ผลงานศิลปินไทย

 ฤา จะคือ หญิงงามตามอุดมคติ 

Nut_pr

แม่หญิงล้านนา โดย สุภร พลินทรากูล

 

Nut_pr

New works by 5 Thai fashion photographers including
Sakchai Guy, Punsiri Siriwetchapun, Chutharut Pornmuneesoontorn,
Nat Prakobsantisuk, and Nopadon Chotasiri.
This exhibition is a part of Month of Photography Bangkok 3,
organised by 100 Tonson Gallery in collaboration with Alliance Francaise Bangkok and the French Embassy.on Friday 7 July 2006 from 7 pm onwards
contact +66(0)-2684-1527, +66(0)-1406-7565

 

โดย อาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต

โดย อาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต

โดย อาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต
โดย อาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต
 

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

 หมายเลขบันทึก: 93069
 เขียน:  
 ความเห็น: 35  อ่าน: คลิก 
 สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ
 แจ้งลบ
 
 แจ้งลบ
บันทึกก่อนนี้
บันทึกใหม่กว่า

ความเห็น

ชุมชนKM คณะแพทย์ขอนแก่น
เขียนเมื่อ Sat Apr 28 2007 15:35:30 GMT+0700 (ICT)
  • สวยจริงๆ
pinkyannie
เขียนเมื่อ Sat Apr 28 2007 15:51:22 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณ

P
ที่เข้ามาร่วมชื่นชมผลงานศิลปินไทยค่ะ

แก้ว..อุบล จ๋วงพานิช
เขียนเมื่อ Sat Apr 28 2007 16:23:00 GMT+0700 (ICT)
  • ภาพสวยมากค่ะ
  • ขอบคุณ ที่นำสิ่งดีดีมาให้ดูนะจ๊ะ
แก้ว..อุบล จ๋วงพานิช
เขียนเมื่อ Sat Apr 28 2007 16:24:47 GMT+0700 (ICT)

น้าแก้วชอบภาพนี้

เพราะแนนกับแพตเคยเล่นขิมตอนเด็กๆ

แต่ตอนนี้ขิมตัวนั้นยัอยู่กับน้าแก้วอยู่เลย

Ranee
เขียนเมื่อ Sat Apr 28 2007 16:36:15 GMT+0700 (ICT)
ขอบทุกภาพเลยค่ะอาจารย์ หาดูยากจริง ๆ ทุกภาพเหมือนมีชีวิต อ่อนช้อยเป็นความลงตัวจริง ๆ ค่ะ
pinkyannie
เขียนเมื่อ Sat Apr 28 2007 16:53:13 GMT+0700 (ICT)

คุณอุบลชอบภาพเดียวกับคุณแม่เลยค่ะ แอนชอบภาพถ่าย (ภาพที่สองจากบน) และภาพสุดท้ายค่ะ ดูเป็นผู้หญิงที่สวยแต่มีมิติดี ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่

ขอบคุณค่ะคุณ Ranee ที่เข้ามาชม ศิลปินไทยก็มีความสามารถมากเลยนะคะ สามารถสะท้อนมุมมองผู้หญิงงามตามแบบของตนได้น่าประทับใจ โดยเฉพาะอาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต ซึ่งแอนชื่นชอบตั้งแต่ทำรายงานศึกษาผลงานและอัตชีวประวัติอาจารย์สมัยเรียนมหาวิทยาลัย

Kati
เขียนเมื่อ Sat Apr 28 2007 17:05:18 GMT+0700 (ICT)

 

Nut_pr

ชอบภาพนี้ ครับ

ถ้ามองเฉพาะความงามแบบผิดปกติ จากความงามที่เราเห็นในยุคสมัยของเรา เพราะงาม แบบที่สะท้อนโลกแห่งความงามของอดีต ในจักรวาลวิทยาแบบคนไทยดั้งเดิมมากครับ

แขนเป็นลำเทียน นิ้วดั่งเทียนเกลาเรียว ใบหน้าขาวผ่อง เป็นขาวที่ลอยออกมา ไม่ต้องแสดงสีหน้า เพราะมีเพียงอารมณ์ความรู้สึกเดียว คิ้วก็ดั่งคันศร โกร่งงามให้ตรงตามความงามในเชิงอุดมคติ

แต่ที่ชอบมากกว่า คืออารมณ์ของภาพครับ

งามแบบที่ตั้งใจมาก ซ่อนความรู้สึกของนางรำ และอารมณ์ของผู้ชายเบื้องหลัง แทนสีของตัวละครชัดมาก โดดเด่นเหมือนการนำเสนอภาพวาด ที่อธิบาย วางสีสัน ตำแหน่งและเรื่องราว เหมือนภาพละครเวที มีสีสัน มีการกำกับจังหวะ มีมิติ ได้หมดจดและหลากหลายอารมณ์มากครับ

ภาพสวยมากครับ

Kati
เขียนเมื่อ Sat Apr 28 2007 17:06:54 GMT+0700 (ICT)

ถ้าจำไม่ผิด ภาพนี้ ออกตัวว่าเป็นภาพสะท้อนของหุ่นกระบอกใช่ไหมครับ ตัวแสดงสื่ออารมณ์และวางเนื้อหาให้เป็นการบอกเล่าเรื่องของหุ่นกระบอกไทย ซ้อนความรู้สึกเยอะดีครับ

ยังยืนยันว่า สวยมากครับ

pinkyannie
เขียนเมื่อ Sat Apr 28 2007 21:29:00 GMT+0700 (ICT)

ดีใจที่คุณ Kati ได้ผ่านเข้ามาชม เพราะคุณ Kati มักจะมีข้อคิดเห็นที่เพิ่มระดับสาระให้ blog แอนอยู่เสมอ

กลับไปทำการบ้านเพิ่มเติมมาแล้วค่ะ ภาพที่คุณ Kati ชอบเป็นงานที่คุณณัฐ ประกอบสันติสุข ช่างภาพแฟชั่น (สำเร็จการศึกษาจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ เอกวรรณคดีอังกฤษ โทศิลปการละคร จากนั้นจึงไปเรียนต่อที่ London College of Printing) เป็นผู้ถ่ายภาพไว้ เพื่อแสดงในงานเทศกาลเดือนแห่งภาพถ่ายกรุงเทพ ครั้งที่ 3  ของสมาคมฝรั่งเศส โดยศิลปินจะร่วมสะท้อนเรื่องราวภายใต้บริบทที่แตกต่างกันออกไปตามหัวเรื่องที่ศิลปินแต่ละคนได้ค้นคว้าและนำเสนอ

