล้ว ให้ทานยาขับกรดยูริค เช่น โปรเบเนซิด หรือ เบนซ์โบรมาโรนวันละ เม็ดๆละ 100 มก

3.ไม่แนะนำให้ทานยาลดกรดยูริคเช่นallupulinol เพราะยาตัวนี้ผู้ป่วยมักแพ้ยาได้ง่ายเช่น ผื่นแดง ตับอักเสบ

ข้อควรระวัง หากทานยาดังกล่าวแล้วผู้ป่วยควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 2 ลิตรทุกๆวัน มิฉนั้นจะเกิดนิ่วในไตได้ง่าย

ด้วยความปราถนาดี

ปิยะ สมรศาสตร์

ปืยะ สมรศาสตร์
Thu Oct 14 2010 15:11:56 GMT+0700 (ICT)

ขอแจ้งข้อมูลเพิ่มเติมครับ น้ำมันรำข้าว มีประโยชน์ต่อร่างกายนะครับ แต่ไม่อาจช่วยโรคเก๊าท์ให้บรรเทาเบาบางลงได้ จำเป็นต้องใช้ยาขับกรดยูริคแต่อย่างเดียวครับ ส่วนคนไข้ที่มีอาการผื่นคันนั้น ไม่ได้เกิดจากการที่มีกรดยูริคสูง แต่เกิดจากการแพ้ยาallupulinol นะครับ

ปิยะ สมรศาสตร์
Thu Oct 14 2010 17:32:17 GMT+0700 (ICT)

ขออภัยพิมพ์ชื่อยาผิด ที่ถุกต้องคือ Allopurinol นะครับ

กุ๊กกิ๊ก
Sat Oct 16 2010 15:42:48 GMT+0700 (ICT)

หนูเปนไวรัสซีอยากไปรักษษที่ขอนแก่น

แต่เป็นบัตรทอง

ให้หมอที่บ้านส่งตัวไปรักษาที่ขอนแก่นได้ไหมค่ะ

แล้วจะเสียค่าใช้จ่ายเท่าไร

ปิยะ สมรศาสตร์
Sat Oct 16 2010 20:32:46 GMT+0700 (ICT)

ลุงไม่แน่ใจ ว่าบัตรทองจะคุ้มครอง การรักษา ไวรัสตับอักเสบซีหรือไม่นะครับ อย่างไรก็ดี หนูลองติดต่อต้นสังกัดผู้ให้การรักษาที่ให้ใช้สิทธิ์บัตรทองดูก่อนจะดีมั้ย แล้วลองถามต้นสังกัดว่า จะให้ส่งตัวไปรักษาที่ ขอนแก่นจะได้หรือไม่ ถ้าใช้สิทธิ์บัตรทองได้ก็ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรเลยครับ

นิด
Thu Oct 21 2010 09:17:06 GMT+0700 (ICT)

เรียนคุณปิยะ ยังคงจำดิฉันได้นะคะที่สามีเป็นโรคยำคิดยำทำ ตอนนี้อาการของเขาดีขึ้นตามลำดับแต่คงต้องใช้เวลานานพอสมควรตัวดิฉันเองก็เครียดจนต้อง ADMIT โรงพยาบาลคุณหมอก็ให้ทานยา ตามที่คุณปิยะแนะนำ ตอนนี้ดิฉันเองทำใจได้มากขึน ปล่อยวาง ใช้ธรรมเข้าข่มจิตใจ หวังว่าการปฏิบัติดีของตนเองจะทำให้อะไรคลีคลายลงได้บ้าง สามีก็ยอมออกไปนอกบ้านได้บ้างแตต้องมีดิฉันไปเป็นเพื่อนด้วย และยังอยู่คนเดียวไม่ค่อยได้ต้องคอยเรียกหาดิฉันตลอด ยอมรับเลยคะว่าโรคนี้ในขั้นรุนแรงทรมานทั้งผู้ป่วยเเละคนรอบข้างมากๆ อยากเตือนเพื่อนสมาชิกที่เริ่มีอาการผิดปกติควรปรึกษาแพทย์แต่เนิ่นๆนะคะ ขอบคุณกำลังใจจากคุณปิยะอีกครั้งตอนนี้ดิฉันดีขึ้นมากแล้วและพยายามยอมรับสภาพอาการของสามีคะ หวังว่าสักวันเขาจะกลับมาปกติเหมือนเดิม

ปืยะ สมรศาสตร์
Fri Oct 22 2010 13:54:41 GMT+0700 (ICT)

ยินดีและดีใจกับคุณนิดด้วยครับ ที่สถานการณ์ต่างๆในครอบครัวเริ่มดีขึ้น ขอให้ใจเย็นอดทนต่อไปเพิ่อให้ ยาเริ่มออกฤทธิ์ได้เต็มที่นะครับ หลังจากนั้นเราจะมาคุยกันในเรื่องของ พฤติกรรมบำบัดของสามีคุณนิดต่อไป ขอเป็นกำลังใจตลอดไปเช่นเดิมครับ

ประสิทธิ์
Sun Nov 14 2010 22:37:45 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีครับนพ. วัลลภผมมีเรื่องด่วนรบกวนถามนะครับคือน้องชายผมเป็นไส้ติ่งผ่าตัดครั้งแรกแผลยาวประมาณ 5ซม. ได้ผ่านไป 4 เดือนแล้วแผลก็ยังไม่หายมีนําหนองออกด้วยหลังจากนั้นหมอที่โรงพยาบาลนั้นไปผ่าตัดอีกครั้ง..ครั้งนี้หมอผ่าตัดเพิ่มอีก 2 แผลรวมแผลเก่าเป็น 3 แผล..แผลแรกตั้งแต่ใต้ลิ้นปี้ลงมาถึงใต้สะดื้อ...ประมาร 15 ซม.แผลที่ 2 เจาะข้างแผลซ้ายมือเท่าที่คุยกับหมอหมอบอกว่าผ่าเอานําหนอกออกนะครับ..ยิ่งกว่านั้นหมอบอกว่าตรวจพบวัณโรคด้วยนะครับซึ่งตอนนี้ผมเป็นห่วงน้องมากครับทั้งแผลที่ผ่าตัดและวัณโรคหมอมีรัยแนะนำบ้างไหมครับทั้งแผลที่ผ่าตัดกับวัณโรค..ขอบคุณหมอล่วงหน้ามากครับ

ปิยะ สมรศาสตร์
Mon Nov 15 2010 14:23:17 GMT+0700 (ICT)

ตุณประสิทธิ์เจ้าของกระทู้ถามข้างต้น มีความประสงค์เรียนถามคุณหมอวัลลภโดยตรง ผมไม่อาจก้าวล่วงตอบปัญหาแทนคุณหมอ

ผู้ใจบุญ ผมจึงเรียนแจ้งให้ทราบด้วยความเคารพนะครับ

สุภาวดี
Sun Nov 28 2010 18:13:47 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะ คุณหมอ

ขอความอนุ่เคราะห์ตอบคำถามนะคะ คือว่ายายของดิฉันมีอาการปวดท้องอย่างหนักและปัสสาวะไม่ออก

พอปัสสาะออกก็มีเลือดปนออกมาค่ะ ดิฉันพาไปหาหมอที่โรงพยาบาลรัฐบาล ก็ให้น้ำเกลือแล้วก็ยาแก้ปวดมากิน

แล้วอีก 1 สัปดาห์ก็นัดให้มาตรวจใหม่ แต่ยายกลับมาอยู่บ้านได้ 2 วันก็มีอาการเหมือนเดิมอีกครั้ง แต่คราวนี้ดิฉันพาไปโรงพยาบาลของเอกชน หมอพายายเข้าไปเอ็กซเรย์ตับ ปอด กระเพาะอาหารปกติไม่พบอะไร แต่ยายก็ปวดมาก

และปัสสาวะออกมาเป็นลือดเหมือนเดิม หมอก็เลยส่องกล้องคะ หมอร้องว่า อู้หู้ พบว่าเป็นเนื้องอกในท่อปัสสาวะ

และได้วางยาสลบและตัดเนื้องอกในวันนั้นเลยค่ะ แต่หมอสั่งว่าห้ามบอกยายว่าเป็นเนื้องอกเพราะกลัวว่ายายจะเครียด

แล้วหมอนัดอีกทีให้ไปฟังผลค่ะว่าก้อนเนื้อเป็นมะเร็งหรือเปล่า หมอได้ต่อท่อพลาสติดเข้าไปในท่อปัสสาวะยายค่ะ

แล้วเลือดก็ไหลออกมาตลอดเวลาเลยค่ะ วั้นหนึ่งก็เปลี่ยน 2 ถูงค่ะ เลือดมีสีเข้มบ้างและจางลงเรื่อยๆค่ะ หมอบอกว่า

จะถอดท่อปัสสาวะก็ต่อเมื่อยายถ่ายปัสสาวะออกเป็นปกติค่ะ แต่ยายก็ไม่มีอาการปวดท้องหมือนเดิมนค่ะ ไม่มีไข้

ไม่อาเจียน ไม่เวียนค่ะ ยังเดินได้ปกติแต่ต้องหิ้วถุงไปด้วยทุกครครั้งค่ะ อยากทราบว่ายายของดิฉันเป็นโรคอะไรค่ะ

แล้วอาการแบบนี้จะมีโอกาสเป็นมะเร็งหรือเปล่าค่ะ แล้วทางเราต้องทำอย่างไรบ้างค่ะ รบกวนคุณหมอหรือผ้รู้ช่วยตอบ

คำถามทีนะค่ะ เพราะตอนนี้ไม่สบายใจแล้วเครียดมากเลยค่ะ

ขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงมา ณ โอกาสนี้

สุภาวดี พุฒตาล

ปิยะ สมรศาสตร์
Mon Nov 29 2010 20:02:55 GMT+0700 (ICT)

ผมเห็นว่า แพทย์ได้วินิจฉัยและทำการรักษาแก่คุณยายของสุภาวดี ในแนวทางที่ถุกต้องแล้วนะครับ คงต้องรอผลตรวจชิ้นเนื้อดังกล่าว แต่อย่างไรก็ดี ผมยังเห็นว่า ผลตรวจชิ้นเนื้อน่าจะออกมาในทางที่เป็นผลดีแก่คนไข้เสียมากกว่า ไม่น่าจะเกิดเป็นเนื้อร้ายได้ ดังนั้นจึงไม่อยากให้คุณสุภาวดี เครียดจนเกินเลยไป จากเท่าที่แจ้งอาการมา คุณยายเป็นโรคเนื้องอกในช่องทางเดินปัสสวะ นะครับ หากผลพิสูจน์เนื้องอกดังกล่าวว่าเป็นเนื้องอกธรรมดา แพทย์คงเยียวยาโดยทำการผ่าตัดชิ้นเนื้อดังกล่าวออกไป อาการต่างๆของคุณยายน่าจะฟื้นตัวดีขึ้นในเร็ววันครับ

สุภาวดี
Tue Nov 30 2010 17:42:57 GMT+0700 (ICT)

ขอบพระคุณ คุณหมอมากเลยนะค่ะ ชวงหลังๆๆมานี้ยาสยดิฉันอาการดีขึ้นแล้วค่ะ เลือดก็เริ่มจากลง

แต่มาเช้าวันนี้ยายมีอาการปัสสาวะไม่ออกอีกแล้วค่ะ ต้องกลับไปหาหมอีกครั้ง แล้วหมอก็ดูดเลือดออกมาอีกค่ะ

แต่หมอไม่ยอมว่าเป็นอะไรค่ะ ทำไมหมอถึงไม่ยอมบอกว่าเป็นอะไรค่ะ ต้องกลับมานั่งคิดกันเอง แล้วเลือดก็ไหลออกมา

เยอะอีกแล้วค่ะ สีเข้มมากและออกมาเเป็นลิ่มเลือดค่ะ ดิฉันอยากรู้ว่ายายของดิฉันเป็นมะเร็งวหรือเปล่าค่ะ หรือว่า

เป็นโ รคอะไรกันแน่จะได้ทำการรักษาได้ถูกอ่ะคะ เพราะดิฉันมาทำงานต่างจังหวัดแล้วยายก็อยู่คนเดียวด้วย

กลัวว่าจะเป็นอะไรตอนกลางคืนแล้วมันลำบากอ่ะคะ รบกวนคุณหมออีกครั้งะค่ะ

สุภาวดี พุฒตาล

ปิยะ สมรศาสตร์
Tue Nov 30 2010 22:51:06 GMT+0700 (ICT)

ไม่ทราบว่าแพทย์เจ้าของไข้ ได้นัดฟังผลตรวจชิ้นเนื้อดังกล่าวข้างต้น ในวันเวลาใหนเอ่ย ผลตรวจชิ้นเนื้อแพทย์คงจะแจ้งให้ทราบว่าเป็นเนื้อร้ายหรือไม่ ช่วงเวลานี้คงต้องรักษาแบบประคับประคองอาการไปพลางๆก่อนนะครับ และผู้ที่จะให้คำตอบได้ดีที่สุดน่าจะเป็นแพทย์เจ้าของคนไข้ เพราะเป็นผู้ที่ทราบข้อมูลและอาการของคุณยายซึ่งเป็นคนไข้ได้มากที่สุด ลองซักถามแพทย์อีกครั้งนะครับเพราะเป็นสิทธิของญาติที่จำเป็นต้องรับทราบเกี่ยวกับอาการของผู้ป่วยอย่างชัดแจ้ง และแพทย์จำเป็นต้องตอบอย่างชัดแจ้งดุจกัน

Wed Dec 08 2010 11:59:51 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะคุณหมอ วันนี้ยายดิฉันไปฟังผลตรวจแล้วพบว่าเป็นมะเร็งค่ะ

แล้วหมอได้ส่งตัวไปอีกโรงพยาบาลค่ะ หมอบอกว่าต้องรีบไปตัดทิ้ง

และตอนนี้ยายดิฉันเสียเลือดมากด้วย เพราะว่าปัสสาวะเป็นเลิอดค่ะ

ถ้าตัดเนื้อร้ายทิ้งแล้วจะกลับมาหายไหมค่ะ แล้วมะเร็งนี้จะลุกลามไปที่อื่นหรือเปล่า

แล้วมีวิธีรักษาอย่างไรได้บ้างค่ะ แล้วเราจะให้กำลังใจคนไข้อย่างไรดี

เพราะว่ายายดิฉันคงคิดมากค่ะ ดิฉันใจไม่ดีเลยค่ะ ขอรอบกวนคุณหมออีกครั้งนะคะ

สุภาวดี พุฒตาล

ปิยะ สมรศาสตร์
Fri Dec 10 2010 10:54:56 GMT+0700 (ICT)

หากเป็นมะเร็งระยะเริ่มแรก เมื่อผ่าตัดเนื้อร้ายออกไปก็มีโอกาสหายขาดได้ครับ แต่หากเป็นระยะสุดท้าย เซ็ลมะเร็งจะมีโอกาสแพร่กระจายไปยังอวัยวะส่วนอื่นได้มากเช่น ต่อมน้ำเหลือง ดังนั้นการรักษาของแพทย์ นอกจากด้วยวิธีผ่าตัดเนื้อร้ายออกไปแล้ว ยังคงต้องอาศัย การฉายรังสี และการให้ยาเคมีบำบัดควบคู่กันไป แต่อย่างไรก็ดีการรักษาโดยการให้กำลังใจผู้ป่วยยังเป็นสิ่งจำเป็นที่ไม่อาจมองข้ามไป ญาติผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์ให้ใช้ยาคลายกังวล เช่น xanax หรือ Lexotan แก่ผู้ป้วยในระยะนี้ไปพลางๆก่อนก็จักเป็นประโยชน์ในด้านจิตใจของผู้ป่วยไม่มากก็น้อยเช่นกันนะครับ

สุภาวดี
Fri Dec 10 2010 18:00:42 GMT+0700 (ICT)

ขอขอบคุณมากนะคะสำหรับคำตอบค่ะ

คือว่าตอนนี้ยายของดิฉันเป็นมะเร็งท่อ่ปัสสาวะระยะแรกค่ะ หมอนัดผ่าโดยวิธีส่องกล้องในวันที่ 16 ธ.ค.53 ค่ะ

ดิฉันอยากทราบว่า ใช้วิธีการผ่าดังกล่าวต้องพักฝืนประมาณกี่คืนค่ะ แล้วเมื่อผ่าเนื้อร้ายแล้วจะมีโอกาสกระจายไปตาม

ส่วนอื่นๆไหมค่ะ ระยะแรกเมื่อผ่าตัดเสร็จเรียบร้อยแล้วคนไข้ต้องให้คีโมไหมค่ะ หรือว่าผ่าเสร็จแล้วก็ไม่ต้องทำอะไร

อาหารอะไรที่ต้องงดรับประทานค่ะ แล้วเนื้อสัตว์คนไข้ยังรับประทานได้หรือเปล่า ดิฉันอ่านเจอในเว็บหนึ่งว่าไม่ให้

คนไข้รับประทานอาหารจำพวกถั่วต่างๆ จริงหรือเปล่าค่ะ ตอนที่หมอนัดไปผ่าตัดหมอถามว่ากินยาอะไร

ยายของดิฉันกินยา 2 ตัวค่ะ 1.ยาฆ่าเชื้อ 2.ยาบำรุงเลือด แล้วหมอห้ามให้ยายกินยาละลายลิ่มเลือดค่ะ เพระว่ายายของ

ดิฉันเลือดไหลตลอดเป็นเดือนแล้วละค่ะ ไม่ทราบว่ายาบำรุงเลือดเป็นตัวเดียวกับยาละลายลิ่มเลือดไหมค่ะ

แล้วคนป่วยเป็นโรคมะเร็งรับประทานอาหารไม่ค่อยได้ ตอนนี้ดิฉันให้กินยาที่เป็นอาหารเสริมของบริษัทนีโอไลท์อยู่ค่ะ

ไม่ทราบว่ายายดิฉันกินได้ไหมค่ะ หรือว่าห้ามกินยาอะไรทั้งสิ้นค่ะ แล้วที่คุณหมอแนะนะว่าให้ปรึกษาคุณหมอให้ใช้

ยาคลายกังวล ดิฉันไม่ทรบาว่าหมอที่นั่นจะให้หรือเปล่านะค่ะ แล้วเพราะอะไรที่หมอยังไม่ผ่าตัดยายดิฉันจะเกี่ยวกับ

เลือดที่ยังไหลอยู่หรือเปล่าค่ะ รบกวนคุณหมอด้วยนะค่ะ

สุภาวดี พุฒตาล

ปิยะ สมรศาสตร์
Sun Dec 12 2010 14:50:42 GMT+0700 (ICT)

ช่วงเวลานี้ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์เจ้าของคนไข้อย่างเคร่งครัดจักเป็นประโยชน์แก่คนไข้ได้เป็นอย่างดีนะครับ ดังนั้นไม่ว่าอาหารเสริมประเภทดังกล่าวข้างต้นก็ควรงดเว้นไว้ด้วย อาหารเสริมบางตัวอาจมีผลในด้านการทำปฏิกิริยาต้านฤทธิ์หรือเสริมฤทธิ์กับยาที่แพทย์จ่ายให้แก่คนไข้ จักเป็นผลร้ายมากกว่าผลดี ส่วนยาบำรุงเลือดไม่ทราบว่าชื่อสามัญของยาคืออะไร แต่น่าจะเป็นคนละตัวกับยาละลายลิ่มเลือดซึ่งมีชื่อยาสามัญโดยเฉพาะเจาะจงอยู่หลายตัวอยู่แล้ว ข้อห้ามของยาละลายลิ่มเลือดสำหรับคนไข้ที่จะต้องได้รับการผ่าตัดคือต้องงดเว้นห้ามทานอย่างเด็ดขาดก่อนการผ่าตัดอย่างน้อย 7-10 วันครับ มิฉนั้นจะเป็นอันตรายแก่คนไข้ทำให้เลือดไหลไม่หยุดในระหว่างผ่าตัดถึงแก่ชีวิตได้โดยง่าย การจะผ่าตัดคงต้องดูคนไข้เป็นรายๆไปว่าสมควรจะผ่าตัดได้เมือใดทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแพทย์เป็นสำคัญ ซึ่งจะพิจารณาถึงปัจจัยภายในคนไข้เป็นหลักว่าสมควรหรือไม่เพียงใด บางกรณีหากคนไข้มีอาการแทรกซ้อนหรือมีโรคประจำตัวอยู่แล้ว ในบางกรณีแพทย์อาจตัดสินใจงดเว้นการผ่าตัดก็เป็นได้นะครับ อาหารต่างๆตามที่ได้แจ้งมาคงต้องงดเว้นไว้ชั่วคราวก่อนการผ่าตัดครับ แพทย์อาจตัดสินใจให้คนไข้รับประทาน ไอโซคราวน์ไปพลางๆก่อนก็เป็นไปได้ดุจกัน

นนท์นาคร
Mon Dec 13 2010 17:50:04 GMT+0700 (ICT)

เรียนถามปรึกษาคุณปิยะว่า น้องชายผมอายุ 31 ปี ดื่มสุราและสูบบุหรี่เป็นประจำ รูปร่างอ้วนท้วนพอสมควร เห็นแกบ่นให้ผมฟังอยู่เสมอว่ามีเสียงหึ่งๆในหูอยู่บ่อยๆ บางครั้งเห็นแกปากเบี้ยวเป็นบางครั้ง เตือนแกให้ไปหาหมอ แกไม่ยอมไป ผมห่วงแกมาก ไม่ทราบว่าแกเป็นโรคอะไรหรือป่าว กรุณาให้คำแนะนำผมหน่อย ว่าผมควรทำยังไงดี ขอกราบขอบคุณมาล่วงหน้า

pikkoro
Tue Dec 14 2010 20:44:06 GMT+0700 (ICT)

อ้างถึง หัวข้อ 146. ที่หน้า 5 นะครับ

หลังจากช่วงวันนั้น ( 10 มีนาคม 2553 ) ผมก็ได้กินยา Silymarin 70 mg วันล่ะ 3 ครั้ง และ วิตามินบีรวม วันล่ะ 1 เม็ด เป็นเวลา 3 เดือน

และหยุดไปทั้ง 2 ตัว

และล่าสุด วันที่ 7 ธันวาคม 2553 ผมได้ไปตรวจสุขภาพมา ได้ผลดังนี้ครับ

1. ความดันโลหิต 151/107 (วันนั้นเป็นไข้หวัดด้วย หมอได้บอกว่าอาจจะเกิดความดันสูงจากไข้หวัด)

2. น้ำหนัก 86 กิโลกรัม (น้ำหนักเพิ่มจากปีก่อน 2 กิโลกรัม)

3. ชีพจร 75

4. การตรวจเม็ดเลือดอย่าง สมบูรณ์

4.1 WBC Count 7800 cells/cumm (5000 - 10000)

4.2 Hemoglobin 15.5 g/dl (Male 13 - 18)

4.3 Hematocrit 47% (Male 35 - 49)

4.4 MCV 89.6 (Male 82.2 - 99.5)

4.5 MCH 29.8 (26.5 - 31.2)

4.6 MCHC 33.2 (31.8 - 36.4)

4.7 Platelet Count 267000 cells/cumm (150000 - 400000)

4.8 PMN 67% (55% - 75%)

4.9 Lymphocyte 26% (20 - 35)

4.10 Monocyte 5% (2% - 6%)

4.11 Basophil - ( 0 - 1)

5. ระดับน้ำตาลในเลือด FBS : 100 (ปกติ 74-106 mg/dl) ซึ่งปีที่แล้วตรวจได้ 95

6. BUN : 14 (BUN : Male : 9-20) ซึ่งปีที่แล้วตรวจได้ 15

7. CREA : 0.8 (Creatinine 0.8-1.5 mg/dl) ซึ่งปีที่แล้วตรวจได้ 1.2

8. URIC 6.4 (ปกติ Male 3.5-8.5 mg/dl) ซึ่งปีที่แล้วตรวจได้ 7.8

9. CHOL : 222 (สูงเล็กน้อย 201-239 mg/dl) ซึ่งปีที่แล้วตรวจได้ 222 เท่ากัน

10. TRIG : 165 (สูงเล็กน้อย 150-199 mg/dl) ซึ่งปีที่แล้วตรวจได้ 159

HDL และ LDL ที่โรงพยาบาลนี้ไม่ได้ตรวจให้

11. SGOT : 46 (15-46) อันนี้พอดีเส้น ซึ่งปีที่แล้วตรวจได้ 32 ( 0 - 40 )

12. SGPT : 107 (11-66) อันนี้ เกินมาเยอะมากครับ ซึ่งปีที่แล้วตรวจได้ 59 ( 0 - 40 )

13. ALK : 75 (38-126)

14. Total Protein : 7.7 g/dl (6.3-8.2)

15. Albumin : 4.8 g/dl (3.5-5.0)

16. Globulin : 2.9 g/dl (2.1-3.3)

17. Bilirubin (Total) 0.5 mg/dl (0.2-1.3)

18. Bilirubin (Direct) 0.1 mg/dl (0.0 - 0.3)

19. ปัสสาวะ ปกติ

20. เอ๊กซ์เรย์ปอด ปกติ

21. คลื่นไฟฟ้าหัวใจ ปกติ

จากข้อ 12 ค่า SGPT เกินไปเยอะ แต่หมอก็บอกว่าปกติ ผมกังวลมากเลยครับ อยากให้ค่ามันอยู่ในโซนปลอดภัยต้องทำอย่างไรบ้างครับ

ตอนนี้ยาที่ผมกินประจำก็คือ Allopurinol 100 mg วันล่ะ 2 เม็ด (เช้า 1 เม็ด เย็น 1 เม็ด)

จากปี 2006 ถึงปีนี้ ก็เป็น เวลา 5 ปี แล้วที่ผมทานยาตัวนี้ต่อเนื่องกัน จะเกี่ยวข้องกับค่าของการตรวจตับมั้ยครับ

กังวลมากครับ ขอคำแนะนำครับ

pikkoro

ปิยะ สมรศาสตร์
Wed Dec 15 2010 01:01:40 GMT+0700 (ICT)

ขอตอบปัญหาคุณ นนท์นาคร กระทู้ที่ 298 ด้วยความเป็นห่วงอย่างยิ่งครับ ผมขอชี้แนะให้คุณนนท์ รีบพาน้องชายไปพบแพทย์โดยด่วนด้วยครับ เพราะตามที่ได้แจ้งอาการของน้องชายดั่งข้างต้น ผมมีความเห็นว่า น้องชายคุณ น่าจะมีความผิดปกติเกี่ยวกับเส้นโลหิตในสมองแล้วนะครับ คงเนื่องมาจากความดันโลหิตสูงเป็นอย่างมาก คงรีบไปพบแพทย์วัดความดันโลหิต หากสูงมาก คงต้องให้ยาลดความดันโดยด่วน และรีบ ทำ C-T scan หรือ MRI ที่สมองด้วยนะครับเพื่อหาสาเหตุและรีบทำการรักษาต่อไป หากช้าเกินการ อาจอุบัติเป็นอัมพาตได้โดยง่ายครับ

ปืยะ สมรศาสตร์
Wed Dec 15 2010 01:31:23 GMT+0700 (ICT)

ขอแสดงความยินดีกับสุขภาพของเจ้าของกระทู้ที่ 299 ด้วยนะครับ แม้ค่าของ SGPT สูง แต่เมื่อได้พิจารณาปัจจัยอื่นๆในลำดับที่ 13 ถึง ลำดับที่ 18 ( เกณฑ์ปกติ ) ข้างต้นแล้ว ยังพอสรุปได้ว่า สมรรถภาพของตับยังมิได้อักเสบเสียหายมากนัก เพียงแต่ ผมอยากให้ลดยาAllopurinol ลงบ้างเพราะยาตัวนี้มีผลทำให้ตับอักเสบได้อย่างแน่นอน เพียงแต่ระยะเวลาที่ผ่านคุณได้วิตามินเสริมมาตลอดจึงทำให้ค่าของ SGOT SGPT ไม่สูงมากนัก และขอให้ทานวิตามิน เสริมต่อไป อีก 3 เดือน แล้วค่อยมาวัดค่าของ SGPT และ SGPT กันใหม่อีกครั้งนะครับ

pikkoro
Wed Dec 15 2010 15:39:32 GMT+0700 (ICT)

จาก กระทู้ที่ 299 ครับ

ขอบคุณมากครับ สำหรับคำตอบใน กระทู้ที่ 300 ครับ

สรุปคือว่า ผมควร กินวิตามินบีรวม วันล่ะ 1 เม็ด รวมถึง Silymarin 70 mg ครั้งล่ะ 1 เม็ด วันล่ะ 3 เวลาหลังอาหาร ถูกต้องมั้ยครับ

แล้วค่อยมาทำการตรวจ ผลค่าตับอีกครั้ง หลังจาก 3 เดือน ใช่มั้ยครับ

ขอบคุณครับ

pikkoro

ปิยะ สมรศาสตร์
Wed Dec 15 2010 16:34:49 GMT+0700 (ICT)

ใช่แล้วครับ วิตามินดังกล่าวจักช่วยให้ตับทำงานได้ดีขึ้น เนื่องจากผลของยาลดกรดยูริคที่คุณทานเป็นประจำ จะทำให้ตับมีการอักเสบได้เป็นครั้งคราว หากไม่ได้วิตามินดังกล่าวเสริมเข้าไป ก็อาจทำให้ค่าของ _SGOT SGPT สูงกว่าเกณฑ์ปกติอย่างแน่นอน

ในบางกรณี วิตามินดังกล่าวก็ไม่อาจช่วยยืดอายุของตับให้ดีขึ้นได้ ถ้าหากผู้ป่วยยังคงต้องรับประทานยาลดกรดยูริคดังกล่าวอยู่เป็นประจำและเป็นเวลานานติดต่อกันนะครับ

นนท์นาคร
Wed Dec 15 2010 16:57:04 GMT+0700 (ICT)

เรียนคุณปิยะ ที่นับถือ ในวันนี้ผมได้พาน้องชายไปพบหมอที่ รพ.พระราม 9 แล้วครับ ปรากฎว่าหมอวัดความดันเลือดของน้องชายผมได้ 195 / 110 หมอเลยจับน้องชายผมเข้าพักใน รพ. ห้ามกลับบ้านเพราะเห็นคุณหมอบอกว่า ความดันโลหิตสูงมากอยู่ในภาวะอันตรายและห้ามกลับบ้าน พรุ่งนี้นัดตรวจเอ็กซเรย์สมองครับ ไม่แน่ใจว่าตรวจซีทีสแกน หรือตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเอ็มอาร์ไอกันแน่ เลยเรียนมาเพื่อขอขอบพระคุณ คุณปิยะเป็นอย่างสูงที่ได้ให้การแนะนำมา ขอขอบพระคุณอีกครั้งครับผม

Wed Dec 15 2010 21:28:24 GMT+0700 (ICT)

ขอปรึกษาเรื่องยารักษาโรคเก๊าท์‏

12/14/2010

Reply ▼Reply

Reply all

Forward

Delete

Junk

Mark as unread

Mark as read

Delete all from sender

Print message

View message source

Show message history

Hide message history

Show details

Hide details Veeradej Ekkanan Veeradej Ekkananvekkanan@yahoo.com

Send email

Find email Add to contactsTo pyasam4@hotmail.com

From: Veeradej Ekkanan (vekkanan@yahoo.com)

Sent: Tuesday, December 14, 2010 2:31:02 PM

To: pyasam4@hotmail.com

Attachments, pictures and links in this message have been blocked for your safety.

