Miningitis : เยื้อหุ้มสมองอักเสบ

 มีไข้สูง ปวดศีรษะอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง คอแข็ง คลื่นไส้อาเจียนและอาจจะมีผื่นตามร่างกาย 

เมื่อมีอาการปวดหัวอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง
เข้าวันที่ 3 แล้วที่อาการปวดหัวไม่ดีขึ้นเลย จะมีอาการปวดรอบๆบริเวณขมับเหนือใบหู อาการปวดอย่างต่อเนื่องไม่มีเวลาพักแม้แต่เวลานอนหลับก็ยังฝันว่า ปวดหัวอยู่เลยวันนี้มีอาการเหมือนจะเป็นไข้ ก็นอนพักทั้งวันอาการก็ไม่ดีขึ้น จึงตัดสินใจไป ร.พ. ระหว่างทางต้องจอดรถลงไปอาเจียนเพราะคลื่นไส้มากๆ หมอตรวจอาการเบื้องต้น ก็บอกว่าเดี๋ยวจะจัดยาให้ไปกินที่บ้าน 2-3 วันถ้าไม่หายแล้วค่อยกลับมาหาหมออีกที ก็เลยบอกหมอว่าอยู่ที่บ้านไม่มีคนดูแล หมอจึงให้ admis คืนแรกที่ ร.พ. นอนหลับๆตื่นๆ ฝันว่าต้องผ่าตัดสมอง เนื่องจากมีเนื้องอก พยาบาลเข้ามาวัดไข้ทุก 2 ชั่วโมง ทำให้ความฝันขาดเป็นช่วงๆไม่ค่อยต่อเนื่องเท่าที่ควร

เช้าวันรุ่งขึ้นคุณหมอเข้ามาตรวจอีกครั้งมีการเจาะเลือดไปตรวจ วันนี้ทั้งวันอาการดีขึ้นไม่ค่อยปวดตอนที่ยาแก้ปวดยังออกฤทธิ์ 4 ชั่วโมงหลังจากยาหมดฤทธิ์ อาการปวดก็กลับมาอีกจนต้อง ร้องขอยาเพิ่ม หมอเข้ามาพบบอกว่าผลการตรวจเลือดไม่ได้บอกอะไรเพราะไม่พบความผิดปรกติใดๆ และแจ้งว่าจะส่งต่อให้หมอผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาทช่วยวินิจฉัยโรคอีกที

เช้าวันที่ 3 ที่ ร.พ. คุณหมอผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาท เข้ามาตรวจ และเจาะเลือดเพื่อตรวจเพิ่มเติม กระทั่งบ่ายคุณหมอก็แจ้งว่าผลเลือดไม่มีความผิดปรกติ หมอต้องการตัดประเด็นที่เกี่ยวข้องออกทีระอย่าง โดยจะขอตรวจการติดเชื้อในสมอง โดยการเจาะเอาน้ำในไขกระดูกสันหลังไปตรวจ ตอนแรกก็ไม่รู้หรอกครับว่าเค้าเจาะกันยังงัย จนคุณพยาบาลเข้ามาถามว่ากลัวมั๊ย?? ยังไม่ทันตอบคุณพยาบาลก็บอกว่าไม่ต้องกังวล เพราะเจ็บไม่มากเพราะจะฉีดยาชาให้ จนกระทั่งตกเย็นทีมหมอและพยาบาลก็เปิดประตูพลัวะกรูกันเข้ามา อย่างน่าตกใจ แล้วก็ทำการเจาะกระดูกสันหลัง คนที่เคยถูกบล๊อกหลัง เวลาผ่าตัด หรือคลอดลูกคนจะคุ้นเคยกันดีนะครับ ท่าเดียวกันเลย หลังจากเจาะเอาของเหล็วออกมาแล้วต้องนอนนิ่งๆ ห้ามลุกห้ามขยับเขยื่อนห้ามตะแครง 6- 8 ชั่วโมง โดยไม่ต้องมีเครื่องพันธนาการแต่อย่างใดเพียงแต่

คุณหมอบอกว่า "มีความเสี่ยงที่จะเป็นอัมพาธ" เพียงแค่นี้ก็เป็นเหตุผลเพียงพอที่ทำให้ผม นอนนิ่งๆ อั้นฉี่ ทนร้อนแผ่นหลังได้ตลอด 6 ชั่วโมงโดยไม่ปริปากบ่นสักคำครับ ยอมอยู่นิ่งๆสัก 6-8 ชั่วโมง ย่อมดีกว่าต้องอยู่นิ่งๆไปตลอดชีวิต จริงมั๊ยครับ


ตกดึกคืนนั้นคุณหมอก็เข้ามาแจ้งผลการตรวจ


หมอ : "เยื้อหุ้มสมองอักเสบจากการติดเชื้อไวรัส"
ค่อยโล่งอกหน่อยที่คุณหมอหาสาเหตุเจอซะที


ผม : "เกิดจากสาเหตุอะไรได้บ้างครับ"
หมอ : "เกิดได้จากสองสาเหตุครับ"
พอดีแฟนผมเดินเข้ามา
หมอ : "นี่ใช่ภรรยาคุณรึเปล่า"


ผม : "ใช่ครับ"
หมอ : "ปรกติแล้วโรคนี้จะไม่พบในคนทั่วๆไป นอกจากคนที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง..."
ผม : "...."
มีอาการคอแห้งกลืนน้ำลายไม่ลง


หมอ : "...."
ผม : "ชื่อคุ้นๆ....ใช่โรคเอดส์รึเปล่าครับหมอ"
หมอ : "ใช่...."
เงียบ.................................................!!!


ผม : "มีสาเหตุอื่นอีกรึเปล่าครับหมอ"
หมอ : "ไม่มีครับ!!!!!"
หมอ : "95เปอร์เซนต์ ของคนที่เป็นโรคนี้เกิดจากเป็นโรคเอดส์ครับ"
ผม : "...."
หมอ : "ผมจึงจะขอตรวจ HIV คุณจะยอมตรวจรึเปล่าครับ"
ผม : "เออ.......... ได้ครับ"
แล้วหมอก็เดินออกไป

เมื่อความเงียบเข้าปรกคุมอีกครั้ง ผมยังนอนนิ่งๆ จนดึกภรรยาผมก็กลับบ้าน คุณหมอก็ช่างรู้ใจว่าคืนนี้ผมต้องนอนไม่หลับแน่ๆ จึงให้พยาบาลเอายาช่วยให้นอนหลับมาให้ผมกินก่อนนอน แต่เหมือนไม่ได้ช่วยอะไรเลย ผมนอนหลับๆตื่นๆ จนเช้า คิดทบทวนเหตุการณ์ที่ผ่านมาว่ามีความเสี่ยงอะไรที่ทำให้ผมติดเชื้อ HIV ได้ คิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก เพราะผมไม่เคยเที่ยวผู้หญิง ไม่ใช่รักร่วมเพศ ที่เป็นกลุ่มเสี่ยง และไม่เคยใช้เข็มฉีดยาร่ามกับใคร หรือว่า....
ตอนบริจาคเลือด...


ตอนตรวจสุขภาพประจำปี...
หรือตอนเจาะเลือดที่ ร.พ.
หรือเคยถูกใครเอาเข็มฉีดยาที่มีเชื้อ มาขีดข่วนตอนไม่รู้ตัว....
หรือเชื้อจะเข้าทางผิวหนังที่มีบาดแผล............โอ้ยยยยย.....คิดไม่ออก................


หลังอาหารเช้า คุณพยาบาลเอาเอกสารการยินยอมให้ตรวจเลือดหา HIV มาเข้ามาให้เซนต์ พร้อมกับเจาะเลือดด้วยเข็มอันใหม่เกาะจากซองให้เห็นๆ ไม่มีคำพูดใดๆ ผมแค่มองจนพยาบาลเดินออกไป ผมต้องเป็นเอดส์ แน่ๆ หมอคงตรวจหา HIV ตั้งแต่เมื่อคืนแล้วไม่งั้นคงไม่กล้ายืนยันถึง 95 เปอร์เซนต์หรอก เช้านี้คงเป็นการตรวจอย่างเป็นทางการ เพราะต้องให้ผู้ป่วยเซนต์ชื่อยินยอมเป็นรายลักษ์อักษรก่อนแน่ๆ มันต้องใช่แน่ๆ มันเกิดเรื่องแบบนี้กับผมได้ยังงัยกัน.....


สายๆ ผมเริ่มทำใจได้คิดวิตกไปคงไม่ได้ช่วยอะไรให้สถานการณ์ดีขึ้นไปกว่านี้หรอก เอาเวลาที่เหลือมาคิดวางแผนรับมือดีกว่า.....


ผมน่าจะเข้าร่วมกับองค์กร หรือหน่วยงานที่ทำกิจกรรมด้านการเผยแพร่และให้ความรู้ เรื่องเอดส์ ผมน่าจะทำได้ อย่างน้อยก็เคยสัมผัสหรือผ่านๆ งานมาบ้าง เราต้องไม่ท้อแท้ ต้องร่วมเป็นกำลังใจให้กับเพื่อนๆผู้ติดเชื้อ อย่างน้อยๆ ตอนนี้ร่างการเรายังแข็งแรงดีอยู่ น่าจะยังมีเวลาอีกนาน คงเป็นโชคชะตาให้เราเกิดมาเพื่องานนี้มั้ง......

ยิ่งตอนนี้กำลังมีข่าวว่ารัฐบาลประกาศ "มาตรการบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยาต้านไวรัสเอดส์" จนประเทศไทยถูกจัดอันดับให้อยู่ในบัญชีประเทศที่ถูกจับตามองพิเศษ (PWL) เป็นความจริงเรื่องที่น่าชื่นชมอย่างยิ่งที่ทำให้ประชาชนได้เข้าถึงยาและมีชีวิตอยู่ได้ตามปกติ แต่ก้ต้องยอมรับว่า วันนี้ทั่วโลกถูกกลืนกินด้วยระบบทุนนิยม เพราะฉนั้นเราต้อง ทำอะไรซักอย่าง

นั่นก็คือ

ทำใจ.........................ทำใจ.........................ทำใจ.........................ทำใจ.........................ทำใจ.........................ทำใจ.........................ทำใจ.........................

 

บ่ายวันนั้นคุณหมอกลับเข้ามาอีกครั้งพร้อมกับยืนยันผลการตรวจเลือดว่า ผมไม่ได้เป็นเอดส์
หมอ : "ผมว่าแล้ว....อย่างคุณไม่น่าเป็นเอดส์"
ผม : "...."
เหนือสิ่งอื่นใดคือ ภรรยาผมครับ เธอบอกกับผมตั้งแต่นาทีแรกที่หมอบอกว่าผมอาจติดเชื้อว่า


"ไม่เป็นไรนะ.....ยังงัยโบว์ก็จะอยู่เคียงข้างปู่ตลอดไป........ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น....."

