บ้านในสวน

 พื้นที่หน้าบ้านจัดสวนหย่อมด้วยตนเองครับ เป็นแผนระยะยาว คือปลูกไปเรื่อยๆ เน้นหามาปลูกไม่เน้นซื้อมาปลูกเว้นแต่การซื้อพันธุ์ เพื่อซึมซับเอาความภูมิใจที่ปลูกและบำรุงรักษาจนสวยงาม 

          ผมทำงานอยู่ที่ฝ่ายเทคโนโลยีทางการศึกษา มอ.ปัตตานี  สร้างบ้านอยู่นอกมหาวิทยาลัย บ้านฉันอยู่บนพื้นที่ประมาณ 5 ไร่ ด้านหน้าติดถนนลาดยางสายโคกโพธิ์ - บ้านปรัง  ไม่ว่าจะมาจากทางไหนห่าง 4 ก.ม. เท่ากัน ด้านหลังเป็นยอดเขาเตี้ยๆ    ด้านทิศใต้เป็นบ้านน้า  ถัดจากบ้านน้าก็เป็นบ้านแม่  ตรงกันข้ามเป็นบ้านของหลานและพี่สาว  ฉันอยู่ท่ามกลางญาติพี่น้องครับ  ในภาพมองจากสวนยางข้างบ้าน  มองข้ามถนนเป็นบ้านหลานอยู่ตรงกันข้าม  และบ้านพี่สาวอยู่ถัดมาทางขวามือ   ต้นปาล์มในภาพ  เรียก"ต้นเหรง" พึ่งทราบจากงานพืชสวนโลกว่าชื่อ "ปาล์มชวา" ความจริงน่าจะเรียกชื่อ "ปาล์มเหรง" ตามภาษาถิ่นใต้  เพราะปาล์มชนิดนี้เป็นพืชท้องถิ่นภาคใต้ มีทั่วไปตามธรรมชาติในป่าชื้นแถวภาคใต้  ขยายพันธุ์ง่าย  สักวันจะขุดย้ายมาแต่งสวนหน้าบ้าน

       พื้นที่ 2 ส่วน เป็นสวนยางพารา  อยู่ด้านทิศเหนือของตัวบ้าน ตรงรอยต่อระหว่างตัวบ้านกับสวนยางปลูกไผ่ตงไว้ 5 กอ  ให้ร่มเงาดีมาก  ระหว่างกอไผ่ตงและแทรกระหว่างแถวยางพาราทำโรงสีข้าวขนาดสองเกวียนไว้สีข้าวกินเอง  ช่วงที่บันทึกนี้ยังติดตั้งไม่เสร็จครับ(ดูรายละเอียดได้จากบันทึกประสบการณ์ติดตั้งเครื่องสีข้าว)   ทิศใต้ติดกับบ้านน้าประมาณ 1 ส่วนปลูกส้มโอพันธุ์หอมหาดใหญ่

        หน้าบ้านจัดสวนแบบง่ายๆ  ขุดสระเลี้ยงปลาคาล์ฟไว้หนึ่งสระ  รอบๆสระปลูกต้นไม้ที่ดูแลง่ายไว้ เช่น โกสน  ปาล์มจีบ  สละต้นที่เห็นในภาพเมล็ดงอกขึ้นเอง   การจัดสวนหน้าบ้านเป็นสวนหย่อมเล็กๆ   ปลูกไปเรื่อยๆ  เน้นที่หามาปลูก   ซึมซับเอาความภูมิใจที่ปลูกจนเติบโตมาได้ และตกแต่งจนสวยงาม    ไม่เน้นซื้อมาปลูก แต่จะหาเครื่องมือช่วยทำงานแทน  หลังบ้านที่เห็นเป็นฉากหลังเป็นสวนยางที่กำลังผลัดใบในเดือนกุมภาพันธ์  ระหว่างสวนยางกับบ้าน ปลูกไม้ผลอื่นๆที่รอวันโต เช่นสะตอ  ส้มแขก จำปะดะ  แซมด้วยสับปะรดเมื่อไม้ผลอื่นโตขึ้นสับปะรดก็หมดอายุไปเอง

  

ในภาพ ขุดต้นหมากที่กินกับพลูมาตกแต่ง  ต้นแรกล้อมโคนและย้ายมาปลูกเมื่อ ๑ กพ. ๕๐  ต้นที่ ๒ เมื่อ ๔ มี.ค. ๕๐ ต้นที่ ๓ เมื่อ ๔ เม.ย. ๕๐   จนถึงสิ้นเดือน พ.ค. ๕๐  ยังไม่ออกยอดใหม่เลย  แต่ยังไม่ตาย  ต้นโทรมกว่าที่เห็นในภาพ  ยังลุ้นต่อไปครับ (แล้วยอดก็เน่าเมื่อ1 ก.ค. 50 ไป หนึ่งต้น  เหลืออีก 2  คงจะรอด)

 ต้นข่อยต้นนี้ได้มาจากชายทุ่ง  ขุดล้อมมาปลูกตกแต่งเป็นไม้ประดับ  ต้นนี้ปลูกเมื่อวันปีใหม่ 1 ม.ค. 50 พอดี วันที่ถ่ายรูปนี้อายุประมาณ 30 วัน 