Show content | Always show content from vekkanan@yahoo.com

ผมไม่ทราบว่า แพทย์ที่รักษา ได้จ่ายยาลดกรดยูริค allupulinol ให้แก่คนไข้หรือเปล่าครับ ถ้าใช่ ก็แสดงว่า อาการ ผื่นและคันของคนไข้ เป็นอาการแพ้ยาอย่างแน่นอนเลยครับ ผมขอยืนยันเช่นกัน เมื่อมีอาการของโรคเก๊าท์กำเริบ วิธีบำบัดมีดังนี้ครับ

1.ถ้ามีอาการข้ออักเสบ เช่นข้อใกล้หัวแม่เท้าปวดบวมแดง ขอแนะให้ทานยา คอลชิซิน ครั้งละเม็ดทุก 3 ชั่วโมงจนกว่าอาการปวดจะหายไป

2.เมื่อข้อหายดีเป็นปกติดีแล้ว ให้ทานยาขับกรดยูริค เช่น โปรเบเนซิด หรือ เบนซ์โบรมาโรนวันละ เม็ดๆละ 100 มก

3.ไม่แนะนำให้ทานยาลดกรดยูริคเช่นallupulinol เพราะยาตัวนี้ผู้ป่วยมักแพ้ยาได้ง่ายเช่น ผื่นแดง ตับอักเสบ

ข้อควรระวัง หากทานยาดังกล่าวแล้วผู้ป่วยควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 2 ลิตรทุกๆวัน มิฉนั้นจะเกิดนิ่วในไตได้ง่าย

ด้วยความปราถนาดี

ปิยะ สมรศาสตร์

เรียน คุณปิยะ สมรศาสตร์

ตอนนี้ผมมีความทุกข์กาย และใจมาก จึงขอเรียนปรึกษาคุณปิยะ ดังต่อไปนี้

บทความข้างต้น ผม copy มาจากเว็บของคุณหมอวัลลภ ตามที่คุณปิยะเคยให้คำแนะนำไว้ซึ่งดีมาก ครับ

ปัจจุบันผมอายุ 45 ย่าง 46 ปี น้ำหนัก 70 กก. ส่วนสูง 170 ซม. เริ่มเป็นเก๊าท์ตั้งแต่อายุ 30 ปี แต่พอทานยา Cochicine และ Votalen พอหายก็เลิกมาตลอด แต่ก่อนปี 2553 ผมจะเป็นบริเวณนิ้วชี้ของเท้าซ้าย และขวา และย้ายที่ไปข้อเท้าซ้ายขวาบ้าง แต่พอมาเดือนพ.ย.53 นี้หลังจากที่เริ่มเป็น ต.ค.53 ที่จุดทั่วไปเดิมๆ ก็ย้ายมาอยู่ที่นิ้วหัวแม่เท้าขวา ครั้งนี้นานประมาณ 3 สัปดาห์ และผมก็ทานยาเดิม แต่เพิ่ม Allopulinol 100 mg 1-2 เม็ด เช้า-เย็น เป็นๆหายๆถึ่มากขึ้น เดือนธันวาคม53 นี้เข้าเดือนที่ 3 แล้ว พอมาอ่านบทความที่คุณปิยะแนะนำ ผมก็ชักกลัวปัญหาที่อาจจะทำให้เกิดนิ่วในไต และไตวาย จึงขอสรุปเล่าอาการ และขอคำปรึกษา ดังนี้

อาการ

1.ปัสสาวะบ่อยมาก กลางวัน 3-4 ครั้ง กลางคืน หลังเข้านอน 4-5 ครั้ง เป็นมานานมากแล้ว ประมาณ 10 ปี

2.เม.ย.52 ไปตรวจร่างกาย ไต ทำงาน ปกติ แต่มีไขมัน ที่ตับมากผิดปกติ

3.ต.ค.-ธ.ค.53 เริ่มปวดเท้าจากการกินอาหารไม่ทันระวัง (น้ำซุปซึ่โครงไก่ ผักชะอม) พอกินยา Cochicine และ Votalen หายแล้วก็เริ่มเป็นอีก จนกระทั่งปัจจุบันเพิ่งหาย โดยทานยา Allopurinol ทุกเช้า-เย็น 1-2 เม็ด

คำถาม

1.ผมควรรักษาด้วยยา โปรเบเนซิด หรือว่า เบนซ์โปรมาโรน 100 mg ตามที่คุณปิยะ แนะนำ ตัวไหนดีกว่ากัน มีข้อเสียหรือไม่ เช่นทานยานานจะทำให้ตับ/ไต อักเสบ

2.ต้องทานไปอีกนานแค่ไหน

3.มียาสมุนไพรไทย หรือจีน สามารถป้องกัน/รักษาได้หรือไม่ ครับ ผมอ่านจากสถาบันเอินเวย์ www.enwei.co.th/ หรือ http://herbsthai.com/herbsthai-k19.html หรือ เว็บที่โฆษณาขายสมุนไำพรไทย ทั่วไปหรือไม่ ครับ

4.เนื่องจากเริ่มเป็นเก๊าท์ถึ่ขึ้น จึงกลัวว่าไตจะเริ่มเสื่อม ผมควรทานยาบำรุงไต ช่วยหรือไม่ เช่น สมุนไพรจีนที่ทำจาก เขากวางอ่อน หรือ สมุนไพรไทยเช่น มะรุม หรือ กวาวเครือแดง

ขอขอบพระคุณล่วงหน้านะครับ

ภูมิ

ปิยะ สมรศาสตร์
Wed Dec 15 2010 22:38:37 GMT+0700 (ICT)

กระทู้ข้างต้นได้ถามผมมาทางอีเมล ส่วนตัว ซึ่งผมขออนุญาตตอบปัญหาสุขภาพทางเว็ปของคุณหมอวัลลภ ผู้ใจบุญจักเป็นประโยชน์แก่บุคคลทั่วๆไป จะดีกว่านะครับ ขอตอบปัญหาที่ถามมาดังนี้

1 - 2 .ในระยะแรก ควรทานเบนซ์โปรมาโรนขนาด 50 mg/วัน ( แบ่งครึ่งของขนาด 100 มก ) ไปก่อนประมาณ 2-4 อาทิตย์ แล้วตรวจเลือดวัดค่าของกรดยูริคดู ถ้าอยู่ในเกณฑ์ปกติก็ให้คงยาตัวนี้ต่อไป แต่ถ้าสูงกว่าเกณฑ์ปกติก็ให้เพิ่มเป็นขนาด 100 มก./วัน ซึ่งยาตัวนี้คนไข้สามารถทานได้ตลอดไป และปลอดภัยกว่า ยาตัวอื่นๆ อีกทั้งยา โปรเบเนซิด มีข้อห้ามสำหรับคน เป็น G-6-PD ซึ่งหากคนไข้ทานยาตัวนี้เข้าไป จะทำให้เม็ดเลือดแดงแตกง่าย สุ่มเสี่ยงให้เกิดภาวะไตวายได้ง่ายดุจกัน โดยปกติ คนไข้ที่เป็นโรคเก๊าท์ จักต้องทานยาลดกรดยูริค หรือยาขับกรดยูริคไปตลอดชีวิตนะครับ เพียงแต่ คนไข้จำต้องได้รับการตรวจเลือดเพื่อหาค่าของสมรรถภาพตับและไตทุกๆ 6 เดือน สำหรับยา voltaren เป็นยาในกลุ่มเอ็นเสดซึ่งมีพิษต่อไตมากหากทานติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ดังนั้นอาการของการปัสสวะบ่อยๆ นอกจากจะเป็นผลเนื่องจากการทายา voltaren เป็นประจำแล้วในบางกรณีก็อาจพบได้ในคนไข้ที่เป็นโรค กระเพาะปัสสวะไวเกินนะครับ

3. ในการวิจัยทางการแพทย์ ยังไม่พบว่ายาสมุนไพรไทยหรือจีน จักสามารถป้องกันหรือรักษาโรคเก๊าท์ได้เลยนะครับ การรักษาคงต้องใช้ยาขับกรดยูริคหรือยาลดกรดยูริค ตามที่ได้ชี้แนะไว้ข้างต้นครับ

4. การบำรุงไตที่ถูกต้อง คือ ละเว้นการทานยาแก้ปวดในกลุ่ม NSAIDS การทานโปรตีน/วันให้พอเหมาะไม่ให้มากเกินไป อย่าบริโภคอาหารเค็มจัด รวมทั้งส่วนประกอบที่มีโซเดี่ยมมากเกินไป และประการที่สำคัญที่สุดคือ การควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ

เพียงเท่านี้ ก็ถือได้ว่าเป็นการบำรุงรักษาไตได้อย่างยอดเยี่ยมที่สุดแล้วครับ ส่วนสมุนไพรไทยหรือจีนดั่งที่แจ้งมา ผมไม่อาจยืนยันได้ว่าสามารถบำรุงไตได้จริงหรือไม่ บางกรณีอาจเป็นตรงกันข้ามจักทำให้ไตทำงานหนักกว่าเดิม สุ่มเสี่ยงต่อไตเสื่อมเร็วขึ้นก็เป็นไปได้นะครับ

วิชัย
Thu Dec 16 2010 05:44:39 GMT+0700 (ICT)

คือว่าไปเอ็กซ์เรย์อย่าทราบว่าการเอ็กซ์เรย์มัย

วิชัย
Thu Dec 16 2010 05:46:25 GMT+0700 (ICT)

การเอกซ์เรย์มีผลกระทบต่อร่างกายยังงัยบ้างครับ

ปิยะ สมรศาสตร์
Thu Dec 16 2010 14:29:31 GMT+0700 (ICT)

หากเอ็กซ์เรย์ไม่บ่อยและไม่ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ก็ไม่มีผลข้างเคียงแต่ประการใด ผู้ที่สุ่มเสี่ยงมากกว่าเรา คือเจ้าหน้าที่รังสีฯ ในห้องเอ็กซืเรย์นะครับ เพราะได้รับปริมาณรังสีแทบทุกวัน แม้จะมีเครื่องป้องกันแล้วก็ตาม แต่อาจได้รับปริมาณมากน้อยแตกต่างกันไปในแต่ละคน ผลกระทบมักจะเป็นต่อระบบทั่วไปในร่างกาย เคยมีรายงานทางการแพทย์ว่า คนไข้ที่เป็นมะเร็งเม็ดโลหิตขาว ก็มาจากสาเหตุ

ที่ได้รับปริมาณรังสีเอ็กซ์มากเกินไป

Sat Dec 18 2010 01:56:46 GMT+0700 (ICT)

เรียน คุณปิยะ สมรศาสตร์

ขอบพระคุณครับ ผมได้ความรู้มากมาย จากคำแนะนำของคุณปิยะ เพื่อจะได้ปฎิบัติตัวได้ถูกต้อง เพราะที่ปฎิบัติอยู่ ก็ไม่รู้ว่าถูกผิดอย่างไรครับ ผมจะต้องไปซื้อยาเบนซ์โปรมาโรน ขนาด 100 มก.มา แบ่งครึ่งทาน วันละครึ่งเม็ด ประมาณ 2 อาทิตย์แล้วจะไป Lab วัดค่ายูริค ตามคำแนะนำครับ ส่วนระยะเวลาทานยา

1.ผมต้องทานต่อไปทุกวันหรือไม่ครับ และ

2.ยานี้จะมีผลต่อตับ และไต หรือไม่

โดยปกติถ้าผมจะหยุดยาถ้าอาการปวดหายแล้ว และมีเฉพาะช่วง ต.ค.-ธ.ค.53 นี้เท่านั้นที่หยุดยาแล้ว ถ้าไปกินอาหารที่มีสารพิวรีนน้อยเช่นผัดกระเพรา ไข่ดาว ไข่ต้ม ก็เริ่มปวดอีก ต้องกลับมาทานยาอีก เป็นๆหายๆมาตลอดช่วง 3-4 เดือนนี้ครับ

ส่วนยาโปรเบเนซิด ก็ไม่ทานดีกว่า เพราะอาจมีโอกาสเสี่ยงจากเม็ดเลือดแดงแตกง่าย ถ้าเป็น G-6-PD

ขอบอกข้อมูลเพิ่มเติม นะครับ

1.ผมไม่ดื่มเหล้า และสูบบุหรี่ แต่ดื่มกาแฟ วันและ 2 แก้ว เช้า-บ่าย น้ำเป๊ปซี่ดื่มเป็นบางครั้ง

2.ถ้าอากาศเย็นผมจะเข้าห้องน้ำบ่อย กลางคืนนอนห้องแอร์ 25'C แต่ต้องหุ่มผ้าประมาณ 2-4 ผืน เพราะแอร์ลงตรงที่นอนพอดี และพออายุเลย 35 ปี กลายเป็นคนขี้หนาว แต่ตอนเด็ก-วัยรุ่น ขี้ร้อนเหงื่อออกง่ายมาก (น่าจะเผาผลาญอาหารดีมาก)

ถ้าเป็นคนกระเพาะปัสสาวะไว ผมก็น่าจะเป็นเฉพาะตอนอากาศเย็น เพราะตอนกลางวันผม ปัสสาวะ ไม่มาก ยกเว้นหลังดื่มกาแฟในช่วง 1-2 ชั่วโมง นอกนั้นแทบไม่ปัสสาวะเลยครับ

3.ทานยา เบบี้แอสไพริน 60-81 mg ทุกเย็นหลังอาหาร แต่ช่วงปวดเท้า ผมหยุดทานเพราะเคยอ่านเจอว่า จะยิ่งทำให้หายช้า เหตุผลที่ทานยานี้เพราะเคยอ่านคำแนะนำของคุณหมอโรคหัวใจว่าใครไม่อยากเป็นโรคหัวใจ ให้ทานยานี้ทุกวัน ผมก็เลยทานยานี้มาตั้งแต่อายุประมาณ 35 ปี แต่ก่อนทานขององค์การเภสัชเป็นแบบ 40 mg ต่อมาของ OLIC เป็นแบบ 60 mg แต่ปี 53 นี้มีแต่แบบ 81 mg ก็เลยต้องเพิ่มตาม และยามาขนาดเล็กมาก แบ่งครึ่งยาก

ขอบคุณมากครับ

ภูมิ

Sat Dec 18 2010 20:58:29 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะ คุณหมอ  หนูรบกวนสอบถามหน่อยนะค่ะ คือหนู่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีมาได้ประมาณ  8-9 ปีแล้วค่ะ  แต่ไม่ค่อยมีอารการใด ๆ ไม่ทราบว่าหนูมีโอกาสเป็นมะเร็งตับไหมค่ะ  หนูไม่ค่อยดื่มเหล้าซักเท่าไร  และตอนนี้หนูมีแฟนค่ะ  คบกันมา  9  เดือนแล้วไม่ทราบว่าเขามีโอกาสติดเชื้อมากน้อยแค่ไหนค่ะ  คือหนูไม่ได้บอกเขาค่ะ  หนูกลัวเขารับไม่ได้และรังเกียจหนู 

ปิยะ สมรศาสตร์
Sat Dec 18 2010 22:31:42 GMT+0700 (ICT)

ขอตอบปัญหาคุณ ภูมิ กระทู้ที่ 310 ดังนี้ครับ

1. และ 2. ควรทานยาดังกล่าวอย่างน้อย 6 เดือนติดต่อกัน ( และคื่มน้ำ 2 ลิตร / วันทุกวัน ) แล้วหยุดทานยา หลังจากนั้น 1-2 เดือน คุณควรไปตรวจเลือดวัดค่ากรดยูริคอีกครั้ง ถ้าค่าสูงกว่าเกณฑ์ปกติ คงสรุปได้ว่าคุณควรทานยาดังกล่าวตลอดไปนะครับ

ยาทุกตัวจะถูกขจัดโดยตับและไตทั้งสิ้น ถ้าทานในปริมาณน้อย ก็ไม่มีอันตรายใดๆนะครับ และควรมีการวัดค่าตับและไตทุก 6 เดือน เพื่อประเมินผล ก็จักปลอดภัยยิ่งขึ้นครับ

ประการต่อมา ผมไม่เห็นด้วยกับคุณในวิธีการป้องกันโรคหัวใจ ด้วยการทานยาแอสไพรินนานติดต่อกันเป็นเวลานานแรมปีหรือหลายปีติดต่อกัน ผมเห็นว่าเป็นการเข้าใจผิดอย่างสิ้นเชิง ยาแอสไพรินเหมาะสำหรับผู้ป่วยเส้นโลหิตในสมองตีบ หรือเส้นโลหิตหัวใจตีบเท่านั้น สำหรับคนปกติมิได้เจ็บป่วยไม่ควรทานยาดังกล่าว เนื่องจากผลของยาแอสไพรินมีผลร้ายต่อไต และกระเพาะอาหารเป็นอย่างมากทีเดียว ควรระมัดระวังไว้ให้มากนะครับ

น้ำหวาน
Mon Dec 20 2010 15:35:00 GMT+0700 (ICT)

เรียน คุณปิยะ สมรศาสตร์

ตอนนี้ดิฉันรู้สึกปวดตึงบริเวณท้านทอยค่ะ ไปหาหมอมาแล้วหมอบอกว่าเป็นความดันโลหิตสูง

อยากทราบว่ามันเกี่ยวกันด้วยเหรอคะ แล้วทำอย่างไรจึงจะหายจากอาการปวดตึงท้ายทอยดีคะ

นู๋ เก๋
Tue Dec 21 2010 01:02:41 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะ คุณหมอ

หนู อายุ 33 ปี ค่ะ มีเรื่อง อยากปรึกษาคุณหมอ ดังนี้ค่ะ

หนู มีอาการ ปัสวะ ทุกๆ2 นาที ( เวลาปัสวะ ไม่เจ็บ แสบ หรือคัน ) ปริมาณ บางครั้งก้อ นิดเดียว บางครั้งก้อ เยอะ บางครั้งต้องเข้าซ้ำภายในเวลาไม่ถึง1 นาที เป็นเวลาหลายปี แล้วค่ะ เพิ่งจะรู้สึกว่าไม่ไหว ก้อ ตอนนี้ แต่ไม่เคยไปพบหมอเลย เพราะเป็นคน กลัว และ อาย หมอ มากๆ อยากรบกวนถามคุณหมอ ว่า มัน เกี่ยว กับ การ ที่ หนู เคย กินยา ฆ่าตัวตาย ( 7 ครั้ง ครั้งสุดท้าย ปี 2537) หรือปล่าวค่ะ

ตอนนี้ ถ้าอยากจะรักษา มีทางรักษาไหม คะ และควร จะพบคุณหมอ เกี่ยวกับ อะไร เริ่มต้น การตรวจ หรือ รักษา อย่างไร รบกวนคุณหมอ ช่วย ชี้ทางสว่างด้วยค่ะ ทุกวันนี้ไม่ได้นอนเลย ต้องลุกเข้าห้องน้ำทั้งคืน

ขอบพระคุณ คุณหมอล่วงหน้าค่ะ

ปิยะ สมรศาสตร์
Wed Dec 22 2010 16:19:41 GMT+0700 (ICT)

ขอตอบปัญหากระทู้ที่ 311 ดังนี้ครับ

ขอให้คำแนะนำสำหรับผู้ป่วย ไวรัสตับอักเสบบีว่า ไม่ควรวิตกกังวลมากเกินไป โอกาสที่ผู้ป่วยจะเป็นมะเร็งตับนั้น ค่อนข้างต่ำ ถ้าผู้ป่วยรักษาสุขภาพเป็นอย่างดี โดยเฉพาะการหลีกเลี่ยงดื่มสุราเป็นสิ่งที่ควรงดเว้นโดยเด็ดขาด ดังนั้นขออย่าได้วิตกจนเกินเหตุเลยนะครับ สำหรับการติดต่อเชื้อไวรัสชนิดนี้ สามารถติดต่อกันได้โดยการมีเพศสัมพันธ์ แต่ถ้าแฟนคุณมีภูมิต้านทานกับเชื้อไวรัสนี้ ก็ไม่ต้องห่วงว่าเค้าจะติดเชื้อจากคุณ แล้วก็ไม่จำเป็นต้องบอกกล่าวอะไรทั้งสิ้นแก่แฟนคุณ ผม่ไม่อยากให้เรื่องเพียงเท่านี้จะเป็นสาเหตุให้คนรักกันต้องแยกทางกัน เอาเวลาช่วงอันใกล้นี้ไปฉลองปีใหม่กับแฟนจะดีกว่ากระมังครับ

ปิยะ สมรศาสตร์
Wed Dec 22 2010 16:30:07 GMT+0700 (ICT)

ขอตอบปัญหาคุณน้ำหวานกระทู้ที่ 313 ดังนี้

ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง จะมีโอกาสปวดตึงบริเวณท้ายทอยได้ครับ ควรไปพบแพทย์เป็นการด่วน เพื่อรักษาให้ความดันลดลงอยู่ในเกณฑ์ปกติให้จงได้อย่างน้อยก็ให้อยู่ในระดับ 120/80 จักเป็นการช่วยให้คุณมีคุณภาพชีวิตที่ดีและยืนยาวมากขึ้น หลังจากนั้น

ค่อยปรึกษาแพทย์ทางด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู เพื่อกายภาพบำบัดกล้ามเนื้อบริเวณท้ายทอย จักทำให้คุณหายปวดได้เร็วขึ้นครับ และหากมีเวลา ก็ควรเอ็กซ์เรย์กระดูกต้นคอควบคู่ไปด้วย จักทำให้แพทย์วินิจฉัยโรคปวดตึงท้ายทอยได้ดีขึ้นนะครับ

ปิยะ สมรศาสตร์
Wed Dec 22 2010 17:01:29 GMT+0700 (ICT)

ขอตอบปัญหา นู๋เก๋ กระทู้ที่ 314 ดังนี้

เข้าใจว่าน่าจะเป็นปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินปัสสวะ จึงขอชี้แนะให้ไปพบแพทย์เฉพาะทาง ทางเดินปัสสวะ ซึ่งมักมีแพทย์ด้านนี้ประจำทุกโรงพยาบาลในกรุงเทพฯนะครับ ไม่ทราบว่าคุณอาจเป็นโรคกระเพาะปัสสวะอักเสบ หรือกระเพาะปัสสวะไวเกินก็อาจเป็นไปได้ ดังนั้น คุณควรไปพบปรึกษาแพทย์ตามที่ได้ชี้แนะไว้ข้างต้นได้เลยนะครับ ประการต่อมา ผมอยากขอร้องให้คุณไปพบแพทย์ทางด้านจิตเวช ด้วยครับ เพราะการทานยา ฆ่าตัวตาย 7 ครั้ง ที่ผ่านมา เป็นสิ่งบ่งบอกของผู้ป่วยที่มีอาการของโรคซึมเศร้าปะปนอยู่ด้วย ไม่มากก็น้อย รีบไปพบจิตแพทย์เพื่อรับการรักษาโดยเร็วจักเป็นการช่วยให้คุณมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิม จะดีกว่ามั้ยครับ

ปิยะ สมรศาสตร์
Wed Dec 22 2010 21:29:28 GMT+0700 (ICT)

ผมขออนุญาตนำปัญหาสุขภาพของคุณภูมิ มาลงในเว็ปบอร์ดคุณหมอวัลลภ เพื่อประโยชน์ต่อสาธารณชนทั่วไปเช่นเคยนะครับ

Re: ขอตอบเรื่องยารักษาโรคเก๊าท์‏

12/19/2010

Reply ▼Reply

Reply all

Forward

Delete

Junk

Mark as unread

Mark as read

Delete all from sender

Print message

View message source

Show message history

Hide message history

Show details

Hide details Veeradej Ekkanan Add to contactsTo Piya Samornsart

From: Veeradej Ekkanan (vekkanan@yahoo.com)

Sent: Sunday, December 19, 2010 2:33:18 AM

To: Piya Samornsart (pyasam4@hotmail.com)

เรียน คุณปิยะ สมรศาสตร์

ขอบคุณมากครับ สำหรับคำแนะนำที่ดีมากๆ ตอนนี้ร่างกายผมเริ่มแข็งแรงเกือบเป็นปกติแล้ว คืือหายปวดเท้า ประมาณ 95% เวลาเดินยังมีอาการปวดกระดูกเท้าบริเวณข้อเท้าขวา และนิ้วโป้งเท้าขวาเล็กน้อย แต่ก็เดินในท่าปกติได้เร็วแล้วครับ

จะหาซื้อยาเบนซโปรมาโรน มาทาน แล้วไปวัดค่ากรดยูริค ค่าตับและไต ตามคำแนะนำอีกที น่าจะทราบผลประมาณพ.ค.-มิ.ย.2554

ส่วนเรื่องยาที่มีผลต่อตับ-ไต ผมยังสงสัยอยู่บ้าง เพราะอย่างกรณีพาราเซตทามอล และโวทาเรน หากทานระยะยาว ยังมีผลต่อตับ ผมจึงสงสัยยาเบนซโปรมาโรนว่าจะมีผลเช่นเีดียวกันหรือไม่

อย่างไรก็ตามผมก็จะไปซื้อมาทานอย่างน้อย 6 เดือน และดื่มน้ำ 2 ลิตร/วัน ตามคำแนะนำ ก็ยังกังวลใจอยู่ว่าจะต้องทานยานี้ตลอดไปอ่ะครับ

อีกเรื่องที่ยังกังวลก็คือโรคที่จะเป็นตามมาของโรคเก๊าท์ คือ นิ่วในไต ไตวาย เบาหวาน หลอดเลือดสมอง

ขอบพระคุณมากครับ

ภูมิ

ปล.ขออภัยนะครับที่ผมใช้เมล์ส่วนตัวคุยด้วย เพราะผมจำไม่ได้ว่าที่ผมไปเจอกระทู้ในเว็บบอร์ดอยู่ ณ จุดใด

ปริญญา
Thu Dec 23 2010 17:22:20 GMT+0700 (ICT)

เรียนคุณหมอและผู้มีความรู้ครับ

ผลตรวจเลือดเมื่อ 22.12.23 ได้ค่าตับดังนี้ครับ

- AST ( SGOT ) 30 u/l

- ALT ( SGPT ) 44 u/l

- AFP. 5.52 mg/dl

- Alk.Phose. 153 mg/dl

- Total Protien 7.5 mg/dl

- Albumin 4.2 mg/dl

- Globulin 3.3 mg/dl

- Total Billirubin 1.0 mg/dl

- D. Billirubin 0.2 mg/dl

ข้อมูลเพิ่มเติม

1.อายุ 41 ปี สูง180ซม. นน.96กก. ความดัน,น้ำตาล,ไขมัน,ค่าBUN,ค่าCREAT.ปกติ

2.กินยาลดความดันสูง พีโนรอล 50มก. แพนดิล5มก.ทุกวันเช้า 1 ครั้ง มาได้ 7ปีแล้ว

3.กินยา samarin 140 วันละ 3 ครั้ง ทุกวัน มาประมาณ 3 ปี

4.ตรวจพบเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ไม่พบภูมิต้านทานตั้งแต่ปี 2545 ปัจจุบันยังตรวจพบเชื้อไวรัสอยู่

5.ทำการอัลตราซาวด์ตับแล้ว หมอบอกตับไม่อักเสบ

ขอสอบถามครับ

1.ถือว่าเป็นพาหะ หรือเป็นไวรัสตับอักเสบเรื้อรังครับ

2.จะกำจัดไวรัสออกจากร่างกายได้หรือไม่วิธีใด

3.มีโอกาสตับอักเสบหรือตับแข็งหรือเปล่าครับ ปัจจัยที่จะทำให้เกิดมีอะไรบ้าง

4.เดิมกินเหล้า (ปัจจุบันงดแล้ว) และจะกินช่วงเทศกาลเป็นจำพวกไวน์องุ่นซัก 300cc.จะมีผลต่อตับรุนแรงไหมครับ

5.ยาที่กินประจำตามข้อ2และ3 จะมีผลต่อตับอย่างไรครับ ควรลดยาตัวใดบ้างครับ

6.Alk.Phose. 153 mg/dl ถือว่าสูงกว่าปกติหรือไม่ ถ้าสูงจะแก้ไขอย่างไร

7.มียาตัวอื่นหรือวิตามินแนะนำให้กินเพิ่มเติมไหมครับ

8.มีอาการคล้ายกรดเกินในกะเพาะอาหารจะกินยาลดกรด MIRACIDแคปซูล จะมีผลต่อตับหรือไม่

9.การกินยาสมุนไพรที่บรรจุในแคปซูล ตับจะมีปัญหาในการกำจัดปลอกแคปซูลหรือไม่(มีคนเคยบอกว่าตับจะทำงานมากขึ้น)

ขอคำตอบเพื่อเป็นวิทยาทานแก่กระผมและผู้อื่นด้วยครับ

ขอบพระคุณล่วงหน้าเป็นอย่างสูงครับ

ปิยะ สมรศาสตร์
Thu Dec 23 2010 20:46:35 GMT+0700 (ICT)