 

Remark :
Miningitis เยื่อหุ้มสมองอักเสบ

เยื่อหุ้มสมองอักเสบคืออะไร

สมองของคนจะมีเยื่อหุ้มสมองอยู่ 3 ชั้นที่เรียกว่า mininges และมีน้ำอยู่ระหว่างกลาง การอักเสบของเยื่อหุ้มสมองเรียกเยื่อหุ้มสมองอักเสบ Miningitis สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อ

ไวรัส และเชื้อแบคที่เรีย การที่ต้องแยกว่าเป็นไวรัส หรือเชื้อแบคทีเรีย เนื่องจากเชื้อไวรัสเป็นแล้วมักไม่รุนแรงแต่เชื้อแบคทีเรียเป็นแล้วมักรุนแรง

ไวรัสที่เป็นสาเหตุสามารถติดต่อจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งได้โดยผ่านทางเสมหะ และน้ำมูก แต่คนที่ไดัรับเชื้อส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดโรค

สำหรับเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุขึ้นกับอายุ

ในทารกแรกเกิดเชื้อที่เป็นสาเหตุส่วนใหญ่ได้แก่ Group B streptococci, Listeria, or Escherichia coli
เด็กอายุ 2-12 ปีเชื้อที่เป็นสาเหตุได้แก่ Neisseria meningitidis and Streptococcus pneumoniae, Haemophilus influenzae
เชื้อแบคทีเรียบางชนิดหากได้รับจะมีโอกาสติดเชื้อเยื่อหุ้มสมองอักเสบได้เช่น เชื้อ Neisseria meningitidis หรือไข้กาฬหลังแอ่นมักจะพบระบาดในสถานรับเลี้ยงเด็ก สำหรับเชื้อ

Haemophilus influenzae สามารถป้องกันได้โดยฉีดวัคซีน Hib vaccine

อาการของโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ

ผู้ป่วยจะมีไข้สูง ปวดศีรษะ คอแข็งเป็นอาการที่สำคัญบางรายอาจจะมีอาการ ซึมลง  คลื่นไส้อาเจียนบางรายอาจจะมีผื่น รายที่เป็นมากๆจะมีอากรความดันโลหิตต่ำ

การตรวจวินิจฉัย

หากประวัติและการตรวจร่างกายเข้าได้กับเยื่อหุ้มสมองอักเสบแพทย์จะทำการตรวจ

เจาะเลือดตรวจเลือดทั่วไปคือ CBC
บางรายอาจจะเจาะหาเกลือแร่
แพทย์จะเจาะหลัง (spinal tap,lumbar puncture )เพื่อนำน้ำไขสันหลังไปตรวจ
บางรายแพทย์อาจสั่งตรวจ computer scan

การรักษา

ถ้าเป็นเชื้อไวรัสแพทย์จะให้พัก และน้ำเกลือ ถ้าเป็นเชื้อแบคทีเรีย แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะที่เหมาะสม
การรักษาใช้เวลานานแค่ไหน

ผู้ป่วยที่เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียอาจจะต้องใช้ยาฉีด 10-14 วัน หลังจากหายจะต้องเฝ้าระวังโรคแทรกซ้อน เช่น หูหนวก ชัก หรือตาบอด

การป้องกัน

เชื้อส่วนใหญ่ไม่สามารถป้องกันได้ แต่มีเชื้อบางชนิดสามารถป้องกันได้

ป้องกันเชื้อ Haemophilus influenzaeโดยการฉีดวัคซีน Hib vaccine
คนที่สัมผัสกับผู้ป่วยไข้กาฬหลังแอ่นให้รับประทานยาป้องกันการติดเชื้อ วัคซีนป้องกันไข้กาฬหลังแอ่น ประเทศไทยยังไม่แนะนำ
วัคซีนป้องกันเชื้อปอดบวม pneumococcus สามารถป้องกันเยื่อหุ้มสมองอักเสบในผู้ใหญ่แต่ไม่สามารถป้องกันในเด็ก
ที่มา : http://www.siamhealth.net

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

 คำสำคัญ: โรคติดเชื้อ 
 หมายเลขบันทึก: 95730
 เขียน:  
 ความเห็น: 56  อ่าน: คลิก 
 สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ
 แจ้งลบ
 
 แจ้งลบ
บันทึกที่เกี่ยวข้อง
    บันทึกก่อนนี้
    บันทึกใหม่กว่า

    ความเห็น

    IP: xxx.188.47.209
    เขียนเมื่อ Wed Jun 06 2007 12:46:27 GMT+0700 (ICT)
    เยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Meningitis)
    • ลักษณะทั่วไป เยื่อหุ้มสมอง (Meninges) หมายถึง แผ่นเยื่อบาง ๆ ที่ห่อหุ้มเนื้อสมอง และไขสันหลังไว้ ถ้าเยื่อนี้เกิดการติดเชื้ออักเสบ เราเรียกว่า เยื่อหุ้มสมองอักเสบ โรคนี้นับว่าเป็นโรคที่มีอันตรายร้ายแรง ซึ่งยังพบได้บ่อยในบ้านเราในคนทุกวัย หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจตายหรือพิการได้ สาเหตุ เยื่อหุ้มสมองอักเสบแบ่งออกได้หลายชนิด ซึ่งมีสาเหตุและความรุนแรงแตกต่างกันไป เช่น
    • 1. เยื่อหุ้มสมองอักเสบเฉียบพลันชนิดมีหนอง (Acute purulent meningitis) อาจเกิดจากเชื้อนิวโมค็อกคัส (Pneumococcus), สเตรปโตค็อกคัส (Streptococcus), อีโคไล (E.Coli), เมนิงโกค็อกคัส (Meningococcus) เป็นต้น ซึ่งมักจะมีอาการเกิดขึ้นฉับพลันทันที และมีความรุนแรง อาจเป็นอันตรายในเวลาอันรวดเร็ว เชื้อโรคอาจแพร่กระจายจากแหล่งติดเชื้อที่ส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย (เช่น ปอดอักเสบ, เยื่อกระดูกอักเสบ, คออักเสบ) ผ่านกระแสเลือดมาที่เยื่อหุ้มสมอง หรือไม่ก็อาจลุกลามโดยตรง เช่น ผู้ป่วยหูชั้นกลางอักเสบเรื้อรัง อาจมีเชื้อโรคจากหูชั้นกลางลุกลามมาถึงเยื่อหุ้มสมองโดยตรง, หรือผู้ป่วยที่มีกะโหลกศีรษะแตกอาจมีเชื้อโรคลุกลามจากภายนอก เป็นต้น
    • 2. เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากวัณโรค (Tuberculous meningitis) เกิดจากเชื้อวัณโรค ซึ่งมักจะแพร่กระจายจากปอด หรือส่วนอื่น ๆ ของร่างกายมาที่เยื่อหุ้มสมองโดยผ่านทางกระแสเลือด โรคนี้มักจะมีอาการค่อย ๆ เกิดขึ้นอย่างช้า ๆ อาจกินเวลาเป็นสัปดาห์ แต่ผู้ป่วยมักจะมาหาหมอเมื่อมีอาการรุนแรง จึงทำให้มีอัตราตายหรือพิการค่อนข้างสูง พบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ พบมากในเด็กอายุ 1-5 ปี
    • 3. เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากไวรัส (Viral meningitis) อาจเกิดจากเชื้อคางทูม, เชื้อเอนเทอโรไวรัส (Enterovirus), เชื้อค็อกแซกคี (Coxsackie) เป็นต้น เชื้อโรคมักแพร่กระจายผ่านทางกระแสเลือด มักจะทำให้มีการอักเสบของสมองร่วมกับเยื่อหุ้มสมอง
    • 4. เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อรา ที่พบบ่อยในบ้านเรามีสาเหตุจากเชื้อคริปโตค็อกคัส (Cryptococcus) ซึ่งพบในอุจจาระของนกพิราบ ไก่ และตามดิน เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายโดยการหายใจเข้าทางปอด ผ่านกระแสเลือดไปที่เยื่อหุ้มสมอง จะมีอาการค่อย ๆ เกิดขึ้นอย่างช้า ๆ เช่นเดียวกับเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากวัณโรค มักพบในคนสูงอายุและคนที่มีร่างกายอ่อนแอเนื่องจากเป็นโรคเอดส์ มะเร็ง หรือโรคเรื้อรัง ส่วนในเด็กพบได้น้อยมาก เป็นโรคที่มีอันตรายร้ายแรงชนิดหนึ่ง เยื่อหุ้มสมองอักเสบชนิดนี้ มีชื่อเรียกว่า "เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อคริปโตค็อกคัส" (Cryptococcal meningitis)
    • 5. เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากพยาธิ (Eosinophilic meningitis) ที่พบบ่อยในบ้านเรา ได้แก่ ตัวจี๊ด และพยาธิแองจิโอ (Angiostrongylus canthonensis) โรคนี้อาจมีความรุนแรงมากน้อย แล้วแต่ความผิดปกติที่เกิดขึ้นในสมอง ถ้ามีเลือดคั่งในสมองหรือสมองส่วนสำคัญถูกทำลาย ก็อาจทำให้ตายหรือพิการได้ ถ้าเป็นไม่รุนแรงก็จะหายได้เอง พยาธิแองจิโอ พบมากทางภาคกลางและภาคอีสาน เป็นพยาธิที่มีอยู่ในหอยโข่ง ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมีประวัติกินหอยโข่งดิบ ก่อนมีอาการประมาณ 1-2 เดือน พยาธิเข้าไปในกระเพาะลำไส้และไชเข้าสู่กระแสเลือดแล้วขึ้นไปที่สมอง โรคนี้มักพบในตอนปลายฤดูฝน เพราะเป็นช่วงที่หอยโข่งตัวโตเต็มที่ ซึ่งชาวบ้านจะจับกิน

    อาการ  

    • อาการที่เป็นลักษณะเฉพาะของโรคนี้ ได้แก่ มีไข้ ปวดศีรษะรุนแรง อาเจียนมาก และคอแข็ง(คอแอ่นไปข้างหลัง และก้มไม่ลง) ผู้ป่วยส่วนมากจะบ่นปวดทั่วศรีษะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลามีการเคลื่อนไหวของศีรษะ (เช่น ก้มศรีษะ) มักจะปวดติดต่อกันหลายวัน และอาจรู้สึกปวดคล้ายศีรษะจะระเบิด กินยาแก้ปวดก็ไม่ช่วยให้ทุเลาส่วนอาการไข้ อาจมีไข้สูงตลอดเวลาหรือไข้ต่ำ ๆ ก็ได้ แล้วแต่สาเหตุ

    ถ้ามีสาเหตุจากพยาธิอาจมีไข้ต่ำๆ หรือไม่มีไข้ก็ได้ ถ้าหากไม่ได้รับการรักษา ต่อมาผู้ป่วยจะมีอาการกระสับกระส่าย สับสน ซึมเรื่อย ๆ จนกระทั่งหมดสติ นอกจากนี้ยังอาจมีอาการกลัวแสง เห็นภาพซ้อน กลืนลำบาก แขนขาเป็นอัมพาตหรือชักติด ๆ กันนาน ๆ ในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบ อาการอาจไม่ค่อยชัดเจน อาจมีไข้สูง กระสับกระส่าย ร้องไห้เสียงแหลม อาเจียน ชัก และกระหม่อมโป่งตึง อาจตรวจไม่พบอาการคอแข็ง

    ในผู้ป่วยที่เป็นเยื่อหุ้มสมองอักเสบเฉียบพลันชนิดเป็นหนอง อาจมีอาการคล้ายไข้หวัด หรือเจ็บคอนำมาก่อนสัก 12-14 ชั่วโมง แล้วจึงเกิดอาการปวดศีรษะ อาเจียน คอแข็ง

    ในรายที่เป็นเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อเมนิงโกค็อกคัส (Meningococcal meningitis) อาจมีผื่นแดงจ้ำเขียวขึ้นตามผิวหนังร่วมด้วย และอาจเกิดภาวะช็อกอย่างรวดเร็ว โรคนี้อาจพบระบาดได้ สามารถติดต่อทางระบบทางเดินหายใจ ชาวบ้านเรียกว่า ไข้กาฬหลังแอ่น (แปลว่า ไข้ออกผื่นร่วมกับอาการหลังแอ่น หรือ คอแอ่น คอแข็ง)