สำหรับ theme ของงานในครั้งนี้(2006)คือ  THEATRE DE LA MODE
ŒUVRES DU FONDS NATIONAL D’ART CONTEMPORAIN
คุณณัฐ ประกอบสันติสุขนำเสนอในหัวข้อ "Theatre of Fashion Show" ซึ่งภาพของคุณณัฐได้เข้าร่วมนิทรรศการ จัดแสดงที่ ต้นสนแกลเลอรี่

ภาพดูคล้ายการแสดงหุ่นกระบอกนะคะ ตัวละครผู้หญิงเหมือนถูกเชิดโดยตัวละครผู้ชายที่อยู่ด้านหลัง

ก็น่าจะเป็นไปได้ว่า ต้องการจัดองค์ประกอบต่างๆให้เป็นแบบการแสดงละครหุ่นกระบอกไทย นะคะ

pinkyannie
เขียนเมื่อ Sun Apr 29 2007 10:52:45 GMT+0700 (ICT)

แนะนำประวัติการศึกษาคุณณัฐ ประกอบสันติสุขไว้เพื่อจะได้ให้ credit เจ้าของภาพนะคะ

หากสนใจงานของคุณณัฐ ประกอบสันติสุข มีตัวอย่างของงานชิ้นอื่นๆอยู่ในเวบไซต์ของ Tonson Gallery ค่ะ

Kati
เขียนเมื่อ Fri May 11 2007 03:34:17 GMT+0700 (ICT)

มีรายละเอียดที่น่าสนใจมาฝากครับ คุณแอน

เป็นบทชื่นชมความงามของสตรีในวรรณกรรมไทยมาฝากครับ

บทชมความงามในอุปมาอุปมัย ชื่นชมความงามของอิสตรีในเนื้อหา วรรณกรรม มัทนะพาธา งามผิวประไพผ่อง                      กลทาบศุภาสุพรรณ
งามแก้มแฉล้มฉัน                       พระอรุณแอร่มละลาน
งามเกศะดำขำ                           กลน้ำ ณ ท้องละหาน
งามเนตรพินิศปาน                      สุมณีมะโนหะรา
งามทรวงสล้างสอง                     วรถันสุมนสุมา
ลีเลิศประเสริฐกว่า                      วรุบลสะโรชะมาศ
งามเอวอนงค์ราว                        สุระศิลปิชาญฉลาด
เกลากลึงประหนึ่งวาด                 วรรูปพิไลยพะวง
งามกรประหนึ่งงวง                      สุระคชสุเรนทะทรง
นวยนาฏวิลาสวง                        ดุจะรำระบำระเบง
ซ้ำไพเราะน้ำเสียง                       อรเพียงพิรมประเลง
ได้ฟังก็วังเวง                              บมิว่างมิวายถวิล

เขียนถึงเนื้อหาในความงามของสตรีไทย ต่อนะครับ

จะติดตามอ่านครับ

ขอบคุณครับ

pinkyannie
เขียนเมื่อ Sun May 13 2007 03:25:12 GMT+0700 (ICT)

ไพเราะมากค่ะ ขอบคุณนะคะ คุณ 

PKati
มัทนา
เขียนเมื่อ Wed May 16 2007 01:56:47 GMT+0700 (ICT)

ทำไม งาม = ขาว

งามแบบสาวเหนือ สาวลาว หรือ คนไทยเชื้อสายจีนเท่านั่น?

หญิงไทยที่งามคมเข้มมีให้เห็นได้บ่อยๆ แต่ไม่ค่อยพบในงานจิตรกรรม? 

:  ) น่าสนใจนะคะ

 

Kati
เขียนเมื่อ Thu May 17 2007 18:58:24 GMT+0700 (ICT)

คิดว่า งามผิวประไพผ่อง กลทาบศุภาสุพรรณ น่าจะเป็นคติฝังใจในเชิงจิตรกรรม เพื่อเปรียบเทียบและแบ่งแยกความแตกต่าง ในเชิงคู่ตรงข้าม เหมือนกันนะครับ เท่าที่เคยอ่านวรรณกรรมวิพากษ์ โดยเฉพาะในเชิงอิตถีเพศ โดยแบ่งด้วยวิธีมองดูผู้คน จะกึ่งเหยียดหยาม กึ่งเลือกปฏิบัติก็คงจะจริง ไม่นับกับการแบ่งถึงสกุลแห่งตัวตน ที่มากำหนดเนื้อหาของผิวพรรณอีกต่างหาก

ก็เห็นข้อสังเกตุหนึ่ง ที่อธิบายว่า โดยพื้นฐาน เมื่อหญิงไทยโดยทั่วไปผิวค่อนข้างคมเข้ม ค่อนข้างคล้ำ ก็ทำให้เกิดความโดดเด่นแตกต่าง และสร้างมุมมองเชิงเปรียบเทียบขึ้นมาประกบนะครับ คือเมื่อมองไปก็เห็นพื้นๆ มองเห็นสิ่งที่ยากพบเห็น เห็นผู้หญิงผิวขาว ก็จึงเกิดความน่าสนใจขึ้นมา โดยมาอธิบายต่อเนื่อง ว่าเป็นความงามแบบหนึ่ง

อืมม์ ในส่วนการมองความงามแบบคมเข้ม น่าจะเป็นการบ้านที่ดีนะครับ สงสัยต้องไปหาคำตอบที่ดีกว่านี้มาตอบครับ ขอเวลาไปหาเรื่องหาราวที่น่าสนใจ มาอ่าน และมาอธิบาย เพื่อแลกเปลี่ยนเพิ่มเติมนะครับ

ขอเวลาสักหน่อยครับ

ประเด็นนี้ น่าสนใจมากครับ

Kati
เขียนเมื่อ Thu May 17 2007 18:59:44 GMT+0700 (ICT)

เพิ่งคิดได้ เรื่องหนึ่งครับ

ลองค้น ลองอ่านดูนะครับ ถ้าผมจำไม่ผิดในบทเทศน์มหาชาติ กันฑ์พระเวสสันดร มีบทบรรยายถึงความงามของหญิง ที่อธิบายต่อเนื่องจากเบญจกัลยาณี เพิ่มเติม

รู้สึกจะมีอยู่ประเด็นสองประเด็น ที่ว่าด้วย หญิงงาม ไม่ควรมีเหงื่อในยามที่ผู้คนทั่วไปมี หรือกระทั่งว่า ความเป็นหญิงพิเศษ ที่ไม่รู้ว่าผิดปกติหรือเปล่า ก็คือ มีกลิ่นของผิว เหมือนกลิ่นนม หรือกลิ่นของเด็กทารกแรกเกิด ที่มีกลิ่นแบบเด็กอ่อน มีกลิ่นอ่อนๆของนมจางๆ