ขอตอบปัญหาคุณภูมิ กระทู้ที่318 ดังนี้

ยาเบนซโบรมาโรน มีผลกระทบต่อตับน้อยกว่ายา พาราเซตทามอล และโวทาเรน เทียบกันไม่ได้เลยครับ หากคุณทานยาขับกรดยูริคอย่างสม่ำเสมอ โอกาสที่จะเกิดโรคเก๊าท์ แทบจะน้อยมากดุจกัน ดังนั้นคุณไม่ควรกังวลกับโรคร้ายที่จะตามมา ดั่งที่แจ้งมาเลยนะครับ ขอให้สบายใจได้

imimmoo
Fri Dec 24 2010 19:43:58 GMT+0700 (ICT)

เรื่องของการถอ ดวิญญาณเพื่อออกจากร่างและคุณจะไปได้ทุกที่ๆต้องการ

คุณลองคิดสิว่ามันจะสนุกสักแค่ไหน

วิธีการถอ ดร่าง

1.ทำหลังเที่ยงคืนเท่านั้น

2.จุด ธูปไว้หัวนอน3ดอก

3.นอนหลับตาแล้วตั้งสมาธิให้ดี

4.นึกถึงที่ๆเราจะไปเปนอันดับแรก

5.กลั้น หายใจ10วินาที

6.จาดนั้นคุณก้อจะไปในที่ที่คุณต้องการ

7.เมื่อคุณรูสึกว่ากลิ่นธูปเริ่มหายไปให้มองหาแสงสีขาวแล้วเดินเข้าไป

8.ถ้าคุณกลับไปไม่ทันคุณจะกลับไปไม่ได้อีกเลย

9.ถ้าทำเกิน2ครั้งอายุของคุณจะสั้นครั้งละไป99 วัน

ใครที่อ่านแล้วคิดดูให้ดีน่ะถ้าอยากจะสนุกก้อต้องมีอะไรแลกเปลี่ยน

และนั่นก้อหมายถึงชีวิตของคุณเองนั้นแหละ

ได้มาจากคัมภีย์เขมรโบราณ

คำเตือน ผู้ใดที่อ่านแล้วต้องนำไปโพสต่ออีก5ครั้ง

ไม่งั้นอีก7วันต่อไปคุณจะมีอันเป็นไป

ความเชื่อส่วนบุคคล

อ่านต่อ : http://writer.dek-d.com/Writer/story/view.php?id=313170#ixzz1924QF7vG

imimmoo
Fri Dec 24 2010 19:44:30 GMT+0700 (ICT)

เรื่องของการถอ ดวิญญาณเพื่อออกจากร่างและคุณจะไปได้ทุกที่ๆต้องการ

คุณลองคิดสิว่ามันจะสนุกสักแค่ไหน

วิธีการถอ ดร่าง

1.ทำหลังเที่ยงคืนเท่านั้น

2.จุด ธูปไว้หัวนอน3ดอก

3.นอนหลับตาแล้วตั้งสมาธิให้ดี

4.นึกถึงที่ๆเราจะไปเปนอันดับแรก

5.กลั้น หายใจ10วินาที

6.จาดนั้นคุณก้อจะไปในที่ที่คุณต้องการ

7.เมื่อคุณรูสึกว่ากลิ่นธูปเริ่มหายไปให้มองหาแสงสีขาวแล้วเดินเข้าไป

8.ถ้าคุณกลับไปไม่ทันคุณจะกลับไปไม่ได้อีกเลย

9.ถ้าทำเกิน2ครั้งอายุของคุณจะสั้นครั้งละไป99 วัน

ใครที่อ่านแล้วคิดดูให้ดีน่ะถ้าอยากจะสนุกก้อต้องมีอะไรแลกเปลี่ยน

และนั่นก้อหมายถึงชีวิตของคุณเองนั้นแหละ

ได้มาจากคัมภีย์เขมรโบราณ

คำเตือน ผู้ใดที่อ่านแล้วต้องนำไปโพสต่ออีก5ครั้ง

ไม่งั้นอีก7วันต่อไปคุณจะมีอันเป็นไป

ความเชื่อส่วนบุคคล

อ่านต่อ : http://writer.dek-d.com/Writer/story/view.php?id=313170#ixzz1924QF7vG

imimmoo
Fri Dec 24 2010 19:44:44 GMT+0700 (ICT)

เรื่องของการถอ ดวิญญาณเพื่อออกจากร่างและคุณจะไปได้ทุกที่ๆต้องการ

คุณลองคิดสิว่ามันจะสนุกสักแค่ไหน

วิธีการถอ ดร่าง

1.ทำหลังเที่ยงคืนเท่านั้น

2.จุด ธูปไว้หัวนอน3ดอก

3.นอนหลับตาแล้วตั้งสมาธิให้ดี

4.นึกถึงที่ๆเราจะไปเปนอันดับแรก

5.กลั้น หายใจ10วินาที

6.จาดนั้นคุณก้อจะไปในที่ที่คุณต้องการ

7.เมื่อคุณรูสึกว่ากลิ่นธูปเริ่มหายไปให้มองหาแสงสีขาวแล้วเดินเข้าไป

8.ถ้าคุณกลับไปไม่ทันคุณจะกลับไปไม่ได้อีกเลย

9.ถ้าทำเกิน2ครั้งอายุของคุณจะสั้นครั้งละไป99 วัน

ใครที่อ่านแล้วคิดดูให้ดีน่ะถ้าอยากจะสนุกก้อต้องมีอะไรแลกเปลี่ยน

และนั่นก้อหมายถึงชีวิตของคุณเองนั้นแหละ

ได้มาจากคัมภีย์เขมรโบราณ

คำเตือน ผู้ใดที่อ่านแล้วต้องนำไปโพสต่ออีก5ครั้ง

ไม่งั้นอีก7วันต่อไปคุณจะมีอันเป็นไป

ความเชื่อส่วนบุคคล

อ่านต่อ : http://writer.dek-d.com/Writer/story/view.php?id=313170#ixzz1924QF7vG

imimmoo
Fri Dec 24 2010 19:51:55 GMT+0700 (ICT)

เรื่องของการถอ ดวิญญาณเพื่อออกจากร่างและคุณจะไปได้ทุกที่ๆต้องการ

คุณลองคิดสิว่ามันจะสนุกสักแค่ไหน

วิธีการถอ ดร่าง

1.ทำหลังเที่ยงคืนเท่านั้น

2.จุด ธูปไว้หัวนอน3ดอก

3.นอนหลับตาแล้วตั้งสมาธิให้ดี

4.นึกถึงที่ๆเราจะไปเปนอันดับแรก

5.กลั้น หายใจ10วินาที

6.จาดนั้นคุณก้อจะไปในที่ที่คุณต้องการ

7.เมื่อคุณรูสึกว่ากลิ่นธูปเริ่มหายไปให้มองหาแสงสีขาวแล้วเดินเข้าไป

8.ถ้าคุณกลับไปไม่ทันคุณจะกลับไปไม่ได้อีกเลย

9.ถ้าทำเกิน2ครั้งอายุของคุณจะสั้นครั้งละไป99 วัน

ใครที่อ่านแล้วคิดดูให้ดีน่ะถ้าอยากจะสนุกก้อต้องมีอะไรแลกเปลี่ยน

และนั่นก้อหมายถึงชีวิตของคุณเองนั้นแหละ

ได้มาจากคัมภีย์เขมรโบราณ

คำเตือน ผู้ใดที่อ่านแล้วต้องนำไปโพสต่ออีก5ครั้ง

ไม่งั้นอีก7วันต่อไปคุณจะมีอันเป็นไป

ความเชื่อส่วนบุคคล

อ่านต่อ : http://writer.dek-d.com/Writer/story/view.php?id=313170#ixzz1924QF7vG

imimmoo
Fri Dec 24 2010 19:52:12 GMT+0700 (ICT)

เรื่องของการถอ ดวิญญาณเพื่อออกจากร่างและคุณจะไปได้ทุกที่ๆต้องการ

คุณลองคิดสิว่ามันจะสนุกสักแค่ไหน

วิธีการถอ ดร่าง

1.ทำหลังเที่ยงคืนเท่านั้น

2.จุด ธูปไว้หัวนอน3ดอก

3.นอนหลับตาแล้วตั้งสมาธิให้ดี

4.นึกถึงที่ๆเราจะไปเปนอันดับแรก

5.กลั้น หายใจ10วินาที

6.จาดนั้นคุณก้อจะไปในที่ที่คุณต้องการ

7.เมื่อคุณรูสึกว่ากลิ่นธูปเริ่มหายไปให้มองหาแสงสีขาวแล้วเดินเข้าไป

8.ถ้าคุณกลับไปไม่ทันคุณจะกลับไปไม่ได้อีกเลย

9.ถ้าทำเกิน2ครั้งอายุของคุณจะสั้นครั้งละไป99 วัน

ใครที่อ่านแล้วคิดดูให้ดีน่ะถ้าอยากจะสนุกก้อต้องมีอะไรแลกเปลี่ยน

และนั่นก้อหมายถึงชีวิตของคุณเองนั้นแหละ

ได้มาจากคัมภีย์เขมรโบราณ

คำเตือน ผู้ใดที่อ่านแล้วต้องนำไปโพสต่ออีก5ครั้ง

ไม่งั้นอีก7วันต่อไปคุณจะมีอันเป็นไป

ความเชื่อส่วนบุคคล

อ่านต่อ : http://writer.dek-d.com/Writer/story/view.php?id=313170#ixzz1924QF7vG

imimmoo
Fri Dec 24 2010 19:52:37 GMT+0700 (ICT)

เรื่องของการถอ ดวิญญาณเพื่อออกจากร่างและคุณจะไปได้ทุกที่ๆต้องการ

คุณลองคิดสิว่ามันจะสนุกสักแค่ไหน

วิธีการถอ ดร่าง

1.ทำหลังเที่ยงคืนเท่านั้น

2.จุด ธูปไว้หัวนอน3ดอก

3.นอนหลับตาแล้วตั้งสมาธิให้ดี

4.นึกถึงที่ๆเราจะไปเปนอันดับแรก

5.กลั้น หายใจ10วินาที

6.จาดนั้นคุณก้อจะไปในที่ที่คุณต้องการ

7.เมื่อคุณรูสึกว่ากลิ่นธูปเริ่มหายไปให้มองหาแสงสีขาวแล้วเดินเข้าไป

8.ถ้าคุณกลับไปไม่ทันคุณจะกลับไปไม่ได้อีกเลย

9.ถ้าทำเกิน2ครั้งอายุของคุณจะสั้นครั้งละไป99 วัน

ใครที่อ่านแล้วคิดดูให้ดีน่ะถ้าอยากจะสนุกก้อต้องมีอะไรแลกเปลี่ยน

และนั่นก้อหมายถึงชีวิตของคุณเองนั้นแหละ

ได้มาจากคัมภีย์เขมรโบราณ

คำเตือน ผู้ใดที่อ่านแล้วต้องนำไปโพสต่ออีก5ครั้ง

ไม่งั้นอีก7วันต่อไปคุณจะมีอันเป็นไป

ความเชื่อส่วนบุคคล

อ่านต่อ : http://writer.dek-d.com/Writer/story/view.php?id=313170#ixzz1924QF7vG

Fri Dec 24 2010 19:54:18 GMT+0700 (ICT)

เรื่องของการถอ ดวิญญาณเพื่อออกจากร่างและคุณจะไปได้ทุกที่ๆต้องการ

คุณลองคิดสิว่ามันจะสนุกสักแค่ไหน

วิธีการถอ ดร่าง

1.ทำหลังเที่ยงคืนเท่านั้น

2.จุด ธูปไว้หัวนอน3ดอก

3.นอนหลับตาแล้วตั้งสมาธิให้ดี

4.นึกถึงที่ๆเราจะไปเปนอันดับแรก

5.กลั้น หายใจ10วินาที

6.จาดนั้นคุณก้อจะไปในที่ที่คุณต้องการ

7.เมื่อคุณรูสึกว่ากลิ่นธูปเริ่มหายไปให้มองหาแสงสีขาวแล้วเดินเข้าไป

8.ถ้าคุณกลับไปไม่ทันคุณจะกลับไปไม่ได้อีกเลย

9.ถ้าทำเกิน2ครั้งอายุของคุณจะสั้นครั้งละไป99 วัน

ใครที่อ่านแล้วคิดดูให้ดีน่ะถ้าอยากจะสนุกก้อต้องมีอะไรแลกเปลี่ยน

และนั่นก้อหมายถึงชีวิตของคุณเองนั้นแหละ

ได้มาจากคัมภีย์เขมรโบราณ

คำเตือน ผู้ใดที่อ่านแล้วต้องนำไปโพสต่ออีก5ครั้ง

ไม่งั้นอีก7วันต่อไปคุณจะมีอันเป็นไป

ความเชื่อส่วนบุคคล

อ่านต่อ : http://writer.dek-d.com/Writer/story/view.php?id=313170#ixzz1924QF7vG

สุดท้ายนี้ถ้ารบกวนใครขออภัยด้วยนะคะไม่มีที่โพตจริงค่ะกลัว

ปิยะ สมรศาสตร์
Fri Dec 24 2010 22:09:11 GMT+0700 (ICT)

ขอตอบปัญหาคุณ ปริญญากระทู้ที่ 319 ดังนี้ครับ

ผลของ Liver function Test ผมยังเห็นว่า แม้ค่าของ alkaline phosphatase จะสูงเกินกว่าเกณฑ์ปกติ แต่เมื่อดูปัจจัยอื่นโดยรวมแล้ว ผมยังเห็นว่าพยาธิสภาพของตับยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี เข้าใจว่า ค่าของ alkaline phosphatase ที่สูงขึ้นนั้นคงเนื่องจากยา ลดความดันโลหิตซึ่ง ทานมาเป็นระยะเวลานานถึง 7 ปี ก็อาจเป็นไปได้ หรืออาจเกิดจากเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ก็เป็นไปได้เช่นกัน ผมยังเห็นว่า การลดละยาลดความดันฯดังกล่าว จักเป็นผลร้ายมากกว่าผลดี แต่สำหรับยาบำรุงตับนั้น ( samarin ) อาจลดขนาดเหลือเม็ดละ 70 มก. วันละ 3 ครั้ง ก็น่าจะเพียงพอ เพราะไม่อยากให้เกินความจำเป็น จะเสียค่าใช้จ่ายเกินควร และยานี้มีผลดีต่อตับมากกว่าผลเสีย จึงควรต้องรับประทานต่อไป อีก 6 เดือน หลังจากนั้น 6 เดือน ค่อยพาตัวเองไปตรวจเลือดทำ Liver function Test อีกครั้ง แล้วค่อยมาคุยกันอีกทีนะครับ

คำถามเกี่ยวกับเป็นพาหะของไวรัสตับอักเสบบี และมีภูมิต้านทานไวรัสตัวนี้หรือไม่ คงต้องดูผลของ HBsAg ,HBsAb , รวมทั้ง HBcAb เป็นสำคัญนะครับ เมื่อไม่ได้แจ้งผลมา จึงไม่อาจออกความเห็นได้แจ้งชัด สำหรับผู้ที่ได้รับเชื้อไวรัสชนิดนี้และเป็นพาหะของโรค โอกาสที่จะกำจัดเชื้อนี้ออกจากร่างกายไม่อาจทำได้ครับ ซึ่งจะทำให้เจ้าไวรัสนี้อยู่ในร่างกายของเราไปตลอดชีวิตครับ

ส่วนเรื่องวิตามินบำรุงตับเพิ่มเติมนั้น ผมเห็นว่า คุณอาจทานวิตามินบีรวมเพิ่มเติม เป็นเวลา 6 เดือนก็น่าจะเป็นผลดีมากขึ้น

และผมยังเห็นว่า การที่คุณทานยาบำรุงตับ ( samarin ) มาเป็นเวลาหลายปีนั้น คงเป็นปัจจัยเสริมที่ทำให้ผลเลือดของคุณ ( Liver function Test ) ที่ผ่านมา ผลออกมาดูดีด้วยนะครับ

นู๋เก๋
Mon Dec 27 2010 10:45:47 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณ คุณหมอที่ช่วยสละเวลาตอบคำถามค่ะ จะรีบไปตามคำแนะนำ ( อย่างนี้ มีผลกระทบ กับการบริจาค อวัยวะและร่างกายรึเปล่าคะ เพราะเก๋บริจาค ไว้ กับ สภากาชาด และ ศิริราช ค่ะ ) สำหรับคำแนะนำให้ไปปรึกษากับจิตแพทย์ เก๋ ไป มาหลายครั้งแล้ว ค่ะ คุณ หมอ ก้อ บอกว่า เก๋ เป็นโรคซึมเศร้าแบบ ลึก ซึ่งเกิด จาก ปม ความรู้สึก ประมาณนั้นอ่ะค่ะ แต่ไม่เห็นจะให้ยาอะไร อ้อ ลืม ถามคุณหมอ ไปค่ะ ปัจจุบัน เก๋ นอนไม่หลับ หลับได้ก้อเพียงระยะเวลาสั้นๆ พี่หมอ ที่รู้จัก จ่าย ฟาร์แน๊กซ์ ( เม็ดสีชมพู ) ให้ทานครั้งละ 1 เม็ด แต่ เก๋ ทาน 2 เม็ด ก้อ ยังไม่หลับ ปัจจุบันจะนอนเวลา ตีห้าครึ่ง หกโมงเช้า แต่ แปดโมงเช้าเก๋ ก้อ รู้สึกตัว ตื่นมาเข้าห้องน้ำ แล้วพยามนอนอย่างไรก้อนอนไม่หลับ คุณหมอ มีคำแนะนำไม๊คะ ( ออกกำลังกายทุกวัน 18.00-20.00 )

ปิยะ สมรศาสตร์
Mon Dec 27 2010 23:54:59 GMT+0700 (ICT)

ปกติคุณหมอวัลลภ ผู้ใจบุญเจ้าของเว็บบอร์ดนี้จะเป็นผู้ตอบปัญหา ผมเลยถือโอกาสขออนุญาตคุณหมอ ตอบปัญหาสุขภาพแทนคุณหมอเรื่อยมา จึงขอกราบขอบพระคุณ คุณหมอวัลลภอีกครั้งหนึ่ง ที่ให้โอกาสผมได้แสดงความคิดเห็นเชิงการแพทย์ สำหรับกระทู้ของนู๋เก๋ขอตอบปัญหาดังนี้

ปัญหาสุขภาพของนู๋เก๋ ไม่มีผลกระทบต่อการบริจาคร่างกาย( เมื่อเสียชีวิต ) ให้แก่โรงพยาบาลฯแต่ประการใดเลยนะครับ แต่ปัญหาการนอนไม่หลับ น่าจะเป็น Insomnia ไปเสียแล้ว วิธีการรักษาโรคนอนไม่หลับ น่าจะต้องรักษา ต้นเหตุหรือสาเหตุหลักจะเป็นการแก้ปัญหาที่ถูกต้องมากกว่า การรักษาที่ปลายเหตุคือการทานยานอนหลับอยู่ร่ำไป เท่าที่ดูอาการตามที่แจ้งมา นู๋เก๋ควรทานยารักษาโรคซึมเศร้าให้ดีขึ้นเสียก่อน แม้ว่าในขณะนี้จะยังไม่มีอาการซึมเศร้าให้ปรากฎก็ตาม แต่ก็เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้นู๋เก๋นอนไม่ค่อยหลับหรือหลับได้ไม่เต็มที่ และถ้าเรารักษาโรคซึมเศร้าให้ดีขึ้นแล้ว โรคนอนไม่หลับ ( Insomnia ) ก็จะดีขึ้นเองโดยปริยายคือเราจะนอนหลับได้ดีขึ้นและเต็มอิ่มมากขึ้น ปกติยาที่รักษาโรคซึมเศร้าและเป็นยาที่ทำให้หลับได้ดีขึ้นด้วยได้แก่ยา Mirtazapine ( Remeron ) ซึ่งเราไม่ควรหาซื้อมาทานเองควรปรึกษาจิตแพทย์จะเป็นการปลอดภัยมากที่สุด เพราะยาตัวนี้จะต้องทานอย่างน้อย 6-12 เดือน เมื่อทานยาไปแล้วประมาณ 2 อาทิตย์อาการต่างๆของนู๋จะเริ่มดีขึ้นมากรวมทั้งอารมณ์และจิตใจจะเป็นปกติสุข และร่าเริงแจ่มใส รวมทั้งการนอนหลับจะทำให้นอนหลับได้ดีขึ้นด้วยนะครับ

ปิยะ สมรศาสตร์
Tue Dec 28 2010 00:04:11 GMT+0700 (ICT)

ขอเพิ่มเติมว่ายา Mirtazapine ( Remeron ) นั้นควรเริ่มต้นในขนาดยาที่ต่ำคือประมาณ 15 หรือ 30 มก.วันละครั้งก่อนนอน ทั้งนี้แล้วแต่ความเห็นของแพทย์ เพราะยาขนาดสูงมีฤทธิ์ทำให้ง่วงน้อยกว่ายาขนาดต่ำเนื่องจากมีฤทธิ์ noradrenergic เพิ่มขึ้น

ปริญญา (จขกท.ที่ 319 )
Wed Dec 29 2010 08:50:48 GMT+0700 (ICT)

ขอขอบพระคุณคุณปิยะเป็นอย่างสูงครับที่ตอบผมมาในกระทู้ที่ 328 อ่านแล้วมีกำลังใจเพิ่มอีกอักโข

ขอรบกวนสอบถามเพิ่มเติมนะครับ

1.ค่าAlk.Phose. 153 mg/dl ตามที่แจ้งไปในกระทู้ 319 ปรากฎว่าในใบ LAB แจ้งมาหน่วยเป็น U.I. ครับ ไม่ใช่ mg/dl และค่าปกติ 80 - 306 รบกวนวิเคราะห์ให้หน่อยครับว่าปกติหรือไม่ปกติครับ

2.ตอนนี้ผมกินยาลดกรด MIRACIDแคปซูล จะมีผลต่อตับหรือไม่

3.คุณพ่อเป็นตับแข็งปัจจุบันหมอให้กินยา legalon 140 g. 3 เวลา เป็นตัวยาเดียวกับ samarin 140 หรือไม่ครับ ราคาแตกต่างกันมากไหมครับ และยาหมด สามารถซื้อกินเองไหรือไม่ครับ และต้องกินตลอดไปหรือเปล่า

ขอบพระคุณล่วงหน้าเป็นอย่างสูงครับ

ปิยะ สมรศาสตร์
Wed Dec 29 2010 22:28:38 GMT+0700 (ICT)

การวัดค่าเอ็นไซม์ตับจะออกมาเป็นหน่วย U.I. ถูกต้องแล้วครับ ซึ่งค่าปกติจะไม่เกิน 200 U.I. กรณีค่าเอ็นไซม์ของคุณอยู่ที่ 153 ถือได้ว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติที่ดี แสดงว่าตับของคุณอยู่ในสภาวะที่ไม่มีการแสดงการอักเสบแต่ประการใด คุณควรสบายใจได้แล้วครับ สำหรับ ยา legalon นั้นเป็นยาตัวเดียวกันกับ ยา samarin ครับ แตกต่างตรงที่ ยา legalon เรานำเข้าจากต่างประเทศ ราคาจึงแพงกว่ายา samarin ซึ่งผลิตในประเทศเราเป็นอันมาก

ส่วนยา ลดกรด MIRACID เป็นยาอยู่ในกลุ่ม PPIs ไม่ค่อยมีผลกระทบกับตับมากเท่าไหร่ แต่มักมีปฏิกิริยาระหว่างยาที่มีความสำคัญ ดังนี้

1. ยากลุ่มนี้สามารถลดการดูดซึมยา ketoconazole, itraconazole, atazanavir ได้ เนื่องจากยาทำให้ความเป็นกรดในกระเพาะอาหารลดลง

2 ยากลุ่มนี้จะถูกเปลี่ยนแปลงที่ตับโดยอาศัยระบบเอนไซม์ cytochrome P450 2C19 (CYP2C19) เป็นหลัก ดังนั้นถ้าหากมีการใช้ยาที่มีผลต่อการทำงานของเอนไซม์ดังกล่าว อาจส่งผลต่อระดับของยาในกลุ่ม PPIs ในร่างกายได้ ดังนั้นอาจต้องมีการปรับขนาดยากลุ่มนี้ในระหว่างที่ได้รับร่วมกับยาที่มีผลต่อเอนไซม์ CYP2C19 ยาที่มีผลต่อเอนไซม์ดังกล่าวจะมีทั้งยาที่ชักนำเพิ่มการทำงานของเอนไซม์ (ทำให้มีระดับยา PPIs ในร่างกายลดลง) เช่น carbamazepine, phenytoin, phenobarbital, rifampicin เป็นต้น และยาที่มีผลลดยับยั้งเอนไซม์ CYP2C19 (ทำให้มียา PPIs ในร่างกายเพิ่มขึ้น) เช่น fluconazole, fluvoxamine, gemfibrozil, isoniazid, ticlopidine เป็นต้น16

3. กรณีที่คนไข้ได้รับยาต้านแข็งตัวของเลือดกลุ่ม coumarin เช่น warfarin ร่วมกับยาในกลุ่ม PPIs ควรมีการติดตามค่า prothrombin time และ ค่า INR เป็นระยะ ทั้งก่อนเริ่มการรักษา ระหว่างการรักษา และเมื่อสิ้นสุดการรักษาด้วยยาในกลุ่ม PPIs

ปิยะ สมรศาสตร์
Wed Dec 29 2010 23:54:40 GMT+0700 (ICT)

ขอเพิ่มเติมจากกระทู้ถามข้างต้นว่า ยา legalon หรือ ยา samarin สามารถหาซื้อได้เองตามร้านขายยาทั่วไปนะครับ ไม่จำเป็นต้องรอให้แพทย์สั่งยาให้ โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้ป่วยเป็นโรคตับแข็ง จำต้องทานยานี้ตลอดไป แต่ควรบอกแพทย์เจ้าของคนไข้ด้วย จะได้ไม่ต้องสั่งจ่ายยาซ้ำซ้อนแก่คนไข้โดยใช่เหตุ

ปริญญา
Thu Dec 30 2010 16:45:29 GMT+0700 (ICT)

ขอขอบพระคุณ คุณปิยะ เป็นอย่างสูงครับ ที่ช่วยให้ความกระจ่างได้มาก

ปริญญา
Thu Dec 30 2010 16:45:32 GMT+0700 (ICT)

ขอขอบพระคุณ คุณปิยะ เป็นอย่างสูงครับ ที่ช่วยให้ความกระจ่างได้มาก

นู๋เก๋
Fri Dec 31 2010 20:35:17 GMT+0700 (ICT)

ขอพระคุณ คุณหมอ ปิยะ มากๆค่ะ ที่ กรุณา ให้คำแนะนำที่ดี ให้ กับหนู และ ทุกๆท่าน จะพยาม ทำตาม ที่ คุณ หมอ ปิยะ แนะ นำ ค่ะ

ปิบะ สมรศาสตร์
Fri Dec 31 2010 23:16:37 GMT+0700 (ICT)

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณนู๋เก๋ที่ให้เกียรติยกย่องมา ณโอกาสนี้ ผมมิได้เรียนจบทางแพทย์ศาสตร์บัณฑิต เหมือนแพทย์โดยทั่วๆไปครับ แต่ด้วยใจรักวิชาชีพนี้ จึงได้ศึกษาค้นคว้าวิจัยและเล่าเรียนด้วยตนเองมา 18 ปีเศษ และด้วยประสบการณ์ชีวิต จึงมีโอกาสออกความคิดเห็นเชิงการแพทย์ขั้นพิ้นฐานทางเว็บบอร์ดสุขภาพมาเป็นระยะเวลานานหลายปีแล้ว ซึ่งความคิดเห็นทางการแพทย์ของผมในเว็บบอร์ดทั่วๆไป อาจจักเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนได้บ้างไม่มากก็น้อย และประการที่สำคัญที่สุด หากความเห็นทางการแพทย์ของผมไม่ถูกต้อง หรือคลาดเคลื่อนต่อหลักวิชาการแพทย์แล้ว คงได้รับการคัดค้านหรือท้วงติงจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ สาขาใดสาขาหนึ่ง ซึ่งจักเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อสาธารณชนโดยทั่วไปดุจกัน อันจะได้ความกระจ่างแจ้งชัด ในข้อคิดเห็นเชิงการแพทย์ดั่งที่ได้เรียนชี้แจงมาให้ทราบข้างต้นนะครับ และขอสวัสดีปีใหม่แด่ท่านที่รักทุกท่านมา ณ โอกาสนี้ด้วยนะครับ

ปิยะ สมรศาสตร์
Fri Dec 31 2010 23:21:19 GMT+0700 (ICT)

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณนู๋เก๋ที่ให้เกียรติยกย่องมา ณโอกาสนี้ ผมมิได้เรียนจบทางแพทย์ศาสตร์บัณฑิต เหมือนแพทย์โดยทั่วๆไปครับ แต่ด้วยใจรักวิชาชีพนี้ จึงได้ศึกษาค้นคว้าวิจัยและเล่าเรียนด้วยตนเองมา 18 ปีเศษ และด้วยประสบการณ์ชีวิต จึงมีโอกาสออกความคิดเห็นเชิงการแพทย์ขั้นพิ้นฐานทางเว็บบอร์ดสุขภาพมาเป็นระยะเวลานานหลายปีแล้ว ซึ่งความคิดเห็นทางการแพทย์ของผมในเว็บบอร์ดทั่วๆไป อาจจักเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนได้บ้างไม่มากก็น้อย และประการที่สำคัญที่สุด หากความเห็นทางการแพทย์ของผมไม่ถูกต้อง หรือคลาดเคลื่อนต่อหลักวิชาการแพทย์แล้ว คงได้รับการคัดค้านหรือท้วงติงจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ สาขาใดสาขาหนึ่ง ซึ่งจักเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อสาธารณชนโดยทั่วไปดุจกัน อันจะได้ความกระจ่างแจ้งชัด ในข้อคิดเห็นเชิงการแพทย์ดั่งที่ได้เรียนชี้แจงมาให้ทราบข้างต้นนะครับ และขอสวัสดีปีใหม่แด่ท่านที่รักทุกท่านมา ณ โอกาสนี้ด้วยนะครับ