     ในรายที่เป็นเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากไวรัส มักมีอาการเกิดขึ้นเฉียบพลันด้วย อาการไข้ ปวดศีรษะอาเจียน คอแข็ง ซึม หรือ ชัก ส่วนมากจะมีอาการอยู่ประมาณ 2 วันถึง 2 สัปดาห์ แล้วจะค่อย ๆ หายจนเป็นปกติ ส่วนน้อยอาจมีโรคแทรกซ้อน

    ถ้ามีสาเหตุจากเชื้อวัณโรคหรือเชื้อรา มักจะมีอาการเป็นไข้ต่ำ ๆ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน นำมาก่อนประมาณ 2-3 สัปดาห์ ต่อมาจึงมีอาการคอแข็ง ปวดศรีษะรุนแรง หรือชัก

    ถ้ามีสาเหตุจากพยาธิ มักมีอาการปวดศีรษะรุนแรง อาเจียนคอแข็ง บางคนอาจมีอาการอัมพาตของใบหน้าหรือแขนขา

    ถ้ามีสาเหตุจากตัวจี๊ด อาจมีประวัติอาการของโรคพยาธิตัวจี๊ดนำมาก่อน สิ่งตรวจพบ ไข้สูง ซึม คอแข็ง แขนขาเป็นอัมพาต ชัก อาการแทรกซ้อน มักพบในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง หรือได้รับการรักษาช้าไป มักพบในผู้ป่วยที่มีสาเหตุจากเชื้อแบคทีเรีย (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เชื้อวัณโรค, เชื้อเมนิงโกค็อกคัส) เชื้อราและพยาธิภาวะแทรกซ้อนที่อาจพบได้ เช่น แขนขาเป็นอัมพาต หูหนวก ตาเหล่ ปากเบี้ยว โรคลมชักสมองพิการ , ปัญญาอ่อน, น้ำคั่งในสมองหรือไฮโดรเซฟาลัส (hydrocephalus), ฝีในสมอง เป็นต้น

    การรักษา

    หากสงสัยให้ส่งโรงพยาบาลด่วน ถ้ามีอาการชักควรฉีดไดอะซีแพม เข้าหลอดเลือดดำ หรือทางทวารหนักเพื่อลดอาการชักเกร็ง ถ้ามีภาวะขาดน้ำหรือช็อก ให้น้ำเกลือไประหว่างทางด้วย มักจะต้องทำการวินิจฉัยโดยการเจาะหลัง (lumbar puncture) ซึ่งจะพบว่าน้ำไขสันหลังขุ่น และวัดดูความดันน้ำไขสันหลังจะพบว่าสูงกว่าปกตินอกจากนี้ ควรนำน้ำไขสันหลังไปตรวจดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ เพาะเชื้อและหาสารเคมี เพื่อแยกแยะสาเหตุ

    ถ้าเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย จะให้ยาปฏิชีวนะตามชนิดของเชื้อที่พบถ้าเกิดจากเชื้อวัณโรคจะให้ยารักษาวัณโรค นาน 6-9 เดือน

    ถ้าเกิดจากเชื้อรา จะให้ยาฆ่าเชื้อรา ได้แก่ แอมโฟเทอริซิน บี (Amphotericin B)

    ถ้าเกิดจากเชื้อไวรัส ไม่มียารักษาโดยเฉพาะ จะให้การรักษาตามอาการ ซึ่งอาการมักจะดีขึ้นภายใน 2-3 สัปดาห์

    ถ้าเกิดจากพยาธิ ไม่มียาโดยเฉพาะ จะให้การรักษาตามอาการและทำการเจาะหลังซ้ำบ่อย ๆ เพื่อลดความดันน้ำไขสันหลังให้กลับลงสู่ปกติ หลังเจาะผู้ป่วยจะรู้สึกอาการดีขึ้นอย่างรวดเร็ว

    ข้อแนะนำ

    โรคนี้จัดเป็นโรคร้ายแรงชนิดหนึ่ง ถ้าหากให้การรักษายิ่งช้าก็ยิ่งมีอันตราย ดังนั้น ถ้าพบคนที่มีอาการปวดศีรษะ หรืออาเจียนอย่างรุนแรงที่ชวนให้สงสัยว่าจะเป็นโรคนี้ ควรส่งผู้ป่วยไปโรงพยาบาลทันที

    การป้องกัน โรคนี้อาจป้องกันได้โดย

    1. การป้องกันมิให้เป็นวัณโรค โดยการฉีดวัคซีนบีซีจีตั้งแต่แรกเกิด และถ้าเป็นวัณโรคควรรักษาให้หายขาด เพื่อป้องกันมิให้เกิดโรคแทรกซ้อน หรือแพร่เชื้อให้ผู้อื่น

    2. ป้องกันมิให้เป็นโรคพยาธิตัวจี๊ด และโรคพยาธิแองจิโอ โดยการไม่กิน กุ้ง ปลา หรือหอยโข่งดิบ

    3. ถ้าเป็นโรคหูน้ำหนวก หรือหูชั้นกลางอักเสบ ควรรีบรักษา อย่าปล่อยให้เป็นเรื้อรังจนเข้าสมอง

    4. ในกรณีที่เป็นผู้สัมผัส (ใกล้ชิด) ผู้ป่วยไข้กาฬหลังแอ่น ควรให้ยาปฏิชีวนะ ไรแฟมพิซิน

    รินทร์
    เขียนเมื่อ Thu Jun 14 2007 11:20:57 GMT+0700 (ICT)

    ด้วยความที่หยุดงานมาหลายวัน พอออกจาก ร.พ. วันรุ่งขึ้นก็รีบไปทำงานทันที แถมวันนั้นมีประชุมต่อจนมืด มีอาการปวดเล็กน้อย ก็คิดว่าคงเครียดจากการประชุม พอประชุมเสร็จบอกหัวหน้าว่าขอลาพักอีกซักวัน เพราะเหมือนยังไม่หายดี

     

    เป็นไปตามคาดครับ มันยังไม่หายจริงๆด้วย  คราวนี้ปวดหนักกว่าเดิมอีก ยาที่หมอให้มาก็กินไม่ได้เพราะยามีฤทธิ์กัดกระเพาะต้องกินหลังอาหาร แต่เรากินอะไรไม่ได้เลย ไข้ขึ้นปวดระบมไปทั้งตัว กินยาพาราเซตามอลแล้วนอนทั้งวันเพราะคิดว่าจะดีขึ้น จนเย็นทนไม่ไหวแล้ว กลับไปหาหมออีกครั้ง

     

    หมอเจ้าของไข้คนเดิมไม่อยู่ แต่ก็โทรมาให้พยาบาลฉีดยาแก้อาเจียนและให้ยาแก้ปวดอย่างแรง ทำให้ง่วงมาทั้งๆที่วันนี้นอนมาทั้งวันแล้ว ประมาณเที่ยงคืนหมอเจ้าของไข้กลับมาถึง สั่งไปทำ CT สแกนสมองทันที เพราะหมอคิดว่าเส้นเลือดในสมองแตกแน่ แล้วฉีดสีเข้าไปสแกนอีกรอบ

     

    เช้าวันรุ่งขึ้น หมอเจาะไขสันหลังอีกรอบเพราะไม่พบว่ามีเส้นเลือดในสมองแตก คราวนี้ตรวจหา ไวรัสเพิ่มอีกหลายชนิดและเพาะเชื้อหาเชื้อราและแบคทีเรีย

    คืนนั้นอาการดีขึ้นมากคงเป็นเพราะฤทธิ์ยาแก้ปวด วันรุ่งขึ้นหมอเข้ามาแจ้งผลตรวจบางตัวแต่ก็ไม่พบเชื้อคราวนี้หมอส่งไป สแกนสมองแบบ MRI เป็นการสแกนแบบละเอียดเพื่อตรวจหา เนื้องอก และ มะเร็ง

     

    นอนอยู่ ร.พ. อีก 7 วัน อาการปวดทุเลาลง พร้อมกับผลตรวจว่า ไม่พบอะไรเลย ไม่มีเชื้อรา ไม่มีเชื้อแบคทีเรีย ไม่พบไวรัสวัณโรค, ซิฟิรีส, เริม, โรคแพ้ภูมิตัวเอง, ไม่มีเนื้องอก ไม่เป็นมะเร็ง เส้นเลือดในสมองไม่แตก ให้กลับบ้านได้ อีก 1 สัปดาห์ ให้มาเจาะไขสันหลังยืนยันอีกที

    รินทร์
    เขียนเมื่อ Thu Jun 14 2007 11:26:52 GMT+0700 (ICT)

    พอครบ 7 วันตามที่หมอนัดก็ไปพบหมออีกทีเพื่อติดตามผล แต่อาการปวดยังไม่หายสทิท เกรงว่าเจาะไขสันหลังตอนนี้ก็อาจยังพบเชื้ออยู่จึง ขอให้หมอเลื่อนไปเจาะสัปดาห์หน้า

     

    อีก 7 วันต่อมาหมอให้เจาะไขสันหลังไปตรวจอีกทีเพื่อยืนยันว่าปลอดเชื้อแล้ว ซึ่งหลังการเจาะไขสันหลังต้องนอนหงายนิ่งๆ หามขยับตัวห้ามลุก 6-8 ช.ม. ไปพบหมอตอนสายๆ แต่กว่าจะได้เจาะก็เข้าบ่ายสองโมงแล้ว บอกหมอว่าไม่อยากนอน ร.พ.แล้วเบื่อเต็มทน หมอให้เป็น observe case คือนอนแค่ 6-8 ช.ม. แล้วให้กลับบ้านได้จ่ายค่าห้องแค่ครึ่งเดียว

    ประมาณ 4โมงเย็นก็เริ่มปวดหัวอีก ปรึกษาพยาบาลแล้วน่าจะเป็นเพราะเครียด เพราะช่วงบ่ายๆ จะปวดหัวเป็นประจำ คุณพยาบาลเอาเจลเย็นมาให้ประคบหัวแล้วนอนพัก 5โมงเย็นยังไม่หายก็เลยขอยาแก้ปวด เพราะทรมารมาหลายชั่วโมงแล้ว

     

    6 โมงเย็นหมอเข้ามาแจ้งผลตรวจไขสันหลังว่ายังพบเม็ดเลือดขาวอยู่ปริมาณมากแสดงว่ายังมีเชื้อไวรัสอยู่ ยังไม่หายซึ่งนับว่าแปลกมากเพราะถ้าเป็นไวรัสโดยทั่วไปจะหายได้เองภายใน 2 สัปดาห์ แต่นี่ก็เดือนกว่าแล้วทำใมยังไม่หาย หมอต้องการตรวจเพิ่มอีกหลายรายการ รวมถึงตรวจหาพยาธิในสมองที่ CT และ MRI ไม่เจอด้วย จึงให้เรานอน ร.พ. ต่ออีก 1วัน หมอจะกลับไปค้นตำราแล้วพรุ่งนี้จะมาบอกว่า ต้องทำงัยต่อ

     

    สรุปว่าตอนนี้ก็ยังไม่หาย และก็ยังหาสาเหตุไม่เจอ รักษาตามอาการไปเรื่อยๆ อีก 1 เดือนไปฟังผลตรวจ และเจาะไขสันหลังอีกที แล้วมันต้องเจาะอีกกีทีวะเนี้ยยยยยยยยยยย เจ็บนะโว้ยยยยยยยย