     เครื่องมือทุกอย่างที่ทุ่นแรงทำงาน  ตั้งแต่เครื่องตัดหญ้า  รถไถเดินตาม รถแทรกเตอร์ขนาดเล็ก  ไม่นับรวมจอบ มีด ขวาน ฯลฯ มีครบครับ

    เมื่อเครื่องมือครบการทำนาทำสวนจึงสะดวกมาก  ทำเองปี 2549 นี้ประมาณ 20 ไร่ เป็นนาดำ 14 ไร่  นาหว่านน้ำตม 6 ไร่   ทำสวนยางเอง ปลูกเอง 3 แปลง รวม 14 ไร่ 

แต่ละวันเวลาว่างไปไหนหมดไม่รู้  ถ้าถามว่าเป็นทุกข์ไหม?  ก็ไม่เห็นเป็นทุกข์  ถามว่ามีความสุขไหม?  ก็ไม่เห็นว่าสุขอย่างไร   แต่ทุกวันก็สนุกอยู่กับรดน้ำต้นไม้  ตัดหญ้า จัดสวน ไปนา ไปสวนยาง 

 

เมื่อข่อยต้นนี้อายุครบ ๓ เดือน ก็ตัดแต่งเป็นพุ่มได้แล้ว ดังในภาพ   หน้าแล้งงานในนามาก ตัดหญ้าไม่ทันไม่ได้กวาดใบยางพาราที่ผลัดใบ หญ้ามันเติบโตตามธรรมชาติ  รดน้ำให้ปุ๋ยมันก็ยาวเร็วเป็นธรรมดา  ใบยางพาราข้างบ้านในเดือนกุมภาพันธ์เป็นฤดูผลัดใบ  ปลิวลงมาเป็นธรรมดา  ให้มันผลัดใบให้หมดแล้วค่อยกวาดดีกว่า

        หลังเลิกงานในเดือนกุมภาพันธ์ เวลาประมาณ 17.30 น. ไปขนข้าว(แบบเลียง)กลับบ้าน  ซึ่งนาอยู่ห่างจากบ้านประมาณ 1 ก.ม.  แต่ต้องขับรถอ้อมประมาณ 4 ก.ม.  กว่าจะเอาข้าวกลับบ้านได้ก็มืดค่ำพอดี ปลายเดือนกุมภาพันธ์ต่อต้นเดือนมีนาตมไปเกี่ยวข้าวนาหว่าน 6 ไร่  ใช้เวลาว่างเสาร์-อาทิตย์  เกี่ยวไม่หมด  เพื่อนบ้านแนะนำให้ลงแขก  ตอนแรกออกปากไว้ประมาณ 10 คน  คำนวณดูแล้ว  ครึ่งวันไม่เสร็จแน่  ตัดสินใจจ้างเครื่องจักรเกี่ยวนวดข้าว ไร่ละ 700 บาท  ชั่วโมงเศษๆ เป็นอันเสร็จ  วันนี้(7 มี.ค.50) ต้องขนข้าวเปลือกกลับบ้านประมาณ 200 ถังครับ  เช้า-เย็น วันละ 2 เที่ยว  กว่าจะหมดก็ 3-4 วันแหละ

      กลางเดือนมี.ค.50 ออกไปขุดต้นกะพ้อมาตกแต่งบ้านครับ ได้มากอหนึ่ง  ทดลองชำไว้ใต้ต้นส้มโอก่อน  หากแข็งแรงแล้วค่อยย้ายออกมาที่สนาม

๙ พ.ค.๕๐  ขุดต้นเหรงไว้ต้นหนึ่ง  จะล้อมมาปลูกที่สวนหน้าบ้าน  ขุดไว้แล้วยังไม่ได้ย้ายเลย  กะว่าจะทิ้งไว้ให้รากที่ถูกตัดออกงอกเพิ่มให้แข็งแรงอีกหน่อย

         ปาล์มน้ำพุ ๒ ทะลายเพาะไว้  จนถึง ๑๕  พ.ค. ๕๐  เริ่มงอกแล้ว  ท่าทางงอกเยอะมากๆ  จะปลูกไว้เยอะๆ  ใครมีต้นไม้อื่นมาแลกก็ได้ครับ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

 หมายเลขบันทึก: 76670
 เขียน:  
 ดอกไม้:  ความเห็น: 28  อ่าน: คลิก 
 สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ
 แจ้งลบ
 
 แจ้งลบ

ความเห็น

มะปรางเปรี้ยว
เขียนเมื่อ Tue Feb 06 2007 20:33:30 GMT+0700 (ICT)

ภาพมันไม่แสดงนะค่ะ  ไม่ทราบว่าได้ใส่ไฟล์ใน gotoknow ก่อนนำมาใส่ในบันทึกหรือไม่ค่ะ

ดูท่าทางคุณชนันท์จะสบายใจจัง มีความสุขในการทำงานในสิ่งที่รัก  ยินดีด้วยค่ะ 

ชนันท์
เขียนเมื่อ Thu Feb 22 2007 15:59:40 GMT+0700 (ICT)

