สมาชิก
แลกเปลี่ยน

จิต : การคิดวิเคราะห์

ความสามารถที่ทางการศึกษาของชาติเรากำหนดให้ครูพัฒนาเด็กนักเรียน ถัดมาจากการคิดนำไปใช้ ก็คือ  "การคิดวิเคราะห์"  (Analysis)   ซึ่ง แบ่งออกเป็น "กาคิดวิเคราะห์ความสำคัญ" (Analysis of Elements)  " การคิดวิเคราะห์ความสัมพันธ์"(Analysis of Relation) และ "การคิดวิเคราะห์หลักการ" (Analysis of Organizational Principles)  ในการบันทึกวันนี้ ผมจะบันทึกเกี่ยวกับ การคิดวิเคราะห์ความสำคัญก่อน นะครับ

"การคิดวิเคราะห์ความสำคัญ"  นั้น  อันที่จริง เป็น"การคิดแยกหน่วยใหญ่ออกมาเป็นหน่วยย่อย  แต่เพื่อค้นว่าหน่วยย่อยใดที่สำคัญที่สุด"  แต่เพื่อให้สั้นเข้า  ก็เอาเพียง "การคิดวิเคราะห์ความสำคัญ" ครับ  เช่น

ในการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์  ครูให้เด็กถอนต้นไม่เล็กๆมาต้นหนึ่ง  แล้วให้ช่วยกัน แยกแยะส่วนประกอบของต้นไม้ออกเป็นส่วนๆ  เช่น ใบ ลำต้น กิ่ง รากแก้ว รากฝอย ยอด ดอก ผล  ฯลฯ

ถ้าครูให้เด็กทุกคนบันทึกไว้  และให้ท่องจำไว้  -----  ก็เรียกว่า "ครูสอนให้ท่องจำ"   ไม่ใช่คิดวิเคราะห์ตามความหมายนี้ ครับ

แต่ถ้าครูคนเก่งของเราบอกว่า  "ให้พวกเธอลองคิดดูทีหรือว่า  ส่วนต่างๆที่เธอแยกออกมานั้น  ส่วนใดสำคัญที่สุด ? "  -----  ดังนี้ ยอดครูของเราก็ "สอนให้เด็กคิดวิเคราะห์ความสำคัญ" ครับ  และนั่นแหละคือ "ปัญญา" ที่เราแสวงหากันละครับ  ครูเช่นนี้  ถ้าพบสักคน ก็กรุณาเลี้ยงดูปูเสื่อเขาให้ดีๆหน่วยนะครับ

ถ้าคณะวิศวกรรมศาสตร์ของเรา(สมมุตินะครับว่าถ้ามี)แห่งหนึ่ง หรือหลายแห่งเอาเครื่องยนต์มาผ่าตัดออกเป็นส่วนๆ เพื่อให้เห็นส่วนประกอบภายใน แล้วบอกว่า "ให้พวกเธอจดบันทึกส่วนต่างๆของมันไว้ให้หมด  แล้วจำเอาไว้ให้ดีนะ " ---------  แล้วละก้อ นั่นแหละคือสอนให้จำ ละครับ  ศิษย์ของเขาอาจจะได้เกรด A หรือได้เกียรตินิยมนะครับ  หัวของเขาจะทำหน้าที่เป็นโกดังเก็บของ  แต่อาจจะคิดอะไรไม่เป็นก็ได้ ครับ

แต่ถ้าครูคนนั้นบอกเด็กว่า "ให้เธอช่วยกันแยกแยะส่วนต่างๆออกมาให้มากที่สุด  แล้วพิจารณาดูว่า  ชิ้นส่วนใดที่สำคัญที่สุด  ถ้าขาดมันแล้วเครื่องยนต์นั้นก็จะไม่ทำงาน หรืออะไรทำนองนี้"  แล้ว ครูคนนั้นก็สอนให้ศิษย์ของเขาคิดวิเคราะห์ละครับ