ดวงดาว
Mon Jan 03 2011 18:30:17 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีปีใหม่ค่ะ คุณหมอปิยะ หนูมีปัญหาเกี่ยวกับสิวบนใบหน้ามานานแล้วค่ะ เริ่มมีเมืออายุ 21 ปีตอนนี้ผ่านมา 2 ปีแล้วยังไม่หายดีเลย คุณปิยะช่วยแนะนำหน่อยนะคะว่าต้องทำยังไงดี ขอบคุณมาณโอกาสนี้มากค่ะ

ปิยะ สมรศาสตร์
Mon Jan 03 2011 21:44:12 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีปีใหม่เช่นกันนะครับสำหรับปัญหาเรื่องสิว ขอแนะว่า ควรใช้ยาชนิดต้านเชื้อแบคทีเรียกลุ่มที่มีวางจำหน่ายได้แก่ เบนโซอิลเพอร์ออกไซด์ (benzoyl peroxide) หรือ เตตราไซคลีน (tetracycline) แต่ ยากลุ่มนี้เหมาะสำหรับสิวอักเสบเบื้องต้น หากใช้ทาไปแล้วไม่ได้ผล ควรรักษาโดยการใช้ยาต้านแบคทีเรียชนิดทานควบคู่ไปด้วยในรายที่เกิดอักเสบมาก

ส่วนยาทานที่ใช้รักษาสิว อันได้แก่ ยาต้านจุลชีพ ยาฮอร์โมน และยาที่เป็นอนุพันธ์ของกรดวิตามินเอ

ยาต้านจุลชีพหรือยาฆ่าเชื้อที่ใช้ทานเพื่อรักษาการอักเสบของสิว

ในการใช้จะเริ่มต้นในขนาดปกติเพื่อลดการติดเชื้อและอักเสบก่อน จนสามารถควบคุมอาการอักเสบได้ดี เราจะรู้สึกได้เองว่าขนาดสิวที่โตจะลดขนาดลงและจำนวนเม็ดสิวอักเสบก็จะลดลงไปด้วย ถึงขณะนั้นจะค่อยๆ ลดปริมาณยาและเวลาในการทานให้ลดลงเรื่อยๆ ส่วนยาฮอร์โมน เป็นยาคุมกำเนิดที่มีฤทธิ์ต้านฮอร์โมน- แอนโดรเจน โดยมีชื่อสามัญทางยาว่า ไอโซเทรทิโนอิน (isotretinoin) ในปัจจุบันได้รับการยอมรับว่าเป็นยาที่เหมาะสำหรับสิวอักเสบเรื้อรังและรุนแรงโดยให้ผลทั้งในการลดสิว ลดความมันบนใบหน้า และทำให้ให้ผิวหน้าผ่องนวล แต่ยายาชนิดนี้มีความละเอียดอ่อนต่อการใช้และมีอันตรายหากระหว่างใช้คุณเกิดการตั้งครรภ์ขึ้นมา จึงต้องรับคำแนะนำจากแพทย์เท่านั้น ไม่แนะนำให้ซื้อหามาทานเองนะครับ

ดวงดาว
Wed Jan 05 2011 13:59:46 GMT+0700 (ICT)

หนูขอขอบพระคุณ คุณปิยะเป็นอย่างสูงค่ะ และขอให้คุณปิยะและคุณหมอวัลลภจงประสบแด่ความสุขความเจริญยิ่งขึ้นๆๆไปตลอดไปนะคะ

นันทพร
Sat Jan 08 2011 13:39:14 GMT+0700 (ICT)

เรียนคุณหมอและคุณปิยะที่นับถือค่ะ ดิชั้นอ่านกระทู้ของคุณเพ็ญหน้าที่ 9 แล้วอยากถามว่า ตัวดิชั้นเองก็มีอาการคล้ายๆกับดุณเพ็ญ

เพียงแต่ มีความรู้สึกเศร้าๆใจเมื่อยามตื่นนอนทุกครั้งและเป็นเกือบทุกๆวันตลอดเวลา ทำให้อยากเก็บตัวอยู่คนเดียวไม่อยากสุงสิงกับสังคมภายนอก อดีตเมื่อต้นปีที่แล้วดิชั้นอกหักจากคนรักซึ่ง เราคบกันและเป็นของเค้ามาได้ 5-6 ปีแล้วจู่ๆเค้าก็หนีหายไปจากดิชั้นซึ่งทราบมาว่า เค้าแอบไปมีรักใหม่กับหญิงซึ่งวัยอ่อนกว่าเค้า 6 ปี ปัจจุบันเค้าอายุ 25 ปี ส่วนดิชั้นอายุเท่ากัน ดิชั้นควรทำอย่างไรดีค่ะ เพราะทุกวันนี้ดิชั้นไม่อยากทำอะไรเลย และเพิ่งลาออกจากงานมาอยู่บ้านเฉยๆค่ะ และคิดถึงเค้าตลอดเวลา อ้อลืมบอกว่าเค้าเป็นคนรูปหล่อมากและมีฐานะดีมากๆค่ะ คุณหมอช่วยแนะนำรักษาให้หน่อยนะคะ ดิชั้นทุกข์ใจมากจนเคยคิดฆ่าตัวตายมาหลายครั้งค่ะ ขอขอบคุณมากๆค่ะมาล่วงหน้า

ปิยะ สมรศาสตร์
Sun Jan 09 2011 15:05:24 GMT+0700 (ICT)

คุณนันทพรครับ ตามอาการที่แจ้งมา หากคุณไม่อาจควบคุมตนเองได้ก็ขอแนะให้ไปร้านยา เพื่อหาซื้อยา Mirtazapine (Remeron ) ขนาด 15 มก.ทานวันละครั้งก่อนนอน ลองทานยา 2 สัปดาห์ เมื่ออารมณ์แจ่มใสดีขึ้นแล้วก็ควรพาตัวเองไปพบจิตแพทย์แต่เนิ่นๆ เพราะยาดังกล่าวผู้ป่วยควรทานอย่างน้อย 6-8 เดือน จึงจะรักษาโรคซึมเศร้าให้หายขาดได้ อย่างไรก็ดีการรักษาด้วยยาเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ หากมีเวลาพอควรไปพบท่านแม่ชี ที่เสถียรธรรมสถาน ถนนรามอินทรา ซอย วัชรพล เพราะท่านเป็นแพทย์ที่รักษาอาการด้านนี้โดยตรง โดยไม่จำต้องใช้ยาใดๆเพื่อการรักษาโรคนี้แต่อย่างใด

Tue Jan 11 2011 21:37:43 GMT+0700 (ICT)

เรียน คุณหมอที่เคารพค่ะ คือดิฉันมีเรื่องอยากจะเรียนถามค่ะ พ่อดิฉันมีอาการปวดท้องเป็นระยะเวลาประมาณ

5 - 6 ปีแล้วค่ะ ไปให้หมอตรวจก็บอกว่าเป็นโรคกะเพาะเป็นอย่างนี้ประจำเลยค่ะ แต่ตอนนี้พ่อดิฉันปวดท้องมาก

ไปหาหมออีกที่หนึ่ง ทำการสแกนและส่องกล้องพบว่าเป็นเนื้องอกที่ตับค่ะ ก้อนใหญ่มาก แต่หมอก็ไม่ได้บอกว่า

เป็นอ่ะไร แล้วหมอก็ไม่ทำการผ่าตัดให้ค่ะ ดิฉันอยากทราบว่าพ่อดิฉันเป็นโรคมะเร็งตับหรือเปล่าค่ะ ถ้าเป็น

เป็นระยะที่เท่าไรค่ะ แล้วทำไมหมอไม่ผ่าตัดให้ค่ะ รบกวนคุณหมอช่วยตอบด้วยนะค่ะ

สุภาวดี

ปิยะ สมรศาสตร์
Wed Jan 12 2011 14:36:28 GMT+0700 (ICT)

ความจริงอาการปวดท้องดั่งที่ว่า ถ้าคุณหมอไม่สะเพร่าแต่เริ่มแรก ก็น่าจะวินิจฉัยได้แต่เนิ่นๆแล้วว่า น่าจะมาจากสาเหตุจากโรคตับ เพราะอาการปวดท้องของคนไข้มิได้มาจากสาเหตุจากโรคกระเพาะอาหารแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แพทย์โดยทั่วๆไปน่าจะทราบเรื่องนี้เป็นอย่างดี และไม่สมควรเป็นอย่างยิ่งที่ปล่อยปละละเลยการวินิจฉัยอาการปวดท้องของคนไข้ ล่วงเลยมาเป็นระยะเวลาถึง 5-6 ปี ผลร้ายรวมถึงผลกรรมที่ได้รับคือคนไข้ดีๆๆนั่นเอง นับเป็นเรื่องน่าเศร้าใจเป็นอย่างยิ่ง เมื่อมาได้รับทราบว่า สาเหตุดังกล่าวเกิดจากเนื้องอกที่ตับของคนไข้ ซึ่งผมเห็นว่าสายเกินการที่จะเยียวยารักษาคนไข้ให้มีชีวิตที่ยืนยาวได้ต่อไป ถ้าอยากจะทราบว่าเป็นเนื้อร้าย ( มะเร็ง ) หรือไม่ คงต้องตรวจตับโดยคลื่นแม่เหล็ก MRI จะได้ผลชัดเจนยิ่งขึ้น บางครั้งการตัดชิ้นเนื้อตับมาตรวจพิสูจน์เนื้อร้ายอาจได้ผลเสียมากกว่าผลดี แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคนี้จึงได้แต่พิจารณาเป้นรายๆไปว่าการรักษาโดยวิธีผ่าตัดจักทำให้คนไข้มีอาการทรุดลงเร็วกว่าเดิมหรือไม่ ดังนั้นคุณสุภาวดี ควรต้องซักถามหมอเจ้าของคนไข้อย่างละเอียด เกี่ยวกับเนื้องอกที่ตับของคนไข้ และเป็นหน้าที่ของแพทย์จะต้องให้ข้อมูลแก่ญาติคนไข้อย่างชัดเจนด้วยนะครับ

Wed Jan 12 2011 18:46:36 GMT+0700 (ICT)

ขอขอบพระคุณมากเลยนะคะ

แล้วอาการแบบนี้จะมีวิธีรักษาให้หายหรือบรรเท่าลงบ้างไหมค่ะ พ่อดิฉันเนื้องอกตรงตับประมาณ 7 ซม.แล้วค่ะ

หมอต้องทำการรักษาให้ก้อนเนื้อเล็กลงแล้วผ่าตัดไหมค่ะ หรือว่าทำอะไรไม่ได้แล้ว รบกาวนคุณหมอด้วยนะคะ

สุภาวดี

ปิยะ สมรศาสตร์
Wed Jan 12 2011 19:47:00 GMT+0700 (ICT)

คงต้องรอผลตรวจเนื้องอกที่ตับก่อนนะครับว่าเป็น เซ็ลล์มะเร็งหรือไม่ หรือเป็นเนื้องอกชนิดธรรมดา รวมทั้งผลการตรวจ Tumor Marker เช่น Alpha Feto Protein เพื่อประกอบการวินิจฉัยโรคนี้ด้วยครับ จึงจะสามารถบอกวิธีการรักษาโรคนี้ได้ครับ เพราะการบำบัดรักษาจะแตกต่างกันไปนะครับ

Wed Jan 12 2011 20:51:48 GMT+0700 (ICT)

ขอขอบพระคุณที่ตอบคำถามนะค่ะ ตอนนี้พ่อดิฉันกำลังเดินทางไปโรงพยาบาลยุพราชที่กรุงเทพอยุ่ค่ะ

ถ้ายังไม่ดีขึ้นก็จะไปโรงพยาบาลสวนดอกค่ะ ถ้าหมดวิธีรักษาจริงๆจะไปนายแพทย์สมหมาย ทองประเสริฐค่ะ

ถ้ารักษาด้านยาโบราณอาการจะดีขึ้นหรือว่ากำเริบค่ะ ถ้าดิฉันมีข้อส่งสียอีกจะแวะมารบกวนคุณหมอใหม่นะค่ะ

ขอบคุณค่ะ สุภาวดี

ปิยะ สมรศาสตร์
Thu Jan 13 2011 15:00:09 GMT+0700 (ICT)

ยินดีและพร้อมที่จะให้กำลังใจกับคุณ สุภาวดีกันต่อไปนะครับ ช่วงนี้ขออย่าได้เพิ่มยาใดๆให้แก่คนไข้โดยไม่จำเป็นเลยครับ นอกจากแพทย์จะสั่ง แม้ว่าจะเป็นยาสมุนไพรโบราณก็ตาม เพราะอาจทำให้ตับคนไข้ต้องทำงานหนักขึ้น และจะทรุดลงเร็วกว่าเดิม

ปริญญา
Thu Jan 13 2011 15:15:29 GMT+0700 (ICT)

เรียนคุณปิยะครับ

ไปตรวจอัลตราซาวด์ ช่องท้องมา หมอบอกพบ ก้อนซีสต์ที่ไตข้างขวา ขนาด 3 ซม. และให้ไปพบหมอเฉพาะทางโรคทางเดินปัสสะวะ อยากทราบเบื้องต้นว่า มีโอกาสเป็นโรคอะไรบ้างครับ ต้องรักษาอย่างไร

ขอบพระคุณล่วงหน้าครับ

Ohh
Thu Jan 13 2011 17:13:20 GMT+0700 (ICT)

อยากขอสอบถามคุณหมอ

พี่ชายดิฉัน มีอาการท้องบวม และ ปวดท้อง จึงไปหาหมอที่โรงพยาบาล และ ทางโรงพยาบาล แจ้งว่ามีน้ำในท้องมาก ต้องทำการเจาะเอาน้ำออก และ ได้เจาะทันที และไม่ได้แจ้งว่า เป็นโรคชนิดใด แต่ก็เดาว่า น่าจะเป็นอาการของโรคตับแข็ง

แต่คำถามคือ หลังจากที่เจาะเอาน้ำออกแล้ว นั้นผู้ป่วยจะมีผลข้างเคียงอย่างอื่นหรือไม่ คะ

ปิยะ สมรศาสตร์
Fri Jan 14 2011 02:08:22 GMT+0700 (ICT)

ขอตอบปัญหาคุณ ปริญญาว่า ในความเห็นของผม ก้อนซิสต์ที่ไตขนาดดั่งที่แจ้งมานั้น ไม่มีอันตรายใดๆครับ ขออย่าได้กังวลจนเกินเหตุนะครับ คงยังไม่ต้องรักษาใดๆ แต่อย่างไรก็ดี รออีก 3 เดือน แล้วพาตัวเองไปตรวจอัลตร้าซาวด์ที่ไตข้างขวาอีกครั้ง หากโตขึ้นก็คงต้องไปปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเดินปัสสวะ เพื่อการวินิจฉัยให้แน่ใจอีกครั้งว่า ใช่ซิสต์ เนื้องอกธรรมดา หรือเนื้อร้ายกันแน่ แล้วค่อยแจ้งให้ทราบกันอีกครั้ง ช่วงนี้คงต้องระวังโรค ความดันโลหิตสูงจะตามมาด้วยนะครับ

ปิยะ สมรศาสตร์
Sat Jan 15 2011 16:24:02 GMT+0700 (ICT)

ขอตอบคุณ Ooh ดังนี้นะครับว่า ต้องให้แน่ใจก่อนนะครับว่า อาการท้องมาน ( Ascites ) นั้นเกิดจากโรคตับแข็งจริง ดังนั้นการเจาะน้ำในช่องท้องออก โดยทั่วไปแล้วผลข้างเคียงที่เกิดขึ้น มักเกิดจากอาการแทรกซ้อนทางสมองมากกว่าครับ หรือเกิดจากสาเหตุเดิมที่ทำให้ท้องมานเช่น การติดเชื้อ หัวใจล้มเหลว หรือไตวาย ซึ่งปัญหาเหล่านี้มักทำให้คนไข้เสียชีวิตลงได้ครับ

วรรณสร
Sun Jan 16 2011 14:14:13 GMT+0700 (ICT)

เรียนถามคุณหมอปิยะ ที่นับถือยิ่ง ดิฉันมีปัญหาเกียวกับสุขภาพมากเลยค่ะ เกี่ยวกับผื่นคันที่ลำตัวและบริเวณสะโพก ไปพบหมอที่คลินิคใกล้บ้าน หมอเต้าบอกเป็นลมพิษ เลยให้ยาทามาอย่างเดียว ยาทานเค้าบอกว่ายังไม่ต้องเพราะทานแล้วจะทำให้ง่วงมาก ตอนนี้เป็นมา 2-3 อาทิตยืแล้วยังไม่หายเลย คุณหมอช่วยแนะนำรักษาให้หน่อย ขอขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่งเลยค่ะ

ประภา
Wed Jan 19 2011 13:43:58 GMT+0700 (ICT)

ขอเรียนถามคุณปิยะ ที่นับถือ ดิฉันตรวจเลือดพบว่าติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี เป็นแบบพาหะมาเป็นเวลา กว่า 20 ปี แล้ว ปัจุบันดิฉันอายุ 40 ปีทำงานรับราชการ คุณพ่อของดิฉัน ท่านเป็นไวรัสตับอักเสบบีด้วย และเป็นมะเร็งตับ เสียชีวิตไปแล้ว ในปี 2542

และคุณหมอสั่งให้ดิฉันมาตรวจเลือดเพื่อดูการทำงานของตับ ทุก 6 เดือน ซึ่งผลการตรวจไม่พบการอักเสบเลย พอในเดือนกันยายน 2553 เพื่อนของดิฉันที่เป็นหมอ ประเภท homeophatic อยู่ในประเทศอินเดีย นำยาต้านไวรัส ชื่อยา R88 มาให้ โดยหยดใส่น้ำประมาณ 10-15 หยด ในน้ำ ประมาณ 10 มล.แล้วดื่ม วันละ 2 ครั้ง เพื่อต้านไวรัส ดิฉันก็ดื่มตามที่เขาบอกโดยไม่ได้ปรึกษาคุณหมอเลย เพราะเขาบอกไม่มีผลข้างเคียงและปลอดภัย แต่พอดิฉันมาตรวจเลือดตามที่คุณหมอกำหนด ในต้นเดือน ตุลาคม ผลก็ออกมาดังนี้

วันที่ 2 ต.ค. 2553 ผลการตรวจ SGOT = 45 U/L , SGPT = 86 U/L ALKP = 36 U/L

คุณหมอบอกว่า ตับกำลังอักเสบนิดหน่อย ให้ยา SAMARIN มาทาน และนัดตรวจ ในวันที่ 4 ธันวาคม 2553 อีกครั้ง ดิฉันจึงหยุดใช้ยา ต้านไวรัส R88 และทานยาเม็ดของคุณหมออย่างเดียว

วันที่ 4 ธันวาคม 2553 ผลการตรวจ SGOT = 55 U/L , SGPT = 72 U/L

ดิฉันเริ่มกังวลใจมากขึ้น เพราะทานยาแล้วผลไม่ดีขึ้น ในปลายเดือนธันวาคม คุณหมอให้ดิฉันตรวจเลือดอีกครั้ง โดยส่งเลือดของดิฉันไปตรวจที่ โรงพยาบาลรามา ทราบว่าน่าจะตรวจนับไวรัสในเลือด แต่ผลยังไม่มาค่ะ คุณหมอบอกว่า ถ้าจะรักษา ก็มีสองวิธี คือ ฉีดยา กับทานยา เหมือนกับที่คุณปิยะเคยให้ข้อมูลไว้บ้างแล้ว คุณหมอแนะนำให้ฉีดแบบ อาทิตย์ละเข็ม นานหลายเดือน ตอนแรกดิฉันกลัว จะเลือกกินยา แต่พอทราบข้อมูลจาก คุณปิยะ เกี่ยวกับผลดีผลเสียของการฉีดยา และการกินยา ดิฉันจึงเปลี่ยนใจ อยากฉีดยาแทน แต่ไม่ทราบว่าการฉีดยา อาทิตย์ละเข็ม ผลข้างเคียงเป็นอย่างไร ค่าใช้จ่ายสูงแค่ไหน บางคนบอกว่า หมดเป็นล้าน แล้วค่ายาพวกนี้เบิกค่ารักษาได้หรือไม่ ตอนนี้ดิฉันพยายามดูแลตัวเองเกี่ยวกับอาหาร ไม่ทานผงชูรส และ อาหารที่มีสีผสมอาหาร ทานยาตามที่คุณหมอสั่ง อาการตับอักเสบของดิฉัน เกิดจากการที่ดิฉัน ใช้ยาต้านไวรัส R88 ของ homeophatic ซึ่งนิยมใช้ใน อินเดียหรือเปล่า ก่อนหน้านี้ไม่เคยอีกเสบเลย หากคุณปิยะทราบเกี่ยวกับยาของ homeophatic ช่วยให้คำแนะนำด้วยค่ะ เพื่อให้ยาเกี่ยวกับบำรุงตับมาอีกหลายอย่าง แต่ดิฉันไม่กล้าใช้เลยค่ะ เพราะไม่มั่นใจ ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ สำหรับคำแนะนำของคุณปิยะ

แป้ง
Wed Jan 19 2011 23:56:23 GMT+0700 (ICT)

เรียนคุณหมอค่ะ

พ่อหนูอายุ 50 ปี เมื่อก่อนเคยเป็นตับอักเสบแต่ท่านก็ไม่ได้สนใจใส่ใจดูแลตัวเอง จนพ่ออาเจียนเป็นเลือด ตัวเหลือง เจ็บที่ชายโคลงอยู่บ่อยๆ พอไปตรวจพยว่าเป็นโรคตับแข็ง พอรู้ว่าเป็นแล้วก็ยังใช้ชีวิตเหมือนเดิมคือกินเหล้าเยอะเหมือนเดิม หนูไม่รู้จะทำยังไง ถ้าเป็นแบบนี้พ่อหนูอยู่ในระดับไหนค่ะ ถึงขั้นโคม่ารึยัง แล้วจะมีชีวิตอยู่ได้นานมั้ยค่ะ ขอคำปรึกษาด้วยค่ะ กลุ้มใจมาก กลัวว่าพ่อจะไม่ได้เห็นหนูรับปริญญาค่ะ

ด้วยความเคารพอย่างสูง

นางสาว พรรณนิภา พระไชยบุญ
Thu Jan 20 2011 18:43:01 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะคุณหมอ คือดิฉันอยากทราบว่า อาการที่พ่อของดิฉันเป็นมันจะร้ายแรงไหมค่ะ คือว่าพ่อของหนู มีอาการอาเจียน นะค่ะ

แล้วก่อนหน้านี้ พ่อของหนูก็เป็นโรคเบาหวาน ไต แล้ว มันราม มาถึงตับอ่ะค่ะ ไม่ทราบว่าจะมีสมุนไพรดีๆๆบ้างไหมค่ะ ที่จะพอช่วยพอหนูได้บ้าง และอยากทราว่า ถ้าผ่าตัดแล้วจะมีอาการอย่างไรบ้างค่ะ ขอบพระคุณมากค่ะ

ปิยะ สมรศาสตร์
Thu Jan 20 2011 21:16:06 GMT+0700 (ICT)

ขอตอบปัญหาคุณ วรรณสรก่อนนะครับ สำหรับอาการผื่นคันที่เกิดขึ้นบริเวณลำตัวและสะโพกนั้น ผมยังไม่อาจให้ความเห็นได้เพราะยังมิได้เห็นผื่นเหล่านี้ อย่างไรก็ดี คุณวรรณสรช่วยถ่ายภาพผื่นดั่งที่ว่า แล้วส่งไฟล์ภาพมายังอีเมล์ของผม ซึ่งได้แจ้งไว้ในกระทู้ก่อนๆหน้านี้แล้ว เมื่อได้เห็นภาพผื่นดังกล่าว ผมคงพอจะวินิจฉัยอาการของโรคผื่นคันได้บ้างนะครับ สำหรับช่วงนี้ ขอแนะให้ทานยา Xyzal ขนาด 5 มก ครั้งละ 1 เม็ดวันละครั้งก่อนนอน ลองทานดูสัก 2 อาทิตย์นะครับ ถ้าไม่ดีขึ้นคงต้องแนะให้ไปตรวจเลือดดูสักครั้ง ยาดังกล่าวไม่มีฤทธิ์ทำให้ง่วงนอนจึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับคุณ วรรณสร แต่ราคาออกจะแพงไปสักหน่อย ทราบว่าร้านยาทั่วไปขายในราคาแผงละ 200 กว่าบาท ( แผงละ 10 เม็ด ) แต่ถ้าสู้ราคาไม่ไหว ก็ขอแนะให้ทานยา Atarax ( Hydroxyzine ) ขนาด 10 มก. ซึ่งมีราคาถูกกว่ากันมากเลย ทานครั้งละเม็ดวันละครั้งก่อนนอนเช่นกัน แต่มีข้อด้อยคือยานี้มักทำให้คนไข้ง่วงนอนมาก จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนไข้ที่มีปัญหาการนอนไม่หลับร่วมด้วย และในบางกรณี คนไข้ที่มีปัญหาการนอนไม่หลับเพียงอย่างเดียว โดยไม่มีอาการผื่นคัน ผมก็เคยชี้แนะให้ลองทานยาตัวนี้ดู โดยให้ทานประมาณ 1-2 อาทิตย์ จะพบว่าคนไข้นอนหลับได้ดีขึ้น และไม่มีฤทธิ์ข้างเคียงมากเหมือนยานอนหลับโดยทั่วไป และปลอดภัยกว่ากันเป็นอันมากเลยนะครับ

ปิยะ สมรศาสตร์
Fri Jan 21 2011 00:03:29 GMT+0700 (ICT)

สำหรับปัญหาของคุณ ประภานั้น เกี่ยวกับ โฮมีโอพาธีย์ นั้น ผมพอทราบคร่าวๆว่า คำๆนี้ได้ถูกบัญญัติขึ้นโดยหมอชาวเยอรมันเมื่อประมาณ 200 ปีเศษมานี้ ซึ่งเน้นในหลักของเวชปฏิบัติเสียมากกว่า ในประวัติศาสตร์มีการบ่งชี้ชัดว่าโฮมีโอพาธีย์ในยุคเริ่มแรกนั้นโด่ง ดังจากการประสบความสำเร็จในการนำไปใช้กับโรคระบาดไม่ว่าจะเป็นการระบาดของ ไข้อีดำอีแดง (Scarlet fever, ระบาดในราวปีค.ศ. 1800) การระบาดของไข้ไทฟอยด์ในกลุ่มทหารของอเล็กซานเดอร์ (ราวปีค.ศ. 1813) การระบาดของอหิวาตกโรค (ในยุโรปช่วงปีค.ศ. 1830-1831) รวมทั้งการระบาดของไข้หวัดใหญ่ (Flu pandemics, ระบาดในช่วงปีค.ศ. 1918) ด้วย ต่อมาในยุคหลังมีการนำไปใช้กับโรคอื่นๆเช่น โรคตับอักเสบ หรือโรคตับแข็ง แต่ไม่มีรายงานเป็นที่แน่ชัดในทางการแพทย์ว่าประประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใด ดังนั้นในปัจจุบัน วงการแพทย์ไทยเรา ยังคงให้ความสำคัญเกี่ยวกับวิธีบำบัดรักษาโรคตับอักเสบในแผนปัจจุบันมากกว่า ดังที่ผมได้เคยแจ้งให้ทราบไว้แล้วในหลายๆกระทู้ก่อนหน้านี้ ผมจึงไม่อาจแนะนำการใช้ยาในทาง โฮมีโอพาธีย์ ให้แก่คุณประภาได้นะครับ เพราะไม่มีความมั่นใจในตัวยาดังกล่าว

ปัญหาในข้อถามต่อมา ผมขอเรียนให้ทราบเบื้องต้นให้เป็นที่เข้าใจอย่างถ่องแท้ ว่าเป้าหมายหลักของการรักษาของแพทย์เฉพาะทางก็คือ การยับยั้งไวรัสตับอักเสบบีไม่ให้แสดงอาการอย่างถาวร และผู้ป่วยที่เป็นพาหะของโรคไม่สามารถแพร่กระจายเชื้อไวรัสตับอักเสบบีไปสู่ผู้อื่นได้เท่านั้น แต่ก็ยังไม่มีวิธีรักษาโรคไวรัสตับอักเสบบีให้หายขาดได้ ไม่ว่าจะเป็นทั้งการทานยา หรือใช้วิธีฉีดยาก็ตาม ในปัจจุบันความก้าวหน้าทางการแพทย์ได้พัฒนามากขึ้น และได้ผลิตยาชนิดรับประทานที่ชื่อยาเทลบิวูดีน (Telbivudine) และยา​เอน​เทคคา​เวียร์ (Entecavir) ที่สามารถใช้รักษาโรคไวรัสตับอักเสบบีได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะสามารถช่วยเหลือผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังในปัจจุบันได้เพิ่มมากขึ้นด้วยนะครับ คุณลองเอาความเห็นของผมไปปรึกษาแพทย์ผู้ทำการรักษาดูสักครั้ง และผมเห็นว่า ถ้าการรักษาโดยวีธีทานยาดังกล่าว แล้วไม่ทำให้คนไข้ดื้อยา ก็น่าจะเป็นทางเลือกอันดับแรกก่อนจะดีกว่ากระมังครับ ถ้าคุณประภามีตับอักเสบเรื้อรัง และค่าของ AST, ALT สูงกว่าค่าปกตินานกว่า 6 เดือน ผมเห็นว่าควรให้ยาต้านไวรัส เมื่อมีปริมาณไวรัสสูงมากกว่า 100,000 copies ต่อมิลลิลิตร ยาที่มักใช้กันในในโรงพยาบาลหลายแห่ง ได้แก่ ยาฉีดอินเตอร์ฟิรอน (Interferon) มี 2 ชนิดได้แก่ conventional interferon (Intron A®) ฉีดทุกวันหรือ 3 ครั้งต่อสัปดาห์ และ pegylated interferon (Pegasys® และ PegIntron®) ฉีดสัปดาห์ละครั้ง ระยะเวลาในการรักษา 6-12 เดือน และยาชนิดกินมี 3 ชนิดได้แก่ ลามิวูดีน (zeffix®) อะดิโฟเวียร์ (Hepsera®) และเอ็นติคาเวียร์ (Baracude®) ระยะเวลาในการรักษาควรให้ไม่ต่ำกว่า 1 ปี แต่จะนานอย่างไร ยังไม่ทราบได้แน่ชัด