อันนี้ น่าสนใจเหมือนกันครับ เผื่อจะหามาแลกเปลี่ยนกันว่า เป็นความงาม หรือความผิดปกติทางพันธุกรรม

pinkyannie
เขียนเมื่อ Thu May 17 2007 20:47:13 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะ

คุณมัทนา

P

คุณ Kati

P

หาเรื่องเบญจกัลยาณีมาเพิ่มเติมไว้ค่ะ เผื่อจะเป็นไอเดียที่เชื่อมโยงไปยังคำตอบได้นะคะ:)

    หญิงงามเบญจกัลยาณี
ในเมืองสาวัตถีนั้น มีเศรษฐีตระกูลหนึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อว่า มิคารเศรษฐี มีบุตรชายชื่อ ปุณณวัฒนกุมาร เมื่อเจริญวัยสมควรที่จะมีภรรยาได้แล้ว บิดามารดาขอให้เขาแต่งงานเพื่อสืบทอดวงศ์ตระกูล แต่เขาเองไม่มีความประสงค์จะแต่งเมื่อบิดามารดารบเร้ามากขึ้น เขาจึงหาอุบายเลี่ยงโดยบอกแก่บิดามารดาว่า ถ้าได้หญิงที่มีความงามครบทั้ง ๕ อย่าง ซึ่งเรียกว่า เบญจกัลยาณี แล้วจึงจะยอมแต่งงาน

เบญจกัลยาณี ความงามของสตรี ๕ อย่าง คือ
๑. เกสกลฺยาณํ ผมงาม คือ หญิงที่มีผมยาวถึงสะเอวแล้วปลายผมงอนขึ้น
๒. มงฺสกลฺยาณํ เนื้องาม คือหญิงที่มีริมฝีปากแดงดุจผลตำลึงสุกและเรียบชิดสนิทกันดี
๓. อฏฺฐิกลฺยาณํ กระดูกงาม คือหญิงที่มีฟันสีขาวประดุจสังข์ และเรียบเสมอกัน
๔. ฉวิกลฺยาณํ ผิวงาม คือหญิงที่มีผิวงามละเอียด ถ้าดำก็ดำดังดอกบัวเขียว ถ้าขาวก็ขาวดัง
ดอกกรรณิกา

๕. วยกลฺยาณํ วัยงาม คือ หญิงที่แม้จะคลอดบุตรถึง ๑๐ ครั้ง ก็ยังคงสภาพร่างกายสาวสวยดุจคลอดครั้งเดียว

บิดามารดาเมื่อได้ฟังแล้วจึงให้เชิญพราหมณ์ผู้เชี่ยวชาญในด้านอิตถีลักษณะมาถามว่า หญิงผู้มีความงามดังกล่าวนี้มีหรือไม่ เมื่อพวกพราหมณ์ตอบว่ามี จึงส่งพราหมณ์เหล่านั้นออกเที่ยวแสวงหาตามเมืองต่าง ๆ พร้อมทั้งมอบพวงมาลัยและเครื่องทองหมั้นไปด้วย พวกพราหมณ์เที่ยวแสวงหาไปตามเมืองต่าง ๆ ทั้งเมืองเล็กเมืองใหญ่ จนมาถึงเมือง สาเกต ได้พบนางวิสาขามีลักษณะภายนอกถูกต้องตามตำราอิตถี ลักษณะครบทุกประการ ขณะที่นางพร้อมทั้งหญิงบริวารออกมาเที่ยวเล่นน้ำกันที่ท่าน้ำ ขณะนั้นฝนตกลงมาอย่างหนัก หญิงบริวารทั้งหลายพากันวิ่งหลบหนีฝนเข้าไปในศาลา แต่นางวิสาขายังคงเดินด้วยอาการปกติ ทำให้พวกพราหมณ์ทั้งหลายรู้สึกแปลกใจประกอบกับต้องการจะเห็นลักษณะฟันของนางด้วยจึงถามนางว่าทำไม เธอจึงไม่วิ่งหลบหนีฝนเหมือนกับหญิงอื่น ๆนางวิสาขาตอบว่า ชน ๔ พวกเมื่อวิ่งจะดูไม่งาม ได้แก่
๑. พระราชา ผู้ทรงประดับด้วยเครื่องอาภรณ์พร้อมสรรพ
๒. บรรพชิต ผู้ครองผ้ากาสาวพัสตร์
๓. สตรี ผู้ชื่อว่าเป็นหญิงทั้งหลาย นอกจากจะดูไม่งานแล้วถ้าเกิดอุบัติเหตุจน
เสียโฉม หรือพิการ จะทำให้เสื่อมเสียและหมดคุณค่า
๔. ช้างมงคล ตัวประดับด้วยเครื่องอาภรณ์สำหรับช้าง
พวกพราหมณ์ได้เห็นปัญญาอันชาญฉลาด และคุณสมบัติ เบญจกัลยาณี ครบทุกประการแล้ว จึงขอให้นางพาไปที่บ้านเพื่อทำการสู่ขอต่อพ่อแม่ตามประเพณี เมื่อสอบถามถึงชาติตระกูลและทรัพย์สมบัติก็ทราบว่า มีเสมอกัน จึงสวมพวงมาลัยทองให้นางวิสาขาเป็นการหมั้นหมายและกำหนดวันวิวาหมงคล ธนญชัยเศรษฐี ได้สั่งให้ช่างทองทำเครื่องประดับ ชื่อ มหาลดาปสาธน์ เพื่อมอบให้แก่
ลูกสาว ซึ่งเป็นเครื่องประดับชนิดพิเศษ เป็นชุดยาวติดต่อกันตั้งแต่ ศีรษะจรดปลายเท้า ประดับด้วยเงินทองและรัตนอันมีค่าถึง ๙ โกฏิกหาปณะ ค่าแรงฝีมือช่างอีก ๑ แสน เป็นเครื่องประดับที่หญิงอื่น ๆ ไม่สามารถจะประดับได้เพราะมีน้ำหนักมาก นอกจากนี้ ธนญชัยเศรษฐี ยังได้มอบทรัพย์สินเงินทองของใช้ต่าง ๆ รวมทั้งข้าทาสบริวารและฝูงโคอีกจำนวนมากมายมหศาล อีกทั้งส่งกุฏุมพีผู้มีความชำนาญพิเศษด้านต่าง ๆ ไปเป็นที่ปรึกษาดูแลประจำตัวอีก ๘ นายด้วย
 