การคิดวิเคราะห์นี้สอนได้ทุกวิชาครับ  แต่จะเน้นในวิชาใดบ้าง กระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดไว้แล้วในจุดประสงค์ของรายวิชานั้นๆ

ตัวอย่างอื่นๆก็เช่น

"ในเรื่องพระอภัยมณีนั้น ตัวละครใดที่สำคัญที่สุด ? "------ คิดวิเคราะห์ความสำคัญ

"ในการศึกษาเล่าเรียนนั้น เรื่องใดสำคัญที่สุด ?   ก.ความขยัน  ข.ทรัพย์สมบัติ  ค. สติปัญญา -------- คิดวิเคราะห์ความสำคัญ

"การเรียนวิชาประวัติศาสตร์นั้น มีจุดประสงค์เช่นไร? ----- ก. เพื่อให้รักชาติ  ข. เพื่อให้รักทหาร -------คิดวิเคราะห์จุดประสงค์

"การทดลองนี้ ชี้แนะให้เห็นอะไร? -------- คิดวิเคราะห์เลศนัย

                ฯลฯ

ถ้าครูทุกคนสอนอย่างนี้ ทุกวิชา  วิชาละ ๑ ชม. / วัน  สัปดาห์ละ ๕วัน ตลอดเดือน  ตลอดภาคเรียน  ตลอดสองภาคเรียน จาก ป.๑ - ปริญญาเอก ! แล้ว  ลูกไทยหลานไทยของเราจะเป็นอย่างไร?  ท่านลองคิดขยายความดูเอาเองก็แล้วกันครับ !!

ครูจึงไม่ใช่คนธรรมดาเสียแล้วละครับ

ผมไม่ได้เชียร์คุณครู นะ !  ผมพูดจริง !!

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

บันทึกก่อนนี้
บันทึกใหม่กว่า
· คำสำคัญ: test 
· หมายเลขบันทึก: 81919 · เขียน:  
· ความเห็น:
20
 · อ่าน: แสดง
· สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ
แจ้งลบ
แจ้งลบ
ขจิต ฝอยทอง
เขียนเมื่อ Sun Mar 04 2007 22:52:14 GMT+0700 (ICT)
  • พยายามจะสอนเด็กๆๆแบบนี้แต่ว่าข้อสอบเด็กๆเป็นแบบความจำครับอาจารย์
  • เซ็งเลย
  • ขอบคุณครับ
BM.chaiwut
เขียนเมื่อ Sun Mar 04 2007 23:03:27 GMT+0700 (ICT)

อาจารย์ ดร.ไสว

อ่านบันทึกของอาจารย์จบแล้ว ก็ไม่มีอะไรผุดขึ้นมาในคลองความคิดอย่างชัดเจนเลย...

แต่พออ่านความเห็นของ อจ.ขจิต ก็ผุดขึ้นมาเลย... เรื่องการสอบบาลี ครับ

บาลี จะต้องเหมือนแบบอย่างน้อย 50 % ขึ้นไป ถ้าต่ำกว่านี้ จะตกแน่นอนครับ (...............)

บางที ระบบการศึกษาของคณะสงฆ์ปัจจุบัน อาจสะท้อนถึงสังคมสงฆ์บางอย่างได้ ครับ..

เจริญพร

ดร.ไสว เลี่ยมแก้ว
IP: xxx.188.6.175
เขียนเมื่อ Sun Mar 04 2007 23:30:05 GMT+0700 (ICT)

ก็ในอนาคตอันใกล้นี้  ดร.ขจิต ฝอยทอง ของผมคนนี้นี่แหละ ที่จะออกไปแผลงฤทธิ์ ปฏิรูป เปลี่ยนแปลงสิ่ง ไม่น่าดูเหล่านี้ให้หมดไปเสียที  นะครับ

 

ดร.ไสว เลี่ยมแก้ว
IP: xxx.114.120.202
เขียนเมื่อ Mon Mar 05 2007 00:06:41 GMT+0700 (ICT)