    เนปาลี
    เขียนเมื่อ Thu Jun 14 2007 12:49:23 GMT+0700 (ICT)
    • สวัสดีค่ะ คุณรินทร์ ..
    • ขอให้หายเร็ว ๆ นะคะ
    • น่าชื่นใจแทนคุณจริง ๆ ที่มีภรรยาน่ารัก  แค่คำพูดเดียวก็แทนความรู้สึกมากมายแล้วนะคะ  ที่บอกว่า " ไม่เป็นไรนะ.....ยังงัยโบว์ก็จะอยู่เคียงข้างปู่ตลอดไป........ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น.."
    IP: xxx.188.26.140
    เขียนเมื่อ Thu Jun 14 2007 22:08:07 GMT+0700 (ICT)

    อาการปวดศีรษะอาจจะเกิดจากสาเหตุอื่นร่วมด้วยได้ แต่จากประวัติของผู้ป่วยตรวจพบเม็ดเลือดขาวในน้ำไขสันหลัง เป็นการอักเสบของเยื่อหุ้มสมอง ซึ่งระยะเวลาตั้งแต่เริ่มต้น-ปัจจุบัน มากกว่า4สัปดาห์แล้ว เข้าได้กับภาวะเยื่อหุ้มสมองอักเสบเรื้อรัง

    ซึ่งมีสาเหตุหลายสาเหตุ
    1. ทั้งการติดเชื้อที่เยื่อหุ้มสมองอย่างเดียว
    2. ภาวะเยื่อหุ้มสมองอักเสบร่วมกับรอยโรคเฉพาะที่ของสมอง
    3. ภาวะเยื่อหุ้มสมองอักเสบร่วมถึงภาวะเนื้อเยื่ออักเสบ (Encephalitis)
    4. โรคที่ไม่ใช่โรคติดเชื้อ ได้แก่ Chronic benign lymphocytic meningitis, Neoplasm, Sarcoidosis เป็นต้น

    ข้อ 1,2,3 ตัดออกไปได้ เนื่องจากได้ตรวจภาวะการติดเชื้อต่าง ๆ แล้วปกติ, MRT, CT ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติ ดังนั้น อาจจะเป็นภาวะเยื่อหุ้มสมองอักเสบเรื้อรังจากโรคที่ไม่ใช่โรคติดเชื้อ คงต้องติดตามไปพบแพทย์ตามนัด ยาที่หมอให้ทานต่อเนื่อง เป็นยาแก้ปวด กินระยะแรกขณะนี้ไม่เป็นอันตราย แต่ควรตรวจและแก้ไขที่สาเหตุ

    พญ.สุปราณี นิมิตรวงศ์สกุล
    แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรกรรมประสาท ร.พ.สินแพทย์

    สอบถามข้อมูล โทร.0-2793-5000

    รินทร์
    เขียนเมื่อ Thu Jun 14 2007 22:15:13 GMT+0700 (ICT)

    ขอบคุณคุณเนปาลี มากครับ

    Sasinand
    เขียนเมื่อ Thu Jun 14 2007 22:21:33 GMT+0700 (ICT)

    สวัสดีค่ะ

    ไปหาหมอเฉพาะทางน่าจะดี

    แต่เท่าที่อ่านก้ดีขึ้นแล้ว คงต้องรักษาต่ออีกหน่อยค่ะ ใจเย็นๆค่ะ เป็นกำลังใจให้ค่ะ

    รินทร์
    เขียนเมื่อ Thu Jun 14 2007 22:25:52 GMT+0700 (ICT)

    ขอบคุณคุณ sasinanda  มากครับ

    โอ๋-อโณ
    เขียนเมื่อ Thu Jun 14 2007 22:38:24 GMT+0700 (ICT)
    มาให้กำลังใจด้วยคนค่ะ และขอบคุณคุณรินทร์
    ที่เอาเรื่องนี้มาเล่าสู่กันฟังค่ะ ขอให้ทราบสาเหตุหรือถ้าหาไม่ได้จริงๆก็หายอย่างสนิทและปลอดภัยในที่สุดนะคะ
    สำราญ
    IP: xxx.157.208.57
    เขียนเมื่อ Wed Jun 27 2007 22:39:35 GMT+0700 (ICT)
    ขอเป็นกำลังใจให้หายไวๆ นะครับ ติดตามข่าวอยู่เหมือนกันแต่ไม่ได้ไปเยี่ยม เชื่อเถอะมันจะต้องหายแน่นอน เดี๋ยวนี้หมอเขาเก่งครับ
    สำราญ
    IP: xxx.157.208.57
    เขียนเมื่อ Wed Jun 27 2007 22:42:03 GMT+0700 (ICT)
    ติดตามข่าวคราวอยู่ครับ ขอเป็นกำลังใจให้หายไวๆ ครับ มันต้องหายครับ
    รินทร์
    เขียนเมื่อ Fri Jun 29 2007 11:31:09 GMT+0700 (ICT)

    ขอบคุณทุกคนมากครับ


    ตอนนี้ดีขึ้นมาก อาการปวดศรีษะห่างขึ้นเรื่อยๆ แต่ยังไม่หายขาด หมอนัดเจาะไขสันหลังเมื่อวาน แต่ดันมาปวดหัวเอาวันนั้นพอดี ก็เลยขอเลื่อนนัดไปก่อน เพราะรู้ว่าเจาะไปก็ยังไม่หาย เดี๋ยวหมอก็ให้มาเจาะใหม่อีก รอให้หายดีก่อนดีกว่า จะได้ไม่ต้องเจ็บตัวหลายครั้ง

    ขอบคุณทุคนครับ

    ๑ ใน 77 โดย หุย
    เขียนเมื่อ Thu Jan 17 2008 22:17:48 GMT+0700 (ICT)
    อ่านแล้วน่ากลัวจังค่ะ

    นึกถึงตอนแม่ป่วย ถ้าเราไม่เอะใจนึ๊ดเดียว ... มันก็แย่ไปในบัดดล
    อย่างติดเชื้อเหมือนกัน แม่ไข้ขึ้น หนาวๆ ร้อนๆ ตลอด สลับกันทั้งวัน กินยาแก้ไขก็ไม่หาย เหงื่อท่วมตัว .. ไปรพ.ตรวจทุกอย่างก็ไม่เจอ พอเป็นครั้งที่ 2 เราก็คิดว่าอุปทานเหมือนครั้งแรก ไม่รู้จะทำยังไง...พอไปรพ. ก็สายไปเสียแล้ว....ไตไม่ทำงานค่ะ....ปิดประตูไปสวรรค์ได้เลย 

    โพสต์ตอนนี้คุณรินทร์คงหายดีแล้ว ได้รับความรู้เพิ่มขึ้นค่ะ จะได้ระแวดระวังเวลาเป็นอะไร จิ๊บๆ อย่าชะล่าใจดีที่สุดค่ะ

    สิ่งสำคัญที่สุดคือกำลังใจ สร้างกำลังใจตัวเองให้ดี และมีกำลังใจจากคนที่เรารัก และรักเรา เป็นยาเสริมค่ะ 
    รินทร์
    เขียนเมื่อ Thu Jan 17 2008 22:35:52 GMT+0700 (ICT)

    ขอบคุณ...

    คุณหุยมากครับ

    ขอแสดงความเสียใจเรื่องคุณแม่ด้วยนะครับ....

    พึ่งทราบจาก ประสบการณ์ ICU

    โบ้
    IP: xxx.151.232.70
    เขียนเมื่อ Sat Aug 16 2008 02:05:41 GMT+0700 (ICT)

    น้องผมมีอาการแบบนี้มา 3 สัปดาห์แล้ว ไปหาหมอมา 3 โรงบาล ยังไม่มีหมอคนไหนทราบว่าเป็นอะไร ขอบคุณคุณรินทร์ มากที่ แชร์ประสบการณ์ พรุ่งนี้เช้าจะให้น้องไปให้หมอตรวจเฉพาะทางและระบุว่าตรวจ โรคเยื่อสมองอักเสบ เลย

    คุณรินทร์ หายดีรึยังครับ ตกลงว่าเป็นเชื้อตัวไหน วิเคราะห์ทราบได้ด้วยวิธีอะไร บอกผมด่วนเลยนะครับ หรือโทรมาก็ได้ที่ 081-6515341 โบ้ (ไพยนต์ )

    ขอบคุณมากครับ

    รินทร์
    เขียนเมื่อ Sat Aug 16 2008 10:55:18 GMT+0700 (ICT)

    คุณโบ้ (ไพยนต์ )

    รีบปรึกษาหมอระบบประสาทด่วนเลยครับ บางทีหมอระบบประสาทเองก็อาจวินิจฉัยผิดด้วยซ้ำถ้าเรามีข้อมูลหรืออาการของผู้ป่วยต้องบอกให้หมดเปลือกเลยครับ

    เยื้อหุ้มสมองอักเสบในผู้ใหญ่เกิดได้จาก 3 สาเหตุหลักๆ

    1 ไวรัส มีหลายสายพันธ์ ไม่ค่อยรุนแรงมากมักหายได้เองภายใน7-14 วัน

    2 เบคทีเรีย ค่อนข้างรุนแรงเหมือนอาการของน้อง "Big D2B"

    3 พยาธิ แล้วแต่สถานการณ์

    กรณีของผมหมอพบทั้งไวรัส และพยาธิ

    การรักษาต้องเฉพาะเจาะจงลงไปครับ

    อันดับแรกไปหาหมอเฉพาะทางเกี่ยวกับระบบประสาทก่อน

    บางทีอาจจำเป็นต้องมีการเจาะน้ำใขสันหลังเพื่อตรวจหาความผิดปรกติและการติดเชื้อของเม็ดเลือดขาว

    ถ้าไม่เจออาจต้องทำ MRI+CT สแกน เพื่อดูความผิดปรกติของสมองและเส้นเลือด

    ได้ผลยังงัยเล่าสู่กันฟังมั่งนะครับ

    Aim
    IP: xxx.162.34.10
    เขียนเมื่อ Wed Oct 22 2008 09:58:30 GMT+0700 (ICT)

    อาการดีขึ้นรึยังคะ

    พอดีเพิ่งผ่านประสบการณ์คล้ายกันปวดหัวมากๆ เลยไปหาหมอ รู้ไหมกว่าหมอจะรู้ว่าเป็นอะไร ก้อเปลี่ยนไป 3รพ.(ของอย่างนี้เราต้องเชื่อความรู้สึกเราด้วยนะ เพราะหมอคนแรกบอกว่าแค่ไมเกรน)ทำCTไม่พบสิ่งผิดปกติ มารู้ตอนหมอเจาะน้ำไขสันหลังแล้วเจอเลือดปนออกมา เลยสรุปว่ามีเลือดออกในสมองแต่ยังไม่รู้ว่าตรงไหน อย่างไร หลังจากทำ MRI พบว่ามีเส้นเลือดโป่งสองจุด และต้องผ่าตัดสองครั้งเลย โดยครั้งแรกคุณหมอจัดการคลิปจุดแรกได้แต่จุดที่สองทำไม่ได้เลยต้องสอดสปริงไว้ และคงต้องตามผลไปอีกสามเดือนว่าดีขึ้นไหม

    หลังผ่าตัดได้เดือนนึง มีอันต้องกลับไปรพ.อีกเพราะปวดหัวและอาเจียน เลยทำCTอีก พบว่ามีน้ำในเยื่อหุ้มสมอง แต่คุณหมอยังไม่อยากเจาะน้ำออกเลยให้รอมันซึมไปเอง อาทิตย์หน้าต้องไปตรวจอีกถ้าไม่หายคงต้องเจาะ

    ก็พยายามไม่คิดแง่ร้ายนะคะว่ามันจะมีอะไรเลวร้ายกว่านี้ อยากให้การรักษาจบเร็วๆเหมือนกัน จะได้มีชีวิตปกติเหมือนเดิม ไงก็เป็นกำลังใจให้คุณรินทร์นะ หายเร็วๆล่ะ

    สวัสดีค่ะ

    อ่านบันทึกดู มีความรู้สึกว่าอาการค่อยเบาบางลงไปบ้างแล้วใช่ไหมคะ...ขอให้หายป่วยไว ๆ กำลังใจคือสิ่งสำคัญ คุณรินทร์มีกำลังใจดีคือภรรยาที่อยู่เคียงข้าง...สู้ สู้ ค่ะ...