       หลังจากคุณมะปรางเปรี้ยวแจ้งว่าไม่เห็นภาพ  ตอนแรกสงสัยภาพจะโตไปหน่อย  เลยลดขนาดภาพลงอีกแต่ก็ยังไม่แสดงเหมือนเดิม  กว่าจะปิ๊ง ก็เกือบสี่โมงเย็นแน่ะ  ปัญหาอยู่ที่ไฟล์ภาพระบุ "ไม่แสดงภาพต่อผู้อื่น" ครับ  เมื่อแก้ไขตรงนั้นแล้วลองเปิดแบบไม่แสดงตนดู  เปิดได้และเห็นภาพหมดแล้วครับ  ขอบคุณคุณมะปรางเปรี้ยวที่ Feedback ให้ทราบครับ 

      

librarian-C
เขียนเมื่อ Thu Feb 22 2007 16:10:39 GMT+0700 (ICT)

อันแน่....ชวนไปเที่ยวบ้าน ชวนใครบ้างเอ่ย ถ้าจะยกไปกันทั้งสำนักฯ จะว่ากระไรจ๊ะ

 

สายลมแสงแดด
เขียนเมื่อ Thu Feb 22 2007 18:50:08 GMT+0700 (ICT)
อิจฉาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา
ตะวัน ยิ้มแฉ่ง
IP: xxx.12.74.5
เขียนเมื่อ Fri Feb 23 2007 10:32:49 GMT+0700 (ICT)

      เห็นด้วยกับคุณ librarian-c   รับไหวเปล่าเจ้า...

ตั้งใจไปเยี่ยมชมแล้วครั้งนึง มีไม้ให้ฟรีติดมือมาให้ด้วย แต่...

เจ้าของไม่อยู่   เลยให้คนอื่นไป

อิจฉาพอๆกับ คุณสายลมแสงแดดนะ

ชนันท์
เขียนเมื่อ Tue Feb 27 2007 16:37:06 GMT+0700 (ICT)
ก็ชวนไปเที่ยว  แล้วให้ URL ก็เท่ากับจองตั๋วเครื่องบินให้แล้ว เร็วกว่าอีกมั๊งครับ
คำภีร์
IP: xxx.91.18.192
เขียนเมื่อ Mon Apr 30 2007 15:28:26 GMT+0700 (ICT)

สวยน่าเที่ยวมาก 

anita
เขียนเมื่อ Fri Sep 28 2007 12:36:28 GMT+0700 (ICT)

น่ารัก น่าอยู่ น่าไปมักมาก.....

ชนันท์
เขียนเมื่อ Wed Oct 03 2007 10:08:02 GMT+0700 (ICT)
ขอบคุณครับ - ถ้ามีโอกาสเชิญนะครับ  / แต่ต้องทำใจว่าเป็นบรรยากาศชนบทนะครับ  ยิ่งถ้าชอบต้นไม้ - เศรษฐกิจพอเพียง คุยกันได้ยาวครับ แต่ถ้าไม่นัดหมาย หาตัวยากครับ  เพราะนอกเวลาทำงานปกติ อยู่ทุ่ง/อยู่สวนครับ
คิดถึงบ้าน
IP: xxx.173.62.212
เขียนเมื่อ Thu Feb 28 2008 21:25:41 GMT+0700 (ICT)

น่าอยู่รู้สึกอบอุ่น

เห็นแล้วคิดถึงแม่

สุทัศน์
IP: xxx.157.235.5
เขียนเมื่อ Tue Jun 03 2008 07:43:38 GMT+0700 (ICT)

บ้านน่าอยู่มากครับ ผมอยู่นราธิวาสนี่เอง กำลังจะซื้อที่ปลูกบ้าน แต่กว่าจะสร้างได้คงอีกราว 2 ปี เลยอยากจัดสวนและจัดสรรพื้นที่ไว้ก่อนแล้วค่อยสร้างบ้านทีหลัง ยังไงต้องขอคำแนะนำแล้วละครับ ขอบคุณครับ

ชนันท์
เขียนเมื่อ Tue Jun 03 2008 10:26:00 GMT+0700 (ICT)

ตอบคุณสุทัศน์ บ้านของผมสร้างในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ พ.ศ 2540 - 2541 เข้าไปศึกษารายละเอียดที่นี่ครับ

สุทัศน์
IP: xxx.157.235.5
เขียนเมื่อ Fri Jun 06 2008 15:24:21 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณครับคุณชนันท์ ผมได้ความรู้มากเลยครับ สำหรับผมตอนนี้ยังไม่มีแบบบ้านที่แน่นอน เปิดดูไปเรื่อยครับ แต่ผมชอบบ้านที่มีบริเวณ ตอนนี้กำลังจะซื้อที่ประมาณ 2ไร่ครับราคาราว 350000 บาท แต่ผมจะทำสัญญากับผู้ขายแบบสัญญาจะซื้อจะขาย โดยจ่ายเงินงวดแรกก่อนครึ่งหนึ่ง แล้วจะกำหนดจ่ายงวดที่สองต่อไป ไม่ทราบว่าคุณชนันท์มีข้อแนะนำอะไรบ้างครับ