ส่วนค่ารักษาถ้าเป็นโรงพยาบาลเอกชน จะมีค่าใช้จ่ายสูงมาก ถ้าเป็นโรงพยาบาลของรัฐ ผมขอแนะให้สอบถามเจ้าหน้าที่ทางการเงินของโรงพยาบาลจะได้คำตอบเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายที่แน่นอนกว่า รวมทั้งสิทธิในการการเบิกค่ารักษา จะได้หรือไม่ มากน้อยเพียงใดเหล่านี้ เจ้าหน้าที่แผนกการเงิน การบัญชี ของโรงพยาบาลฯจะเป็นผู้ให้คำตอบได้เป็นอย่างดีนะครับ

ปิบะ สมรศาสตร์
Fri Jan 21 2011 00:38:27 GMT+0700 (ICT)

ขอตอบปัญหาหนูแป้ง เกี่ยวอาการของคุณพ่อนั้น ได้รับทราบด้วยความเป็นห่วงยิ่ง หากผู้ป่วยโรคตับแข็งอาเจียนเป็นเลือดแล้ว ผมคงต้องขอชี้แนะให้รีบพาผู้ป่วยไปโรงพยาบาลเป็นการด่วนด้วยนะครับ ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ เพราะอาการตกเลือดในทางเดินอาหาร

เช่นกระเพาะอาหารหรือลำไส้ หรือเส้นเลือดขอดในหลอดอาหาร หากรักษาไม่ทันท่วงที จักทำให้อาการของผู้ป่วยทรุดลงเร็วกว่าเดิมเป็นเหตุให้ผู้ป่วยเกิดอาการทางสมอง ( Hepatic encephalopathy ) ได้ทุกเวลานาที ถ้าอยากให้คุณพ่อมีโอกาสทันเห็นหนูรับปริญญา ก็ขออย่าได้ลังเลใจ รีบพาคุณพ่อไปโรงพยาบาลได้แล้วนะครับ เพื่อรีบทำการรักษาเหตุของการอาเจียนเป็นเลือดก่อนเป็นปฐม

ปิยะ สมรศาสตร์
Fri Jan 21 2011 00:42:10 GMT+0700 (ICT)

ขอตอบปัญหาหนูแป้ง เกี่ยวอาการของคุณพ่อนั้น ได้รับทราบด้วยความเป็นห่วงยิ่ง หากผู้ป่วยโรคตับแข็งอาเจียนเป็นเลือดแล้ว ผมคงต้องขอชี้แนะให้รีบพาผู้ป่วยไปโรงพยาบาลเป็นการด่วนด้วยนะครับ ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ เพราะอาการตกเลือดในทางเดินอาหาร

เช่นกระเพาะอาหารหรือลำไส้ หรือเส้นเลือดขอดในหลอดอาหาร หากรักษาไม่ทันท่วงที จักทำให้อาการของผู้ป่วยทรุดลงเร็วกว่าเดิมเป็นเหตุให้ผู้ป่วยเกิดอาการทางสมอง ( Hepatic encephalopathy ) ได้ทุกเวลานาที ถ้าอยากให้คุณพ่อมีโอกาสทันเห็นหนูรับปริญญา ก็ขออย่าได้ลังเลใจ รีบพาคุณพ่อไปโรงพยาบาลได้แล้วนะครับ เพื่อรีบทำการรักษาเหตุของการอาเจียนเป็นเลือดก่อนเป็นปฐม

ปืยะ สมรศาสตร์
Fri Jan 21 2011 00:51:20 GMT+0700 (ICT)

สำหรับกระทู้ถามปัญหาของคุณ พรรณนิภา ขอตอบดังนี้ว่า ผมไม่มีความรู้เรื่องยาสมุนไพรในการรักษาโรคดั่งที่แจ้งมานะครับ อีกทั้งข้อมูลเกี่ยวกับอาการของคุณพ่อ นั้นบ่งบอกมาสั้นมากจนไม่อาจให้ความเห็นใดๆได้เลยนะครับ

ปิยะ สมรศาสตร์
Fri Jan 21 2011 12:59:17 GMT+0700 (ICT)

ได้ตอบปัญหา คุณประภา ในกระทู้ หน้าลำดับที่ 12 แล้วนะครับ

พรรณนิภา พระไชยบุญ
Sat Jan 22 2011 07:56:02 GMT+0700 (ICT)

สวสดีค่ะคุณหมอ คือว่าพ่อของดิฉันเป็นโรคเบาหวานเมื่อ ปี 2543 ก็มีอาการปกติดี มาใน ปี 2549 ท่านก็เป็นโรคไต ท่านก็ผอมลง แล้วก็มาใน ปี 2551 ท่านก็มีอาการ ช็อก เบลิอ อาเจียน ไม่ ได้สติอารัยเลย แล้วหมอก็ให้ยามาฉีด อินซูลินมาฉีด ค่ะ ฉีดอยู่ประมาณ 1 ปี หมอก็เลิกให้ฉีด แล้วตอนนี้พ่อหนูก็เกิดอาการแบบนี้ ไม่ทราบว่าตอนนี้พ่อหนูอยู่ในระดับไหนแล้วค่ะ

ขอบพระคุณ คุณหมอมากๆๆเลยนะค่ะที่เปิดเว็บให้กับผู้ป่วยโรคนี้ ขอบพระคุณอย่างสูงค่ะ

ปิยะ สมรศาสตร์
Sat Jan 22 2011 18:57:03 GMT+0700 (ICT)

คุณพรรนิภาครับ ปัญหาของคุณพ่อ ผมเห็นว่า ท่านคงมีอาการโคม่า ซึ่งมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง ประกอบกับปัญหาไตวายเฉียบพลัน จึงทำให้คนไข้มีอาการดั่งที่แจ้งมา ช่วงนี้คงต้องควบคุมความดันโลหิตและน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยให้อยู่ในเกณฑ์ปกติให้ได้ รวมทั้งการแก้ไขปัญหาเรื่องไต มิฉะนั้นผู้ป่วยจะมีอาการทางสมอง หมดสติ และอาจเสียชีวิตลงได้ทุกเวลานาที เนื่องจากปัญหาไตวายร่วมด้วย จึงไม่ควรปล่อยปละละเลยในช่วงวิกฤติแบบนี้ รีบจัดการพาผู้ป่วยเข้าห้องไอซียูของโรงพยาบาลใกล้บ้านอย่างด่วนทีสุด จะช่วยยืดชีวิตผู้ป่วยได้ยืนยาวต่อไปนะครับ

นางสาว พรรณนิภา พระไชยบุญ
Sat Jan 22 2011 20:35:01 GMT+0700 (ICT)

ขอขอบพระคุณคุณหมมากๆน่ะค่ะ

โป
Tue Jan 25 2011 18:34:24 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะคุณหมอ ตอนนี้ดิฉันทานยาคุมแบบ 28 เม็ดอยู่น่ะค่ะ แต่ ประจำเดือนมาก่อนยาคุมหมด ประมาณ 6 วัน (คือเหลือ 6 เม็ดสุดท้ายค่ะ) ควรทำอย่างไรต่อดีค่ะ ทานต่อไป หรือว่าเริ่มแผงใหม่ได้เลยหรือเปล่าค่ะ แล้ว ดิฉันก็เป็นโรคกระเพาะอ่อนๆ เลยทานยา Miracid ด้วย ไม่ทราบว่าจะมีผลต่อยาคุมที่ทานด้วยหรือเปล่าค่ะ

ปิยะ สมรศาสตร์
Thu Jan 27 2011 14:59:54 GMT+0700 (ICT)

คุณโปครับ ปกติแล้วยาคุมกำเนิดจะอยู่ในรูปแบบที่เป็นแผง มี 2 ชนิด คือ แผงละ 21 เม็ด และแผงละ 28 เม็ดนะครับ ทั้ง 2 ชนิดจะมีตัวยาที่เหมือนกัน 21 เม็ด แต่ชนิดที่เป็นแผง 28 เม็ดจะเป็นยาหลอกหรือวิตามินเพิ่มอีก 7 เม็ด ผมเข้าใจว่าคุณโปคงลืมทานยาคุมตามกำหนดวัน ดังนั้นถ้าประจำเดือน มาก่อนยาคุมหมด ก็ให้เลิกทานยานที่เหลือ แล้วเริ่มแผงใหม่ได้เลยครับ ส่วนปัญหาของยาลดกรด Miracid นั้นไม่มีผลกระทบต่อยาคุมแต่ประการใดเลยนะครับ

วรรณสร
Thu Jan 27 2011 16:34:56 GMT+0700 (ICT)

ดิฉันขอขอบพระคุณ คุณปิยะเป็นอย่างมากค่ะ เพราะหลังจากที่คุณปิยะ ได้แนะนำยาแก้ผื่นคันชื่อ Xyzal ดิฉันก็รีบไปหาซื้อที่ร้านยาใกล้ๆบ้านในวันรุ่งขึ้นมาทาน ได้2-3วันผื่นก็ค่อยๆจางหายไปจนถึงเดี๋ยวนี้ ผื่นหายไปหมดและไม่คันอีกเลย ดิฉันดีใจมากเลยค่ะ เลยเขียนมาเพื่อขอขอบพระคุณ คุณปิยะอีกครั้งค่ะ

ปรีดา
Fri Jan 28 2011 23:22:59 GMT+0700 (ICT)

มีใครที่รู้เกียวกับโรคตับไม่ว่าจะเป็นตับอักเสบบีหรือที่เกียวกับตับทังหลายช่วยตอบฉันคะว่าอาการเริมต้น-ปานกลางและสุดท้ายมันเป็นยังไง

ปรีดา
Fri Jan 28 2011 23:23:17 GMT+0700 (ICT)

มีใครที่รู้เกียวกับโรคตับไม่ว่าจะเป็นตับอักเสบบีหรือที่เกียวกับตับทังหลายช่วยตอบฉันคะว่าอาการเริมต้น-ปานกลางและสุดท้ายมันเป็นยังไง

ปรีดา
Fri Jan 28 2011 23:25:05 GMT+0700 (ICT)

มีใครที่รู้เกียวกับโรคตับไม่ว่าจะเป็นตับอักเสบบีหรือที่เกียวกับตับทังหลายช่วยตอบฉันคะว่าอาการเริมต้น-ปานกลางและสุดท้ายมันเป็นยังไง

นนท์
Wed Feb 02 2011 16:15:48 GMT+0700 (ICT)

 เรียนคุณหมอวัลลภและคุณปิยะที่นับถือยิ่ง พอดีผมมีปัญหาเกียวกับการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศจึงขอเรียนปรึกษาท่านทั้งสองเพื่อช่วยสงเคราะห์แก่ผมจะเป็นพระคุณยิ่ง ซึ่งประวัติผมคือ ผมอายุปัจุบัน 50 ปี มีภรรยาแล้วแต่ไม่มีบุตร สุขภาพผมสมบูรณ์แข็งแรง เคยตรวจสุขภาพเมื่อต้นมกราคม 2554 ผลปรากฎว่าปกติดีทุกอย่าง ไม่มีเบาหวาน ไม่มีความดัน รวมทั้งไม่มีไขมันในเส้นเลือด ผลตรวจ  อีเคจี หัวใจปกติดี รวมความแล้วไม่มีปัญหาใดๆ เพราะผมไม่ดื่มสุรา และไม่สูบบุหรี่ ฐานะอยู่ในขั้นดีมาก แต่ทำไมเวลามีเพศสัมพันธ์กับภรรยา อวัยวะเพศของผมจะไม่สู้เอาเสียเลยและอ่อนตัวลงฉับพลัน อาการผมเป็นมาเกือบหกเดือนแล้ว ผมกลุ้มใจมากมากเลยครับ ขอให้ท่านช่วยชี้แนะนำแก้ไขปัญหาให้ด้วย ขอกราบขอบคุณมาล่วงหน้า

ปิยะ สมรศาสตร์
Wed Feb 02 2011 19:55:02 GMT+0700 (ICT)

  ในเบื้องต้นขอชี้แนะให้คุณนนท์ ไปตรวจเลือดหาค่าของฮอร์โมน Testosteron , Prolactin และค่าของ PSA ดูก่อนนะครับหากค่าทั้งสามตัวปกติ  ก็ขอแนะว่าควรทานยา Andriol ขนาด 120 มก วันละ 3 ครั้ง เป็นเวลา 3-6 เดือน ส่วนขณะมีเพศสัมพันธ์ก็ควรใช้ยา ไวอากร้า ขนาด 100 มก ร่วมด้วยจะให้ผลตอบสนองได้อย่างดีที่สุดนะครับ ( ควรทานไวอากร้าขณะท้องว่าง )

ปิยะ สมรศาสตร์
Wed Feb 02 2011 19:57:37 GMT+0700 (ICT)

 ขอแก้ไขเพิ่มเติมว่า ฮอร์โมน Testosterone นะครับ ขออภัยที่พิมพ์ผิดพลาด

Angel Rampage
Thu Feb 03 2011 10:45:40 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีคุณหมอนะคะ

เข้าประเด็นเลยนะคะ

ดิฉันมีลูกคนแรกผู้ชายแต่ป่วยเป็นท่อน้ำดีตีบตัน และได้เสียชีวิตลง

ตอนอายุได้ 6 เดือนกว่า ๆ และดิฉันก็ทำใจยังพอได้บ้าง แต่มีคำถามถามคุณหมดว่า

1. ดิฉันอยากมีลูกอีกตอนนี้ดิฉันย่างเข้า 28 แล้ว แต่ปล่อยมา 9 เดือนแต่ยังไม่ติด

แล้วมันเกี่ยวเนื่องกับโรคที่ลูกเป็นหรือเปล่าคะ

2. แต่หลังจากลูกคนแรกให้นมลูกไม่เคยมีประจำเดือน มามีตอนลูกจากไปแล้ว

ประจำเดือนก็เริ่มมา แต่ไม่เหมือนก่อนตั้งครรภ์ คือ บางครั้งก็ช้า เป็น 35 36 วัน

บางทีก็ 25 28 คือไม่สม่ำเสมอเลย...แล้วจะมีลูกได้อีกมั้ยค่ะ

3. บางเดือนประจำเดือนก็สี และปริมาณไม่ค่อยเหมือนแต่ก่อน สีดำบ้าง

บางทีก็น้อยไป ดิฉันมีปัญหาเรื่องระบบอะไรไหมค่ะ

4. ลูกป่วยแล้วดิฉันจะเป็นหมันหรือเปล่า พออายุย่าง 30 แล้ว

จะมีลูกได้อีกไหมค่ะ

ขอความกรุณาจากคุณหมอให้คำตอบด้วยนะคะ

ขอบคุณค่ะ

ปิยะ สมรศาสตร์
Thu Feb 03 2011 13:44:29 GMT+0700 (ICT)

ขอตอบปัญหาดังนี้ครับ

1. ไม่เกี่ยวกันครับ

2. การที่ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอถือว่าเป็นเรื่องปกติครับ คุณยังสามารถมีบุตรได้เสมอ แต่ถ้าหากว่า ประจำเดือนขาดหายไปนานและเป็นบ่อย ก็ลองทานยาปรับประจำเดือน ชื่อ Primolut - N 5 mg ซึ่งเป็น Progesterone ดูก่อนนะครับ ลองทาน 1-2 เดือนเพื่อให้ประจำเดือนมาปกติ หลังจากนั้นการมีเพศสัมพันธ์ ก็ควรกะระยะวันไข่สุขพอดี ซึ่งคงจะเป็นช่วงกลางเดือนของรอบประจำเดือน ทุกเดือน โอกาสจะตั้งครรภ์ก็ค่อนข้างสูงนะครับ

3. ไม่มีปัญหาครับถือว่าเป็นเรื่องปกติ

4. คุณไม่เป็นหมันหรอกครับ ลองพยายามทำข้อ 2 ดูก่อนนะครับ

ปิยะ สมรศาสตร์
Thu Feb 03 2011 13:54:25 GMT+0700 (ICT)

ขอเพิ่มเติมตอบปัญหาคุณ Angel สักหน่อยว่าในกรณีที่ประจำเดือนขาดหายไปนานหลังจากมีเพศสัมพันธ์ไปแล้ว ดังนั้นก่อนทาน  Primolut - N ก็ควรตรวจทุกครั้งที่ ระดูขาด ต้องไม่ลืมที่จะทดสอบPregnancy test ทางการแพทย์ ถือหน้าที่ ของคนไข้ที่ขาดระดู รวมทั้งการเจาะเลือดหา beta HCG  ถ้าให้ผลลบ จึงจะทานยา Primolut -N นะครับ

นนท์
Thu Feb 03 2011 17:10:11 GMT+0700 (ICT)

 เรียนคุณปิยะครับ ผมได้ไปตรวจเลือดตามที่คุณปิยะแนะนำแล้วครับผลปรากฎว่าTestosterone ต่ำมากประมาณ 0.12 ,และ Prolactin ก็ต่ำมากเช่นกันส่วน PSA ค่าปกติครับ ดังนั้นหมอที่ รพ. บอกว่าฮอร์โมนเพศของผมต่ำมากเกินไป หมอจึงสั่งยา แอนดิออลให้ผมทาน ( ตามที่คุณปิยะแนะนำให้ทาน ) ผมจะลองทานดูหากได้ผล ผมคงจะโชคดีมากๆเลย ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วยครับผม

ฑูตสุขภาพ
Mon Feb 07 2011 10:19:09 GMT+0700 (ICT)

เอนไซม์สกัดจากพืช100/ มี อย. และเครื่องหมายฮาลานแล้วคับ  รับตัวแทนจำหน่ายเอนไซม์ทั่วประเทศนำเข้าจากประเทศไต้หวันใช้แล้วเห็นผลเร็วมากราคาไม่แพงคับราคายุติธรรมสนใจติดต่อ089-4276675


Angel Rampage
Tue Feb 15 2011 15:42:19 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีและขอบคุณมากค่ะ

ที่ได้ตอบข้อข้องใจมากับคำถามก่อนหน้านี้

และอยากขอรบกวนอีกค่ะ

ก่อนหน้านี้สมัยเรียน

น้องมีน้ำหนัก 46-48 กก.ส่วนสูง 160 ซม.

และน้องเคยมีอาการปวดเมื่อยหลังมาก

เป็นมานานและหาหมอมาหลายที่แต่ก็ไม่ดีขึ้น

และร่างกายก็ดูเริ่มผอมลงและไม่ค่อยมีแรง

จนเวลาผ่านไป 2-3 ปี อยู่ดี ๆ ก็หายไปโดยไม่รู้เลย

ว่าหายไปตอนไหน แต่ตอนตั้งครรภ์ครั้งนั้นน้ำหนัก

สูงสุดตอนท้องก็แค่ 49 กก. หลังคลอดก็เหลือ 43 กก.

และจนถึงปัจจุบันน้ำหนักตัวก็ยังเหมือนเดิมอยู่ค่ะ

ขออนุญาตตั้งคำถามที่น้องขอปรึกษามีดังนี้ค่ะ

1. ปัจจุบันน้องมักมีอาการนิ้วมือชา เท้าชา จนถึงขนาดไม่มีแรงที่เท้าเลย

เวลาเดินมาก ๆ แถมเท้าชาจนไม่รู้สึกหากรองเท้าข้างใดหลุดไป แต่เป็นหนัก

แค่ข้างเดียวค่ะ

2. น้องมีอาการท้องผูกด้วยไม่ค่อยถ่ายไม่เหมือนแต่ก่อนจะถ่ายทุกเช้า

แต่เดี๋ยวนี้มักไม่ถ่ายปกติก็ 2-3 วัน/ครั้ง นานหน่อยก็ 5 วัน/ครั้ง

มันเกิดจากสาเหตุใดค่ะ

3.ยอมรับค่ะว่าน้องเป็นคนค่อนข้างคิดมากหรือเครียดแต่ไม่ได้แสดงออกมา

อาการคิดมากหรือกังวลใจเหล่านี้มันมีผลต่ออาการเหล่านี้มั้ยค่ะ

4. น้องพยายามออกกำลังกายอาทิตย์ละ3 ครั้ง ตอนเต้นแอราบิกบ่อยครั้ง

ที่เท้ายกไม่ขึ้นไม่มีแรงเลย มีวิธีแก้อย่างไรบ้างค่ะ

4. น้องเคยเป็นคนที่กระตือรือร้น ดูเรียบ ๆ แต่ติดอารมณ์ขัน

และสนุกร่าเริง มีกำลังใจเสมอและเชื่อในความตั้งใจและพยายาม

ไม่ยอมใครหากเราไม่ผิดแต่ก็มีจิตใจขี้สงสาร บางครั้งเห็นคนลำบาก

เดือนร้อนหรือขอทาน จะสงสารเอามาก ๆ ต้องช่วยเหลือให้ได้

จนมองโลกในแง่ดีและคิดดี จนช่วงเวลาผ่านไปได้เจอเหตุการณ์ต่างๆ

เข้ามาในชีวิต มีลูกลูกก็กลับมาจากไป จนปัจจุบัน

สิ่งเหล่านั้นได้เริ่มหายไป ไม่ค่อยยิ้ม ไม่ยอมใคร

คิดมากและไม่มีความสุขแต่.....

คำถามสุดท้าย น้องยังเชื่อในเรื่องของจิตใจ หากเรารู้สึกดี

และมีความสุขกลับมายิ้มแย้มเช่นเดิม จิตใจมีความสุข สุขภาพกาย

เราก็จะดีขึ้นด้วยใช่ไหมค่ะ..........มันจะมีส่วนมั้ยค่ะ

ขอบคุณมากนะค่ะ

กับคำแนะนำต่าง ๆ

ขอบคุณค่ะ....เออ ลืมไป

ไม่ขออวยพรวันวาเลนไทน์ที่บอกว่าวันแห่งความรัก

แต่ขออวยพรในทุก ๆ วันให้คุณปิยะและผู้มีส่วนร่วม มีความสุข

เพราะวันแห่งความรัก คือ ทุก ๆ วันไม่หายไปไม่ใช่แค่ 14 กุมภาค่ะ

ขอให้มีความสุขทุก ๆ วันค่ะ :)

 

 

bee bee
Wed Feb 16 2011 09:55:04 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะอาจารย์...พอดีว่าหนูอยากรบกวนถามอาจารย์นิดนึงค่ะหนูเป็นคนไม่ทานเหล้าเลยแต่เมื่อปีที่แล้วตรวจพบค่าเอนไซน์ตับสูงประมาณหนึ่งร้อยกว่าๆๆนะค่ะตอนนี้ก้อยังสูงอยู่ค่ะรักษากับหมอที่โรงพยาบาลที่ กทม.คุณหมดก้อยังไม่สามารถหาสาเหตุให้ได้ว่าเกิดจากสาเหตุใด หนูได้เอกเรย์ อัลตราซาว เจาะตับ ทุกอย่างแล้วเวลา 1 ปีหนูยังไม่ทราบสาเหตุเลยหนูควรทำไงดีค่ะ เปลี่ยน รพ.ดีมั้ยค่ะ หรือว่าอาจารย์พอจะแนะนำคุณหมอที่ชำนาญด้านนี้มั้ยค่ะช่วยแนะนำหนูหน่อยค่ะ...ขอบพระคุณค่ะ

ปืยะ สมรศาสตร์
Wed Feb 16 2011 17:16:28 GMT+0700 (ICT)

 ขอตอบปัญหาคุณAngel ดังนี้ครับ

1.จากประวัติเดิมคุณเคยมีอาการปวดหลัง แม้อาการปวดจะหายไปแล้วก็ตามแต่กลับปรา กฎว่า มีอาการเท้าชาร่วมกับเท้าไม่มีแรงเดิน ผมเข้าใจว่า น่าจะมีสาเหตุมาจากหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทนะครับ ควรต้องพาตัวเองไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกสันหลัง และขอแนะให้ตรวจกระดูกสันหลังด้วยวิธี MRI ซึ่งน่าจะเป็นกระดูกที่ L4-5 , L5-S1 อย่างไรก็ดีคงต้องสอบถามเพื่อขอคำแนะนำจากแพทย์เจ้าของคนไข้จะทราบผลชัดเจนที่สุด ถ้าคุณทราบผลประการใดแล้วค่อยมาหารือกันอีกทีเกี่ยวกับวิธีการรักษาว่าควรทำกายภาพบำบัด หรือ ผ่าตัด อย่างใหนจะดีกว่ากัน

2-3 . อาการท้องผูกก็มีผลมาจากความเครียดได้เหมือนกันครับ ขอแนะให้ทานน้ำมะขามเปียกครั้งละ 1 แก้วเมื่อมีอาการท้องผูก จะปลอดภัยและได้ผลดีในการขับถ่าย มากกว่าการทานยาถ่ายฯนะครับ

4. ให้ค้นหาสาเหตุให้เจอก่อนครับดังที่ได้แนะไว้แล้วในข้อ 1. ข้างต้นนี้

5. ผมเห็นด้วยกับคุณนะครับ แต่การปรับสภาพจิตใจให้ดีขึ้น บางครั้งจำเป็นต้องอาศัยการอ่านหนังสือธรรมะประกอบด้วย จักทำให้เรามองเห็นปัญหาชีวิตที่ทำให้เราทุกข์ใจได้แจ่มแจ้งขึ้น ในยุคนี้ขอแนะนำหนังสือของพระ ไพศาล วิสาโล ,และ ท่าน ว. วชิรเมธี จะดีกว่ามั้ยครับ

 และขอขอบคุณคำลงท้าย ที่ลึกซึ้งและรู้สึกประทับใจมากครับ

ปิยะ สมรศาสตร์
Wed Feb 16 2011 17:27:16 GMT+0700 (ICT)

  คุณ bee bee ครับ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารมีแทบทุกโรงพยาบาล โดยเฉพาะโรงพยาบาล พญาไท1 ก็มี คุณหมอ ชุติมา ประมูลสินทรัพย์ ซึ่งผมเห็นว่าท่านเชี่ยวชาญ โรคตับมากนะครับ หากไม่สะดวก ก็ขอให้แจ้งโรงพยาบาลที่คุณสะดวกเข้ารับการรักษา ผมจะได้แนะนำแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านนี้โดยเฉพาะแก่คุณอีกครั้งนะครับ และอย่าลืมเอาผลการตรวจครั้งที่ผ่านมา ให้แพทย์ท่านใหม่ได้ตรวจดูเพื่อการวินิจฉัยที่ถูกต้องต่อไป

มลประภา
Sun Feb 20 2011 18:50:11 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะอาจารย์ คือแฟนหนูมีอาการ ตาเหลือง พอมีงานสังสรรค์ ชอบดื่มเหล้าดึก และข้ามคืน (พอเช้าทำงานจะเบื่ออาหาร อ่อนเพลีย 1-2วัน) ร่างกายร้อนกว่าปกติ แต่ไม่มีไข้อยากให้อาจารย์ช่วยแนะนำหน่อยค่ะ ขอขอบพระคุณอย่างสูง

Angel Rampage
Mon Feb 21 2011 12:04:24 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะ....

ขอบคุณมากค่ะที่ตอบคำถามที่ถามไปครั้งก่อน

ช่วงนี้รู้สึกว่าน้องจะมีปัญหาสุขภาพบ่อย

ก็อยากไปตรวจนะค่ะแต่บางครั้งก็กลัวความจริงหากผลเป็นลบ

ล่าสุดสามวันก่อนน้องปวดฉี่บ่อยมาก ฉี่ไม่สุด ฉี่ออกครั้งไม่ค่อยมาก

แต่ปวดบ่อยเหมือนจะราด แต่ก่อนหน้านั้นเมื่อ 2 ปี ก่อนน้องเคย

เป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบมาแล้ว ถึงขนาดฉี่ราดค่ะ แต่ครั้งนี้

อั้นแค่แป๊บเดียว ก็เป็นขึ้นมาอีก สามวันก่อนกลาววันน้องฉี่วันนึงเกือบ 20 ครั้ง

แต่ออกไม่มาก ผ่านมาอีกวัน เห็นมีเหมือนเม็ดเลือดออกมาสีแดงแค่ปลายปากกา

ซึ่งเมื่อก่อนก็เคยเป็นและไปหาหมอรักษาหายแล้ว แต่ครั้งนี้เป็นขึ้นมา

ก็เริ่มค่อยดีขึ้น แต่ก็ยังปวดฉี่อยู่ และคืนนั้นก็ได้มีเพศสัมพันธ์กับแฟน

รู้สึกปวดฉี่นิดหน่อย ตื่นเช้ามาปวดฉี่ ก็ฉี่ออกมา แต่น้ำฉี่กลับหลายเป็น

สีมัว ๆ เหมือนเลือดสีเข้มน้ำตาล มากับปัสสาวะ วันนั้นฉี่ 3 ครั้งก็ยังเป็นสีนั้น

แต่พอครั้งต่อ ๆ ไป ก็เริ่มสีปกติค่ะ น้องอยากถามคุณหมอ คือ........