    ♥< lovefull >♥
    เขียนเมื่อ Wed Oct 22 2008 10:15:41 GMT+0700 (ICT)
    • ขอให้หายเร็ว ๆ แบบหายขาดเลยนะคะ
    • ขอชมนิดหนึ่งว่า เล่าเรื่องได้เยี่ยมมาก น่าติดตาม
    • ขอให้กำลังใจนะคะ แต่สงสารภรรยาคุณตอนที่ยังไม่ทราบผล HIVS
    • ขอบคุณค่ะ
    รินทร์
    เขียนเมื่อ Wed Oct 22 2008 17:54:52 GMT+0700 (ICT)

    P P

    17. Aim

    18. คุณครู วรางค์ภรณ์ เนื่องจากอวน

    19. << lovefull >>

    ขอบคุณทั้ง 3 ท่านมากครับที่ กรุณาแวะเข้ามาเป็นกำลังใจ

    ตอนนี้ผมหายดีแล้วครับ

    เป็นห่วงก็แต่คุณ 17. Aim  ที่ยังต้องเข้ารับการรักษาอีก

    ยังงัยก็ขอเป็นกำลังใจให้หายเร็วๆนะครับ

    ขอบคุณครับ

    ยศกร
    IP: xxx.143.156.118
    เขียนเมื่อ Thu Nov 13 2008 10:04:08 GMT+0700 (ICT)

    พี่ๆๆๆๆๆๆ...คุณ หมอ หรือผู้เชี่ยวชาญๆๆๆๆๆ.....ขอช่วยหน่อยๆๆๆ.....

    ผมก่อเปนแบบนนี้เหมือนกันนะครับบ..........

    อาการแรกเริ่มๆๆๆ.....

    1.ปวดศรีษธข้างเดียว(ขวา...บริเวรหน้าผากและบริเวรหลังศรีษะ)..

    2. คอแข็ง...แกรง..คอแห้ง...กลืนนำลายไม่ลง......

    3.หน้ามืดตาลาย.........

    เมื่อสับดาก่อนผมไปหาหมอ.....หมอบอกว่า..คอผมอักเสบเส้นประสาทเลยไปกระตุ้นสมอง...เลยทำไห้ปวดหัว.....

    จากนั้น หมอจึงจัดยามาไห้ผมโดนมี ยาพารา...ยาแก้อักเสพ...ยาอม...เระยาแก้ปวด..........

    แต่เวลาผ่านไป1 สับดาแล้วยังม่ายหายผมเลยมาลองเปิดเวปดู.....เหนแล้วก่อตกจัยนะคับ.....

    ใครก่อด้ายช่วยผมบอกผมทีผมควรทำยังงัย.....เดี๊ยวเย๊นนี้ผมลองไปหาหมออีกทีดุนะครับบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบ........ผมปวดมาเกือบ2 สับดาแล้ววววว...........อาการก่อเหมือนเดิมๆๆๆยังงัยมีอะไรแนะนำแอดมาเมลผมนะคับบบ..........yodsakorn_123@hotmail.com ขอบพระคุณคับ... ......................

    เตย
    IP: xxx.42.97.20
    เขียนเมื่อ Tue Mar 17 2009 23:19:00 GMT+0700 (ICT)

    ช่วงหลังมานี้คนใกล้ตัวเตยเป็นโรคเกี่ยวกับสมองหลายคนเลยค่ะ

    คนแรก อา เป็นโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบค่ะ ตอนนี้อา รักษาหายแต่ก็เอ๋อไปแล้ว ไม่สามารถทำงานได้แล้วค่ะ ช่วยตัวเองได้บ้าง นิดหน่อย

    คนที่สอง เพื่อนสาขาเดียวกัน เรียนๆเที่ยวด้วยกันมาอยู่ดีๆ ก็เป็นโรคที่ประมาณว่า เยื้อหุ้มสมองไม่สร้างตัวหรืออะไรประมาณนี้ ไม่แน่ใจค่ะ เพราะไม่ได้คุยกับแม่เขา คุยกับตัวเขาน่ะค่ะ แรกๆเค้าีมีอาการมือเท้าชา ลิ้นแข็งพูดไม่ได้เลยค่ะ เค้าดรอปเรียนไปเทอมนึง กลับมาเรียนใหม่ เรียนไม่ได้ค่ะ ไม่มีสมาธิ อยากทำอะไรก็ทำ กลายเป็นคนนิสัยไม่ดีไปเลยค่ะ นั่งกันอยู่ในรถ ในห้องแอร์ เค้าก็จุดบุหรี่ขึ้นมาสูบเฉยเลย แล้วเค้าจะต้องฉีดยาทุกวันค่ะ เค้าบอกว่าเมื่อย อยู่ๆก็ลงไปนั่งกับพื้นดินเลยค่ะ แค่ช่วยเหลือตัวเองได้แค่นั้น

    ล่าสุดพี่สาวค่ะ

    เพิ่งเข้าผ่าตัดเมื่อวันที่ 15 มีนา 52 เนี้ยค่ะ

    เค้าปวดหัวมาหลายปีค่ะ ปวดมานาน ไปหาหมอก็ว่าเป็นไมเกรน แต่ก็ไม่ได้กังวลอะไร

    พี่สาวเป็นคนค่อนข้างเครียดค่ะ จบเศรษฐศาสตร์ ม.เกษตร ได้เกียรตินิยมอันดับสอง

    ตอนนี้กำลังจะจบโทปีนี้น่ะค่ะ เตยว่าเค้าคงจะเครียดกับทีสิด เพราะเค้าเคยพูดเล่นๆว่าจะจบพร้อมกับเตยจบตรี ก่อนส่งเข้ารพ. เค้ามีอาการปวดหัวมากค่ะ แล้วก็ร้องกรี๊ดๆๆๆๆลั่นซอยพอส่งเข้ารพ. หมอบอกให้ผ่าตัดด่วนเลยค่ะ รู้สึกว่าจะเป็นเกี่ยวกับเส้นเลือดในสมองขดตัว ไม่แน่ใจอ่ะค่ะ ตอนนี้เค้าผ่าแล้วอาละวาดมากค่ะ พูดไม่รู้เรื่อง หมอบอกว่าเค้าจะดีขึ้นค่ะ คงจะช่วยเหลือ แต่ก็จะเป็นอย่างนี้ไปตลอดชีวิต เดี๋ยวจะไปเฝ้าพี่สาววันศุกร์นี้ค่ะ

    ทำไงดีค่ะ พี่สาวจะมีสิทธิหายไหม อยากให้เค้าปกติ กลับไปเรียนได้เหมือนเดิม

    แกอายุ24เองนะคะ กำลังไปได้ดีกับงาน และการเรียน ทำไมอ่ะค่ะ โรคแบบนี้ทำไมเดี๋ยวนี้เป็นกันเยอะจริงๆ สาเหตุคืออะไร

    พี่รินทร์เจ๋งมากเลยค่ะ เป็นปกติ เขียนหนังสือได้ และใช้ชีวิตปกติธรรมดา หนูจึงอยากขอคำปรึกษาจากพี่ค่ะ ติดต่อกลับได้จากเมล์ก็ดีคะ่พี่่ ขอบคุณค่ะ

    รินทร์
    เขียนเมื่อ Wed Mar 18 2009 20:39:02 GMT+0700 (ICT)

    น้องเตยครับ
    โรคเกี่ยวกับสมองเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมากครับ
    คงต้องอาศัยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เฉพาะทางเป็นผู้รักษาและให้คำแนะนำนะครับ

    พวกเราก็ได้แต่ช่วยเป็นกำลังใจและภาวนา ให้พี่สาวและเพื่อนของน้องเตยหายเป็นปรกติครับ

    คงต้องฝากความหวังไว้กับคุณหมอที่รักษาแหละครับ

    สิ่งที่เราๆพอทำได้ก็คือการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ อาการเบื้องต้นที่เป็นสัญญาน ของโรค สาเหตุที่ทำให้เกิดโรค และประสบการณ์การรักษา เพื่อให้ผู้คนได้ศึกษา
    จะได้รู้ตัวล่วงหน้าและป้องกันก่อนที่อาการจะรุกลามรุนแรงจนสายเกินแก้ไข น่ะครับ

    ขอเป็นกำลังใจให้พี่สาวน้องเตยหายไวไว นะครับ


    ป.ล. เรื่องพยาธิในสมองก็ สำคัญมากเหมือนกันครับ เพราะถ้ารักษาผิดวิธีก็อันตรายถึงชีวิตได้ครับ
    http://gotoknow.org/blog/pygbox/238959

    เพียว
    IP: xxx.113.121.149
    เขียนเมื่อ Fri Jul 31 2009 00:26:06 GMT+0700 (ICT)

    ตอนนี้แฟนนอนอยู่โรงพยาบาลค่ะ หมอบอกว่าเป็น viral miningitis

    วันนี้เพิ่งเจาะน้ำจากระดูกไขสันหลังไปตรวจ รอดูผลพรุ่งนี้ว่าหมอจะบอกว่าอะไรบ้าง

    แต่คุณหมอบอกว่า 2-3 สัปดาห์ก็น่าจะหาย

    เห้อ...ไม่สบายใจเลยค่ะ เป็นห่วงแฟนมากๆ

    เพียว
    IP: xxx.113.121.149
    เขียนเมื่อ Fri Jul 31 2009 00:28:04 GMT+0700 (ICT)

    อยากทราบอีกอย่างค่ะ คือว่าโรคนี้ เป็นโรคติดต่อไหมค่ะ?