นมัสการพระคุณเจ้า

ผมไม่ได้พูดถึงไปอย่างหนึ่ง ครับ  คือ บางสาขาวิชานั้น  มีองค์ความรู้ประเภท "ตายตัว" ครับ  เช่น ประวัติศาสตร์  ภาษาศาสตร์  ตรรกศาสตร์ ศาสนา หรือ แม้แต่คณิตศาสตร์ก็เถอะ 

ที่ว่าเป็นความรู้ตายตัวก็เพราะว่า "เปลี่ยนแปลงไม่ได้"  เช่น  ตัว  ก  ข  ค  .......  ถึงยังไงๆ ก็ต้องเขียนอย่างนั้น   อักษรกลางก็มี ๙ ตัว คือ ก  จ  ด  ต  ฎ  ฏ  บ  ป  อ  เราจะเพิมเป็น ๑๐  ตัว  หรือลดลงเหลือ ๙ ตัวก็ไม่ได้  หรือ  กฎว่า  ประโยคสองส่วนก็ต้องมี  ประธาน  + กริยา   ฯลฯ  จะไปคิดสร้างสรรค์อย่างไรก็ลำบาก

โดยเฉพาะวิชาศาสนาแล้วยิ่งไปกันใหญ่ครับ  พระศาสดาตรัสอย่างไร  ก็ต้องเอาอย่างนั้น  เปลี่ยนแปลงไม่ได้  จึงต้องจำ  เมื่อจะพูด  ก็ต้อง "อ้าง" ความรู้เหล่านั้น

วิชาพวกนี้จึงมักจะ "ท่องจำ" กันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ครับ  น่าเห็นใจจริง ๆ

ท่าน Kant จึงว่า  ความรู้ที่ทดสอบแล้วจะเป็น "ความรูที่ติดแน่น  หรือความเชื่อที่ติดแน่น"  ก็หมายถึง "ความรู้ตายตัว"เหล่านี้  ความคิดของเขาเข้ามามีบทบาทต่อการจัดการศึกษาในประเทศต่างๆทั่วโลกที่ได้ส่งคนของพวกเขาไปเรียนรู้มา  ซึ่งรวมทั้งไทยด้วย  ครูจึงสอนให้ท่องจำกันตั้งแต่นั้นมา  ต้องเดือดร้อนถึงนักปรั๙ญากลุ่ม Pragmatism ที่ต้องออกมา "แก้ไข" ว่า  ไม่มีความรู้ตายตัวหรอก (เชิงประจักษ์นะครับ) ต้องทดสอบความรู้นั้นไปเรื่อยๆ แต่ก็ยังแก้ไม่หาย ดังเช่นที่ อาจารย์ขจิต ฝอยทองบ่นพึมอยู่นั่นแหละครับ 

พระคุณเจ้าอย่าได้เสียใจไปเลย ครับ

ดร.ไสว เลี่ยมแก้ว

ดอกแก้ว
เขียนเมื่อ Mon Mar 05 2007 05:45:10 GMT+0700 (ICT)

ครูเช่นนี้  ถ้าพบสักคน ก็กรุณาเลี้ยงดูปูเสื่อเขาให้ดีๆหน่วยนะครับ

จริงๆคะ....ชอบมากเลยคะอาจารย์.....

ข้อเขียนอาจารย์ ทำให้เห็นว่า การศึกษาของเรา ควรจะเน้นที่ ...ให้เห็นหัวใจของการเรียนก่อน

ใช่มั้ยคะ

เห็นความสำคัญ  ถ้าเราเห็น เราก็เข้าใจ และอยากเรียน

เราต้องผลิตครูแบบนี้เยอะๆคะ 

ดร.ไสว เลี่ยมแก้ว
IP: xxx.25.1.185
เขียนเมื่อ Mon Mar 05 2007 09:49:26 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณคุณดอกแก้วครับ  และที่ว่า "ควรเน้นที่......ให้เห็นหัวใจของการเรียนก่อน   ใช่ไหมคะ" นั้น  ใช่แล้วครับ

อันที่จริง "สถาบันผลิตครู" ทุกแห่ง เขาจะมีรายวิชาเกี่ยวกับ "การสอน"   "การวัดผล"  "ปรัชญาการศึกษา" สอนกันครับ  ครูต้องรู้วิชาเหล่านี้ "อย่างแตกฉาน" ครับ  จึงจะพอ "เชื่อถือได้"   แต่ถ้า "ตรงกันข้าม"  ก็ต้องเป็นหน้าที่ของ "ผู้เลือกใช้" ละครับ  คือ โรงเรียนทั้งหลาย  แต่ถ้าผู้ใช้ไม่รู้จัก "เลือกครู" อีก ก็......... !!