1. ทำไมฉี่น้องถึงเป็นสีนั้น

2. ทำไมฉี่ครั้งต่อไปถึงเริ่มปกติคะ

3. มันร้ายแรงมากแค่ไหน อย่างไร

4. แล้วจะส่งผลต่อมดลูกหรือเปล่าค่ะ

ขอขอบคุณมากค่ะ

ปิยะ สมรศาสตร์
Wed Feb 23 2011 17:49:43 GMT+0700 (ICT)

  ปัญหาคุณมลประภา  ผมขอแนะให้แฟนของหนูไปตรวจเช็คสมรรถภาพตับที่โรงพยาบาลใกล้ๆบ้านสักหน่อยโดยการตรวจเลือด เข้าใจว่าน่าจะเป็นอาการของโรคตับอักเสบจากพิษสุรา ถ้าหากผู้ป่วยงดเว้นการดื่มสุราตลอดไป อาการดั่งที่แจ้งมาคงจะดีขึ้นเองโดยอาจมิต้องรักษาโดยยาใดๆก็เป็นไปได้นะครับ

ปืยะ สมรศาสตร์
Thu Feb 24 2011 17:20:16 GMT+0700 (ICT)

ขอตอบปัญหาโดยรวมของคุณ Angel ดังนี้ว่า น่าจะเป็นอาการของโรคกระเพาะปัสสวะอักเสบ รวมทั้งปัญหาของโรคไตอักเสบร่วมด้วย อย่างไรก็ดีควรไปพบแพทย์ทางเดินปัสสวะ เพื่อรับการรักษาดีกว่านะครับ หากปล่อยทิ้งไว้อาจเกิดอันตราย สุ่มเสี่ยงต่อชีวิต และจะมีปัญหาโรคแทรกซ้อนตามมาอีกหลายโรค เช่น ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจล้มเหลว และอาการทางสมอง แต่คงไม่มีผลกระทบต่อมดลูกแต่ประการใด

ประยุทธ
Fri Feb 25 2011 14:51:01 GMT+0700 (ICT)

ผมได้ติดตามผลงานของคุณหมอวัลลภและคุณปิยะ มานมนานทำให้ผมได้รับความรู้เกี่ยวกับโรคภัยและวิธีการรักษาได้มากขึ้นทีเดียว และขออนุญาติเข้าประเด็นเลยครับ

ผมมีปัญหาเกี่ยวกับการมีเซ็กส์กับเพศตรงข้าม โดยเฉพาะการหลั่งเร็ว เพียง ไม่ถึงนาทีก็หลั่งน้ำอสุจิแล้ว อาการเช่นนี้ผมเป็นมาเมื่อเริ่มมีเซ็กส์ครั้งแรกตอนอายุ16ปีกับแฟนซึ่งอายุอ่อนกว่าผม2 ปี ปัจจุบันผมอายุ28 ปีซึ่งเลิกกับแฟนคนแรกเมื่อคบกันได้7-8 เดือน ต่อมาได้แฟนคนที่สอง คบกันได้ไม่นานก็เลิกกันอีกไม่ทราบว่ามาจากสาเหตุการหลั่งเร็วหรือไม่ หลังจากนั้นผมเริ่มเที่ยวและชอบมีเซ็กส์กับผู้หญิงขายบริการตั้งแต่อายุ 20 ปีเป็นต้นมา จนถึงปัจจุบัน ปัญหาการหลั่งเร็วก็ยังเป็นเหมือนเดิม ทำให้ผมกลุ้มใจและเครียดมาก ผมเลยไม่อยากแต่งงานอีกเลย ขอความกรุณาคุณปิยะช่วยผมด้วย ว่าจะมีวิธีแก้ไขรักษาอาการนี้ได้ยังไง ขอขอบพระคุณมาล่วงหน้าด้วยครับ

ปิยะ สมรศาสตร์
Fri Feb 25 2011 23:40:01 GMT+0700 (ICT)

 ผมขอแนะให้คุณประยุทธลองทานยา Fluoxetine ขนาด 20 มก.โดยทานวันละครั้งในช่วงเช้าก่อนหรือหลังอาหารก็ได้นะครับ ทานติดต่อกัน 3 เดือน โดยยาจะออกฤทธิ์และเริ่มเห็นผลเมื่อทานยาไปแล้ว 2 อาทิตย์ มีข้อห้าม ห้ามทานยานี้ร่วมกับยาลดความดัน โพรพราโนลอล (Propranolol) รวมทั้งห้ามทานยาร่วมกับยา MAOI  เป็นอันขาด
ยา Fluoxetine เป็นยาที่ปลอดภัยค่อนข้างสูง สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป และมีประสิทธิภาพในการรักษา อาการหลั่งเร็วได้ดีเยี่ยมด้วยครับ

ปืยะ สมรศาสตร์
Sat Feb 26 2011 00:29:50 GMT+0700 (ICT)

 

 ผมขอแนะให้คุณประยุทธลองทานยา Fluoxetine ขนาด 20 มก.โดยทานวันละครั้งในช่วงเช้าก่อนหรือหลังอาหารก็ได้นะครับ ทานติดต่อกัน 3 เดือน โดยยาจะออกฤทธิ์และเริ่มเห็นผลเมื่อทานยาไปแล้ว 2 อาทิตย์ มีข้อห้าม ห้ามทานยานี้ร่วมกับยาลดความดัน โพรพราโนลอล (Propranolol) รวมทั้งห้ามทานยาร่วมกับยา MAOI  เป็นอันขาด
ยา Fluoxetine เป็นยาที่ปลอดภัยค่อนข้างสูง สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป และมีประสิทธิภาพในการรักษา อาการหลั่งเร็วได้ดีเยี่ยมด้วยครับ

 

Natinan
Wed Mar 02 2011 00:21:11 GMT+0700 (ICT)

ยากทราบว่าคนที่เป็นโรคไวรัสตับอีกเสบบี ทานชุปไก่สกัด(แบรนด์)ได้หรือเปล่าคะ ถ้าทานมากๆหรือวันละ1 ขวดจะมีผลต่อร่างกายหรือไม่ ช่วยแนะนำด้วยคะและทานอะไรจะมีผลดีต่อสุขภาพ  ขอบคุณมากๆคะ 

ปิยะ สมรศาสตร์
Wed Mar 02 2011 01:24:52 GMT+0700 (ICT)

สำหรับผู้ที่เป็นไวรัสตับอักเสบบี ผมเห็นว่าควรให้ความสนใจกับการทานวิตามินเสริม เช่น วิตามินบีคอมเพล็กซ์ และ Legalon จะให้คุณประโยชน์มากกว่านะครับ แบรนด์ซุปไก่เป็นอาหารเสริมประเภทหนึ่งที่แพงเกินความจำเป็น ผมไม่ค่อยให้ความสำคัญกับอาหารเสริมประเภทนี้เท่าใด อาหารเสริมทุกประเภทหากทานมากเกินไปและทานติดต่อกันเป็นเวลานานแรมปี อาจให้ผลร้ายมากกว่าผลดีก็เป็นไปได้ ขอแนะให้ทานอาหารประจำวันให้ครบ 5 หมู่และหมั่นออกกำลังกาย เพียงเท่านี้ ก็จักทำให้มีสุขภาพดีแข็งแรงแล้วล่ะครับ

ตรีนุช วงศ์เจริญสกุล
Wed Mar 02 2011 21:49:29 GMT+0700 (ICT)

ตอนนี้ดิฉันตั้งครรภ์2เดือนแล้วทำงานอยู่ที่บาร์เบียร์ดื่มเบียร์พอประมาณ2อาทิตย์แล้วเลิกดื่มอยากทราบว่าลูกในท้องจะพิการหรือเปล่าค่ะเครียดมากค่ะ

ปิยะ สมรศาสตร์
Wed Mar 02 2011 23:09:40 GMT+0700 (ICT)

 หากคุณแม่ตั้งครรภ์ ได้เพียง 2 เดือนแล้วสามารถหยุดดื่มเบียร์ได้ดั่งที่แจ้งมา ผมเห็นว่าเพียงเท่านี้ ยังไม่อาจทำให้บุตรในครรภ์ของมารดาพิการได้ครับ ขอให้สบายใจได้ และขอให้คุณตรีนุช ทานอาหารที่ให้คุณประโยชน์แก่ร่างกายให้มากขึ้น และหลีกเลี่ยงสิ่งเสพติดทั้งหลาย รวมทั้ง ชาและกาแฟด้วยนะครับ 

ปิยะ สมรศาสตร์
Wed Mar 09 2011 15:27:49 GMT+0700 (ICT)


 


From: kai_ed@hotmail.com
To: pyasam4@hotmail.com
Subject: รบกวนปรึกษาอาการด้วยครับ
Date: Wed, 9 Mar 2011 04:30:37 +0000

.ExternalClass .ecxhmmessage P {padding:0px;} .ExternalClass body.ecxhmmessage {font-size:10pt;font-family:Tahoma;} สวัสดีครับ คุณปิยะ
 
ผม ธานีครับ เคยได้อ่านบทความทาง web ซึ่งอ่านดูก็เลยคิดว่าผมคงต้องลองปรึกษาอาการของผมกับคุณปิยะครับ
 
อาการของผม ผมมีโรคประจำตัวคือ ความดันโลหิตสูง กับ ภูมิแพ้ ตอนนี้อายุผม 30 ปี น้ำหนักตอนนี้ 70 สูง 170
 
ความดันโลหิต ประมาณ 140/100 รักษาโดยการทานยา ( approvel 150 mg )
 
ภูมิแพ้เกิดบ้าง บางครั้ง ถ้าอากาศเปลี่ยน ตอนนี้ดีขึ้นเพราะได้เครื่องฟอกอากาศ
 
แต่ตอนนี้มีอาการแปลกเพิ่มเข้ามา คือ หายใจไม่สุดหรือไม่อิ่ม แต่เมื่อสูดหายใจหลอดลมก็ไม่ตีบครับ และ เมื่อสูดลึกๆก็เต็มปอดบ้างบางครั้ง ยิ่งตอนกลางคืนรู้สึกทรมานมาก แต่เมื่อนอนราบหรือตะแขงก็
 
ค่อยดีขึ้น แต่อาการแบบนี้เป็นเกือบทั้งวัน นานครั้งบ้าง ถี่ บ้าง แล้วแต่ เหมือนในท้องมีลม และลงพุงเล็กน้อย เคยไปลองตรวจ test เป่าลมออก กับสูดให้ใจทางปาก เอกสเรย์ ปอด ก็ปกติ
 
ยิ่งตอนนี้มีอาการไอร่วมด้วย ไม่รู้จะหาวิธีรักษาอย่างไร อย่างไงขอขอบคุณคุณปิยะมากครับ ที่เสียสละเวลาอ่าน
 
ขอบคุณมากครับ
 
ธานี 

คุณธานีครับ ผมขอถือโอกาสนำ E-mail ที่ส่งมาถามปัญหาสุขภาพ ถึงผมเป็นการส่วนตัว ลงในเว็ปบอร์ดของคุณหมอวัลลภ คุณหมอผู้ใจบุญ อีกครั้งนะครับเพื่อเป็นวิทยาทานแก่ประชาชนโดยทั่วๆไป โดยขอตอบปัญหาดังนี้

    ในความเห็นผมก่อนที่จะให้ยาลดความดันโลหิตชนิดใดบ้างแก่คนไข้นั้น จำเป็นต้องตรวจดูพยาธิสภาพของไตดูก่อน เช่นตรวจหาค่า ค่า creatinine clearance ดูว่ามีค่าเท่าใด เพราะโดยปกติคนไข้ที่มีความดันโลหิตสูง มักจะพบภาวะไตเสื่อมร่วมด้วยไม่มากก็น้อย และยาลดความดันแต่ละตัว ก็จะมีทั้งผลดีและผลเสียต่อไตไม่มากก็น้อยดุจกันทั้งนี้ขึ้นอยู่กับค่าของ creatinine clearance และ ค่า serum creatinine เป็นสำคัญ อนึ่งยา Aprovel (   Irbesartan ) มักให้ผลข้างเคียงแก่คนไข้ดังนี้ อาการ ไอ การเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้น การเพิ่มของ norepinephrine ในเลือด และการเพิ่มของ ภาวะโปแตสเซี่ยมในเลือดสูง ( ซึ่งมักจะทำให้หัวใจบีบตัวผิดจังหวะ สุ่มเสี่ยงก่อให้เกิดอันตรายได้ ) และไม่ทราบว่า ตามที่แจ้งมา ว่าความดันโลหิตสูง 140 / 100 นั้น ค่าที่ได้นี้ก่อนทานยาลดความดัน หรือ หลังจากที่ได้ทานยาไปแล้ว ค่าความดันตัวบนนั้นจะสูงไปหน่อย แต่ค่าความดันตัวล่าง ซึ่งวัดได้ 100 นั้น ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่เสี่ยงต่ออันตราย จึงจำเป็นต้องทานยาลดความดันที่ถูกชนิดถูกกับโรค เพื่อให้ค่าความดันตัวล่างกลับมาอยู่ในระดับไม่เกิน 80 ให้ได้นะครับ มิฉนั้นแล้วหากปล่อยทิ้งไว้ จักเป็นอันตรายต่อไตเป็นอย่างมาก ซึ่งจะทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนตามมาอีกหลายโรคอย่างเลี่ยงไม่ได้ 

    ส่วนปัญหาการหายใจไม่เต็มอิ่มนั้น ผมเข้าใจว่าเกี่ยวกับภาวะของความวิตกกังวล ซึ่งมักพบได้เสมอในคนไข้ที่ได้รับยาลดความดันโลหิต คงไม่เกี่ยวกับ ปอด หรือ ระบบทางเดินหายใจ แต่ประการใด ดังนั้น ผมขอชี้แนะให้แพทย์ช่วยสั่งยา Lexotan  ( Bromazepam ) ขนาด 1.5 มก. ทานวันละ 3 เวลาก่อนอาหาร แก่คุณ ธานีด้วย ( ยานี้ถุกห้ามจำหน่ายในร้านยา ) ลองทานยา 2 อาทิตย์นะครับ อาการเหล่านี้จะดีขึ้นภายใน 1-2 วันอย่างชัดเจนจะได้หายทรมานเสียที  และถ้ายังไม่หายดี ผมขอแนะให้ตรวจเลือดเพื่อวัดดูค่าของ โปรแตสเซี่ยม ด้วยนะครับ พร้อมตรวจเช็คหัวใจไปพร้อมๆกันเลยจะดีกว่ามั้ยครับ ส่วนเรื่องภูมิแพ้ คงไม่เกี่ยวกันนะครับ ขอให้โชคดีครับ 
 


 

ธานี
Thu Mar 10 2011 13:00:31 GMT+0700 (ICT)

     ธานี ขอกราบขอบพระคุณในความมีน้ำใจของคุณ ทีมีให้กับคนหนึ่งคนซึ่งไม่เคยรู้จักกันมาก่อน และยังทำให้ผมเชื่อว่าในโลกนี้ยังมีคนดีอยู่อีกหลายคนครับ ขอบคุณปิยะเป็นอย่างสูงครับ 
 

ปิยะ สมรศาสตร์
Thu Mar 10 2011 22:42:30 GMT+0700 (ICT)

     

  • RE: รบกวนปรึกษาอาการด้วยครับ‏

  • To see messages related to this one, group messages by conversation.
    From: tane j. (kai_ed@hotmail.com)
    Sent: Thursday, March 10, 2011 8:03:57 AM
    To: pyasam4@hotmail.com

     ผมหายามาได้แล้วครับ จะลองทานดู พร้อมทั้งฝึกนั่งสมาธิ เพระอาจจะเกิดจากความเครียดลึกๆ และวิตกกังวล จะลองดูครับ ได้ผลยังไงจะแจ้งให้ทราบครับ และหมอบอกอาจลองเปลี่ยนยา ความดันดู ให้เหมาะกับตัวผม ครับ
     
    ขอบพระคุณอย่างสูงครับ คุณหมอปิยะ

    From: pyasam4@hotmail.com
    To: kai_ed@hotmail.com
    Subject: RE: รบกวนปรึกษาอาการด้วยครับ
    Date: Wed, 9 Mar 2011 15:18:14 +0000

             ผมได้รับข้อความของคุณ ธานีแล้วนะครับ และยินดีที่จะเป็นที่พึ่งทางด้านสุขภาพกาย และเป็นกำลังใจให้แก่ คุณ ธานี และผู้ป่วยที่ไม่ค่อยมีโอกาสได้ ปรึกษาพูดคุยกับแพทย์เจ้าของคนไข้โดยทั่วไป ตลอดไปด้วยครับ 
     


     

    ด.ญ.ปรีชญาภรณ์ เขียวคำ
    Wed Mar 16 2011 12:20:38 GMT+0700 (ICT)

    สวัสดีค่ะคุณลุงหมอหนูอยากรู้ว่าคุณยายของหนูเป็นโรคอะไรกันแน่อะค่ะเพราะแม่หนูบอกว่ายายหนูเป็นโรคไตแล้วแม่ก็บอกว่าเป็นโรคแทรกซ้อนอื่นๆๆอีกค่ะอาการของยายหนูนะค่ะยายของหนูตัวของยายจะบวมหมดเลยขาทีขา  แขน  หน้า เท้า แม่พายายไปหาหมอหลายทีแต่ก็ไม่มีอะไรดีขึ้นอะค่ะตอนนี้หลายหนูก็ลุกเดินก็จะไม่ไหวแล้วต้องนอนอยู่กับเตียงอย่างเดียวอาทิตย์ก่อนแม่พายายไปนอนที่โรงพยาบาลนะค่ะแล้วทีนี้แม่ก็โทรมาบอกว่ายายก็อาการดีขึ้นบ้างแล้วแต่ยายหนูก็ต้องกินยาที่หมอให้มาตลอดค่ะเวลาแม่โทรมาให้หนูพูดกับยายบ้างทีเวลายายพูดยายก็จะดูเหนื่อยๆๆอ่ะค่ะบ้างทียายก็บอกว่าใจไม่ค่อยดีหนูเป็นห่วงยายของหนูมากเลยค่ะคุณลุงหมอช่วยตอบกลับด้วยนะค่ะหนูจะรอค่ะขอบคุณค่ะ

    ปิยะ สมรศาสตร์
    Wed Mar 16 2011 23:22:56 GMT+0700 (ICT)

     ถ้าคุณแม่ของหนูได้รับทราบจากคุณหมอ เกี่ยวกับอาการของคุณยายตามที่แจ้งมา ก็คงต้องรับเชื่อไว้ก่อนว่า อาการบวม ตาม แขน ขา รวมทั้งใบหน้าของคุณยาย คงอาจเกิดจากโรคไต แต่ลุงเข้าใจเองว่า น่าจะเป็นอาการของไตวายเสียมากกว่า ตับก็อาจจะมีปัญหาด้วย ส่วนจะอยู่ในขั้นใหนแล้ว หนูคงต้องถามคุณหมอเจ้าของคนไข้ เกี่ยวกับ การตรวจเลือดคุณยายเพื่อหาค่า creatinine clearance และ ค่า serum creatinine รวมทั้ง BUN ว่ามีค่าเป็นเท่าใด และมีการทำ อัลตร้าซาวน์ ไต ด้วยหรือไม่ และผลออกมาเป็นเช่นใด และมีการตรวจสมรรถภาพของตับ ด้วยหรือไม่ เพียงข้อมูลสั้นๆที่แจ้งมา ทำให้ลุงไม่สามารถตอบปัญหาสุขภาพของคุณยายได้เต็มที่เลยจ้ะ

    แอน
    Thu Apr 07 2011 09:38:32 GMT+0700 (ICT)

    สวัสดีค่ะหมอ  ตอนนี้ย่าหนูป่วยเป็นโรคตับแข็ง ท้องบวม  เหนื่อย  เพลีย  จะทำยังไงดีค่ะ  มีทางที่จะรักษาให้หายรึเปล่า  ตอนนี้ยาที่กินอยู่ก็มี ยาบำรุง  ยากระเพาะ  ยาความดัน ยาขับปัสสาวะ เท่านี้ที่จำได้  ท่านจะนอนอย่างเดียว พอลุกขึ้นนั่งนานๆ ท่านเหนื่อย หายใจเร็ว หนูเห็นย่าทีไรหนูร้องทุกที  หมอมีคำแนะนำอย่างไรบ้างค่ะ  ตอบหนูหน่อยนะค่ะ  ขอบคุณค่ะ

    ภัทรพร
    Wed Apr 13 2011 15:07:54 GMT+0700 (ICT)

    หนูมีเรื่องปรึกษาค่ะ เมื่อปี 49 คุณพ่อได้ป่วยเป็นโรคตับแข็งจากสุราและรักษาต่อเนื่องเรื่อยมาที่โรงพยาบาลบํารุงราษฎร์ และเมื่อปี 51 คุณหมอแนะนำให้ไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลศิริราช และได้เข้าคิวเปลี่ยนตับตั้งแต่ปี 51 เป็นต้นมาเกือบได้เปลี่ยนตับก็หลายทีแต่พอใกล้คิวเข้าจริงๆคุณหมอก็บอกว่าตับคุณพ่อดีขึ้นจึงยังไม่ได้เปลี่ยน และติดตามอาการตามหมอนัดเรื่อยมา คุณพ่อไม่มีอาการท้องมานเลยคุณหมอบอกว่าคุณพ่อไม่มีน้ำในท้องเพราะให้ยาขับปัสสวะ มีตัวเหลือง ตาเหลือง เหนื่อยเพลีย และเบาหวานขึ้นสูงเท่านั้น คุณพ่อดูแข็งแรงเหมือนคนปกติ แต่วันที่ 1 มกราคม 54ที่ผ่านมาคุณพ่อมีอาการเหนื่อยมากตั้งแต่เช้าแต่คุณพ่อไม่ไปหาหมอ บอกว่าคงนอนดึกมาหลายวัน ( ที่อำเภอจัดงานไหว้เจ้าพ่อปู่ตาคุณพ่อก็ไปร่วมงานไหว้เจ้าด้วย ) และวันนั้นคุณพ่อนอนทั้งวันไม่ยอมทานข้าว จนกระทั่งเวลาประมาณ 1 ทุ่ม คุณพ่อถ่ายเป็นเลือดสีดำ หนูจึงพาคุณพ่อไปหาหมอโรงพยาบาลเอกชนในตัวจังหวัดพอไปถึงระหว่างรอผลตรวจเลือดคุณพ่อได้อาเจียนเป็นเลือดสีแดง คุณหมอที่โรงพยาบาลเอกชนไม่ยอมรักษาต่อบอกว่าไม่มีความพร้อมจึงส่งตัวไปโรงพยาบาลประจำจังหวัด ( หนูอยู่จังหวัดศรีสะเกษ ) พอไปถึงห้องฉุกเฉินหมอเวรไม่ยอมสนใจไปรอเป็นชั่วโมงกว่าจะมีหมอมาดู ผลตรวจ LAB วันที่เข้าโรงพยาบาลและวันที่คุณพ่อเสียชีวิตดังนี้ค่ะ

    รายการตรวจวันแรก วันเสียชีวิต

    BUN 53 66

    Creatinine 1.0 5.5

    Na 130 147

    K 5.8 6.7

    Cl 102 109

    Carbon dioxide22 6

    Anion Gap11.8 38.7

    TP 3.7 ไม่ได้ตรวจ

    Albumin 1.6 -

    Globulin 2.0 -

    TB 1.4 -

    SGOT 31 -

    SGPT 32 -

    WBC 1.89 K/UL 19.2 K/UL

    RBC .489 M/UL 3.2 M/UL

    HGB 1.61 9.10

    HCT 6 % 25.3 %

    MCV - 79.3 FL

    PLT 26.1 K/UL 72.5 K/UL

    MPV 8.26 FL 10.9 FL

    พอมีหมอมาดูหมอได้ใส่บอลลูนลงไปในท้องผ่านทางจมูกแล้วก็ให้ยาเพิ่มความดันเพราะความดันคุณพ่อต่ำ 90/60 เกร็ดเลือดต่ำ หมอบอกเส้นเลือดขอดในหลอดอาหาร จนวันที่ 3 มกราคม คุณหมอจึงพาไปส่องกล้อง และอาการดีขึ้น จนในวันที่ 6 มกราคม คุณพ่อมีเลือดออกมาอีกและอาการแย่กว่าเดิมต้องใส่ท่อหายใจ และมีอาการไตวายจึงย้ายไปห้อง ICU แต่หมอบอกว่าให้ดูอาการไปก่อนเนื่องจากหนูขอคุณหมอย้ายไปรักษาต่อที่กรุงเทพแต่หมอไม่ยอมให้ไป บอกแต่ว่าย้ายไม่ได้ความดันต่ำ หนูขอหมอย้ายหลายครั้งมากแต่ก็ไม่ได้ไปหมอพูดเหมือนเดิม แต่คุณพ่อหนูมีสติดีทุกอย่าง จนกระทั่งวันที่ 8 มกราคม ตอนดึกพยาบาลฉีดยา Pathidine 25 mg ให้ หลังจากนั้นคุณพ่อซึมลงไม่สื่อสาร มีเลือดสีคล้ำๆออกทางปากมากพอควร ( ดูจากบันทึกพยาบาลหลังคุณพ่อเสีย ) พอวันที่ 9 มกราคม ตอนเช้าหนูเข้าไปเยี่ยม คุณพ่อไม่ได้สติเรียกก็ไม่ตื่น หายใจหอบด้วย พยาบาลยังแจ้งหนูว่าคุณหลับเพราะยาให้ดูอาการไปก่อน แต่หนูไม่ยอมจะย้ายคุณพ่อไปกรุงเทพ พยาบาลจึงให้รอคุยกับหมอ วันนั้นหนูรอหมอตั้งแต่เช้าหมอเข้ามา บ่าย 4 โมงค่ะ แล้วบอกหนูว่าถ้าจะไปจริงๆต้องล้างไตก่อน แต่วันนี้วันอาทิตย์ห้องไตเทียมปิด พรุ่งนี้หมอจะล้างไตให้แล้วค่อยไป แต่กลางดึกวันนั้นคุณพ่อหนูหัวใจหยุดเต้น และได้ปั้มหัวใจแต่ก็อยู่ได้ถึงเช้าวันที่ 10 มกราคม 54 ก็เสียชีวิต หนูเสียใจกับการกระทำของหมอมาก หนูร้องไห้ทุกวันเลยขอและถามดังนี้ค่ะ

    1. ทำไมหมอไม่ให้หนูย้ายคุณพ่อไปกรุงเทพ ทั้งที่หนูแจ้งว่าพ่อไม่มีประวัติการรักษาที่นี่เลย พ่อรักษาที่กรุงเทพตลอด ถ้าดูจากอาการแล้วหนูไม่ควรย้ายจริงหรือค่ะ แต่หนูขอไปด้วยรถพยาบาลหรือให้หนูไปทางอากาศก็ได้หนูพร้อมจะเสียค่าใช้จ่าย แต่ทำไมหมอบอกว่าพ่อจะไปไม่ถึงกรุงเทพ และถ้าไปกรุงเทพไม่ได้ทำไมไม่ส่งพ่อไปโรงพยาบาลสรรพสิทธิ์ จ.อุบล ซึ่งเป็นโรงพยาบาลศูนย์ ทำไมหมอบอกว่าที่โรงพยาบาลเราก็รักษาได้ หนักกว่านี้ก็รักษามาแล้ว

    2. อาการของคุณพ่อสามารถล้างไตทางช่องท้องหรือฟอกเลือดได้หรือเปล่าค่ะ (เคยมีแผลผ่าตัดถุงน้ำดี )

    3. ในขณะนอน ร.พ. ทาง ร.พ.ไม่ตรวจ LAB เลย ตรวจเฉพาะวันแรกและ 3 วันสุดท้าย พอตรวจวันที่ 7 ม.ค ก็บอกว่าคุณพ่อ

    ไตไม่ดี อาการคุณพ่อหนูจำเป็นจะต้องตรวจ LAB ทุกวันมั้ยค่ะ

    4. คุณพ่อไม่มีน้ำปัสสวะในสายและในถุงปัสสวะก่อนหน้านี้แล้ว ตอนนั้นหนูถามพยาบาลเขาบอกว่าถ้าคนไข้ไม่ปวดปัสสวะก็จะไม่มีน้ำในสาย แต่มีคนบอกหนูคนที่ใส่สายปัสสวะไม่ว่าจะปวดปัสสวะหรือไม่ก็จะมีน้ำปัสสวะในสายตลอดใช่มั้ยค่ะ ถ้าพยาบาลคนนั้นฟังและสนใจคนไข้มากกว่านี้แล้วแจ้งแพทย์ให้รับทราบ ดิฉันคิดว่าคุณพ่อของดิฉันคงได้รับการรักษาอย่างทันเวลาและคงจะไม่ทำให้ไตแย่ลงอย่างรวดเร็วแบบนี้ และเขาไม่เคยตวงปริมาณ

    ปัสสวะเลย

    5. ในวันอาทิตย์ทำไมหมอต้องอ้างว่าห้องไตเทียมปิด ต้องรอพรุ่งนี้ คนไข้อาการหนักรอได้ด้วยหรือค่ะ พอกลางดึกวันนั้นคุณพ่อหนูก็หัวใจหยุดเต้นแล้ว คุณพ่อไม่สามารถรอถึงพรุ่งนี้ได้ค่ะ

    6. หมอใส่บอลลูนให้พ่อตั้ง 3 วัน แล้วหมอยังบอกไม่รีบดูอาการไปก่อน จนคุณพ่อหลับไปไม่รู้สึกตัวจึงได้นำไปส่องกล้องให้ ทำไมหมอไม่รีบส่องกล้องให้ ทั้งที่เลือดออกในทางเดินอาหารของผู้ป่วยโรคตับแข็ง ต้องรีบรักษาเร่งด่วนใช่มั้ยค่ะ

    7. หลังจากส่องกล้องคุณพ่ออาการดีขึ้นแค่ 3 วัน ก็มีเลือดออกซ้ำอีก หมอบอกว่าเป็นเพราะคุณพ่อทานส้ม ทั้งที่โรงอาหารโรงพยาบาลจัดมาให้ หนูสงสัยว่าเป็นเพราะคุณพ่อทานส้มหรือเป็นเพราะอะไรกันแน่ ส้มทำให้เลือดออกได้จริงหรือค่ะ แล้วทางโรงพยาบาลจัดมาให้คุณพ่อทานทำไมค่ะ

    8. หยุดดื่มเหล้าแล้ว ทำไมถึงมีเลือดออกในทางเดินอาหารได้ค่ะ

    เพราะคุณพ่อหนูเกร็ดเลือดต่ำหรือเปล่าค่ะ จากผลการตรวจเกร็ดเลือดต่ำมากหรือเปล่าค่ะ

    9. คุณพ่อพึ่งเคยอาเจียนและถ่ายป็นเลือดครั้งแรก ทำไมหมอรักษาคุณพ่อไม่ได้ เพราะหมอไม่เอาใจใส่หรือเปล่าค่ะ ขนาดคนไข้อยู่ ICU ยังมาดูอาการแค่วันละครั้งมาตอนบ่ายด้วยค่ะ

    มาดูไม่ถึง 5 นาทีก็ไป โดยไม่บอกอะไรกับหนูเลย

    10. หมอไม่บอกอาการคุณพ่อให้หนูทราบเลยว่าคุณพ่ออาการหนักมากแค่ไหน โรงพยาบาลมีความพร้อมในการรักษาหรือไม่ หนูจะได้ตัดสินใจถูกว่าควรจะเสี่ยงไปกรุงเทพหรือเสี่ยงอยู่ศรีสะเกษ หมอบอกแค่ว่าให้ดูตามอาการไปเรื่อยๆ ซ้ำบางวันก็บอกว่าอาการดีขึ้น แต่ทำไมอยู่ดีๆ ก็มาบอกว่าคุณพ่อหัวใจหยุดเต้นเสียชีวิตแล้ว