ยังไงถ้าไม่รบกวนจนเกินไป อยากให้คุณชนันท์ช่วยอธิบายการเขียนแบบบ้านให้ด้วยครับ เผื่อว่าจะทำให้ผมสามารถเขียนแบบคร่าวๆ ได้บ้าง

ขอบคุณครับ

ชนันท์
เขียนเมื่อ Thu Jun 19 2008 16:29:21 GMT+0700 (ICT)

ตอบ คุณสุทัศน์

     ต้องขออภัยที่ตอบช้าครับ  ช่วงที่งานเยอะก็ไม่ได้เข้ามาดูครับ

      1) กรณีทำสัญญาแบบจะซื้อจะขาย โดยจ่ายเงินงวดแรกก่อนครึ่งหนึ่ง  จ่ายงวดที่สองต่อไป วิธีการแบบนี้ถ้าคนขายซื่อสัตย์ ก็ไม่มีปัญหา  แต่ถ้าเขาเบี้ยว  เรายุ่งยากครับ  เข้าทำนองอ้อยเข้าปากช้างนะครับ  แล้วถ้าภายหลังเขาไยอมขายขึ้นมาแล้วก็ไม่ยอมโอนให้ด้วย ยิ่งปวดหัวหนักครับ  กัดฟันหาตังค์ให้ครบ  แล้วผ่อนหนี้กับธนาคารหรือสหกรณ์แล้วโอนให้เรียบร้อยจะดีกว่าครับ  การทำสัญญาจะซื้อจะขายควรจะทำเพื่อมัดจำเล็กน้อย เพื่อจองเท่านั้น เช่น จองเพื่อจะซื้อที่ดิน 3 แสน ในราคาจอง 5,000 บาท  ไม่ควรทำแบบผ่อนส่ง

 

2) การเขียนแบบบ้าน

  • ร่างแบบตามที่เราต้องการให้ช่างเขียนแบบดู ว่าเราต้องการลักษณะบ้านแบบไหน  ถ้าร่างไม่เป็นเอารูปแบบบ้านที่เราชอบให้ช่างดูได้เลย  ตรงไหนเราไม่ชอบเราก็บอกว่าให้เปลี่ยนไปเป็นแบบไหนก็ว่ากันไป แล้วให้ช่างสเก็ตซ์แบบให้ดูก่อน  แล้วอย่าลืมบอกงบที่มีด้วย  ไม่งั้นเขียนแบบบ้านสวยหรู ถูกใจ  แต่ตังค์ไม่พอ
  • ถ้าถูกใจและเหมาะกับตังค์ ก็ให้ร่างแบบแปลนก่อน  เพื่อให้เห็นว่าห้องนอน ห้องรับแขก ครัว ฯลฯ อยู่ตรงตำแหน่งที่ถูกหลัก ถูกใจ  (บางคนดูฮวงจุ้ยด้วย) ถ้าถูกใจก็ให้เขียนแบบได้เลย  และให้ช่างเขียนแบบ ส่งแบบให้วิศวกรคำนวณโครงสร้างให้เรียบร้อยก่อนทำพิมพ์เขียว  ตรงนี้สำคัญเพราะช่างเขียนแบบอาจจะไม่มีความรู้ทางวิศวกรรมพอ  ส่วนมากช่างเขียนแบบจะประมาณ(กะ)เอา  ซึ่งอันตรายครับ  โครงสร้างอาจวิกฤติได้(คือพังในภายหลัง)
  • แบบต้องครอบคลุม 1)รูปผังตามที่ดินของเรา เพื่อระบุว่าจะสร้างตรงไหนของ 2 ไร่นั้น  2)รูปแปลนพื้น 3)รูปด้านข้างทุกด้าน 4)ส่วนขยายต่างๆ โดยเฉพาะเสา คาน ที่สำคัญ คือ รายการประกอบแบบ ที่ไม่ต้องวาดรูปแต่บรรยายไว้ครับ
  • เพราะฉะนั้น  เมื่อได้พิมพ์เขียว  ต้อง 1)แบบถูกใจ 2)คำนวณโครงสร้างให้เรียบร้อย 3)รายการประกอบแบบครอบคลุมตามต้องการ

ตอบได้ประมาณร้อยละ 10 ของรายละเอียดครับ

jar
IP: xxx.90.92.251
เขียนเมื่อ Sun Jun 07 2009 20:08:32 GMT+0700 (ICT)

น่าอยู่ครับ

หยั่งราก ฝากใบ
เขียนเมื่อ Sun Jun 07 2009 20:13:37 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะ

บ้านน่าอยู่นะคะ บรรยากาศดีค่ะ

(^___^)

ชนันท์
เขียนเมื่อ Tue Jun 16 2009 16:17:31 GMT+0700 (ICT)

ไม่ได้เข้ามาหลายวัน มีแขกมาเยี่ยมบ้านเพิ่มขึ้นเยอะ บันทึกครั้งก่อน 3000 คนเศษ วันนี้ 5324 คน ขอบคุณที่มาเยี่ยมครับ