ที่มาของความเชื่อเรื่องเบญจกัลยาณีค่ะ 
ในส่วนตัว คิดว่าความงามคงเป็นสุนทรียศาสตร์ซึ่งแตกต่างไปตามบริบทของสังคม กลุ่มชน และยุคสมัย ในประเทศที่ประชากรส่วนมากไม่ได้มีผิวขาว การมีผิวขาวนอกจากจะแสดงความแตกต่าง ทำให้มีความโดดเด่นเป็นพิเศษขึ้นมา บางครั้งก็แสดงให้เห็นว่าเป็นผู้หญิงที่ไม่ได้ตรากตรำทำงานหนัก อยู่แต่ในบ้าน แต่ก็อาจจะเป็นความนิยมในแต่ละยุคสมัย เช่น ในสมัยหลังฟื้นฟูศิลปะวิทยาการในประเทศฝรั่งเศส ผิวสีซีดหมายถึงผิวของผู้มีอันจะกินที่ไม่ต้องทำงาน ในขณะที่ผิวกร้านแดดกลายเป็นผิวที่แสดงถึงผิวของผู้คนที่ใช้แรงงาน หญิงสาวสังคมในสมัยนั้นจึงนิยมใส่หมวกและถือร่มกันแดด ทั้งยังพยามแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่ปกคลุมผิวอย่างมิดชิด หากเปรียบเทียบกับปัจจุบันก็จะเห็นได้ว่าความนิยมของสาวชาวยุโรปก็เปลี่ยนไป ผิวสีแทน หรือ ผิวที่แดง จากการอาบแดด กลับกลายเป็นที่นิยมแทน ความงาม แม้จะเป็นความงามตามอุดมคติ ก็คงไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะผิวขาวเท่านั้นค่ะ แล้วแต่แบบไหน ในช่วงเวลายุคสมัยใด ของกลุ่มคนชนชาติใดที่จะสร้างค่านิยมความงามตามแบบของตน 
pinkyannie
เขียนเมื่อ Thu May 17 2007 21:03:09 GMT+0700 (ICT)

คุณ Kati P  คะ

กลิ่นของผิวที่คล้ายกลิ่นเด็กทารก หรือ หอมน้ำนมจางๆ จะเป็นไปได้ไหมคะ ว่าคือ ผิวที่เนียน ละเอียด สะอาด เหมือนผิวทารก ไม่มีกลิ่นเหงื่อไคล

หรือ จะเป็นกลิ่นจากการอาบน้ำนม หรือ จากเครื่องประทินผิวต่างๆ

จะลองไปค้นเพิ่มเติมเรื่องนี้ดูค่ะ   

มัทนา
เขียนเมื่อ Fri May 18 2007 09:33:21 GMT+0700 (ICT)
อ่านเพลินเลยค่ะ ขอบคุณนะคะ
Kati
เขียนเมื่อ Sat May 19 2007 13:18:29 GMT+0700 (ICT)
  • ประเด็นน่าสนใจมากครับ
  • ถ้าจะบอกว่า สุนทรียภาพ ความงดงาม หรือความสวยงาม โดยเฉพาะบนเรือนร่าง และมุมมองที่เรามองต่อเรือนร่าง มันแตกแยกย่อย เป็นทั้งสัมพัทธ์ และสัมพันธ์ ก็คงจะกำปั้นทุบดินเกินไปหรือเปล่าครับ เพราะมนุษย์เอง ก็สร้าง และศึกษารูปแบบการมองความงาม มาตลอดตั้งแต่มีประวัติศาสตร์มนุษยชาติ
  • ในแต่ละอารยธรรม ก็มองความงาม ศึกษา ทำความเข้าใจ บอกกล่าวเล่าขาน และสั่งสมมุมมองในการมองความงามมากมายเพิ่มเติมมาก
  • แต่ผมกำลังคิด ว่า ถ้าตอนนี้เรามองความงาม ในแง่ของทุน เป็นการแลกเปลี่ยนแทนที่ ด้วยพาณิชยกรรม ซึ่งในประวัติศาสตร์ของโลกก็แทบจะไม่เคยมีว่ายุคสมัยใด ใช้ประโยชน์จากความงดงาม สุนทรียภาพของเรือนร่าง ได้เท่ากับยุคนี้
  • กำลังรำพึงรำพันกับตัวเอง ว่า ปัจจุบันจะมีผู้คน ที่พร้อมจะมองเรือนร่าง ในเชิงความงดงาม หรือตีความว่าเป็นความงาม และไม่ใช่สิ่งซื้อขายได้มากน้อยเพียงใด
  • เหมือนกับการนั่งดูเด็กวัยรุ่น วัยสดใสที่เดินไปเดินมา แถวสยาม ว่าน่ารัก สดใส มีพลัง มองโลกด้วยความใส โดยไม่ต้องตีความเป็นอย่างอื่นไม่ว่าจะในกรณีใดๆ
  • หรือเรา จะต้องพยายามข่มใจ พยายามไม่ให้ สุนทรียภาพ และความงดงามที่เราเห็น มันกระเจิดกระเจิงไปมากกว่านี้ คิดเพิ่มเติมในหลักศาสนาโดยส่วนใหญ่ ที่อธิบายว่า ควรข่มใจกับสิ่งสวยงาม กำกับดูแล และควบคู่ใจตนเองไม่ให้หลงไปกับความงาม ถ้าไกลหน่อยก็อาจบอกว่า เพราะความงามไม่ยั่งยืน ไม่จีรัง
  • แต่ก็ยังติดใจครับ เพราะตัวเองก็ยังอยู่ในโลกียะ มากๆ ยังเห็นความงามและอดชื่นชมไม่ได้ เห็นภาพสวยๆ ก็รู้สึกดี เห็นสิ่งสวยงาม ก็หลงใหลชื่นชอบ ฟังเพลงเพราะก็ยิ้ม อ่านบทกวี ข้อเขียนกล่าวชื่นชมความงาม อย่างมีแง่มุมที่น่าสนใจก็พยายามอ่านซ้ำทวนไปมา เพื่อหาความคำอธิบายความงามเหล่านั้น จับแง่มุมใดขึ้นมาอธิบายเปรียบเปรยบ้าง
  • ไม่แน่ใจเหมือนกันครับ เพราะยังหลงใหลความงดงามของชีวิต ก็เลยยังไม่อยากตัดขาด ไปสู่การปิดกั้นช่องทางการเสพ รับรสของความงดงามในชีวิต
  • ประเด็นที่อธิบายเพิ่มเติม ถึงผิวและกลิ่นของผิวพรรณ จากน้ำนม น่าสนใจครับ ผมลืมคิดข้อนี้เหมือนกัน เพราะหลงคิดแบบเรียลลิสต์ไปหน่อย ก็เลยพยายามหาเหตุว่า มนุษย์แบบไหนจะส่งกลิ่นน้ำนมจางๆ จากผิวออกมาได้
  • พออ่านคำอธิบาย ของคุณ
    P
  • เลยกระจ่างขึ้นเยอะเลยครับ เพราะลืมคิดไปไกลเลยครับ มัวแต่ติดพันเชิงลบ หาข้อประชดประชันเปรียบเปรย จนลืมประเด็นนี้เลยครับ ประเด็นน่าสนใจมากครับ
  • วันหน้าวันหลัง จะหาประเด็นความสวยงามในแต่ละแง่มุมของหญิงไทยใจงาม มาเพิ่มเติมความยุ่งยากในข้อถกเถียงกันต่อนะครับ
  • เขียนบรรยาย ถึงความงามอีกนะครับ จะติดตามอ่านครับ
  • ขอบคุณครับ
Kati
เขียนเมื่อ Sat May 19 2007 13:27:00 GMT+0700 (ICT)
  • กำลังคิดว่าสิ่งที่คุณ
    P
  • อธิบายนั้น จริงๆ ก็คือเรียลลิสต์มากมาก เลยนะครับ
  • เพราะมองว่า ถ้าเราอยากให้มีกลิ่นแบบไหน คิดว่าผิวพรรณแบบใดเป็นความงาม จะให้ออกกลิ่นน้ำนมจางๆเพียงใด ก็อาบไปเลย ให้กลิ่นนมติดตัว จะอยากให้ผิวผ่องดั่งทอง ก็เอาทองคำเปลวมามาสกหน้า พอกหน้าพอกผิว หรือเอาขมิ้นบด ประคบทั่วตัว ก็ออกมาสีดั่งใจ ก็น่าจะได้นะครับ
  • เพิ่งคิดได้ว่า เป็นเรียลลิสต์ ที่มนุษย์กระทำจริงๆเลยนะครับ เมื่ออยากได้อะไร อยากงามแบบไหน ก็ทำซะเลย ไม่ต้องลงลึกในรายละเอียด
  • เพิ่งรู้สึกว่า ความจริงของชีวิต ความงดงามของชีวิต มีหลายมุมเหมือนกันนะครับ
  • ขอบคุณครับ
สวยเลือกได้
IP: xxx.113.44.74
เขียนเมื่อ Mon Sep 03 2007 20:01:44 GMT+0700 (ICT)