สำหรับในมหาวิทยาลัยนั้น  อาจารย์ทั้งหลาย เขาไม่ได้จบมาจากสถาบันผลิตครูครับ  ยกเว้นอาจารย์ในคณะศึกษาศาสตร์  แต่มหาวิทยาลัยเขาตระหนักครับ บางแห่ง เขานำอาจารย์ใหม่ไปเข้าค่ายฝึกอบรมเกี่ยวกับการสอน  การวัดผล กันก็มีครับ  แต่ถ้ามหาวิทยาลัยใดไม่ได้ทำดังว่า  ก็ "เวรกรรม ๆๆ" ครับ

 

tee_prompt
IP: xxx.212.48.3
เขียนเมื่อ Tue Mar 06 2007 09:33:02 GMT+0700 (ICT)

Dear Dr.Sawai

   I would like you to explain about Analysis of Relation and Analysis of Organizational Principles as well.

Thanking you

Dr.Swai Liamkaew
IP: xxx.188.23.190
เขียนเมื่อ Tue Mar 06 2007 11:34:33 GMT+0700 (ICT)

Thank you. You will find it on the next blog. But, in Thai language. How can you read it?

Dr.Swai

แอน
IP: xxx.121.130.198
เขียนเมื่อ Thu Mar 29 2007 21:35:06 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณมากนะค่ะสำหรับความหมายของคำว่าคิดวิเคราะห์แต่หนูอยากให้อาจารย์เอาตัวอย่างการคิดวิเคราะห์ของวิชาต่างให้ด้วยได้ไม่ค่ะ จะขอบคุณอย่างยิ่ง

 

ดร.ไสว เลี่ยมแก้ว
IP: xxx.114.96.207
เขียนเมื่อ Mon Apr 02 2007 11:23:27 GMT+0700 (ICT)

การคิดวิเคราะห์ หมายถึงการแยกแยะหน่วยใหญ่ให้ออกเป็นหน่วยย่อยๆ  เพื่อดูว่า "หน่วยย่อยใดสำคัญ"  "หน่วยย่อยเหล่านั้นสัมพันธ์กันอย่างไร"  หรือ "หน่วยย่อยรวมกันเป็นหน่วยใหญ่ได้ด้วยหลักการใด"

ดังนั้น  วิชาใดที่กล่าวถึงเรื่องหน่วยใหญ่  เราก็สามารถ แยกแยะหรือวิเคราะห์ได้ทุกวิชา  โดยหลักสูตรจะ"แจ้งไว้ให้เราทราบที่จุดประสงค์ของวิชานั้นๆ" เช่น

วิชาวิทยาศาสตร์  เราให้เด็ก(ประถม) ออกไปยืนนอกห้องเรียน  แล้วให้เขาบอกว่าเห็นอะไรบ้างบันทึกให้มากที่สุด (พัฒนาความคิดสร้างสรรค์)  ให้คิดว่าแสงแดดสัมพันธ์กับต้นไม้อย่างไร? (คิดวิเคราะห์ความสัมพันธ์)  อะไรที่สำคัญต่อการดำรงชีพของสัตว์มากที่สุด? (วิเคราะห์ความสำคัญ)  สิ่งมีชีวิตที่ดำรงพันธ์อยู่ได้นั้น เพราะอาศัยหลักการใด? (คิดวิเคราะห์หลักการ)