เด็กบ้านนอก อยู่นาเระ
เขียนเมื่อ Sat Aug 08 2009 14:35:38 GMT+0700 (ICT)

อยากมีบ้านสวย ๆ เหมือนอาจารย์บ้าง

นก
IP: xxx.42.69.27
เขียนเมื่อ Mon Aug 17 2009 15:24:48 GMT+0700 (ICT)

บ้านน่าอยู่มากเลยค่ะ กำลังคิดจะสร้างบ้านในสวนเหมือนกันค่ะ

ชนันท์
เขียนเมื่อ Tue Aug 18 2009 10:02:35 GMT+0700 (ICT)

ตอบเด็กนาเระ กะ นก ลองเข้าไปดูเคล็ดลับการสร้างบ้านที่นี่ครับ

นก
IP: xxx.42.103.82
เขียนเมื่อ Tue Aug 18 2009 15:13:16 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณมากค่ะสำหรับเคล็ดลับการสร้างบ้านอ่านแล้วได้ประโยชน์มากเลยค่ะ

ชนันท์
เขียนเมื่อ Thu Oct 29 2009 11:27:43 GMT+0700 (ICT)

ไม่ได้เข้ามาดูนาน วันนี้มีเพื่อนเข้ามาเยี่ยม 7040 คน แล้ว ช่วงวันที่บันทึกนี้ (29 ต.ค 52) สวนที่บ้านต้นไม้สมบูรณ์ขึ้นเยอะ ขยายพื้นที่ออกไปเรื่อยๆ ยังมีพื้นที่และต้นไม้ที่ชำไว้อีกเยอะ แต่จะพยายามไม่ให้แน่นมากจนอึดอัด สนามหญ้าจะโปร่งสบายที่สุดครับ

เยี่ยมชม
IP: xxx.122.132.232
เขียนเมื่อ Mon Dec 14 2009 10:54:31 GMT+0700 (ICT)

รู้สึกดีจังเลยคะ ไม่ว่าจะเป็นภาพ หรือข้อความดูเจ้าของบ้านจะมีชีวิตความเป็นอยู่ ที่ใครอีกหลายคนอยากมีวิถีชีวิตแบบนี้บ้างจัง บ้านก็สวย อยู่กับธรรมชาติ และเป็นธรรมชาติที่เลี้ยงชีวิตคนในบ้านได้สบายไม่ต้องกลัวอด บ้านเดิมของเราก็อยู่ต่างจังหวัด มีทุกอย่างพร้อมในการกินอยู่ ปลูกข้าวกินเอง มีผลไม้ให้กินตามฤดูแบบไม่มีขาด มีพืชผักให้ทำอาหารอยู่รอบบ้าน มีรั้วกินได้แทนสวนสวยเวลามีเพื่อนบ้านมาหาก็จะได้ของกินกลับไปเป็นของฝาก มีสมุนไพรที่สามารถนำมารักษาตัวได้หลายชนิด(แต่ไม่ค่อยได้ใช้ประโยชน์เพราะคนในบ้านแข็งแรง) พอนึกถึงชีวิตเดิม ๆ ที่จากมาก็คิดถึงจับใจ และคิดว่าถ้าตอนนี้เลือกได้ อยากกลับไปอยู่วิถีแบบพอเพียงเช่นเดิม ขอบคุณเจ้าของบ้านที่ทำให้ รู้สึกอบอุ่นใจอีกครั้งที่ได้เห็นความเป็นจริงของชีวิต ว่าจริง ๆ แล้วชีวิตเราก็ไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่า การที่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบแบบไม่มีขอบเขต ชีวิตที่อยู่แบบพอเพียง อย่างที่พ่อของพวกเราบอก นั้นมีความสุขจริง ๆ ขอให้พระองค์ทรงพระเจริญ

ชนันท์
เขียนเมื่อ Mon Dec 14 2009 15:31:37 GMT+0700 (ICT)