รูปภาพสวยมากเลยค่ะเฉพาะรูปนี้และอีกรูปหนึ่ง

   ดิฉันอยากจะพูดแบว่า  โอ้! พระเจ้าทำไมนางงามเยี่ยงนี้ ถ้าดิฉันเป้นผู้ชายที่มีสกุลลุนชาติในสมัยตะก่อนโน้น ดิฉันว่าดิฉันต้องจีบเป็นแน่เลยเพราะนางสาวง่ะ  กรี๊ดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆสวยๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกเลยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย

ลาก่อนหวัดดี กรี๊ดสวยง๊ะ

                       จาก

               คนสวยเลือกได้

         ถ้าเลือกไม่ได้ก็ไม่สวยเด๊

ครูไหวใจร้าย
IP: xxx.48.0.76
เขียนเมื่อ Tue Oct 16 2007 12:54:58 GMT+0700 (ICT)

ผลงานของจักรพันธุ์ไม่เห็นจะน่าชื่นชมตรงไหน แค่ภาพวาดการ์ตูนญี่ปุ่นเมื่อครังประทับใจวัยเยาว์ เอามาทำเบรอๆ วาดขายผู้ดีหน้าตาไม่น่ารับทาน เอามาใส่ฟิวเตอร์เบรอๆ ทำให้สวยแล้วอ้างว่า "เดี๊ยนมองอีกมุมหนึ่งความงามที่ซ่อนเล้นของคุณค่ะ" ก็ขายได้ น่าจะลองวาดตามจริงที่เห็นดูนะค๊ะอาจานขา ตอนนี้ก็ว๊างว่าง มานั่งปั้นตุ๊กตุ่นตุ๊กตา ปะผุชุนกระบอกกระบวยชำรุดขาย...แนวเดิม น่ารักขิกขุอะโนเน๊ะ..ขายได้ค่ะ เพราะดังอยู่แล้ว

คนชมภาพไม่ต้องคิดอะไรมาก เพราะไม่มีอะไรให้คิด ศิลปินคิดให้แล้วว่า "ชั้นสวย" จบ... 

------------------------------------------

ภาพถ่ายแฟชั่นนางสีดา กับพระรามนั่นก็ไปก็อปภาพถ่ายแฟชั่นชาวบ้านเขามา ชองปอลโกติเอร์ ไง ซึ่งก็ก๊อปมาจากภาพวาดโสเภณียืนจับเม็ดพระถันกันที่ระเบียง อีกที ของแท้ใครวาดไม่รู้จำไม่ได้ โมเน่ หรือ โมเนท ที่เป็นซิฟิริสตายอะไรนี่แหล่ะค่ะ  

หัดคิดกันเองบ้างก็จะดีนะค๊ะ ฝรั่งจะได้ไม่บ่นกันว่าคนไทยขี้ก็อป

ดูแล้วทรงพระปลง

pinkyannie
เขียนเมื่อ Wed Oct 17 2007 00:37:22 GMT+0700 (ICT)

เคยมีประสบการณ์ส่วนตัวที่ไม่น่าประทับใจกับอาจารย์จักรพันธุ์

หรือเปล่าคะ เลยระเบิดอารมณ์มาลงที่บล๊อกนี้

การลอกแบบอาจมองได้ว่าเป็นกระบวนการหนึ่งของการเรียนรู้ หากเป็นจุดเริ่มของการพัฒนาต่อยอดต่อไป

นานาจิตตังค่ะ

หากได้ระบายอารมณ์แล้วรู้สึกดีขึ้นก็โอเคค่ะ แต่หากจะวิจารณ์งานศิลปะอารมณ์และทัศนคติส่วนตัวต่อผู้สร้างงาน

ก็อาจจะทำให้เกิดความลำเอียง มองไม่เห็นสิ่งต่างๆตามความเป็นจริงได้นะคะ

ติเพื่อก่อกันเถอะค่ะ จะได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และพัฒนาสติปัญญาทั้งผู้เขียน ผู้อ่าน อย่างสร้างสรรค์ 


 