ในวิชาวรรณคดี เราถามให้คิดว่า  ในเรื่องนั้นมีตัวลครกี่ตัว(วิเคราะห์)  ตัวใดสำคัญที่สุด (คิดวิเคราะห์ความสำคัญ)  ตัวละครตัวใดเกี่ยวข้องกันมากที่สุด?(คิดวิเคราะห์ความสัมพันธ์)   หลักการใดที่ทำให้ตัวละครเหล่านั้นสัมพันธ์กัน (คิดวิเคราะห์หลักการ)  ผู้เขียนเรื่องนั้นมีจุดประสงค์อย่างไร?(วิเคราะห์จุดประสงค์) ตัวละครใดที่ขาดเสียมิได้(วิเคราะห์ความสำคัญ) ฯลฯ

วิชาอื่นๆก็เช่นเดียวกันครับ

ขอบคุณครับที่เข้ามาเยี่ยม

suwanan
IP: xxx.108.230.29
เขียนเมื่อ Fri Sep 26 2008 16:12:16 GMT+0700 (ICT)

ได้ติดตามงานเขียนของอาจารย์ตลอด ทำให้ได้ความรู้เพิ่มขึ้น หวังว่าอาจารย์สบายดีนะค่ะ ติดใจคำว่า ครูจึงไม่ใช่คนธรรมดาเสียแล้วละครับ ผมไม่ได้เชียร์คุณครูนะ ผมพูดจริง ! มันทำให้ดิฉันรู้สึกดี(ถ้าทำได้) และจะรู้สึกแย่(เอามาก ๆ)ถ้าทำไม่ได้และทำได้ไม่ดี

เคารพรัก

ลูกศิษย์อาจารย์

ชุลีพร โพธิ์ชัย
IP: xxx.25.195.55
เขียนเมื่อ Sat Nov 29 2008 23:22:51 GMT+0700 (ICT)

อาจารย์คะ ดิฉันเป็นครูเก่าๆคนหนึ่ง แต่สนใจเรื่องสอนเด็กให้คิดเป็น นักเรียนดิฉันเป็นเด็กป.2 เท่าที่สังเกตเด็กคิดเป็นนะคะ แตเด็กไม่สามารถแสดงความคิดของเขาเป็นลายลักษณ์อักษรชนิดที่สื่อความได้ ดิฉันอยากได้คำแนะนำจากอาจารย์ เพื่อนำไปพัฒนาเด็กให้คิดวิเคราะห์เป็น ดิฉันควรทำอย่างไรดีคะ

ดร.ไสว เลี่ยมแก้ว
IP: xxx.173.37.139
เขียนเมื่อ Wed Dec 17 2008 09:52:36 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีคุณ Suwanan และคุณ ชุลีพร

คอมพิวเตอร์ของผมมีปัญหาเกี่ยวกับไวรัส จึงหยุดไปพักหนึ่ง ข้อคิดเห็นเป็นดังนี้

(๑) สำหรับคุณสุวนันท์ รู้สึกดีใจมากที่เข้ามาเยี่ยม คิดว่าเจริญก้าวหน้าในชีวิตนะ ผมเองสบายดีแบบคนชรานั่นแหละครับ ไปทุ่งสงเมื่อไร แวะไปเยี่ยมบ้าง

(๒) สำหรับคณชุลีพร ความคิด กับ ถ้อยคำ หรือ ลายมือ ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน ดังนี้

- ก.ความคิดเป็นกระบวนการของนิวโรนในสมอง

- ข.ภาษาไม่ใช่ความคิด แตเป็นเครื่องมือถ่ายทอดความคิด

- ค.ดังนั้น ถ้าเราสนใจวามคิดอย่างเดียวแล้ว เขาจะเขียนโย้เย้ไปมา สวยไม่สวย เราไม่ต้องสนใจ เขาจะพูดติดอ่าง เราก็ไม่ต้องสนใจ

- ง.ความคิด และ ภาษา มีขั้นการพัฒนาการ คุณต้องตรวจสอบว่าเด็กของคุณอายุเท่าไร ฒนาการประมณขั้นใด ด้วย