วันที่บันทึกนี้มีเพื่อนเข้ามาเยี่ยม 7435 คน ครับ ขอบคุณผู้เยี่ยมชม ที่สะท้อนความรู้สึกดีๆ ต่อวิถีชนบท ทุกวันนี้เราแสวงหา/ไขว่คว้า กันจนลืมความสุขที่แท้จริง ช่วงหนึ่งของชีวิตเห็นอนาคตข้างหน้าที่จะต้องไขว่คว้า แล้วเราก็ปีนอย่างทุลักทุเลเพื่อเอามาให้ได้ เมื่อถึงช่วงเวลาหนึ่ง มีอะไรหลายๆ อย่างเข้ามาทำให้เรารู้สึกว่าความสุขที่แท้จริงคือ 1) การได้กินของดีที่ปราศจากสารพิษ ไม่ใช่ของดีราคาแพง ของดีที่ว่าคือข้าวที่ปลูกและสีกินเอง ไม่ต้องคลุกยาฆ่าแมลงกันมอด  ผักบนรั้วรอบบ้านเช่นตำลึง พริก ตะไคร้ ขิง ข่า  บ้างเป็นผักจากชายทุ่งชายคลอง เช่น ยอดจิก ยอดมะม่วงหิมพานต์ ผักกาดนกเขา ยอดขรี ดอกบอนจีน  บ้างเป็นผักจากป่ายางพารา เช่นยอดผักหวานบ้าน ผลลูกชุมไกรซึ่งแกงเลียงเวลาขบดังเผาะกรอบหวานอร่อยอย่าบอกใครเชียว   ผลไม้ที่ปลูกอย่างละสี่ซ้าหาต้น ออกผลไม่ซ้ำเวลาให้ได้กินเกือบตลอดปี  อย่างน้อยมะพร้าว4 ต้น ให้ผลอ่อนมีกินทั้งปี  เพราะรู้ว่าน้ำมะพร้วอ่อนมีประโยชน์ไง  มังคุด เงาะ ส้มโอ แก้วมังกร  สับปะรด  ของสดๆ ตามฤดูกาล  ซึ่งส่วนใหญ่ปลูกไว้เพื่อกินเอง  มีผิดพลาดในการตัดสินใจนิดหน่อยที่วางแผนใช้พื้นที่ไปประมาณ 2 งาน ปลูกส้มโอ 16 ต้น  มีปีแรกปีเดียวที่ให้ผลผลิตประมาณ 500 ผล  หลังจากนั้นโดนแมลงวันทองเจาะเน่าเกือบหมด  ไม่เหลือขายซักปีเดียว  เพียงแต่เหลือจากแมลงเจาะพอมีกิน  เคยตัดสินใจว่าจะโค่นทิ้ง บังเอิญวันหนึ่งปลูกชำพันธุ์ไม้ไว้เยอะ จึงได้ใช้ประโยชน์ของร่มเงาต้นส้มโอทำเป็นเรือนเพาะชำหลังคาธรรมชาติ ไม่ต้องคลุมซาแรน ไม่ต้องทำเสา ไม่ต้องซ่อมซาแรนที่ขาดเลยเว้นไว้ใช้ประโยชน์ร่มเงาเป็นเรือนเพาะชำ   2) การได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี มีอากาศบริสุทธิ  ไม่จำเป็นต้องอยู่ในเมืองที่มีสังคมล้วนแข่งขัน  ท่ามกลางควันพิษ  ทุกวันนี้ระบบสาธารณูปโภคที่เมืองใหญ่มี  ชนบทก็มีทุกอย่างครับ  ไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์  อินเตอร์เน็ต ถนนของกรมทางหลวงชนบทที่ราดยางตลอดทั้งสาย เมื่อขับรถออกจากทางหลวงชนบท 4 ก.ม. มาขึ้นทางหลวงแผ่นดิน 4 เลนอีก 20 ก.ม. ขับรถมาทำงานด้วยเวลาเพียง 20 นาทีก็ถึงที่ทำงานครับ 3) มีสิ่งอำนวยสุขภาพที่ดี  การได้ออกกำลังกายทุกวัน เพราะแต่ละวันจะต้องง่วนอยู่กับนา และสวน ทั้งสวนยางและสวยสวย  กลางวันออกไปทำนาทำสวนนอกบ้านเป็นส่วนใหญ่ เสร็จจากนาจากสวนแบ่งเวลาบางส่วนทำสวนสวยไว้บำรุงหัวใจให้ชุ่มฉ่ำเมื่อเห็นไม้ดอกไม้ประดับงามตา  โชคดีที่ข้างๆ บ้านอีก 2 ครอบครัว รสนิยมเหมือนๆ กัน เลยคุยกันได้  แลกเปลี่ยนพันธุ์ไม้กันบ้าง หาพันธุ์ไม้ใหม่ๆ มาเผื่อแผ่กันบ้าง  ไม้ที่เขาเบื่อกำลังจะขุดทิ้ง เห็นว่ายังสวยก็ย้ายมาอยู่ที่สวนของเรา  หรือไม่ก็เขาบอกให้เราไปขุดเอาบ้าง  เลยได้สวนสวยอย่างที่เห็นครับ  การมีโรงพยาบาลที่ดีที่สุดของภาคใต้อยู่ใกล้ๆ ใช้เวลาขับรถเพียงชั่วโมงเศษ ทำให้การรับบริการสาธารณสุขที่ดีเมื่อครอบครัวและญาติมิตรป่วยไข้จึงเป็นความไว้วางใจได้จากสถานพยาบาลที่ดีที่สุดก็ว่าได้   4) การได้รับอาหารสมองที่ดี เพราะสถานศึกษาดีๆ อยู่ไม่ไกล ทั้งโรงเรียนสาธิตเพื่อให้ลูกเรียนในระดับมัธยมศึกษา  หรือการศึกษาในระดับอุดมศึกษาที่มีมหาวิทยาลัยทั้งของรัฐและเอกชนหลายแห่ง ด้วยการเดินทางเพียงชั่วโมงเดียว  เพราะการคมนาคมที่สะดวก ลูกหลานได้มีโอกาสเลือกเรียนหนังสือได้จากหลายสถาบันใกล้ๆ  หรือแม้แต่จะไปเรียนที่ไกลๆ ก็สามารถพูดคุยกันทางอินเตอร์เน็ตได้ทุกคืน  ด้วยความที่อินเตอร์เน็ตราคาไม่แพง  จึงเป็นแหล่งเรียนรู้ไร้พรมแดน  อยากรู้อะไรสามารถค้นคว้าได้ตลอดเวลาด้วยค่าเช่าคู่สาย 2 Mb ที่เดือนละ 360 บาท ราคาพอๆกับรับหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งทุกวัน   ชีวิตคนเราถ้ามีพร้อม 4 อย่างนี้ คืออาหารดี  สิ่งแวดล้อมดี สุขภาพดีและได้รับการศึกษาที่ดี  ผมว่าน่าจะมีความสุขได้ครับ  อ้อ ! อีกอย่าง ต้องไม่มีหนี้สินล้นพ้นตัวด้วยนะครับ  เพราะหนี้สินที่ล้นพ้นตัวเป็นปัจจัยบั่ทอนสุขภาพจิต  สมดังคำที่ว่า ความไม่มีหนี้เป็นลาภอันประเสริฐครับ  ด้วยปัจจัยสิ่งแวดล้อมชนบทที่ดีกว่าในเมือง แต่มีสิ่งอำนวยความสะดวกเหมือนกับในเมือง  อยากจะเชิญชวนใครก็ได้ที่มีโอกาส  ออกไปอยู่นอกเมืองกันเถอะครับ  ขอสนับสนุนผู้เยี่ยมชมที่แสดงความคิดเห็นไว้ด้านบนครับ  อย่าซื้อบ้านจัดสรรชานเมือง ให้หาซื้อที่