Little Jazz
เขียนเมื่อ Wed Oct 17 2007 00:51:31 GMT+0700 (ICT)
ก็สวยดีนี่ เป็นสไตล์ของเขา ดูเมื่อไหร่ก็รู้ทันที เห็นแล้วคิดถึงศิลปินตะวันตกคนหนึ่ง degas ที่เขียนรูปผู้หญิงเต้นบัลเล่ต์ ศิลปะนี่ต้องมองอย่างใจกว้างหน่อย บางคนชอบ บางคนก็อาจไม่ชอบ ความสวยงามทางศิลปะนี่มันไม่มีเกณฑ์วัดเหมือนศาสตร์แขนงอื่น ชอบก็คือชอบ ไม่ชอบก็คือไม่ชอบ มันก็เท่านั้น ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้

อย่างศิลปินปิกัสโซ่ที่ว่าดังก้องโลก เราดูภาพเขาแล้วไม่เห็นจะประทับใจสักครั้งเลย ถามว่าปิกัสโซ่เขียนไม่ดีหรือเราตาไม่ถึงก็คงไม่ใช่ทั้งสองอย่าง เพราะฉะนั้นใจกว้างๆ ในการชมศิลปะจะทำให้ชีวิตมีความสุขขึ้น ดีกว่ามานั่งจับผิดศิลปินค่ะ เพราะศิลปินทั้งหลายกว่าจะดังก้องโลกได้ก็ก็อปแนวคนอื่นมาก่อนแทบทั้งนั้น แล้วค่อยพัฒนาสู่รูปแบบที่เป็นของตัวเอง ตราบใดที่เขายังไม่ตาย งานก็น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาไปอีกเรื่อยๆ

แสดงความคิดเห็นอย่างผู้เจริญแล้ว มีประโยชน์กว่าการมาด่าว่าบุคคลที่เขาไม่มีโอกาสอธิบายค่ะ
ครูไหวใจร้าย
IP: xxx.250.60.83
เขียนเมื่อ Wed Oct 17 2007 15:08:08 GMT+0700 (ICT)

ยกโน่นยกนี่มาอ้าง ศิลปินฝรั่งเขาก็อปแค่สไตส์กับสโต๊ก ไม่ได้ก็อปภาพก็อปไอเดียคนอื่นมาสวมชฏา แล้วมาตู่ว่าคิดเองทำเอง คนที่สติน้อยก็คงมองว่า "ว๊าย...เริ่ด สวยจัง" ก็แค่นั้น แค่คำว่า"สวย" ถามว่ามีอะไรในภาพนั้นประเทืองปัญญาผู้รับสื่อหรือเปล่า..เปล่าเลย แขวนไว้เฉยๆที่บ้าน รอฝุ่นมาจับ จะมายืนดูยืนคิดก็ไม่ได้ เพราะสาระที่ส่งมาจำกัด แค่คำว่า "สวยดีนะคะเธอ"

คนไทยก็ยังดูภาพแอ๊ปแตร๊ก ไม่ออก อ่านสื่อไม่ได้อยู่ดี ก็กรอกหูกันมาตั้งแต่อ้อนแต่ออกว่า ให้ดูของสวย ซื้อของสวย แต่ของที่ดูแล้วไม่สวยไม่งาม แล้วต้องมานั่งคิดอีกว่าสื่อถึงอะไร ไม่เอาดีฝ่า คิดมากเดี๋ยวไม่สวย มองแล้วสวยพอแล้ว ขายได้ขายดี

มิน่าไปไม่ถึงไหนกันสักที นี่เหลิม กะหวัน ลงทุนจับมือกันไปเปิดนิท้ศสะกานถึงนิวยอร์ด แต่งองค์ทรงเครื่องชุดเมืองชุดหมี ประโคมเขี้ยวงาเขาเก้ง ยืนประนมมือไหงว้ฝรั่งนิวยอกปงกๆ ขายไม่ได้สักรูป ก็ใครล่ะจะไปซื้อภาพพระพ่นสีกระป๋อง เป่าลมเป่าน้ำ กะดินสอแลเงา ราคาเป็นแสนเป็นล้าน เก็บไว้ก็ขายไม่ได้ คริสตี้ กะ โซเดอะบี้ส์ ก็ส่ายหัว น่าเวทนา สู้ศิลปินจีนไม่ได้ ขนาดยังไม่ม่องเท่ง วาดขายมา10-20 ปี ภาพแรกๆก็ประมูลที่โซเดอะบี้ส์ ฮ่องกงได้ตั้ง 10กว่าล้านเหรียญฮ่องกง 

จบแล้วค่ะ สวัสดี

Little Jazz
เขียนเมื่อ Wed Oct 17 2007 16:17:09 GMT+0700 (ICT)
เฮ้อ จิตใจช่างคับแคบมืดบอด ไร้สาระจริงๆ บันทึกเขาดีๆ อยู่แท้ๆ
m_utairat
IP: xxx.157.228.97
เขียนเมื่อ Thu Oct 18 2007 00:59:46 GMT+0700 (ICT)

เอา เอาเข้าไปค่ะ เฮ้อ

 

ขายได้ ขายไม่ได้ กับคุณค่างาน น่าจะเป็นคนละเรื่องกันนะคะ มูลค่าเป็นกลไกการบริหารจัดการและความต้องการตลาด

ขายงานไม่ได้ ไม่ได้แปลว่างานไม่ดี ไม่งั้นศิลปินที่สร้างสรรค์งานงกงก แต่ไม่รวยสักที ก็คือ พวกไม่เอาไหนอย่างนั้นหรือคะ

บางทีแค่การติดตามข่าวสารด้านศิลปะอย่างเดียวอาจไม่พอ

สำหรับคุณครูไหวใจร้ายแล้วล่ะค่ะ น่าจะลองศึกษาความหมายตามลักษณะงานจะได้เปิดโลกทัศน์

และเปิดใจชมงานได้อย่างมีความสุขยิ่งขึ้น

สวย ไม่สวย แค่นี้ก็มีหลายมิติ หลายมาตรวัด ตามบริบทสังคม ตามยุคสมัย ตามแต่กลุ่มผู้บริโภคงาน

คุณครูไหวใจร้ายบอกอย่างนั้นไม่ดี อย่างนี้ไม่ชอบ ก็

เป็นความคิดเห็นปัจเจก ซึ่งมีสิทธิจะคิดได้

แต่มองกลับกันว่า ก็เป็นตัวแทนผู้บริโภคงานศิลปะกลุ่มหนึ่ง

ซึ่งอาจจะเห็นเยอะ รู้เยอะ ก็เลยนำมาเปรียบเทียบได้ว่าใคร ก๊อบ ใคร

แต่ในขณะเดียวกัน ผู้สร้างงานต้นฉบับเองนั้น เขาไม่ได้รับอิทธิพลจากผู้คน หรือ สภาพแวดล้อม รวมทั้งอารยะธรรมรอบตัวเลย หรือ