นกกรงหัวจุก
IP: xxx.174.165.136
เขียนเมื่อ Sun Dec 28 2008 12:27:22 GMT+0700 (ICT)

ครูเราถูกแนะนำ เสี้ยมสอน จากผู้อ้างตัวว่าเป็นนักวิชาการมามากต่อมากแล้ว..มากจนน่ารำคาญ แต่ละคนพูดถึงการสอนการเรียนแนวใหม่สวยหรู..พวกเราก็ดีใจ แต่เอาเข้าจริง นักเรียนไปสอบเข้าเรียนต่อชั้น ม.1 ม.4 ..ท่านนักวิชาการทราบไม๊ ข้อสอบเข้าเรียนเหล่านั้น ยังออกแบบหลักสูตร 2503 2521 อยู่ดี..ค่าแป๊ะเจี๊ยะก็ยังมีอยู่ดี แล้วใคร..จนถึงปัจจุบันนี้ ก็ยังเป็นอยู่อย่างนี้จริงๆ..ยิ่งเรียนยิ่งสอน ยิ่งอ่านไม่ออกเขียนไม่ถูก..ถามจริง พวกนักคิดแนวใหม่พวกนี้ มีความเห็นอย่างไร..ผมเองใช้วิธีการเรียนการสอน "แนวพุทธ"มาตลอด ยอมรับว่ามันครอบคลุม การสอนแบบนี้มีมาแล้วตั้ง2500กว่าปี..แต่นักวิชาการเมืองไทย กลับเลียนแบบฝรั่ง ถุย ถุย

ดร.ไสว เลี่ยมแก้ว
IP: xxx.173.39.30
เขียนเมื่อ Sun Dec 28 2008 17:15:00 GMT+0700 (ICT)

สวัสดี คุณนกกรงหัวจุก

ผมสนใจความเห็นของคุณบางอย่างคือ

(๑) จากข้อความว่า "ผมเองใช้วิธีการสอนแนวพุทธ" แสดงว่า คุณเป็นครู

(๒) "ค่าป๊ะเจี๊ยะก็ยังมีอยู่"... อันนี้เป็นเรื่องของผลประโยชน์ ถ้ามองในแง่ว่า ดี / เลว ก็เป็นเรื่องของคุณธรรม ต้องแยกจาก "วิธีสอน"

(๓) "ข้อสอบ.. ยังออกแบบหลักสูตร ๒๕๐๓,๒๕๒๑ อยู่ดี.." ผมสันนิษฐานว่า คุณคงหมายถึงข้อสอบเหล่านั้นเป็นแบบปรนัย หรือเลือกตอบ แบบ ก. ข. ค. ง. จ. ถ้าใช่ก้อ (๑)ดีครับ แต่ผู้ออกข้อสอบ "ต้อง"มี "ความรู้" เกี่ยวกับ "หลักการเขียนข้อสอบแบบปรนัยชนิดเลือกตอบหลายตัวเลือก" ถ้า "ไม่" แล้ว ก็ (๒)ไม่ดี อย่างแน่นอน เรื่องการเขียนข้อสอบแบบปรนัยนี้ ครู"ต้อง"มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องของ "การวัด และประเมินผล" ซึ่งต้องเรียนมามาก จึงจะเขียนเป็น ในปัจุบันนี้หาได้ยากมาก แต่ครูพวกนี้ชอบออกแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ อนึ่ง แม้ว่าในปัจจุบันนี้เราเน้นเรื่องการสอนตามแนว "ปฏิบัตินิยม" (ซึ่งก็เป็นแนวคิดของพวกฝรั่งเหมือนกัน คุณก็จะ "ถุย"ด้วยใช่ไหม?) แต่ก็ยังนิยมเขียนข้อสอบแบบเลือกตอบอยู่ทั่วไป