อร
IP: xxx.26.20.97
เขียนเมื่อ Wed Jun 01 2011 22:34:05 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะ อรเป็นคนบ้านนอกค่ะในวัยเด็กอยากจะทำกับข้าวก็เพืยงออกไปนอกบ้านเท่านั้น เพราะบ้านอรเมื่อก่อนอยู่ในโครงการพื้นที่สีเขียวของพ่อหลวง ผักปลอดสารพิษนั้นคือสิ่งที่เป็นผลิตภัณฑ์ของหมู่บ้านที่อรอยู่สารเคมีที่ใช้ในการกำจัดวัชพืชหรือแมลงเราไม่รู้จักเราใช้เพียงน้ำจากใบยาสูบและเม็ดของสะเดาที่แก่แล้วมาหมักก็ได้ยาที่ไล่แมลงที่มารบกวนพืชผักเป็นอย่างดี ส่วนปุ๋ยเราก็มีปุ๋ยหมักและขี้วัว ขี้ควาย ขี้ไก่ ขี้หมู พืชผักที่เราทานรดชาติหวานมาก ต้นก็อ่อนไม่แข็งแกร็นเหมือนสมัยนี้เวลาทานจะทราบทันทีว่าเขาใส่ปุ๋ยที่เป็นเคมี อยากทานอะไรก็ออกไปสวน สวนเราไม่มีก็ไปขอสวนข้าง ๆ บ้านก็ได้ เรามีอะไรก็แลกกัน ทำกับข้าวก็เอาไปแบ่งกันทาน หน้าลงแขกเป็นวันที่อรชอบที่สุดเพราะเราจะได้กินแกงไก่บ้านแสนอร่อย ช่วงงานบุญชาวบ้านก็จะพร้อมใจกันไปวัด ทำความสะอาด ฟังธรรม แต่..........ตอนนี้ไม่มีอีกแล้วผักปลอดสารพิษที่ได้รับการสนับสนุนจากจังหวัด พอพ่อเมือง ประกิต เทพชนะ ท่านย้ายไปชาวบ้านที่นำผักปลอดสารพิษ ไปขายที่หน้าศาลากลางก็โดนไล่ที่ ไม่ให้ขายผลิตภัณฑ์ของชาวบ้านที่ทำไปขายตอนนี้ก็เรียกกันว่า otop ก็ไม่ได้ไปขาย ทั้งที่คำนี้จะเป็นสินค้าที่ราคาถูกแต่ตอนนี้ otop คือสินค้าที่แพงมาก ที่หมู่บ้านก็เปลี่ยนไปชาวบ้านไม่ทำนา ไม่ทำสวนปลอดสารพิษกันแล้ว ส่วนการลงแขกเกี่ยวข้าวไม่มีอีกแล้ว น้ำใจผู้คนก็หายไปพร้อมกับสิ่งใหม่ ๆ ที่เข้า ยังคงเหลือก็เพียงการเข้าวัดทำบุญเท่านั้นที่ยังเหลืออยู่ (ยังดี)ตอนนี้อรก็มีครอบครัวแล้วกำลังปลูกบ้านและคิดว่าจะทำสวนในบ้านของตัวเองให้เป็นพืชผักสวนครัวที่เราสามารถทำเองได้ง่าย สอนให้ลูกรู้จักคำว่าพอเพียงตามพ่อหลวงของเรา และต่อไปภายภาคหน้าจะซื้อที่ไว้ทำสวนทานเอง ทำนาเพื่อมีข้าวไว้ทานเองเหมือนกันค่ะ