เกิดมาก็ฉลาด อัจฉริยะ วาดได้ สร้างงานได้เลยหรือ

ศิลปะก็มาจากชีวิต เป็นการลอกเลียน หรือ ก๊อบ ขั้นแรก ตั้งแต่มนุษย์เริ่มวาดภาพบนผนังถ้ำ เคาะจังหวะจนเกิดเป็นดนตรี การลอกเลียนชีวิตจนเกิดเป็นละคร

ทุกอย่างล้วนเริ่มจากการลอกเลียนเพื่อพยามสื่อสารทั้งสิ้น

เราจะมองได้หรือไม่ว่าการพยามทำตามศิลปินต่างชาติเป็นการ

เคลื่อนไหว หมุนเวียน องค์ความรู้ ทักษะ และวิธีการสื่อสาร

การพยามขายงาน เป็นแค่กระบวนการหางแถวที่ทำให้เกิดทุนที่จะพัฒนา สร้างงานต่อไป ไม่ได้รับความนิยมวันนี้ วันหน้าก็อาจจะเป็นที่นิยมก็ได้  น่าชื่นชมในความตั้งใจ ไม่ใช่ใครก็ได้ที่ดังแล้วจะยอมลดตัวไปเต้นแร้งเต้นกาขายงานตัวเอง

น่าชื่นชมที่อีโก้ ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการพยามจะแลกเปลี่ยน นำเสนอผลงานตัวเอง

เราทุกคนมีสิทธิที่จะคิด จะมอง จะแสดงความคิดเห็น

แต่การได้เปิดทัศนคติ เปิดใจ มองอย่างรอบด้านน่าจะทำให้เห็นสิ่งต่างๆในหลายมิติยิ่งขึ้นนะคะ 

 

pinkyannie
เขียนเมื่อ Thu Oct 18 2007 04:39:53 GMT+0700 (ICT)

มนุษย์สร้าง และ นิยาม สิ่งต่างๆขึ้น ไทย ฝรั่ง แขก ฯ ล้วนเป็นการแบ่งแยกพื้นที่ เชื้อชาติและ เผ่าพันธุ์ ขึ้นทั้งสิ้น  

ขณะที่เราสื่อสารถึงกันผ่านบล๊อกนี้ ก็เป็นการรับเอาวิถีชีวิตและค่านิยมลักษณะอื่นที่คนไทยไม่ได้เป็นผู้คิดขึ้น ภาษาที่เราใช้ก็มีรากศัพท์มาจากภาษาอื่น

ถ้าอย่างนั้น เราก็ล้วนเป็นพวกเสร่อที่ลอกแบบชาติอื่นมาทั้งสิ้นอย่างนั้นหรือ

อะไรบ้างที่เราเกิดมาจากท้องแม่ ไม่ต้องเรียน ไม่ต้องให้ใครสอน แล้วคิดได้เอง ทำได้เอง

หากไม่มีการเปลี่ยนถ่ายความรู้ ประสบการณ์ และวัฒนธรรม เราจะพัฒนาทักษะในการดำรงชีวิตเราได้หรือไม่  

ยังไม่ต้องไปถึงศิลปะ แค่ชีวิตประจำวัน คงจะย่ำอยู่แค่การเอาชีวิตรอดเท่านั้น

เราคัดไทย(ซึ่งมีรากจากภาษาอื่น) อยู่หลายปี

เราเรียนภาษาอังกฤษ เราเรียนการใช้อินเตอร์เน็ต เราดำรงชีวิตอยู่กับอุปการณ์อำนวยความสะดวกต่างๆซึ่ง

ล้วนเป็นผลมาจากการเปลี่ยนถ่ายทั้งความรู้และวัฒนธรรมทั้งสิ้น  

การบูรณาการองค์ความรู้ทำให้เราไม่ย่ำอยู่กับที่และเกิดการพัฒนา จนนำไปสู่องค์ความรู้ใหม่อื่นๆ

ชฎา + ไอเดียจากวัฒนธรรมอื่น (ซึ่งก็มาจากวัฒนธรรมอื่น ในยุคสมัยอื่นอีกที) อย่างนี้จะเรียกว่าเป็นการลอกเลียนแบบต่อเนื่องหรือไม่

หากไม่อยากเป็นคนเสร่อและสติน้อย (แบบที่คุณครูไหวใจร้ายได้นิยามไว้) จะต้องหยุดกระบวนการสร้างงานทั้งหมดและรอจนกว่าจะคิดค้น

สิ่งที่ไม่มีมนุษยชาติที่ใดเคยทำมาก่อน เพราะจะได้ไม่ถูกจัดว่าเป็นคนเสร่อ หรือ สติน้อย หรือไม่ 
 

แล้วในแง่ศิลปะสิ่งใดที่มนุษยชาติมีศักยภาพทำได้แต่ไม่เคยทำคะ คุณครูไหวใจร้ายพอจะมีไอเดีย หรือปล่าวคะ 

จะได้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันค่ะ

ครูไหวใจร้าย
IP: xxx.48.0.107
เขียนเมื่อ Thu Oct 18 2007 16:43:21 GMT+0700 (ICT)

ค่ะ ฟามสำเร็จของศิลปินไม่ได้วัดกันด้วยเงินสักบาท แผ่นกระดานละเลงสีของคุณป้าจักรยานแจกให้ฟรีค่ะ ตอนนี้คุณป้าอยู่กระต๊อป นุ่งผ้าซิ่นขาดวิ่น นั่งวาดรูปแลกข้าวกะเหล้าขาวไปวันๆ ไม่ได้ดื่มไวน์ขวดละแสนสองแสน เหลิมก็อยู่อย่างเจียมตน มีรถเบ้นท์คันละห้าหกล้านก็เอาปูนโบกไว้ที่บ้านให้หนูกัดสายไฟเล่นแก้เบื่อไปวันๆ คนจนค่ะ ขับรถไม่เป็น แค่กรีดมือเรียกหนุ่มรูปงามมา สี่คนหามสามคนแห่วอ ไปกาดซื้อจิ้นส้มหมกมาคลุกฮ้าที่บ้านกินโตยๆ  รำดีแท้ นั่งเลอโอกอ๊าก แล้วเอาบาทาแกว่งที่ท่าน้ำหลังบ้าน เกิดเป็นลายไทยคลื่นเกษียณสมุทร อสุราแลเทวดาเอาปลาไหลมาพันข้อพระบาทา แกว่งกระเด้าลมกระเด้าน้ำ ไปมา108แง่ง เกิดสุบินนิมิตรหมายอินสปายเรชั่น วิ่งตุเลงๆมาเสียบปลั๊กแอร์บรัส เป่าฝาห้องน้ำเป็นลายไทย ว่างๆก็ออกแบบวัด อินสปายมาจากปราสาททรายเมียเช่าฝรั่งตาน้าข้าวเล่นกะลูกที่พัทยา เอากัลปังหาแลปะกาลังกะกิ่งไม้มาปัก ชูช่อสวยงามน่ามีมูพเม้นท์ ปานวังบาดาล เรือกอแระลากสิ่งปฏิกูลมาพัวพัน ปรากฏเป็นเทวะดลกระป๋องโค้กถุงพลาสติกส่ายร่ายรำตามกระแสคลื่นใต้ท้องพระสมุทร สวยงามปานจะงงงวยมองแล้วเวียนเฮด