    11. หนูแฟกซ์การรักษาไปให้หมอที่กรุงเทพดู หมอบอกว่าคุณพ่อติดเชื้อในกระแสเลือดด้วย แต่หมอที่ศรีสะเกษไม่ได้บอกหนูเลยค่ะ

    12. คุณพ่อรู้สึกตัวดีมาตลอด แต่พอพยาบาลฉีดยาแก้ปวด Pathidine 25 mg ให้ คุณพ่อหนูซึมลงแล้วหลับไป ปลุกไม่ตื่นเลย เป็นเพราะยาที่ฉีดหรือเปล่าค่ะ คุณพ่อหนูถึงเสียชีวิต

    13. ตับที่แข็งแล้วดีขึ้นได้หรือค่ะเพราะคุณพ่อเกือบได้คิวหลายครั้งแล้ว แต่หมอบอกดีขึ้น คะแนนก็ลดลง ก็ไม่ได้เปลี่ยนอีก คุณพ่อเข้าคิวมา 2 ปีกว่าแล้วนะค่ะ แต่ทำไมไม่ได้เปลี่ยนเลยค่ะ

    ตอนนี้หนูไม่มีกำลังใจทำงานเลยค่ะ คิดถึงคุณพ่อมาก คุณพ่อพึ่งอายุ 50 ปี เองค่ะ หนุผิดหวังกับการรักษาของหมอที่ไม่มีจรรยาบรรณมากเลยค่ะ

    หนูเขียนมายาวมากแต่หนูไม่สบายใจจริงๆ ช่วยตอบคำถามหนูหน่อยนะค่ะ

    ภัทรพร
    Wed Apr 13 2011 15:25:17 GMT+0700 (ICT)

    หนูส่งค่า LAB ให้ใหม่นะค่ะกลัวดูไม่ออกเพราะข้อมูลติดกันเลย

    รายการตรวจ วันแรก และ วันเสียชีวิต

    BUN 53 66

    Creatinine 1.0 5.5

    Na 130 147

    K 5.8 6.7

    Cl 102 109

    Carbon dioxide 22 6

    Anion Gap 11.8 38.7

    TP 3.7 ไม่ได้ตรวจ

    Albumin 1.6 -

    Globulin 2.0 -

    TB 1.4 -

    SGOT 31 -

    SGPT 32 -

    WBC 1.89 K/UL 19.2 K/UL

    RBC .489 M/UL 3.2 M/UL

    HGB 1.61 9.10

    HCT 6 % 25.3 %

    MCV - 79.3 FL

    PLT 26.1 K/UL 72.5 K/UL

    MPV 8.26 FL 10.9 FL

    ปิยะ สมรศาสตร์
    Wed Apr 13 2011 22:58:19 GMT+0700 (ICT)

    ขอตอบปัญหาของหนู แอน เกี่ยวกับอาการของคุณย่าหนูดังนี้ว่า คุณย่าท่านคงอายุมากแล้ว โอกาสในการรักษาให้หายขาดจากโรคตับแข็ง คงเป็นไปได้ยาก เท่าที่ดูอาการตามที่แจ้งมา ผมเข้าใจว่าแพทย์ผู้ทำการรักษา คงรักษาคุณย่าอย่างเต็มที่แล้ว เพราะยาแต่ละตัว ก็เป็นยารักษาและควบคุมอาการที่เกิดแก่คนไข้ได้อย่างเฉพาะเจาะจง ถ้าได้ปฎิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ผู้ทำการรักษา คุณย่าของหนูก็น่าจะมีชีวิตที่ยืนยาวต่อไปอีกได้นานเท่านาน สิ่งที่อยากจะชี้แนะ ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ต้องขอให้หนูแอน อย่าได้เป็นทุกข์ใจไปเลย ทำใจให้ปล่อยวาง อย่ายึดติดหรือยึดมั่นถือมั่น กับคุณย่าซึ่งเป็นสิ่งที่เราสมมุติขึ้นเท่านั้นเอง ในไม่ช้า ทุกสิ่งในโลกนี้ ซึ่งล้วนแต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ย่อมดำรงอยู่ชั่วขณะหนึ่ง หลังจากนั้นก็ดับสลายคืนสู่ธรรมชาติไปเป็นธรรมดา ไม่มีใครหลีกหนีพ้นสัจธรรมข้อนี้ไปได้เลยนะครับ

    ปิยะ สมรศาสตร์
    Thu Apr 14 2011 01:38:23 GMT+0700 (ICT)

    ในความเห็นผม ผมเห็นว่า แพทย์ผู้ทำการรักษาในเคสนี้ น่าจะตระหนักถึงภาวะไตวาย ( จากผลแล็ป ค่าของ BUN Creatinine อยู่ในขั้นวิกฤติ ) ของผู้ป่วยเป็นปฐม รวมทั้งภาวะเส้นเลือดขอดในหลอดอาหาร รวมทั้งความผิดพลาดของการให้ยา Pethidine แก่ผู้ป่วย เพราะยาตัวนี้มีผลทำให้ผู้ป่วย ความดันโลหิตลดลง ( ซึ่งผู้ป่วย ความดันโลหิตต่ำมากอยู่แล้ว ) นอกจากนี้ยาตัวนี้ยังผลกดการเต้นทำให้หัวใจเต้นช้าลง ผู้ป่วยมีโอกาสเสียชีวิตได้ง่ายขึ้น แต่อย่างไรก็ดี เท่าที่ดูจากข้อมูลที่ได้แจ้งมาโดยละเอียด คนไข้น่าจะมีโอกาสรอดชีวิตได้มากกว่านี้ หากแพทย์ผู้ทำการรักษาคนไข้รายนี้ มีประสบการณ์และเชี่ยวชาญเพียงพอในการที่จะแก้ไข เหตุการณ์อันเลวร้ายในเคสนี้ให้เป็นไปด้วยดี ซึ่งไม่น่าทำให้เกิดขึ้นได้โดยขาดความระมัดระวังเท่าที่ควร

    การรักษาภาวะไตวายต้องรีบทำ Hemodialysis การฟอกเลือด หรือ ล้างไต ให้แก่ผู้ป่วยเป็นการด่วน ไม่น่าต้องเลื่อนเวลาออกไปเป็นวันๆ เพราะทราบดีอยู่แล้วว่า ผู้ป่วยหรือคนไข้รายนี้อยู่ในภาวะวิกฤติเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ทุกเวลานาที อีกทั้งภาวะเลือดออก จากเส้นเลือดเลือดในหลอดอาหาร จำต้องรีบรักษา โดยการดีดยางรัดเส้นเลือดขอดเป็นการด่วนอันดับแรกเมื่อเข้ารับการรักษา เพราะหากคนไข้เสียเลือดมาก หรือเลือดไหลไม่หยุด โอกาสที่คนไข้จะเสียชีวิตลงก็จะมีโอกาสสูงพอๆกัน

    จากปัญหาที่กระทู้ถามมาหลายข้อด้วยกัน ขอสรุปความเห็นว่า คนไข้เสียชีวิตลง จากความประมาทเลินเล่อของแพทย์ผู้ทำการักษา ซึ่งมัวแต่เสียเวลาดูอาการของคนไข้ไปเรื่อยๆ แทนที่จะรีบทำการรักษาคนไข้รายนี้เป็นการด่วน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของภาวะเลือดออกในเส้นเลือดขอดในหลอดอาหาร และภาวะไตวายรวมทั้งความผิดพลาดให้ยาแก้ปวด Pethidine ซึ่งทำให้คนไข้ทรุดหนักเร็วขึ้น ผมจึงขอแสดงความเสียใจเป็นอย่างมาก ที่ไม่มีโอกาสได้ช่วยชี้แนะกับอาการเจ็บป่วยของคุณพ่อคุณ ภัทรพร ซึ่งได้กระทู้ถามปัญหานี้มามากหลายข้อด้วยกัน แต่ก็สายเกินการเสียแล้ว

    Thu Apr 14 2011 17:06:26 GMT+0700 (ICT)

    ขอบคุณค่ะที่ตอบคำถามหนู

    หนูภัทรพรค่ะ ขอปรึกษาเพิ่มเติมค่ะว่าหนูควรจะร้องเรียนโรงพยาบาลหรือแพทย์มั้ยค่ะ เพราะหนูพึ่งทราบมาว่าที่โรงพยาบาลนี้มีคนไข้ที่ไม่ควรจะเสียชีวิตก็เสียชีวิต จนชาวบ้านเขาเรียกโรงพยาบาลนี้ว่าโรงฆ่าสัตว์ค่ะ หนูไม่อยากให้เกิดการสูญเสียอย่างหนูเกิดขึ้นกับใครอีก หนูอยากจะร้องเรียนเพื่อให้แพทย์ได้เห็นคุณค่าชีวิตของคนมากกว่านี้ ไม่ใช่ทำคนตายจนเคยชินเหมือนที่เขาทำอยู่ หนูขอคำแนะนำค่ะว่าถ้าหนูจะร้องเรียนแพทย์หนูควรทำอย่างไร ผ่านหน่วยงานไหน และควรร้องเรียน 3 เรื่อง ที่คุณปิยะตอบหนูครั้งแรกใช่มั้ยค่ะ หรือหนูควรร้องเรียนในลักษณะใด หนูไม่ได้ต้องการฟ้องร้อง หนูไม่ได้ต้องการเงิน แต่หนูต้องการให้คุณพ่อหนูเป็นคนสุดท้ายกับการกระทำของแพทย์ที่ไม่มีจรรยาบรรณค่ะ

    ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ

    ปืยะ สมรศาสตร์
    Fri Apr 15 2011 01:39:13 GMT+0700 (ICT)

    ในอดีตการร้องเรียนแพทย์ มักร้องเรียนไปยัง แพทยสภา แต่ผมเห็นว่า ไม่ค่อยได้ผลเท่าที่ควร เพราะแพทยสภา กรรมการผู้ตรวจสอบข้อเท็จจริงก็มักจะเป็นแพทย์ด้วยกันทั้งหมด การวินิจฉัยก็มักเอนเอียงเข้าข้างแพทย์ผู้กระทำผิดด้วยกัน จึงไม่ค่อยได้ประโยชน์หรือได้ผลเท่าไรแก่ญาติผู้ตาย มติของแพทยสภาที่จะลงโทษแพทย์ ก็เพียงแค่ว่ากล่าวตักเตือน หรือพักใบอนุญาตประกอบวิชาชีพชั่วคราวเท่านั้น หรือถ้าเป็นข่าวดังหน่อยของแพทย์ผู้กระทำผิดอาญาตามข่าวหน้าหนังสือพิมพ์ก็แค่ถอนใบประกอบวิชาชีพเท่านั้น ดังนั้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ญาติคนไข้ผู้ตายมักขอพึ่งบารมีศาล โดยฟ้องกระทรวงสาธารณสุขเป็นจำเลยที่ 1 โรงพยาบาลรัฐที่ทำการรักษาเป็นจำเลยที่ 2 และแพทย์ผู้รักษาคนไข้จนเสียชีวิต เป็นจำเลยที่ 3 คดีโดยส่วนใหญ่ศาลได้โปรดประทานความยุติธรรมแก่ญาติผู้ตายมาโดยตลอด แต่ทั้งนี้หากภาระพิสูจน์ ( Legal Burden of Proof ) ซึ่งตกแก่จำเลยซึ่งจำต้องพิสูจน์แสดงให้ศาลเห็นได้ว่า จำเลยได้ใช้ความระมัดระวังอย่างเต็มความสามารถแล้วในการรักษาคนไข้ หากพิสูจน์ไม่ได้ ย่อมถือได้ว่าจำเลยกระทำโดยประมาท และการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ซึ่งจำเลยจำต้องรับโทษทางอาญา และทางแพ่งฐานละเมิดต่อไป

    มิว
    Fri Apr 15 2011 11:08:49 GMT+0700 (ICT)

    คุณย่าเป็นโรคพากินสัน เดินไม่ค่อยได้ มีอาการเหนื่อย ดิฉันควรให้คุณย่าทานวิตามินอะไรเพิ่มไหมค่ะ ( ตอนนี้ไม่ได้ทานเลย )

    และช่วยแนะนำคุณหมอให้ด้วยค่ะ

    ปิยะ สมรศาสตร์
    Fri Apr 15 2011 19:39:27 GMT+0700 (ICT)

    หากคุณย่าของหนูมิว เป็นโรคพาร์กินสันจริง ก็ขอแนะไห้ทาน อาหารเสริมไอโซคราวน์มีลักษณะคล้ายนมผง ซึ่งอุดมไปด้วยแร่ธาตูและวิตามินครบถ้วน อันเหมาะแก่คุณย่าของหนูเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ผู้ป่วยด้วยโรคนี้มักมีปัญหาการกลืนอาหารลำบาก อีกทั้งอาหารเสริมเช่นว่านี้ใช้ทดแทนอาหารประจำวันได้เป็นอย่างดี อาจเสริมด้วยกรดโฟลิควันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 6 เดือน แล้วค่อยกระทู้ถามกันใหม่ก็ได้จ๊ะ

    อาหารดังกล่าวอาจหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป โดยเฉพาะบริเวณอนุสาวรีย์ชัยฯ ตรงข้าม รพ. ราชวิถี หรือ รพ. พระมงกฎฯ ซึ่งมีจำหน่ายเกือบทุกร้าน ราคา กระป๋องละไม่เกิน 500 บาท ถ้าบ้านหนูอยู่ไกล ก็ควรหาซื้อใกล้ๆบ้านจะคุ้มค่าเวลาเดินทางมากกว่า

    แพรว
    Sat Apr 16 2011 12:16:58 GMT+0700 (ICT)

    ถ้าคุณแม่อายุ 51 ปี จะทานแคลเซี่ยมควรทานเป็นแบบไหนค่ะ จึงจะไม่มีผลข้างเคียง

    ปิยะ สมรศาสตร์
    Sat Apr 16 2011 21:14:57 GMT+0700 (ICT)

    ในกรณีที่ร่างกาย จำเป็นต้องรับปริมาณแคลเซี่ยมเพิ่มขึ้น ควรรับประทานในรูปของแคลเซี่ยมคาร์บอเนตจะได้ผลดีกว่า โดยทานขณะท้องว่างก่อนรับประทานอาหาร 1 ชั่วโมง และควรระวังอย่าทานพร้อมกับยาลดกรด เพื่อความปลอดภัยควรตรวจเลือดดูระดับของแคลเซี่ยมในร่างกายก่อนมิดีกว่าหรือครับ มิฉะนั้นผลระยะยาว หากเกิดภาวะแคลเซี่ยมในเลือดสูงเกิน จะเกิดผลร้ายตามมาอย่างเลี่ยงมิได้เช่น การเกิดนิ่วในไต หรือนิ่วในกระเพาะปัสสวะ รวมทั้งเกิดปัญหา กล้ามเนื้ออ่อนแรง คลื่นไส้ มึนงง และอาจถึงขั้นโคม่าเสียชีวิตได้

    ปณศา
    Sun Apr 24 2011 18:41:43 GMT+0700 (ICT)

    คุณหมอค่ะ คุณพ่อ อายุ 72 ปีมีอาการตัวเหลือง เท้าบวม ท้องเสีย ไปหาหมอวันนี้ หมอบอกว่าเป็น ตับแข็ง(เมื่อก่อนดื่ม นาน ๆ ครั้งและไม่ได้ดื่มเหล้านานแล้ว)

    เบื้องต้น ตรวจเลือด และได้อัลตร้าซาวน์ตับ เจอก้อน ๆ 2-3c ประมาณ 4 จุด (ค่าใช้จ่าย 7พันกว่า รพเอกชน)

    อาทิตย์หมอนัดตรวจอีกครั้งเพื่อทำ tc scan ค่าไช้จ่ายสูงอยู่ อยากทราบว่ามี รพ รัฐบาลที่ไหนแนะนำบ้างค่ะ หรือมีคำแนะนำอื่น ๆ ขอบคุณมากค่ะ

    ปืยะ สมรศาสตร์
    Tue Apr 26 2011 17:10:28 GMT+0700 (ICT)

    ขอชี้แนะ การทำ CT Scan ( Computed tomography ) ในโรงพยาบาล รามาธิยดี และ รพ. ศิริราช จะดีกว่า แต่อาจต้องรอคิวกันนาน แม้ค่าใช้จ่ายจะประหยัดกว่า ใน รพ.เอกชน ก็ตาม แต่ทั้งนี้ ผมมีความเห็นว่า การทำ MRI อาจได้ผลตรวจที่ชัดแจ้งกว่าการทำ CT scan แต่มีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่ากันมาก อย่างไรก็ลองพิจารณาดู แล้วค่อยกระทู้ถามมาอีกครั้งนะครับ

    กบ
    Thu Apr 28 2011 09:29:41 GMT+0700 (ICT)

    คุณพ่อเป็นโรคตับแข็ง มา 6 ปีแล้ว มีอาการเหนื่อยเพลีย ถ้าเลิกดื่มเหล้าแล้วในอนาคตจะมีโอกาสเส้นเลือดขอดในหลอดอาหารแตกได้ไหมครับ แล้วจะป้องกันได้อย่างไร

    สำรอง
    Fri Apr 29 2011 21:55:31 GMT+0700 (ICT)

    ผมเป็นไวรัสตับอักเสบซี ชนิดจิโทษด้วยนทัย3a(ประมาณนี้ถ้าผิดขอโทษครับ) รักษาที่ รพ.ศรีนครินทร์ โดยคุณหมอให้ยายาฉีดอินเตอร์เฟอรอนและทานยาไรบาวาริน จำนวน 24 อาทิตย์ เพราะหมอบอกว่าเป็นไวรัสซีชนิดนี้ใช้การรักษาโดยการฉีดยา 24 เข็ม ร่วมกับยารับประทาน โดยเข็มแรก 5 กุมภาพันธ์ 53 และสิ้นสุดการรักษาเมื่อกลางเดือนสิงหาคม 2553 ซึ่งผลการตรวจก็ตอบสนองดีในขณะที่ได้รับยา ติดตามผลหลังการรักษา 3 เดือนและ 6 เดือน ผลคือกลับมาเป็นอีกครับ ค่า ALTและAST สูงร้อยหกสิบ ตรวจหาไวรัสมากกว่าล้าน ผมจึงอยากถามคุณหมอว่าค่าเอ็นไซด์ตับที่มากเช่นนี้มามกว่า10 ปี แสดงว่าเป็นโรคตับแข็งใช่ไหมครับ

    -อาการอื่นที่เห็นได้คือฝ่ามือจะแดง(เป็นมานาแล้วแต่พึ่งสังเกตุ)

    -ที่คอจะแดงพึ่งขึ้นประมาณ ธันวาคม 2552

    -การขับถ่ายไม่ปรกติทั้งที่ทานได้และหิวตลอด เป็นถ่ายเหลวครับ

    -จุกแน่นและมีลมในกระเพาะอาหารต้องเรอตลอดเวลา

    ขอคำปรึกษาคุณหมอแนะนำว่ามียาอื่นรักษาอีกหรือไม่ ผมเป็นตับแข็งใช่หรือไม่และอยู่ในขั้นใด

    ขอบคุณคุณหมอล่วงหน้าที่สละเวลามาตอบคำถาม

    30 พฤษภาคม 2553 21:36

    นี่คือคำถามเมื่อกลางปี 53 ครับ และคุณหมอได้ตอบแล้ว และเมื่อปลาปี 53 ประมาณเดือนธันวาคม หมอได้ทำการอุลตร้าซาวด์ตับแล้ว ผลคือเป็นตับแข็งแน่นอนครับเป็นในระยะแรก จึงอยากถามคุณหมอดังนี้

    1.เมื่อเป็นตับแข็งแล้วจะมีชีวิตอยู่ได้อีกนานไหมครับ ได้ทำใจไว้หลายปีแล้วครับไม่กลัวตายเพราะถึงเวลาอย่างไรคนเราก็ต้องตายกันทุกคนอยู่แล้ว

    2.คนที่ตับแข็งเพราะไวรัส ซี นี้การเกิดของโรคมันลุกลามเร็วกว่าไวรัวตัวอื่นใช่ไหมครับ

    3.มียารักษาโรคตับแข็งไหมครับ เพราะหลังจากอัลตราซาวด์หมอก็ไม่ให้ยาอะไรมาทานเลย นอกจากนัดตรวจเลือดทุก 3 เดือน เพื่อดูผล

    4.ช่วยแนะนำการดำรงชีวิตต่อจากนี้ด้วยครับ ควรปฏิบัติตัวอย่างไรบ้าง

    ขอบคุณคุณหมอล่วงหน้าครับ

    ปิยะ สมรศาสตร์
    Sat Apr 30 2011 23:01:57 GMT+0700 (ICT)

    ก่อนอื่นขอตอบปัญหาคุณกบ เกี่ยวกับปัญหา คุณพ่อด้วยโรคตับแข็งก่อนนะครับว่า ปัญหาเลือดออกจากเส้นเลือดขอดในหลอดอาหาร ( Variceal bleeding ) มักจะเป็นโรคแทรกที่พบบ่อยในผู้ป่วยโรคตับแข็งจากสุรา แม้ว่าผู้ป่วยจะได้เลิกดื่มสุราแล้วก็ตาม ถ้าหากสามารถทำ panendoscopy โดยการส่องกล้องทางปาก มักพบเส้นเลือดขอดในหลอดอาหาร บางคนพบเส้นเดียว บางคนพบหลายเส้นบวมเป่งเต็มหลอดอาหาร พร้อมที่จะแตกได้ทุกเมื่อ นอกจากส่องกล้องทางปากแล้ว เรายังอาจส่องกล้องเข้าทางก้น ( Sigmoidoscopy ) ได้อีกช่องทางหนึ่ง คงต้องขอร้องให้ผู้ป่วยหยุดดื่มสุราโดยเด็ดขาด มิฉะนั้นแล้วคงไม่มีทางอื่นใดที่จะป้องกันได้ดีกว่านี้แล้วนะครับ

    ปิยะ สมรศาสตร์
    Sun May 01 2011 02:00:34 GMT+0700 (ICT)

    คุณสำรองครับ อย่าเพิ่งตื่นตระหนกกับโรคตับแข็งให้มากเกินเหตุเลยนะครับ คนไข้ที่เป็นโรคร้ายแรงกว่าคุณเช่นคนไข้ โรคเอ็ดส์ หรือคนไข้โรคมะเร็ง ผมยังเห็นว่าคนไข้เหล่านั้นยังใช้ชีวิตได้ปกติมีชีวิตยืนยาวนานได้นานเป็นสิบปี แต่ทั้งนี้คงต้องขึ้นอยู่กับกำลังใจเป็นสำคัญด้วยนะครับ คนไข้เหล่านั้น เห็นโรคตับแข็งกลายเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อยไปเลย ผมจึงขอให้คุณสำรอง ช่วยวางใจให้ถูกต้องกับโรคที่เป็นอยู่และควรต้อนรับมันให้ถูกวิธี

    1.เลิกดื่มสุราโดยเด็ดขาด

    2.หลีกเลี่ยงยาและสมุนไพรบางอย่างที่มีผลทำลายตับ อย่างสิ้นเชิง ( ช่วยดู List ยาต่างที่มีผลกระทบต่อตับซึ่งเคยตอบไว้ในกระทู้ก่อนๆ )

    3. ออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดกับโรคนี้เสีย มิฉะนั้นคุณอาจจำต้องรับการรักษาอาการของโรควิตกกังวล ( Generalized anxiety disorder ) ซึ่งจะเกิดตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้

    4. รับประทานวิตามินเสริม 2 ชนิดทุกๆวันตลอดไป คือ Legalon 70 mg ครั้งละ 1 เม็ด วันละ 3 ครั้ง และ Essentiale Forte ครั้งละ 1 capsule วันละ 3 ครั้ง

    5. รับประทานโปรตีน จากไข่ขาว ( ไม่เอาไข่แดง ) วันละ 1 ฟองทุกวัน

    6..ระวังอย่าให้ท้องผูก ถ้าท้องผูกควรใช้มะขามเป๊ยกมาแช่น้ำแล้วดื่ม เพียงวันละ 1 แก้ว ถ้าถ่ายแล้วไม่ต้องดื่มอีกต่อไป

    7. อย่าลืมไปพบแพทย์ตามที่นัดไว้ เพื่อประเมินผลการรักษา รวมทั้งการการตรวจตับเป็นระยะๆ

    และข้อสุดท้าย เรียนรู้ธรรมะจากธรรมชาติ ค้นอ่านได้จากผลงานของท่าน ว. วชิรเมธี และท่าน พระไพศาล วิสาโล หลวงพ่อพุทธทาส สิ่งเหล่านี้เมื่อได้เรียนรู้อย่างถ่องแท้ จักทำให้ชีวิตจิตใจ และจิตวิญญาณของคุณ เปลี่ยนไปในทางที่ดีและสูงขึ้นกว่าเดิม มีผลอย่างยิ่งในการก่อให้เกิดภูมิต้านทานโรคที่เป็นอยู่อย่างคาดไม่ถึงเลยนะครับ ไม่เชื่อก็ลองดู

    Sun May 01 2011 16:36:44 GMT+0700 (ICT)

    ขอบคุณสำหรับคำตอบนะครับ ผมกบที่กระทู้มาถาม 2 วันก่อน ผมขอถามเพิ่มเติมว่า ผมควรพาคุณพ่อไปส่องกล้องเพื่อรักษาและป้องกันไม่ให้เส้นเลือดแตกใช่ไหมครับ และส่องกล้องแล้วจะทำให้เส้นเลือดขอดหายไปได้หรือเปล่า และผมควรพาคุณพ่อไปส่องกล้องบ่อยแค่ไหน ขอบคุณมากครับ

    ปิยะ สมรศาสตร์
    Sun May 01 2011 17:40:50 GMT+0700 (ICT)

    ผู้ป่วยโรคตับแข็ง ควรได้รับการทำ panendoscopy ( การส่องกล้องทางปาก ) เพื่อแพทย์จะได้ค้นหาเส้นเลือดขอดในหลอดอาหารว่า มีกี่จุด และแต่ละจุดมีลักษณะบวมเป่งอันจะแตกได้ทุกเมื่อหรือไม่ แพทย์จะได้รีบป้องกันและหาวัธีเยียวยารักษาต่อไป การทำ panendoscopy มิใช่การรักษาเส้นเลือดขอดให้หายไปนะครับ แต่เป็นวิธีการตรวจหาเส้นเลือดขอดในหลอดอาหารเท่านั้นครับ และถ้าหากพบว่าผู้ป่วยเป็น Variceal bleeding แพทย์จะได้รีบรักษาได้ทันท่วงทีเพื่อป้องกันมิให้คนไข้ต้องเสียชีวิตลง เพราะเลือดไหลไม่หยุดต่อไป การทำ panendoscopy แค่ครั้งเดียวก็ทราบผลแล้ว ไม่จำเป็นต้องทำหลายครั้งครับ

    ไก่
    Thu May 05 2011 20:18:57 GMT+0700 (ICT)

    คุณลุงเป็นโรคตับแข็ง กินเหล้าหนักมาตั้งแต่เป็นหนุ่ม และตอนนี้ก็ยังกินอยู่บ้าง ทำยังไงก็ไม่ยอมเลิกกินค่ะ คุณลุงเกร็ดเลือดประมาณสี่หมื่นกว่าถือว่าน้อยมากมั้ยค่ะ ไปหาหมอมาแต่หมอไม่ได้ให้เกร็ดเลือด ไม่ได้ให้นอนโรงพยาบาลด้วยค่ะ จะทำให้คุณลุงมีอาการอะไรแทรกซ้อนมั้ยค่ะ คุณลุงเหนื่อยมากมีแต่นอน หนูอ่านจากกระทู้ข้างบน หนูกลัวคุณลุงจะเส้นเลือดขอดในหลอดอาหารแตก หนูจะสังเกตุอาการได้อย่างไรค่ะ และเกร็ดเลือดเท่านี้จะทำให้เส้นเลือดขอดในหลอดอาหารแตกได้มั้ย หนูควรดูแลคุณลุงอย่างไรบ้างค่ะ แล้วคุณลุงจะอยู่กับหนูได้อีกนานแค่ไหนค่ะ

    ปิยะ สมรศาสตร์
    Fri May 06 2011 18:12:41 GMT+0700 (ICT)

    ภาวะของเกล็ดเลือดต่ำในผู้ป่วยโรคตับแข็งในบางราย อาจจำเป็นต้องให้เกล็ดเลือดจากผู้อื่นเพิ่มเติม บางรายจะไม่มีอาการใด ๆ เว้นแต่ว่า เมื่อใดที่เกิดอุบัติเหตุ เล็กน้อย จะมีอาการฟกช้ำมาก หรือเลือดออกไม่หยุด อย่างไรก็ดี เมื่อใดเกล็ดเลือดต่ำมาก หรือไม่มีเลย เมื่อนั้นอาจมีอาการเลือดออกได้เอง โดยไม่มีอุบัติเหตุก็ได้ ซึ่งเลือดออกที่อันตราย ที่สุดคือ ภาวะเลือดออกในศีรษะ ซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตได้ ในระยะเวลาอันสั้น

    ดังนั้นผู้ป่วยโรคตับแข็ง หรือโรคมะเร็งตับ โรคไขกระดูกฝ่อหรือโรคอื่น ๆ ก็มีเกล็ดเลือดต่ำ จึงต้องได้รับการรักษา ด้วยเกล็ดเลือดจากผู้อื่น ให้ทันท่วงที เพื่อป้องกันมิให้ เกิดอาการ เลือดออก ในอวัยวะต่าง ๆ ไม่เว้นแม้แต่เส้นเลือดขอดในหลอดอาหาร ดังนั้นหากผู้ป่วยอาเจียนเป็นเลือดเมื่อใดก็ตาม ก็ให้วินิจฉัยไว้ก่อนว่า อาจเกิดจากเส้นเลือดขอดในหลอดอาหารแตกก็เป็นไปได้นะครับ การดูแลผู้ป่วยด้วยตนเอง ควรต้องห้ามปรามรวมทั้งไม่ตามใจให้ผู้ป่วยดื่มสุราอีกต่อไป มิฉะนั้นผู้ป่วยคงจะมีชีวิตอยู่กับญาติได้ก็คงไม่นานนัก