แต่ตอนนี้อรยังออกจากสายงานที่ทำอยู่ไม่ได้ อรเป็นผู้รับเหมาค่ะเอ่ยแค่นี้ทุกคนก็คงทราบว่าทำไมอรถึงอยากออกมาอยู่นอกเมือง ออกมาสู่ความเป็นจริง และความเป็นธรรม ธรรมะ สังคมตอนนี้ที่อรอยู่มันคือสีเทาค่ะ

ขอบคุณ คุณชนันท์มากค่ะดูบ้านคุณแล้วอรมีความสุขจังค่ะ อิจฉาคุณจริงจังเชียวค่ะ

ชนันท์
เขียนเมื่อ Tue Jun 14 2011 14:34:34 GMT+0700 (ICT)

ค้นหาตนเองให้เจอ แล้วทำในสิ่งที่รักที่ชอบ เพียงระวังอย่าให้กระทบคนอื่น ความสุขก็จะมาเองครับ สุข-ทุกข์อยู่ที่ใจ(เรา)ครับ ใช่ใครจะมาบงการได้

ฮูด้า
เขียนเมื่อ Tue Jun 14 2011 15:02:12 GMT+0700 (ICT)

มีบ้าน และวิถีชีวิตที่น่าอิจฉาจริงๆ คะ คุณชนันท์

ขอให้ผลผลิตงอกงามนะคะ

ชนันท์
เขียนเมื่อ Tue Jul 26 2011 15:21:00 GMT+0700 (ICT)

      ช่วงวันที่ เม.ย-พค.54 ชีพจรลงเท้า สวนรกมาก 9 พ.ค. 54 กลับมาลุยตัดหญ้าตั้งแต่ 05.300 - 19.00 น. ภายในวันเดียวงานเสร็จเรียบร้อย หลังจากนั้นอีก 5 วันปวดหลังปวดเอวอยู่ประมาณ 45 วัน ไม่คุ้มเลย วันหลังจะไม่ทำงานแบบนี้อีกแล้ว ทำไปเรื่อยๆดีกว่า แม้จะไหวก็ต้องพัก เพราะหักโหมแล้วผลตามมารุนแรงมาก ไม่คุ้มค่าเลย สู้ทำไปเรื่อยๆ เป็นช่วงๆ เสร็จเป็นหย่อมๆ ดีกว่าเสร็จหมดแต่ระบมไปทั้งตัว

       ใครที่เกิดอาการเจ็บเอวปวดหลังหลังจากออกแรง อย่าตกใจครับ มันเกิดจากการที่กล้ามเนื้อไม่คลายตัว เมื่อใช้งานหนักๆ กล้ามเนื้อจะเครียดและส่งผลไปที่กล้ามเนื้อ เอ็นและกระดูก ถ้าไปหาหมอ เขาให้ยาคลายกล้ามเนื้อมากิน ถ้ากินยาคลายกล้ามเนื้อบ่อยๆจะกระทบกับกระเพาะอย่างรุนแรง  เป็นโรคกระเพาะรักษายากกว่าอีกครับ แล้วทรมานกว่าด้วย   บางคนพอปวดเมื่อยก็เข้านวดแผนโบราณ ก็เสียตังค์เปล่าครับ เพราะหมอนวดให้จะไม่หายหรอกครับ ที่ดีที่สุดคือพักการใช้กล้ามเนื้อชั่วคราวแล้วมันจะผ่อนคลายและหายไปเอง  เหตุการณ์ทั้งหมดที่เล่ามานี่ผมลองมาหมดแล้วครับ สังเกตดูถ้าทำงานหนักวันเสาร์-อาทิตย์  จะปวดหลังวันพุธ-พฤหัส  คือหลังจากวันทำงานหนักประมาณ 3-5 วัน  ถ้าผ่านช่วงนี้ไปได้ก็จะไม่เป็นไร  ดังนั้นถ้าทำงานหนัก บ่อยๆ ร่างกายก็จะคลายตัวและยืดหยุ่นไปเอง แต่ถ้านานๆ ที อย่าหักโหมเด็ดขาด  เหมือนกับการวิ่งออกกำลังกายไงครับ  ไม่เคยซ้อมมาก่อน อยู่ๆวิ่งแบบ 100 เมตร เลย รับรองกล้ามเนื้อฉีก  แต่ถ้าค่อยๆ ซ้อมมาก่อนแล้วค่อยๆ เพิ่มปริมาณและคุณภาพขึ้นวันละนิด  ผลลัพธ์ก็จะดีเอง  ทำงานก็เช่นเดียวกัน อยู่ๆ ไปยกของหนักไม่ได้ ต้องวอร์มเพื่อยืดหยุ่นกล้ามเนื้อก่อน

       ลองใช้วิธีที่ผมว่า รับรองหายจากอาการปวดหลัง ปวดเอว

 อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
 ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
{{ kv.current_user.preferred_name }} - เพิ่มความเห็นเพิ่มความเห็น
 ใส่รูปหรือไฟล์