ก็อปเขามาก็ให้เครดิตเขาหน่อย แปลกนะคนอื่นเขาคิดกันเองได้ คนไทยก็อปมาซื่อๆ แล้วมาเถียงคอเป็นเอ็นว่า ก็อปง่ะ ก็อปง่ะ แล้วจะทำไม

เจ๊กยังเอากระดูกงัวกระดูกฟายมาเผาไฟแตกแป๊ะๆ คิดตัวอักษรเองได้ แต่ไทยต้องก็อปมอญก็อปเขมร ศิลปะเจ๊กก็คิดเอง ไทยก็เอานู่นนิดนี่หน่อยแล้วมาตู่ว่าคิดเอง แล้วยังจะมาตั้งสมาคมต่อต้านอาระธรรมตะวันตก กลับไปนุ่งโจงอย่างเดิมสิ จะอนุรักษ์ก็สู้พม่าสู้แขกไม่ได้ นุ่งโสร่ง นุ่งส่าหรี จะถกจะเดินก็สบายกายตามเขตร้อนก้นก็ไม่มีผื่นผดมารังแกให้เปลืองฮายขมิ้น แหมๆๆใส่สูตรผูกไท้ค์ โหนรถเมลล์เหงื่อแตกตามร่องก้น เห็นแล้วสงสาร จะนิยมฝรั่งก็สู้ไม่ได้สักเมือง ไปทางไหนก็ไปสักทางเถอะหนา

ครูไหวใจร้าย
IP: xxx.48.0.107
เขียนเมื่อ Thu Oct 18 2007 18:05:45 GMT+0700 (ICT)

 

http://k43.pbase.com/v3/93/329493/1/47977455.parisaug051844.JPG

 Portrait of Gabrielle d'Estr้es and her sister, the Duchess of Villars, 1594, School of Fontainebleau, painted by an anonymous member of the School of. Fontainebleau 

เอามาสวมเสื้อ ใส่ผงชูรสตราชฎานิดหน่อยก็ตู่ว่าคิดเอง

pinkyannie
เขียนเมื่อ Thu Oct 18 2007 22:26:03 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณที่สนใจมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นค่ะ

 แนะนำให้เปิดบล๊อกเอง แล้วพรรณนาความไม่พอใจต่อศิลปะ ศิลปิน และประเทศไทยให้หนำใจเลยค่ะ

ต่อความไปก็ป่วยการปล่าว กลายเป็นเล่นคำเล่นลิ้น

ด่ากระแทกแดกดันเรื่องส่วนตัวของศิลปินเสียปล่าวๆ

เพราะหากจะคุยเรื่องศิลปะ ยินดีค่ะ แต่จะว่ากล่าวให้ร้ายคนอื่น ด้วยความอัดอั้นตันใจ จากความไม่พอใจตนเองจนพาลไปหาสังคมและคนรอบข้าง

แบบนี้ ไม่นิยมค่ะ

เชิญ หาพื้นที่ที่เป็นของตน แล้วคุยกับคนที่รสนิยมต้องกันดีกว่า จะได้ไม่ขัดหู ขัดตา ขัดใจ นะคะ

ดิฉันไม่รู้สึกดี กับการให้ร้ายคนอื่น ไม่ใช่การสนทนาที่สร้างสรรค์ และไม่ได้ความรู้อะไรเลยค่ะ อึดอัด

และน่ารำคาญใจ

ดิฉันคิดว่าคุณครูไหวใจร้ายอาจมีไอเดียอะไรใหม่ๆที่จะช่วยเปิดมุมมอง

ที่ไม่ได้นึกถึงมาก่อน แต่ตอนนี้เริ่มคิดว่าเรากำลังพูดเล่นคำซ้ำไปซ้ำมาแถมยังพาดพิงให้คนอื่นเสียหาย

คงไม่ใช่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในทิศทางที่จะก่อประโยชน์นอกเหนือจะ

เป็นการระบายอารมณ์แล้วล่ะค่ะ 

ด้วยความจริงใจ น่าจะแสดงตัวนะคะ อย่านั่งเทียนเป็นผู้เชี่ยวชาญ เที่ยวได้ว่าคนอื่นอยู่เลย

จะได้มีสติและรู้สึกรับผิดชอบกับคำพูดตัวเองยิ่งขึ้นไงคะ 

love
IP: xxx.205.236.111
เขียนเมื่อ Wed Nov 17 2010 19:36:08 GMT+0700 (ICT)

<img src="http://dj-indy.exteen.com/images/charkarn27.jpg" border="0" width="400" height="557">

อยากได้ข้อมูล

-ขนาดผลงาน

- ชื่อผลงาน

- เทคนิค วัสดุ

- ผลงานสร้างเมื่อปี

-ปัจจุบันอยู่ที่

-รูปแบบการสร้างสรรค์

อยากได้ด่วนๆนะคะจะส่งงานครู

b
IP: xxx.9.223.68
เขียนเมื่อ Mon Jan 03 2011 13:12:48 GMT+0700 (ICT)

อยากได้ข้อมูลเบื้องต้นด้วยอ่ะค่ะ

นัฐ
IP: xxx.206.41.131
เขียนเมื่อ Sat May 28 2011 16:24:58 GMT+0700 (ICT)

ขอความอนุญาต นำรูปบางรูปไปประกอบการทำผลงานครุ ได้ไหมค่ะ...

Just Villa
IP: xxx.175.147.6
เขียนเมื่อ Tue Mar 05 2013 18:32:06 GMT+0700 (ICT)

ผลงานของคนไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก

 อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
 ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
{{ kv.current_user.preferred_name }} - เพิ่มความเห็นเพิ่มความเห็น
 ใส่รูปหรือไฟล์