    จะได้ระวังตัวมากขึ้น

    รินทร์
    เขียนเมื่อ Sun Aug 02 2009 22:10:34 GMT+0700 (ICT)

    คุณเพียวครับ

    viral miningitis คือโรคเยื่อหุ้มสมองที่เกิดจากเชื้อไวรัส

    ซึ่งมีมากมายหลากหลายสายพันธ์มากครับ

    การติดต่อก็ขึ้นอยู่กับว่ามันเป็นไวรัสชนิดไหน

    และถ้าเรามีภูมิคุ้มกันไวรัสชนิดนั้นๆอยู่แล้วก็ไม่เป็นไรครับ

    การตรวจน้ำไขสันหลังคุณหมอจะสุ่มตรวจเฉพาะไวรัสที่น่าสงสัย

    หรือที่ตรวจพบบ่อยในคนไข้รายอื่นๆ ซัก 2-3 ชนิดเท่านั้นครับ

    เพราะไม่สามารถตรวจได้ทั้งหมดเนื่องจากเสียเวลาและค่าใช้จ่ายสูงครับ

    ส่วนใหญ่พอหายป่วยแล้วก็ไม่ค่อยมีใครสงสัยหรอกครับว่ามันเป็นชนิดไหน

    จะให้ดีสอบถามรายระเอียดจากคุณหมอที่ทำการรักษาดีที่สุดครับ

    ขอให้หายเร็วๆนะครับ

    น้องแตน
    IP: xxx.24.222.5
    เขียนเมื่อ Sat May 22 2010 14:08:01 GMT+0700 (ICT)

    สวัสดีค่ะ คุณรินทร์ แตนดีใจจังที่มีเพื่อนร่วมชะตากรรมเดี๋ยวกันอยู่บนโลกใบนี้ แตนก็เป็นโรคนี้เหมือนกัน แตกต่างตรงที่แตนเป็นโรคเยื้อหุ้มสมองอักเสบเรื้อรัง รักษายังไงก็ไม่หาย ทำ CT + MRI Scan แล้วก็ไม่พบอะไร

    เริ่มเป็นตั้งแต่อายุ 16 ปี ตอนเรียนอยู่ม.ปลาย จนตอนนี้จบปริญญาตรีได้ 2 ปี เกือบ 3 ปี อายุ 24 ปีแล้ว เจาะน้ำไขสันหลังจนท้อ ฉายแสงนับครั้งไม่ถ้วน ตอนนี้อาการยังทรงตัวอยู่ก็ยังคือว่ายังโชคดีที่สามารถทำงานหาเงินรักษาตัวเองได้ไม่เบียดเบียนพ่อแม่ แตนขอเป็นกำลังใจให้คุณรินทร์หายไวๆๆน่ะค่ะ

    รินทร์
    เขียนเมื่อ Sat May 22 2010 22:19:39 GMT+0700 (ICT)

    เป็นกำลังใจให้คุณน้องแตนเช่นกันนะครับ

    ขอให้หายไวไวนะครับ

    อย่าพึ่งท้อนะครับแม้ว่าค่ารักษาออกจะแพงไปหน่อยก็ตาม

    จริงๆแล้วตอนนี้ผมรักษาจนหายสนิทแล้วล่ะครับ

    แต่ที่รู้สึกแย่มากๆๆตอนนี้ก็คือ

    บริษัทประกันชีวิตปฏิเสธการทำประกันชิวิตของผมหมดเลย

    แม้ว่าจะไม่รวมประกันสุขภาพก็ตาม

    เห็นแก่ตัวโคตรๆ

    ตอนเราสุขภาพแข็งแรงนะ มาอ้อนวอนให้เราทำประกัน

    พอเรามีประวัติเคยป่วยนะปฏิเสธหมดเลย

    ยังดีที่เคยทำประกันชีวิตไว้บ้างก่อนป่วย......

    อย่างไรก็ตาม....ขอเป็นกำลังใจให้คุณน้องแตนและเพื่อนร่วมชะตากรรม หายป่วยไวไวนะครับ

    มุ้ย
    IP: xxx.84.4.171
    เขียนเมื่อ Fri May 28 2010 13:18:45 GMT+0700 (ICT)

    รบกวนด้วยน่ะค่ะ กลุ้มใจมากเลย พอดีตอนนี้พี่สาวมุ้ยเป็นโรคนี้พอดี แต่มีปัญหาตรงที่ว่า พี่สาวไม่ได้ยินอะไรเลย (หูหนวก) ไม่ทราบว่าอาการนี้จะหายมั้ย แล้วมีวิธีการรักษายังไง เพราะอาการอื่นดีขึ้นมากแล้ว ตอนแรกไม่รู้เรื่องเลยค่ะ อยู่ ร.พ. เกือนเดือนแล้ว แต่ หูหนวกนี้เป็นขึ้นทีหลัง ตอนแรกได้ยินปกติค่ะ รบกวนแนะนำด้วยน่ะค่ะ

    ขอบคุณมากค่ะ

    มะเหมี่ยว
    IP: xxx.27.140.38
    เขียนเมื่อ Thu Jun 03 2010 15:42:33 GMT+0700 (ICT)

    เวลาให้ยาฆ่าเชื้อมีผลอะไรไหม

    อดุลย์
    IP: xxx.49.205.84
    เขียนเมื่อ Wed Jun 09 2010 15:32:30 GMT+0700 (ICT)

    ขอบคุณมาก ครับ ที่แบ่งปันความรู้ดี ๆ ให้ ตอนนี้พ่อ ผมก็เป็นโรคนี้อยู่โรงบาล ขอบคุณมาก ครับ

    รินทร์
    เขียนเมื่อ Wed Jun 09 2010 23:00:17 GMT+0700 (ICT)

    คุณมุ้ย, คุณมะเหมี่ยว,

    ติดแพทย์ต่อผู้เชี่ยวชาญด่วนเลยครับ

    เป็นกำลังใจให้ทุกคนหายไวไวนะครับ

    diada_meme
    IP: xxx.89.116.254
    เขียนเมื่อ Wed Sep 29 2010 13:22:16 GMT+0700 (ICT)

    ตอนนี้แม่ของแฟนก็รอตรวจเยื่อหุ้มสมองอักเสบอยู่กำลังจะเจาะไข แต่แฟนกลุ้มมากเลยกลัวแม่เป็นไรมากอยากรู้ว่าคนที่เค้าเป็นเนี่ยเค้ารักษากันหายไหม แล้วมีผลแทรกซ้อนอะไรบ้างหรือป่าวดูเหมือนว่าแม่เค้าจะอาการหนักอยู่เหมือนกัน

    ช่วยส่งเมล์มาบอกกันด้วยนะคะ อยากทราบด่วนเลยคะ

    รินทร์
    เขียนเมื่อ Wed Sep 29 2010 21:34:40 GMT+0700 (ICT)

    คุณ diada_meme,

    ถ้าเกิดจากการติดเชื้อไวรัส ก็รักษาตามอาการ

    สามารถหายได้ภายใน 2-3 สัปดาห์ครับ

    แต่ถ้าเกิดจากสาเหตุอื่นเช่นเชื้อแบคทีเรียหรือพยาธิ คุณหมอต้องดูแลใกล้ชิดครับ

    ยังงัยก็ขอให้คุณแม่หายไวไวนะครับ

    ปรียานุช
    IP: xxx.7.175.87
    เขียนเมื่อ Tue Dec 07 2010 12:49:05 GMT+0700 (ICT)

    ตอนนี้ คุณพ่อนอนอยู่โรงพยาบาล 5 วันแล้ว เจาะไขสันหลัง คุณหมอบอกว่าเป็นโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ"ไวรัส"

    คุณพ่อหนูยังไม่หายเป็นปกติเลย

    พ่อบอกว่าปวดหัวมากหัวแถบจะระเบิดแล้วจะไม่หวัยแล้วน๊ะถ้ายังปวดเเบบนี้

    ต้องกินยาแก้ปวดก่อนที่อาการจะเริ่ม ลุกนั่งไม่ค่อยสะดวก เจ็บหัวมากมากวันล่ะ 1-2 ครั้ง คุณหมอยังให้น้ำเกลือและยาฆ่าเชื้ออยู่

    เมื่อไหร่คุณพ่อของหนูจะหายดีค่ะ

    IP: xxx.35.225.240
    เขียนเมื่อ Wed Dec 08 2010 11:16:34 GMT+0700 (ICT)

    from page 1

    =======================

    เยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Meningitis)

    ■ลักษณะทั่วไป เยื่อหุ้มสมอง (Meninges) หมายถึง แผ่นเยื่อบาง ๆ ที่ห่อหุ้มเนื้อสมอง และไขสันหลังไว้ ถ้าเยื่อนี้เกิดการติดเชื้ออักเสบ เราเรียกว่า เยื่อหุ้มสมองอักเสบ โรคนี้นับว่าเป็นโรคที่มีอันตรายร้ายแรง ซึ่งยังพบได้บ่อยในบ้านเราในคนทุกวัย หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจตายหรือพิการได้ สาเหตุ เยื่อหุ้มสมองอักเสบแบ่งออกได้หลายชนิด ซึ่งมีสาเหตุและความรุนแรงแตกต่างกันไป เช่น

    ■1. เยื่อหุ้มสมองอักเสบเฉียบพลันชนิดมีหนอง (Acute purulent meningitis) อาจเกิดจากเชื้อนิวโมค็อกคัส (Pneumococcus), สเตรปโตค็อกคัส (Streptococcus), อีโคไล (E.Coli), เมนิงโกค็อกคัส (Meningococcus) เป็นต้น ซึ่งมักจะมีอาการเกิดขึ้นฉับพลันทันที และมีความรุนแรง อาจเป็นอันตรายในเวลาอันรวดเร็ว เชื้อโรคอาจแพร่กระจายจากแหล่งติดเชื้อที่ส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย (เช่น ปอดอักเสบ, เยื่อกระดูกอักเสบ, คออักเสบ) ผ่านกระแสเลือดมาที่เยื่อหุ้มสมอง หรือไม่ก็อาจลุกลามโดยตรง เช่น ผู้ป่วยหูชั้นกลางอักเสบเรื้อรัง อาจมีเชื้อโรคจากหูชั้นกลางลุกลามมาถึงเยื่อหุ้มสมองโดยตรง, หรือผู้ป่วยที่มีกะโหลกศีรษะแตกอาจมีเชื้อโรคลุกลามจากภายนอก เป็นต้น

    ■2. เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากวัณโรค (Tuberculous meningitis) เกิดจากเชื้อวัณโรค ซึ่งมักจะแพร่กระจายจากปอด หรือส่วนอื่น ๆ ของร่างกายมาที่เยื่อหุ้มสมองโดยผ่านทางกระแสเลือด โรคนี้มักจะมีอาการค่อย ๆ เกิดขึ้นอย่างช้า ๆ อาจกินเวลาเป็นสัปดาห์ แต่ผู้ป่วยมักจะมาหาหมอเมื่อมีอาการรุนแรง จึงทำให้มีอัตราตายหรือพิการค่อนข้างสูง พบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ พบมากในเด็กอายุ 1-5 ปี

    ■3. เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากไวรัส (Viral meningitis) อาจเกิดจากเชื้อคางทูม, เชื้อเอนเทอโรไวรัส (Enterovirus), เชื้อค็อกแซกคี (Coxsackie) เป็นต้น เชื้อโรคมักแพร่กระจายผ่านทางกระแสเลือด มักจะทำให้มีการอักเสบของสมองร่วมกับเยื่อหุ้มสมอง

    ■4. เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อรา ที่พบบ่อยในบ้านเรามีสาเหตุจากเชื้อคริปโตค็อกคัส (Cryptococcus) ซึ่งพบในอุจจาระของนกพิราบ ไก่ และตามดิน เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายโดยการหายใจเข้าทางปอด ผ่านกระแสเลือดไปที่เยื่อหุ้มสมอง จะมีอาการค่อย ๆ เกิดขึ้นอย่างช้า ๆ เช่นเดียวกับเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากวัณโรค มักพบในคนสูงอายุและคนที่มีร่างกายอ่อนแอเนื่องจากเป็นโรคเอดส์ มะเร็ง หรือโรคเรื้อรัง ส่วนในเด็กพบได้น้อยมาก เป็นโรคที่มีอันตรายร้ายแรงชนิดหนึ่ง เยื่อหุ้มสมองอักเสบชนิดนี้ มีชื่อเรียกว่า "เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อคริปโตค็อกคัส" (Cryptococcal meningitis)