    เกศกัญญา ลือไธสง
    Fri Jun 03 2011 13:46:23 GMT+0700 (ICT)

    กำลังเครียดมากๆเลยค่ะ อยากขอคำชี้แนะหรือคำปรึกษาหน่อยค่ะ ดิฉันเป็น Hepatitis ชนิดเรื้อรังแต่ไม่แสดงอาการ(carrier) มาประมาณ เกือบ 20ปีแล้วค่ะ แต่ไม่เคยมีอาการเจ็บป่วยอะไรเลย ตรวจเลือดล่าสุดเกือบ 2 ปีมาแล้ว ปัญหาคือต้องเข้าสอบและสมัครงานทางด้าน medical ในต่างประเทศ ลงทุนเดินทางมาแล้วค่ะ เจอปัญหาใหญ่เรื่องผลเลือดที่ยังผิดปกติอยู่ ทำให้ขาดความมั่นใจมากๆ ไม่กล้าตรวจอีกเพราะกลัวว่าผลจะออกมาเหมือนเดิม และทำให้หมดอนาคตเรื่องการทำงานด้วยค่ะ ทราบว่ามียาที่สามารถรักษาได้ อยากทราบผลข้างเคียงของยา และผลของการรักษาว่าได้ผลจริง? แพทย์ที่ไหน รพ.ไหนค่ะ รอฟังคำตอบด้วยความหวังอยู่นะคะ ขอบคุณมากๆเลยค่ะ

    ปิยะ สมรศาสตร์
    Wed Jun 08 2011 23:15:23 GMT+0700 (ICT)

    ไม่ทราบว่าคุณเป็น Hepatitis ชนิด B หรือ C แต่อย่างไรก็ตาม ก็ยังไม่มียาใดๆที่สามารถรักษาหรือ ยาที่มีฤทธิ์กำจัด เชื้อไวรัสทั้งสองชนิดดังกล่าวให้หายขาดไปได้ครับ เท่าที่เคยแนะนำให้แก่ผู้ติดเชื้อ (carrier) ชนิด บี หรือ ซี ก็ดี ให้ปฎิบัติตนให้เหมาะสมกับโรคที่เป็นอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ โภชนาการ การหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ รวมทั้งการการหลีกเลี่ยงยาบางชนิดที่มีผลกระทบต่อตับโดยตรง ซึ่งผมได้เคยชี้แนะให้ความเห็นไว้ในกระทู้ก่อนๆไว้มากมายหลายกระทู้ด้วยกัน คุณลองเปิดอ่านดูนะครับ

    รวมทั้งความเครียดจากโรคที่เป็นอยู่ ก็มีส่วนเป็นปัจจัยเสริมให้ตับคุณทรุดหนักเร็วขึ้นด้วย

    Fri Jun 24 2011 07:44:24 GMT+0700 (ICT)

    ดิฉันเป็น Hepatitis B (carrier) ค่ะ ต้องขอขอบพระคุณมากๆเลยนะคะสำหรับคำแนะนำ พอดียุ่งๆกับการเตรียมตัวสอบ licence อยู่เลยเพิ่งมีดอกาสได้เข้ามาอ่านค่ะ ขอบุญกุศลของความดีนี้ ช่วยให้ท่านมีแต่ความสุขความเจริญยิ่งๆขึ้นไปนะคะ ด้วยความนับถือค่ะ

    ปิยะ สมรศาสตร์
    Fri Jun 24 2011 21:17:00 GMT+0700 (ICT)

    ขอน้อมรับด้วยความขอบคุณเช่นกันครับ และขอให้คุณเกศกัญญา เลิกวิตกกังวลหรือทุกข์ร้อนกับภาวะที่เป็นอยู่ แต่ขอให้ความสนใจกับการรักษาสุขภาพจิตให้เป็นปกติสุขอยู่เป็นนิจด้วย ซึ่งเป็นสิ่งประเสริฐ และสำคัญกว่าการเป็น Hepatitis B อย่างเทียบกันไม่ได้เลยนะครับ

    นัท
    Wed Jul 20 2011 15:03:45 GMT+0700 (ICT)

    สวัสดีค่ะคุณหมอ

    ไม่ได้เข้ามานานมากแล้วหลังจากที่เคยเข้ามาขอคำปรึกษาจากคุณหมอ

    และได้รับคำปรึกษาที่ดี แต่คุณหมออาจจำไม่คอยได้แล้วเพราะผ่านมานานแล้วคะ

    หนูใช้ในชื่ออีกชื่อหนึ่งคะในการขอคำปรึกษาคุรหมอ

    คำถามที่เคยถาม

    - ลูกหนูป่วยเป็นโรคท่อน้ำดีตีบตัน และเสียชีวิตตั้งแต่อายุ 6 เดือนกว่า ๆ

    - หนูมักปวดหลังมานาน มือชา เท้าชา และเคยมีอุบัติเหตุล้มรถบ้าง

    - ประจำเดือนมักมาไม่ค่อยปกติ และยังไม่ตั้งครรภ์ทั้งที่ปล่อยไม่คุม

    นี่คือเรื่องราวที่เคยถามมา

    แต่เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 5-7 เดือน อาการที่อยู่ดี ๆ ก็เข้ามามีดังนี้ค่ะ

    หนูมือชาปลายนิ้ว และเท้าก็ชาหนักขึ้น ยกขาไม่ไหว เวลาผ่านไปเรื่อย ๆ ขาขวาก็เริ่มไม่มีแรง

    และเท้าขวาก็ยกไม่ได้ข้างเดียวค่ะ เลยไปหาหมดที่โรงพยาบาลเพื่อตรวจกระดูก และส่งตรวจที่ มอ.หาดใหญ่ค่ะ

    ตรวจตามที่คุณหมอเคยบอกไว้ค่ะ และตรวจคลื่นแม่เหล็ก ตรวจเส้น และตรวจหากจำไม่ผิดฉายรังสี กายภาพบำบัด

    อัลตร้าซาว์ด ด้วยเพราะกระเพาะปัสสาวะอักเสพ ฉี่เป็นเลือดด้วยค่ะ

    ตรวจฉี่และตรวจเลือด หมอนัดฟังผล ก็บอกว่ายังไม่พบว่าป่วยตรงจุดใด

    และวันที่ 3 ส.ค. 54 หมดนัดฟังผลเลือดและปัสสาวะ พร้อมตรวจ สายตา

    เพราะหนูค่อนข้างตามัว ๆ หากมองอะไรไกล ๆ ตอนนั้นเดินไม่ค่อยได้ต้องนั่งรถเข็น

    แต่ตอนนี้ดีขึ้นมากแล้ว ค่ะ เพราะตอนนั้นก็ไปหาหมอบ้านเพื่อนวดค่ะและทานยาสมุนไพร

    คำถามที่อยากถามคุณหมอค่ะ

    1. น้ำหนักหนู 42-43 กก. สูง 160 ซม. ที่หนูเป็นมีส่วนเพราะน้ำหนักและส่วนสูงหรือเปล่าคะ

    2. หนูปล่อยให้ท้องมาหลังลูกเสีย แต่ยังไม่ท้องเป็นเพราะอะไรค่ะแล้วหนูยังมีโอกาสอีกมั้ยคะ

    3. ที่ป่วยขาไม่มีแรงและตรวจทุกอย่างแล้วแต่ยังไม่เจอเพราะอะไรค่ะ

    4. เป็นไปได้มั้ยคะ ที่ทุกอย่างที่เป็นอาจมีส่วนมาจากความเครียดและคิดมากคะ

    หนูรบกวนมากแล้ว อาจจะยาวไปหน่อย ขออภัยด้วยนะคะ

    และขอคำปรึกษาชี้แนะจากคุณหมอด้วยค่ะ

    ขอบคุณมากค่ะ

    ปิยะ สมรศาสตร์
    Wed Jul 20 2011 17:38:29 GMT+0700 (ICT)

    ขอตอบปัญหาคุณนัทโดยรวมนะครับว่า กรณีปัญหาที่กระทู้ถามมา ไม่ทราบว่าที่ผ่านมาเคยทานยาคุมกำเนิดมาบ้างหรือไม่ และจากอาการที่เล่ามา ผมยังมีความเป็นห่วงเกี่ยวกับปัญหาเส้นเลือดในสมองตีบมากกว่านะครับ ( transient ischemic attack, ) ดังนั้นผมขอชี้แนะให้คุณไปพบแพทย์ทางสมองด่วน เพื่อขอทำ MRI ที่สมองจะได้ผลชัดเจนกว่า ส่วนปัญหาเกี่ยวกับทางเดินปัสสวะก็รีบรักษากันไปซึ่งไม่เกี่ยวกับอาการแขนขาอ่อนแรงของคุณนัทแต่ประการใด สาเหตุส่วนใหญ่ของหญิงคนไข้ทั่วไปๆมักมีสาเหตุจากการรับประทานยาคุมกำเนิดเสียส่วนใหญ่นะครับ ขอให้รีบไปพบแพทย์อีกครั้งเป็นการด่วนตามที่ได้แนะนำไป มิฉะนั้นคุณอาจเสี่ยงเป็นอัมพาตได้โดยง่ายนะครับ

    นัท
    Thu Jul 21 2011 11:31:14 GMT+0700 (ICT)

    ขอบพระคุณมากค่ะ สำหรับคำตอบ/คำปรึกษา

    จากที่คุณหมอถามคือ

    1. การกินยาคุมกำเนิด ยังไม่เคยกินยาคุมกำเนิดเลยค่ะ

    2. การตรวจ MRI เคยไปตรวจมาเพราะลักษณะอาการหมอเลยตรวจค่ะ แต่ผลบอกว่าปกติอยู่ค่ะ

    3. แต่ก่อนทางเดินปัสสาวะจะเป็นบ่อยเริ่มก่อนจะตั้งครรภ์ ผ่านไปก็เป็นอีกหมอเลยตรวจไต ก็ปกติแต่ตอนนี้หายแล้วค่ะ

    4. ตอนมีครอบครัวประมาณ 10 เดือนก็เริ่มตั้งครรภ์ แต่หลังจากลูกจากไปผ่านมาราว 15 เดือน แต่ยังไม่มีลูก

    จึงอยากเรียนถามคุณหมอว่า

    1. ต้องตรวจยังไงดีค่ะ ทั้งสุขภาพร่างกายตัวเองและการตั้งครรภ์ ต้องเริ่มตรวจอย่างไร

    2. ระยะเวลาที่ปล่อยมาแต่ยังไม่ท้องถือว่านานมั้ยค่ะ

    3. ตอนนี้อายุ 27 ปี 7 เดือน ดิฉันยังมีโอกาสท้องได้มั้ยคะ

    ทั้งโรคที่ลูกเป็น กับสุขภาพของแม่ จะมีผลกันไหมค่ะ

    4. ยังมีผลของเลือดที่ตรวจค่ะ แล้วจะปรึกษาคุณหมอนะคะ ขอบคุณมากค่ะ

    ปิยะ สมรศาสตร์
    Thu Jul 28 2011 14:47:33 GMT+0700 (ICT)

    ขอตอบปัญหาโดยรวมของคุณนัทดังนี้ครับ

    หากการตรวจ MRI ที่สมองผลออกมาปรกติ ก็ให้ตรวจMRIในส่วนที่คอ และกระดูกสันหลังดูนะครับว่ามีหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทบ้างหรือป่าว เพื่อจะค้นหาสาเหตุที่ทำให้แขนขาอ่อนแรงดั่งที่แจ้งมา รวมทั้งตรวจจอประสาทตา มิฉะนั้นการักษาที่ปลายเหตุอยู่ร่ำไปจะเกิดผลเสียมากกว่าผลดีแก่คนไข้โดยใช่เหตุ แต่อย่างไรก็ดีผมยังติดใจในการตรวจที่สมองมากกว่านะครับ ว่ามีการตรวจอย่างไรบ้าง โดยละเอียดหรือไม่ ตราบใดหากยังไม่เห็นผลในการตรวจ ผมก็ยังอดคิดไม่ได้ในส่วนของเส้นโลหิตสมองอยู่ดีว่ามีการตีบหรือไม่อย่างไร นอกจากว่า ผลการตรวจ เอ็มอาร์ไอ ที่กระดูกคอ และกระดูกสันหลังพบว่า มีการกดทับเส้นประสาทจริงแล้ว ก็คงต้องวินิจฉัยในส่วนนี้เป็นกรณีพิเศษต่อไป ส่วนการตรวจการตั้งครรภ์และสูขภาพโดยทั่วไป ขอแนะให้ไปพบแพทย์สูตินารีแพทย์ซึ่งจะมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านนี้เกือบทุกโรงพยาบาลในกรุงเทพฯจะดีกว่ากระมังครับ ซึ่งอายุขนาดนี้ยังมีโอกาสตั้งครรภ์ได้สูงอยู่แล้วเพียงแต่ต้องพบแพทย์ทางด้านนี้และขอคำแนะนำจากท่านจะทำให้คุณคลายกังวลได้เป็นอย่างดี

    นัท
    Tue Aug 02 2011 11:24:56 GMT+0700 (ICT)

    ขอบพระคุณมากค่ะคุณหมอ

    วันพรุ่งนี้ หมอนัดฟังผลเลือด และนัดตรวจประสาทตาด้วยค่ะ

    อาการอีกอย่างที่ไม่ทราบว่าเพราะอะไรคือ

    ไม่สามารถกลั้นระบบขับถ่ายได้ ตอนแรกก็คิดว่า

    คงเป็นเพราะผ่านการคลอดลูกแล้ว

    นึกว่าเป็นเรื่องปกติของผู้หญิงค่ะแต่เอาเข้าจริง ๆ

    สอบถามคนรอบข้าง จะไม่มีอาการแบบนี้

    และเริ่มเป็นมานานแล้ว ตั้งแต่การฉี่เพราะช่วงนั้น

    เป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบด้วย แต่ตอนหลัง ๆ

    ระบบขับถ่ายเริ่มควบคุมไม่ค่อยได้ค่ะ

    นี่ก็เริ่มขาอ่อนแรงอีกแล้ว

    ยังไงก็ขอขอบพระคุณคุณหมออีกครั้งนะคะ

    ที่กรุณา ให้คำปรึกษา ขอให้คุณหมอ

    มีสุขภาพและชีวิตที่ดีนะคะ ขอบคุณมากค่ะ

    ปิยะ สมรศาสตร์
    Wed Aug 03 2011 16:44:13 GMT+0700 (ICT)

    ความจริงคุณหมอวัลลภ ผู้ใจบุญเจ้าของเว็บบอร์ดนี้จะเป็นผู้ตอบปัญหาสุขภาพโดยตรง ดั่งที่ผมเคยแจ้งไว้ในครั้งที่ผ่านๆมา ผมก็ได้แต่ขออนุญาตคุณหมอวัลลภ ท่านซึ่งเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์นี้โดยตรงตอบปัญหาสุขภาพแทนท่าน จึงต้องขอกราบขอบพระคุณคุณหมอวัลลภ อีกคำรบหนึ่ง ที่ได้กรุณาอนุญาตให้ผมได้ใช้เนื้อที่ในเว็บบอร์ดของท่าน ตอบปัญหาสุขภาพทั่วๆไปแก่สาธารณชนผู้สนใจในกระทู้ถามปัญหาสุขภาพในเว็บบอร์ดแห่งนี้นะครับ ขอให้ท่านทั้งหลายรวมทั้งคุณนัทได้โปรดเข้าใจตามที่ผมได้ชี้แจงมา ณ โอกาสนี้ด้วยนะครับ

    sontaya
    Thu Sep 08 2011 22:52:32 GMT+0700 (ICT)

    คุณหมอครับ ผมมีเรื่องลบกวนหนอ่ยครับ ผมไปตรวจกับหมอครับ คุณหมอบอกว่าผมเป็นโรคไขมันเกาะตับครับ และมีเกาะที่ตับอ่อนด้วยครับ ผมมีอาการ เจ็บชายโครงด้านขวา่บ่อยครับ และแน่นท้อง มีอาการท้องอืดบ้าง แต่ไม่บ่อยครับ เหนื่อยง่ายครับ แต่ก่อนก็กินเหล้าครับ แต่กินไม่เก่ง แค่ แก้วสองแก้วก็หนีแล้ว (มันไม่อร่อยครับ กินไปเพื่อสังคมนะครับ) เลิกกินมาประมาณ 5 ปีแล้ว

    ผมอยากทราบว่า ตอนนี้ผมเป็นมากน้อยแค่ไหนครับ จะพอมีโอกาสรักษาหายมั้ยครับ เพราะนี้หมอใ้ห้ยาลดไขมัน ยาบำรุงตับ ยาแก้ท้องอื่ด จุกเสียดครับ แก้อาเจียร แก้ปวดท้อง รบกวนช่วยตอบกลับด้วยครับ จะเป็นพระคุณมาก ผมจะหาทางปฏิบัติตัวไ้ด้ถูกต้อง

    ปิยะ สมรศาสตร์
    Wed Sep 14 2011 15:41:17 GMT+0700 (ICT)

    ตามความเห็นผม แพทย์ที่ได้ทำการรักษาคุณ เดินถูกทางแล้วละครับเกี่ยวกับยาที่จ่ายให้แก่คุณ แต่เห็นว่า หากไขมันพอกตับมากเกินไป ก็ควรใช้ยุทธวิธี ลดน้ำหนัก ( หากน้ำหนักเกินมาตนฐาน ) จะเป็นการดีกว่าการรับประทานยาประเภทลดไขมันในเลือด นะครับ เพราะยาลดไขมันในเลือดบางประเภทก็มีผลข้างเคียงอาจทำให้ตับคุณอักเสบมากขึ้นไปอีก อาการเจ็บชายโครงด้านขวาอาจเป็นสิ่งบ่งบอกว่า ตับของคุณกำลังอักเสบอยู่ คุณลองปรึกษาแพทย์เพื่อขอทำอัลตร้าซาวน์ตับสักครั้ง คงเป็นการดีไม่น้อยในการวินิจฉัยเบื้องต้นว่า สภาพตับของคุณในขณะนี้เป็นอย่างไรบ้าง

    นิ
    Wed Sep 21 2011 00:06:41 GMT+0700 (ICT)

    เรียนถามคุณหมอค่ะ

    คุณหมอค่ะดิฉันอยากทราบว่าการรักษาโรคไวรัสตับอักเสบบีโดยวิธีการฉีดยาทุกสัปดาห์นั้น มีผลข้างเคียงอย่างไรบ้างค่ะ มีโอกาสจะหายหรือเปล่าค่ะ แล้วมีโอกาสจะมีลูกได้หรือเปล่าค่ะ รบกวนคุณหมอช่วยตอบด้วยนะค่ะ

    ปิยะ สมรศาสตร์
    Thu Sep 22 2011 18:44:20 GMT+0700 (ICT)

    ขออนุญาตตอบปัญหาแทนคุณหมอวัลลภ แพทย์ผู้ใจบุญเช่นเคยนะครับ ผมเข้าใจว่าตามปัญหากระทู้ถามข้างต้น ยาฉีดดังกล่าวน่าจะเป็นยาฉีดประเภท อินเตอร์เฟอรอน (alfa-interferon) โดยปกติแพทย์จะใช้ขนาด 5-10 ล้านยูนิตฉีดต่อกันอย่างน้อย 4-6 เดือน พบว่าราวร้อยละ 30-40 ของผู้ป่วยจะมีการอักเสบของตับลดลงเป็นปกติพร้อมกับปริมาณของไวรัสลดลงด้วย นอกจากนี้ยังพบว่ามีผลข้างเคียงอย่างมากต่อคนไข้ด้วยครับ จำเป็นต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด โอกาสที่จะหายจากโรคไวรัสตับอักเสบบี ไม่มีโอกาสหายครับ ส่วนโอกาสจะมีลูกนั้น พอมีโอกาสได้ครับ แต่หากว่าตั้งครรภ์แล้ว การฉีดยาตัวนี้จักมีผลกระทบต่อเด็กในครรภ์หรือไม่นั้น ก็ยังเป็นประเด็นปัญหาที่ต้องคอยระมัดระวังกันต่อไป

    นิ
    Thu Sep 22 2011 20:42:46 GMT+0700 (ICT)

    ขอบคุณสำหรับคำตอบนะค่ะ

    ดิฉันขอถามต่อนะคะว่า ตอนนี้สามีดิฉันรับการรักษาไวรัสตับอักเสบ บี ด้วยการทานยา ดิฉันไปตรวจก็พบว่าเป็นเหมือนกัน แต่ไม่แสดงอาการใด ๆ แต่คุณหมอจะรักษาด้วยการฉีดยา จากที่คุณหมอได้ตอบกระทู้ข้างต้นว่าโรคไวรัสตับอักเสบ บี ไม่มีโอกาสหาย ดังนั้นดิฉันควรจะมีลูกก่อนรับการรักษาหรือเปล่าค่ะ และควรจะรับการรักษาด้วยวิธีกินยา หรือวิธีฉีดยาดีค่ะ รบกวนคุณหมอช่วยตอบหน่อยนะค่ะ ดิฉันจะได้นำมาพิจารณาเพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติต่อไป

    กรรณิการ์
    Wed Oct 19 2011 00:16:08 GMT+0700 (ICT)

    อยากทราบว่าน้ำหวานเฮลบลูบอยบำรุงตับได้หรือเปล่าคะ แล้วช่วยบำรุงได้อย่างไร

    ปิยะ สมรศาสตร์
    Sat Oct 22 2011 15:35:28 GMT+0700 (ICT)

    ก่อนอื่นขอตอบปัญหาคุณ นิก่อนนะครับ กรณีตามปัญหาที่กระทู้ถามมาข้างต้น ผมมีความเห็นว่า สำหรับผู้ประสงค์จะมีบุตรนั้น การกินยาเพื่อรักษา ชะลอเชื้อไวรัสตับอักเสบบี จะปลอดภัยและให้ผลข้างเคียงน้อยกว่าการฉีดยานะครับ

    ปิยะ สมรศาสตร์
    Sat Oct 22 2011 15:46:02 GMT+0700 (ICT)

    สำหรับกระทู้ ของคุณ กรรณิการ์ นั้นผมเห็นว่า ประชาชนส่วนใหญ่ยังมีความเข้าใจผิด และคลาดเคลื่อน เกี่ยวกับการรักษา หรือบำรุงตับด้วยน้ำหวานชนิดต่างๆใดๆ ก็ตาม ยังเป็นความเข้าใจผิดอย่างมหันต์นะครับ เพราะจากงานวิจัย พบว่า น้ำหวานดังกล่าวไม่ก่อให้เกิดผลดีต่อตับแต่อย่างใดเลย รังแต่จะเกิดผลเสียต่อร่างกาย หากบริโภคมากเกินไปจะทำให้ ผู้บริโภคอ้วนเอาๆ ท้ายสุดหากเกิดโรคอ้วน ก็มีผลทำให้เกิดไขมันพอกตับ อันจะนำไปสู่ภาวะโรค ตับแข็งในที่สุดนะครับ

    นัท
    Tue Nov 08 2011 12:03:10 GMT+0700 (ICT)

    สวัสดีค่ะคุณหมอ

    กลับมารบกวนคุณหมออีกครั้ง หลังจากดำเนินการรักษาหลายเดือน

    สรุปคือ ทั้ง MRI ทุกส่วนรวมถึงสมอง และการเจาะไขกระดูกสันหลัง

    หมอบอกว่า สันนิฐาน 2 โรคคือ MS และ NMS ค่ะ แต่จะส่งเลือดไปตรวจ

    ที่ทาง รพ. กรุงเทพอีกทีค่ะ ว่าเป็นโรคใด หากเป็น MS ก็สามารถใช้ยาทางรพ.ได้

    แต่หากเป็น NMS ก็ต้องใช้ยานอกทางกรุงเทพ ราคาจะสูงมากค่ะ

    ประเด็นคือ ....

    1. ขณะนี้ ดิฉันเริ่มตั้งครรภ์แล้ว อยากถามคุณหมอว่า

    หากเป็นโรคใดโรคหนึ่ง จะส่งผลต่อการตั้งครรภ์ไหมคะ

    2. แล้วก่อนหน้านี้เคยมีลูกคนแรกป่วยเป็นท่อน้ำดีตีบตันและเสียชีวิต

    หากตั้งครรภ์แล้วลูกจะเป็นเหมือนครั้งก่อนไหมคะ

    อยากขอคำแนะนำและคำปรึกษาจากคุณหมอค่ะ

    ไม่ว่ายังไงก็อยากทราบถึงความเป็นไปค่ะ

    ขอรบกวนด้วยนะคะ ขอบคุณมากค่ะ

    ปิยะ สมรศาสตร์
    Tue Nov 08 2011 16:26:17 GMT+0700 (ICT)

    ขอตอบปัญหาคุณนัทดังนี้ครับ

    1. ตามที่เราได้เคยคุยกันครั้งที่แล้ว เกี่ยวกับอาการอ่อนแรงของแขน ขา รวมทั้งอาการชาที่ปลายแขน และได้แนะนำให้ไปตรวจคลื่นแม่เหล็กฯ MRI ที่สมองก่อนเป็นอันดับแรกนั้น ซึ่งขณะนี้ได้แจ้งมาให้ทราบว่า ผลการตรวจของแพทย์เจ้าของคนไข้ ได้ระบุโรคทางสมองมา คือ โรค ปลอกประสาทอักเสบ ( Multiple Sclerosis ) และ/หรือ โรค Neuroleptic malignant syndrome (NMS) โรคใดโรคหนึ่งนั้น ผมยังมีความเห็นว่า คงต้องรอผลการตรวจเจาะไขกระดูกสันหลังสักระยะหนึ่งเสียก่อนนะครับ แพทย์จึงจะสามารถวินิจฉัยได้ว่าคุณเป็นโรคใดกันแน่ในสองโรคข้างต้น แต่ความเห็นของผมในฐานะที่มิเคยได้พบปะ และได้ซักประวัติโดยละเอียดของคุณนิ ซึ่งผมไม่ทราบว่า ก่อนหน้านี้คุณนิเคยรับประทานยาใดๆมาบ้างหรือไม่ เพราะโรค (NMS) เป็นภาวะอันพึงไม่ประสงค์ อันเกี่ยวข้องและเป็นผลสืบเนื่องมาจากการรับประทานยาบางชนิดโดยตรง เช่นยาในกลุ่ม antipsychotic และ antiemetic แต่จากอาการตามที่คุณนิได้แจ้งมา ผมเห็นว่า คุณนิน่าจะมีโอกาสเป็นโรคปลอกประสาทอักเสบ ( Multiple Sclerosis ) มากกว่ากระมังครับ ทั้งนี้คงต้องรอแพทย์เจ้าของคนไข้จะเป็นผู้ให้คำตอบได้ดีที่สุด เพราะเป็นผู้ทราบรายละเอียดการรักษา รวมทั้งรายละเอียดจากผลแล็ป และผลของการตรวจสมองด้วย MRI ได้มากกว่าผมเป็นอย่างมากทีเดียว และเมื่อแพทย์ได้วินิจฉัยโรคได้แน่นอนแล้ว ผมอาจจะให้ความเห็นในเรื่องผลกระทบต่อการตั้งครรภ์ได้หรือไม่อย่างไร ในโอกาสต่อไป

    2. โรคท่อน้ำดีตีบตัน อันเคยเกิดขึ้นกับบุตรคนแรกของคุณนินั้น ไม่เกี่ยวข้องและมิได้ทอดทางพันธุกรรม ดังนั้น การตั้งครรภ์และกำเนิดบุตรคนต่อไป จึงไม่น่ามีปัญหากับบุตรคนต่อไปแต่ประการใด แต่อย่างไรก็ดีคงต้องระวังปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคนี้กันต่อไปซึ่งคุณนิ อาจขอแนะนำจากแพทย์ทางด้านกุมารเวช และแพทย์ทางด้านทางเดินอาหารได้แทบทุกโรงพยาบาลใน กทม นะครับ

    จิน
    Wed Nov 16 2011 13:30:14 GMT+0700 (ICT)

    ขอเรียนถามคำถามอาจารย์ว่าพ่อเป็นตับเเข็งจะรักษาที่ไหนดีค๊ะ

    ปิยะ สมรศาสตร์
    Wed Nov 16 2011 14:49:51 GMT+0700 (ICT)

    ไม่ทราบว่า หนูจินและคุณพ่อพักอาศัยอยู่บริเวณใหนใน กทม หรือต่างจังหวัดครับ จะได้แนะนำ รพ.ได้สะดวก เพราะ รพ.เกือบทุกแห่งใน กทม จะมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางเดินอาหาร ( โรคตับแข็ง ) อยู่ครบครันแล้วนะครับ

    วิรินยาวรรณนา
    Wed Nov 23 2011 04:22:45 GMT+0700 (ICT)

    สวัสดีคะคุณหมอ แฟนหนูเป็นไวรัสตับอักเสบซีมาเกือบ20ปีแล้วคะ และที่ผ่านมาตรวจเลือดซาวน์ดูตับปีละ2ครั้ง แต่ผลของเลือดออกมาเหมือนคนปรกติคะ 3ปีที่แล้วเขาเลยขอหมอเจาะตับมาตรวจ ปรากฏว่าตับอยู่ขั้นที่2-3ก่อนเป็นตับแข็งคะ และต้องรักษาด้วยยาอินเตอร์ฟิรอน รักษาแรกๆไวรัสลดลงมากคะ จนเข้าเดือนที่7ไวรัสเพิ่มขึ้น หมอเลยสั่งหยุด และตอนนี้เขาก็กำลังจะรักษาด้วยยาตัวใหม่(อยู่สวิสคะ) แต่หนูมีข้อสงสัย ตรวจเลือดและซาวน์ดูทุกอย่างก็ยังปรกติ แต่เมื่อ3-4เดือนที่แล้วเขามีอาการสั่นหวาดกลัวโดยไม่รู้สาเหตุ นอนไม่ค่อยหลับ กินได้น้อยลงนํ้าหนักลด และมีอาการออกแสบออกร้อนตรงชายโครงด้านขวาที่ตรงตับนะคะ หนูสังเกตตามตัวและที่หน้า มีจุดแดงด้วยคะ หนูเลยอยากถามว่า เขาอยู่ขั้นไหนแล้วคะ ตับแข็งหรือยัง แล้วถ้าแบบนี้เขาจะมีชีวิตอีกนานแค่ไหนคะ ขอบพระคุณล่วงหน้าคะ