(๔) มีความเข้าใจผิดอยู่บ้างเกี่ยวกับข้อสอบแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ คือ "ข้อสอบพวกนี้ใช้วัดความคิด หรือปัญญา" "ไม่ใช่"ใช้วัด "การเขียนสวยไม่สวย" ถ้าจะวัด"การเขียนว่าสวยไม่สวย ถูกหรือผิด" แล้ว ต้องสอบแบบอื่น เช่น "ให้เขียนเรียงความ" "คัดลายมือ" "เขียนตามคำบอก" ฯลฯ "การเขียนถูก-ผิด, สวย - ไม่สวย ต้องใช้วิชาภาษาไทยเป็นเครื่องในการสอนการพัฒนา" ข้อสอบแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ "ไม่มีหน้าที่ไปแย่งหน้าที่ของภาษาไทย" !!!!

เพียงใจ หอยสังข์
IP: xxx.173.131.11
เขียนเมื่อ Sun Aug 30 2009 19:31:42 GMT+0700 (ICT)

กราบเรียนอาจารย์ค่ะ

ดิฉันเป็นลูกศิษย์ท่านอาจารย์ค่ะที่มอ.ปัตตานี ช่วงปี 28-31 ค่ะ มีโอกาสเข้ามาเยี่ยมชม รู้สึกภาคภมิใจมากค่ะ อาจารย์ยังเป็นครูที่ผู้คนชื่นชมในความคิดของอาจารย์ ซึ่งยอดเยี่ยมมากค่ะ ดิฉันจะนำความคิดที่ดี ๆ ของอาจารย์ไปถายทอดแก่ให้กับเพื่อนร่วมงาน และนักศึกษา กศน.ค่ะ ดิฉันทำงานอยู่ที่สำนักงาน กศน.จังหวัดตรังค่ะ

IP: xxx.28.78.131
เขียนเมื่อ Sat Sep 05 2009 21:53:18 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณมากๆครับ

ดร.ไสว เลี่ยมแก้ว
IP: xxx.173.43.8
เขียนเมื่อ Tue Sep 15 2009 12:24:41 GMT+0700 (ICT)

อ้อ ดีใจมากครับ ขอให้มีความสุข ความสำเร็จ ทั้งสองท่านนะ

ธัญภา พันชนะ
IP: xxx.128.48.205
เขียนเมื่อ Sat May 29 2010 14:07:30 GMT+0700 (ICT)

ดิฉันเป็นครูสอนระดับประถมศึกษา อยากจะพัฒนาการคิดของนักเรียนมากๆเลยคะ แต่นักเรียนของดิฉันไม่ชอบคิดเลย ไม่คิดเพราะกลัวผิด เมื่อถามคำถามเกี่ยวกับความคิดเห็นก็มักไม่มีใครตอบ นั่งอยู่เฉยๆ พอให้เขียนตอบก็เขียนสั้นๆ หรือบางคนไม่เขียนเลยก็มี ทำอย่างไรจะกระต้นให้เขากล้าคิดคะ อาจารย์ช่วยตอบด้วยนะคะ

ดร.ไสว เลี่ยมแก้ว
IP: xxx.180.196.183
เขียนเมื่อ Tue Jun 15 2010 22:15:55 GMT+0700 (ICT)

สวัสดี คุณธัญภา

ตั้งคำถามให้เขาคิดโดยให้เขาเขียนตอบก่อน แล้วให้นำมาอ่านหน้าชั้น อ่านจบก็ชมเชย เช่น อะไรบ้างรวมกันได้ ๕ คำตอบก็จะเป็น ๐+๕, ๑+๔, ๒+๓, ๓+๒, ๔+๑, ๕+๐, ๒+๐+๓, (-๑)+๑+๕, ฯลฯ ให้เด็กออกไปรูดใบไม้มาคนละหนึ่งกำมือ แล้วให้แต่ละคนแยกประเภทของใบไม้นั้น เช่น ใบเล็กใบใหญ่, ใบยาวใบสั้น, ใบแฉกใบไม่แฉก, ใบเขียวใบไม่เขียว, ฯลฯ

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
{{ kv.current_user.preferred_name }} - เพิ่มความเห็นเพิ่มความเห็น
ใส่รูปหรือไฟล์