    ■5. เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากพยาธิ (Eosinophilic meningitis) ที่พบบ่อยในบ้านเรา ได้แก่ ตัวจี๊ด และพยาธิแองจิโอ (Angiostrongylus canthonensis) โรคนี้อาจมีความรุนแรงมากน้อย แล้วแต่ความผิดปกติที่เกิดขึ้นในสมอง ถ้ามีเลือดคั่งในสมองหรือสมองส่วนสำคัญถูกทำลาย ก็อาจทำให้ตายหรือพิการได้ ถ้าเป็นไม่รุนแรงก็จะหายได้เอง พยาธิแองจิโอ พบมากทางภาคกลางและภาคอีสาน เป็นพยาธิที่มีอยู่ในหอยโข่ง ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมีประวัติกินหอยโข่งดิบ ก่อนมีอาการประมาณ 1-2 เดือน พยาธิเข้าไปในกระเพาะลำไส้และไชเข้าสู่กระแสเลือดแล้วขึ้นไปที่สมอง โรคนี้มักพบในตอนปลายฤดูฝน เพราะเป็นช่วงที่หอยโข่งตัวโตเต็มที่ ซึ่งชาวบ้านจะจับกิน

    อาการ

    ■อาการที่เป็นลักษณะเฉพาะของโรคนี้ ได้แก่ มีไข้ ปวดศีรษะรุนแรง อาเจียนมาก และคอแข็ง(คอแอ่นไปข้างหลัง และก้มไม่ลง) ผู้ป่วยส่วนมากจะบ่นปวดทั่วศรีษะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลามีการเคลื่อนไหวของศีรษะ (เช่น ก้มศรีษะ) มักจะปวดติดต่อกันหลายวัน และอาจรู้สึกปวดคล้ายศีรษะจะระเบิด กินยาแก้ปวดก็ไม่ช่วยให้ทุเลาส่วนอาการไข้ อาจมีไข้สูงตลอดเวลาหรือไข้ต่ำ ๆ ก็ได้ แล้วแต่สาเหตุ

    ถ้ามีสาเหตุจากพยาธิอาจมีไข้ต่ำๆ หรือไม่มีไข้ก็ได้ ถ้าหากไม่ได้รับการรักษา ต่อมาผู้ป่วยจะมีอาการกระสับกระส่าย สับสน ซึมเรื่อย ๆ จนกระทั่งหมดสติ นอกจากนี้ยังอาจมีอาการกลัวแสง เห็นภาพซ้อน กลืนลำบาก แขนขาเป็นอัมพาตหรือชักติด ๆ กันนาน ๆ ในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบ อาการอาจไม่ค่อยชัดเจน อาจมีไข้สูง กระสับกระส่าย ร้องไห้เสียงแหลม อาเจียน ชัก และกระหม่อมโป่งตึง อาจตรวจไม่พบอาการคอแข็ง

    ในผู้ป่วยที่เป็นเยื่อหุ้มสมองอักเสบเฉียบพลันชนิดเป็นหนอง อาจมีอาการคล้ายไข้หวัด หรือเจ็บคอนำมาก่อนสัก 12-14 ชั่วโมง แล้วจึงเกิดอาการปวดศีรษะ อาเจียน คอแข็ง

    ในรายที่เป็นเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อเมนิงโกค็อกคัส (Meningococcal meningitis) อาจมีผื่นแดงจ้ำเขียวขึ้นตามผิวหนังร่วมด้วย และอาจเกิดภาวะช็อกอย่างรวดเร็ว โรคนี้อาจพบระบาดได้ สามารถติดต่อทางระบบทางเดินหายใจ ชาวบ้านเรียกว่า ไข้กาฬหลังแอ่น (แปลว่า ไข้ออกผื่นร่วมกับอาการหลังแอ่น หรือ คอแอ่น คอแข็ง)

    ในรายที่เป็นเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากไวรัส มักมีอาการเกิดขึ้นเฉียบพลันด้วย อาการไข้ ปวดศีรษะอาเจียน คอแข็ง ซึม หรือ ชัก ส่วนมากจะมีอาการอยู่ประมาณ 2 วันถึง 2 สัปดาห์ แล้วจะค่อย ๆ หายจนเป็นปกติ ส่วนน้อยอาจมีโรคแทรกซ้อน

    ถ้ามีสาเหตุจากเชื้อวัณโรคหรือเชื้อรา มักจะมีอาการเป็นไข้ต่ำ ๆ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน นำมาก่อนประมาณ 2-3 สัปดาห์ ต่อมาจึงมีอาการคอแข็ง ปวดศรีษะรุนแรง หรือชัก

    ถ้ามีสาเหตุจากพยาธิ มักมีอาการปวดศีรษะรุนแรง อาเจียนคอแข็ง บางคนอาจมีอาการอัมพาตของใบหน้าหรือแขนขา

    ถ้ามีสาเหตุจากตัวจี๊ด อาจมีประวัติอาการของโรคพยาธิตัวจี๊ดนำมาก่อน สิ่งตรวจพบ ไข้สูง ซึม คอแข็ง แขนขาเป็นอัมพาต ชัก อาการแทรกซ้อน มักพบในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง หรือได้รับการรักษาช้าไป มักพบในผู้ป่วยที่มีสาเหตุจากเชื้อแบคทีเรีย (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เชื้อวัณโรค, เชื้อเมนิงโกค็อกคัส) เชื้อราและพยาธิภาวะแทรกซ้อนที่อาจพบได้ เช่น แขนขาเป็นอัมพาต หูหนวก ตาเหล่ ปากเบี้ยว โรคลมชักสมองพิการ , ปัญญาอ่อน, น้ำคั่งในสมองหรือไฮโดรเซฟาลัส (hydrocephalus), ฝีในสมอง เป็นต้น

    การรักษา

    หากสงสัยให้ส่งโรงพยาบาลด่วน ถ้ามีอาการชักควรฉีดไดอะซีแพม เข้าหลอดเลือดดำ หรือทางทวารหนักเพื่อลดอาการชักเกร็ง ถ้ามีภาวะขาดน้ำหรือช็อก ให้น้ำเกลือไประหว่างทางด้วย มักจะต้องทำการวินิจฉัยโดยการเจาะหลัง (lumbar puncture) ซึ่งจะพบว่าน้ำไขสันหลังขุ่น และวัดดูความดันน้ำไขสันหลังจะพบว่าสูงกว่าปกตินอกจากนี้ ควรนำน้ำไขสันหลังไปตรวจดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ เพาะเชื้อและหาสารเคมี เพื่อแยกแยะสาเหตุ

    ถ้าเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย จะให้ยาปฏิชีวนะตามชนิดของเชื้อที่พบถ้าเกิดจากเชื้อวัณโรคจะให้ยารักษาวัณโรค นาน 6-9 เดือน

    ถ้าเกิดจากเชื้อรา จะให้ยาฆ่าเชื้อรา ได้แก่ แอมโฟเทอริซิน บี (Amphotericin B)

    ถ้าเกิดจากเชื้อไวรัส ไม่มียารักษาโดยเฉพาะ จะให้การรักษาตามอาการ ซึ่งอาการมักจะดีขึ้นภายใน 2-3 สัปดาห์

    ถ้าเกิดจากพยาธิ ไม่มียาโดยเฉพาะ จะให้การรักษาตามอาการและทำการเจาะหลังซ้ำบ่อย ๆ เพื่อลดความดันน้ำไขสันหลังให้กลับลงสู่ปกติ หลังเจาะผู้ป่วยจะรู้สึกอาการดีขึ้นอย่างรวดเร็ว

    ข้อแนะนำ

    โรคนี้จัดเป็นโรคร้ายแรงชนิดหนึ่ง ถ้าหากให้การรักษายิ่งช้าก็ยิ่งมีอันตราย ดังนั้น ถ้าพบคนที่มีอาการปวดศีรษะ หรืออาเจียนอย่างรุนแรงที่ชวนให้สงสัยว่าจะเป็นโรคนี้ ควรส่งผู้ป่วยไปโรงพยาบาลทันที

    การป้องกัน โรคนี้อาจป้องกันได้โดย

    1. การป้องกันมิให้เป็นวัณโรค โดยการฉีดวัคซีนบีซีจีตั้งแต่แรกเกิด และถ้าเป็นวัณโรคควรรักษาให้หายขาด เพื่อป้องกันมิให้เกิดโรคแทรกซ้อน หรือแพร่เชื้อให้ผู้อื่น

    2. ป้องกันมิให้เป็นโรคพยาธิตัวจี๊ด และโรคพยาธิแองจิโอ โดยการไม่กิน กุ้ง ปลา หรือหอยโข่งดิบ

    3. ถ้าเป็นโรคหูน้ำหนวก หรือหูชั้นกลางอักเสบ ควรรีบรักษา อย่าปล่อยให้เป็นเรื้อรังจนเข้าสมอง

    4. ในกรณีที่เป็นผู้สัมผัส (ใกล้ชิด) ผู้ป่วยไข้กาฬหลังแอ่น ควรให้ยาปฏิชีวนะ ไรแฟมพิซิน

    ปรียานุช
    IP: xxx.7.139.158
    เขียนเมื่อ Wed Dec 15 2010 09:03:40 GMT+0700 (ICT)

    พ่อหายดีแล้วค่ะ วันนี้จะได้ออกจากโรงพยาบาลแล้วค่ะ ดีใจจังจะได้กลับบ้านแล้ว

    รินทร์
    เขียนเมื่อ Wed Dec 15 2010 11:53:47 GMT+0700 (ICT)

    ดีใจด้วยคราบบบ

    ขอให้หายเป็นปกติโดยเร็วครับบบ

    เหมียว
    IP: xxx.120.115.252
    เขียนเมื่อ Thu Jan 13 2011 23:24:41 GMT+0700 (ICT)

    คนที่เป็นเยื่อหุ้มสมองอักเสบ มีความเสี่ยงทีจะเป็นเอดส์มากเลยหรอคะ

    รินทร์
    เขียนเมื่อ Thu Jan 13 2011 23:32:07 GMT+0700 (ICT)

    ไม่ใช่ครับ...

    แต่คนเป็นเอดส์มีโอกาสเป็นเยื่อหุ้มสมองอักเสบครับ

    เพราะ เมื่อภูมิคุ้มกันของร่างการมีความบกพร่อง ก็จะเปิดโอกาสให้เชื้อโรค รวมทั้งเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกาย และสมองได้ง่ายขึ้นครับ

    เหมียว
    IP: xxx.91.18.201
    เขียนเมื่อ Fri Jan 14 2011 12:53:14 GMT+0700 (ICT)

    ดิฉันเคยเป็นเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากไวรัสมีโอกาสเป็นเอดส์ไหมคะ ตอนออกจาก รพ ไม่เห็นหมอขอตรวจเอดส์เลย

    รินทร์
    เขียนเมื่อ Fri Jan 14 2011 13:04:25 GMT+0700 (ICT)

    อันนี้ก็ต้องแล้วแต่การวินิจฉัยของคุณหมออ่ะครับ

    ถ้าเราไม่แน่ใจหรือเป็นกลุ่มเสี่ยงก็ขอตรวจได้นะครับ

    การตรวจหาเชื้อไวรัส เอชไอวี เป็นความสมัครใจ

    และต้องได้รับการยินยอมก่อนตรวจครับ

    เหมียว
    IP: xxx.91.18.201
    เขียนเมื่อ Fri Jan 14 2011 13:11:27 GMT+0700 (ICT)

    แล้วได้ตรวจเลืดซ้ำอีกครั้งหรือยังคะ

    รินทร์
    เขียนเมื่อ Fri Jan 14 2011 13:14:06 GMT+0700 (ICT)

    ไม่ครวจแล้วครับ... หายแล้วครับ

    เหมียว
    IP: xxx.10.165.242
    เขียนเมื่อ Fri Jan 14 2011 14:46:59 GMT+0700 (ICT)

    หมายถึงตรวจเลือดหาเชื้อ hiv อีกครั้งหรือป่าวค่ะ

    รินทร์
    เขียนเมื่อ Fri Jan 14 2011 15:03:47 GMT+0700 (ICT)

    ไม่ได้ตรวจครับ... คุณหมอแจ้งผลตรวจตั้งแต่คราวนู้นแล้วว่าไม่มีเชื้อครับ

    เหมียว
    IP: xxx.10.165.242
    เขียนเมื่อ Fri Jan 14 2011 15:11:46 GMT+0700 (ICT)

    พอดีอ่านหนังสือเจออ่ะค่ะ ว่า อาการ acute phase น่ะค่ะ จะมาอาการคล้ายเยื่อหุ้มสมองอักเสบซึ่ง จะไม่สามารถตรวจพบเชื้อ ซึ่ง หมอจะให้การวินิจฉัยว่า เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากไวรัส ซึ่งอาการ เฟสนี้จะเป็นหลังจากติดเชื้อ 2-4 สัปดาห์ ซึ่งจะไม่สามารถตรวจพบ antibody ของเชื้อ ทำให้ พบว่าผลเลือดเป็นลบ แต่จะพบ viral load จำนวนมหาศาล เลยถามไงคะ ว่าตรวจซ้ำแล้วหรือยัง

    รินทร์
    เขียนเมื่อ Fri Jan 14 2011 15:18:33 GMT+0700 (ICT)

    อ้อ..ครับ

    ที่ไม่ได้ตรวจซ้ำเพราะว่าผมมั่นใจว่าไม่ได้อยู่ในกลุ่มเสี่ยง

    และอีกอย่างก็หายจากอาการป่วยด้วยเยื่อหุ้มสมองอักเสบ มากว่า 3 ปีแล้วครับ

    ขอบคุณครับ สำหรับความรู้เรื่อง acute phase

    cd
    IP: xxx.26.106.148
    เขียนเมื่อ Wed Mar 30 2011 08:29:58 GMT+0700 (ICT)

    น้องเพิ่งเข้าโรงพยาบาลเมื่อวานค่ะเค้ามีอาการเกร็งตัวงอนอนไม่ได้สติเค้าจะมีโอกาสหายเป็นปรกติมั้ยค่ะ

    หนึ่ง
    IP: xxx.49.61.9
    เขียนเมื่อ Tue May 03 2011 18:40:24 GMT+0700 (ICT)

    ปวดหัวมาก ไข้สูง ไป นอน รพ.วันที่ 3 เจาะกระดูกสันหลังครับรู้ว่าเป็น เยื้อหุ้มสมองอักเสบ"ไวรัส" พอวันที่ 5 อาการปวดหัวหายไป

    ไม่มีไข้แล้ว คุณหมอให้กลับบ้านได้ พอกลับมาอยู่บ้านไม่ปวดแล้ว แต่ยังมีอาการมึน ๆ หัวอยู่พอกินยาแก้ปวดอาการก็จะหายไป

    แต่พอหมดฤทธิ์ยาอาการมึน ๆ หัวก็จะกลับมา วันนี้วันที่ 7 แล้ว(นับจาก ไป รพ.พยาบาล) อาการ "มึน ๆ " ก็ยังไม่หาย อย่างนี้ถือว่าปกติหรือเปล่าค่ะ

    รินทร์
    เขียนเมื่อ Tue May 03 2011 22:14:14 GMT+0700 (ICT)

    ไปปรึกษาคุณหมอที่ให้การรักษา ดีที่สุดครับ

    ต่าย
    IP: xxx.172.177.100
    เขียนเมื่อ Sat Feb 18 2012 11:44:07 GMT+0700 (ICT)

    ตอนนี้กลุ้มมากเลยค่ะ มาอ่านบล็อคนี้เจอ ให้ประสบการณ์ดีค่ะ

    ตอนนี้น้องชาย เป็น เนื้อเยื่อในสมองอักเสบ เข้าโรงพยาบาลตั้งแต่ 8 กุมภาพันธ์ 2555 วันนี้ 18 แล้วค่ะ 10 วันแล้ว

    น้องชายปวดหัว ทรมานมาก อาการของน้องเค้าก็คือ ปวดหัวมาก ขาไม่ค่อยมีแรง ปัสสาวะบ่อยมาก แต่ไม่เยอะ หมอสแกนสมองด้วยคอมพิวเตอร์ ก็แล้ว สแกนด้วยแม่เหล็ก ก็แล้ว หมอก็บอกว่า เป็นเนื้อเยื่อในสมองอักเสบ แต่หมอก็แปลกใจว่า อาการน่าจะดีขึ้น ทำไมยังปวดหัวมากอยู่ อาทิตย์ที่แล้ว หมอให้ยาตัวใหม่ น้องชายเกือบแย่เลยค่ะ พูดไม่ได้ ไม่รู้เรื่อง นี่หมอเปลี่ยนยาตัวเก่าให้ พูดโอเคแล้ว แ่ต่ก็ยังปวดหัวมากอยู่ จะเป็นช่วงตอนกลางคืนตั้งแต่ เช้ามืด จนถึงสว่าง สงสารเค้ามากค่ะ ไม่รู้จะช่วยเค้าอย่างไง

    แต่ของน้องชาย หมอตรวจผลเลือด ผลเลือดเป็น บวก hiv นะค่ะ น้องชายก็ งง เหมือนกัน หมอบอกเป็นมาประมาณ 4 เดือนแล้ว แต่น้องชายทำงานที่โรงงานเย็บผ้าแห่งหนึ่ง มีทั้งไรฝุ่น แถมยังนั่งหน้าพัดลมไอน้ำทั้งวันอีก แต่เราก็ไม่รู้สาเหตุจากอะไร แต่ประมาณ 3-4 เดือนก่อน น้องชายเป็นเริม ที่หน้า น่ากลัวมากค่ะ ไม่รู้ว่า ติดเชื้อมาจากตรงนั้นหรือเปล่า เพราะว่าภรรยาของน้องชาย ไม่ติดเชื้อ hiv นะค่ะ ตอนนี้กลุ้มใจมาก อยากให้น้องชายดีขึ้น เค้าก็เป็นห่วงอยากทำงาน เพราะมีภาระต้องส่ง รถ และก็ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีก อย่างว่าแหละค่ะ คนเคยแข็งแรง น้องเพิ่ง 30 ต้น ๆ เองค่ะ เค้าเคยวางแผนอนาคตไว้ ปีนี้ ส่งรถหมด ว่าจะกลับมาอยู่บ้าน ปลูกบ้านเล็ก ๆ สักครั้ง นึกถึงคำพูดคำนั้น ก็ใจหายค่ะ ส่วนตัวคิดว่า ถ้าเค้าทำงานไม่ได้ ก็อยากให้ร่างกายเค้าแข็งแรง เดินได้ พูดได้ ความจำได้ แบบว่าช่วยเหลือตัวเองได้อ่ะค่ะ ทำงานเบา ๆ และอีกอย่าง อยากให้แฟนเค้าอยู่ดูแลเค้าตลอดไป นั่นก็คือ กำลังใจที่ดีที่สุด อีกอย่างหนึ่งของเค้า ไม่อยากให้น้องคิดมากอ่ะค่ะ

    อยากจะทราบว่า มีโรงพยาบาลที่ไหนที่รักษาแบบนี้โดยตรงไหมค่ะ แล้วมันจะมีสิทธิ์หายไหม หรือว่าใช้ชีวิตแบบปกติอ่ะค่ะ เป็นห่วงเค้ามาก

    ช่วยตอบกลับด้วยนะค่ะ

    ต่าย 086-202-5764

    jittima_tk@hotmail.com

    รินทร์
    เขียนเมื่อ Thu Feb 23 2012 20:47:49 GMT+0700 (ICT)

    คุณต่ายครับ,

    ผมเองก็ไม่ค่อยมีความรู้เรื่องสมอมากนัก แต่เท่าที่คุณต่ายเล่ามาดูเหมือนว่า "เนื้อเยื้อในสมอง" จะแตกต่างจาก "เยื้อหุ้มสมอง" นะครับ

    ส่วนสาเหุตุการอักเสบในสมองมันมาเกี่ยวพันกับ HIV ก็เนื่องมาจาก สมองของคนเรามีกลไกและระบบป้องกันที่แข็งแกร่งที่สุด เรียกว่ามีภูมิคุ้มกัน เมื่อไหร่ก็ตามที่ภูมิคุ้มกันนี้ถูกทำรายโดยเชื้อไวรัส HIV จึงทำให้การทำงานของภูมิคุ้มกันนี้เกิดความบกพร่อง ทำให้เชื้อโรคร้ายต่างๆ สามารถเข้าสู่สมองได้โดยง่าย ดังนั้นเมื่อเกิดการติดเชื้อในสมองโดยไม่มีบาดแผล คุณหมอจึงสันนิฐานว่าภูมิคุ้มกันบกพร่อง

    อยู่ภายใต้การดูแลของคุณหมอดีที่สุดครับ

    ครอบครัวและคนที่รักเป็นกำลังใจที่ดีที่สุดครับ

    ยังไงก็ขอเป็นกำลังใจให้น้องชายของคุณต่ายหายไวไว

    แพท
    IP: xxx.49.242.200
    เขียนเมื่อ Sun Feb 26 2012 02:45:49 GMT+0700 (ICT)

    ตอนนี้พี่สาวเป็นวัณโรคขึ้นสมองและยารักษาก็ส่งผลให้ตับอักเสบ และตอนนี้ก็เป็นไวรัสตับอักเสบบีด้วย อยากทราบว่าต้องพาไปรักษาที่ไหนดีคะ ตอนนี้รักษาอยู่ที่สมเด็จ ณ ศรีราชา อาการมีแต่แย่ลง รบกวนด้วยค่ะ สงสารพี่มาก ขอบคุณค่ะ

    ต่าย
    IP: xxx.51.85.3
    เขียนเมื่อ Fri Mar 02 2012 11:05:09 GMT+0700 (ICT)

    ขอบคุณมากนะค่ะ น้องชายเสียแล้วค่ะ ทุกคนในครอบครัวเสียใจมาก ผลสรุปก็คือ หมอลงในใบมรณะ ว่าเป็นเอดส์ ทุกคนเสียใจมาก แต่อาการมันเร็วมากเลยนะค่ะ อาจจะเป็นเพราะว่าเค้าเป็นมานานแล้วแต่ไม่รู้ตัว พอมันขึ้นสมอง ก็เร็วมากค่ะ

    รินทร์
    เขียนเมื่อ Wed Mar 07 2012 21:02:48 GMT+0700 (ICT)

    ขอแสดงความเสียใจ กับการสูญเสียอย่างประเมิญค่ามิได้ ของคุณต่ายและครอบครัวครับ

    อย่างไรก็ตาม ขอเป็นกำลังใจให้กับคนที่ยังต้องดำเนินชีวิตต่อไปนะครับ

     อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
     ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
    {{ kv.current_user.preferred_name }} - เพิ่มความเห็นเพิ่มความเห็น
     ใส่รูปหรือไฟล์